ชวนเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ แอนิเมชั่นประเภทต่างๆ แบบครบถ้วนกันเถอะ !

2317

บทความโดย: อุ้ย

สวัสดีค่า หลังจากคราวที่แล้วนะคะ ที่ผู้เขียนได้แนะนำให้ได้รู้จักกันไปแล้วกับมุมกล้อง ขนาดภาพ และการเคลื่อนไหวกล้อง วันนี้ผู้เขียนก็จะขอเอาความรู้ในเรื่องของประเภทแอนิเมชั่นต่างๆ มาฝากทุกคนกันนะคะ

แต่ต้องบอกก่อนว่าว่าบทความนี้อาจจะไม่ได้บอกขั้นตอนวิธีการผลิตแอนิเมชั่นนั้นๆ โดยละเอียด หากจะมาบอกถึงจุดเด่นและเอกลักษณ์ของแอนิเมชั่นแต่ละประเภทกันค่ะ ถ้าทุกคนพร้อมแล้วก็ไปดูกันเล้ยยยย

—————————————–

Traditional animation

Traditional animation หรือ การสร้างแอนิเมชั่นแบบดั้งเดิม เป็นการสร้างชิ้นงานด้วยการวาดภาพระบายสีลงบนตัวละครและฉากลงบนแผ่นใส(cel) และนำมาลำดับภาพเคลื่อนไหว ยกตัวอย่างที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยมากที่สุดก็พวกการ์ตูนของดิสนีย์ในอดีต

ในส่วนของขบวนการขั้นตอนการทำนั้นจะเริ่มจากการวาดภาพตัวละครและฉากบนแผ่นใส และนำแผ่นใสแต่ละแผ่นมาซ้อนกัน แล้วถ่ายภาพแผ่นใสนั้นด้วยกล้องถ่ายภาพที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเรียงภาพแต่ละแผ่นเข้าด้วยกันอย่างมีมิติ และให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เกิดการกระตุก ก็จะทำการวาดรูปอย่างน้อย 24 เฟรมต่อวินาที หรือเข้าใจกันง่ายๆ เลยก็ต้องวาด 24 รูปต่อเวลา 1 วินาที ในแอนิเมชั่นนั่นเอง!!!

ก็ต้องวาด 24 รูป
ต่อเวลา 1 วินาที ในแอนิเมชั่นนั่นเอง

ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้การผลิตแอนิเมชั่นประเภทนี้ มีระยะเวลาในการทำที่นานและมีราคาที่สูง แต่ต้องยอมรับจริงๆ นะคะ ว่าเวลาได้ดูแอนิเมชั่นประเภทนี้แล้วมันรู้สึกถึงความสวยงาม สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและความประณีตของผู้สร้างเลยล่ะค่ะ

———————————

2D Vector-based animation

2D Vector-based animation แอนิเมชั่นประเภทนี้ถือว่าได้รับความนิยมอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการผลิต ส่วนเทคนิคการผลิตก็คล้ายกันกับประเภท Traditional animation เพียงแต่จะทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่า รวมถึงลดต้นทุนและระยะเวลาได้ได้มากกว่า

แอนิเมชั่นประเภทนี้ถือว่า
ได้รับความนิยมอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างที่บอกในบทความก่อนหน้านี้ค่ะ ว่าเทคนิคการผลิตก็จะคล้ายกันกับประเภท Traditional animation แต่ขบวนการขั้นตอนการผลิตก็จะต่างกันหน่อย เริ่มจากจุดแรกที่ต่างกันเลยก็คือการวาด ซึ่งจะเป็นการใช้โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเหลือให้สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ง่ายต่อการแก้ไข ยกตัวอย่างโปรแกรม Flash, After Effects เป็นต้นค่ะ

———————————

3D computer animation

3D computer animation แอนิเมชั่นประเภทนี้จะมีลักษณะแตกต่างจากแอนิเมชั่นอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ทั้ง Traditional animation, 2D animation, 3D animation ก็ยังต้องใช้ความเข้าใจในหลักการของการเคลื่อนไหวและองค์ประกอบเหมือนกัน ซึ่ง 3D animation นั้นคล้ายกันกับ Stop-motion เนื่องจากทั้งคู่จัดการการแอนิเมชั่นด้วยการวางตัวแบบและขยับเฟรมต่อเฟรม แต่ 3D animation นั้นสามารถควบคุมได้มากกว่า สมูธกว่า และต่อเนื่องกว่า

การสร้าง 3D animation จำเป็นที่จะต้องใช้ทักษะความรู้และความชำนาญของศาสตร์คอมพิวเตอร์กราฟิก ซึ่งประกอบไปด้วยเทคนิคย่อยๆ อีกหลายแขนง เช่น การสร้างแบบจำลองสามมิติ (three-dimensional modelling) การให้แสงและเงา (shading) การลงลายผิวภาพ (texture mapping) การควบคุมการเคลื่อนที่ (motion control) เป็นต้น หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปงานก็จะไม่สมบูรณ์ ยกตัวอย่างวิดีโอด้านล่างจากเรื่อง Brave ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ค่ะ

แล้วในงานแอนิเมชั่น 3D นี้ ก็มีสไตล์อีกอย่างนึงที่กำลังฮิตเลยในทศวรรษที่ผ่านมา นั่นก็คือ Cel-Shading หรือ Toon Shading โดยการแรเงาด้วยสไตล์ของ Cel-Shading นั้น จะต่างจากงานแอนิเมชั่น 3D ทั่วไป เพราะเป็นการใช้สีแรเงาที่น้อยลง เพื่อสร้างรูปลักษณ์ที่มีลักษณะแบนราบ โดยที่เงาและไฮไลท์จะปรากฏเป็นเฉดสีแทนที่จะผสมกันอย่างราบรื่นแบบ Gradient ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนภาพ 2D ที่มีมิติ หรือเป็นงาน 3D ที่มีลักษณะคล้ายกับ 2D ยกตัวอย่างแอนิเมชั่น 3D สไตล์ Cel-Shading ที่หลายคนน่าจะเคยเห็นผ่านตากันบ้าง คือเรื่อง Spider into the spider verse

เป็นงาน 3D ที่มีลักษณะคล้ายกับ 2D

———————————

Motion graphics

Motion graphics ถือว่าเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างแตกต่างจากแอนิเมชั่นประเภทอื่นๆ เพราะมันไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับกลไกร่างกายหรือการแสดง เป็นสไตล์ที่เน้นองค์ประกอบทางกราฟิก เช่น เส้น สี มากกว่าแคแรกเตอร์ โดยทั่วไปจะเป็นการทำเพื่อการค้าหรือการส่งเสริมการขายเสียมากกว่า

ขบวนการขั้นตอนการผลิตจะขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้ เพราะว่าแต่ละโปรแกรมนั้น มักจะมี UI และ การตั้งค่าที่แตกต่างกัน แต่แนวคิดส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆ กันอยู่

———————————

Stop motion

และแล้วก็มาถึงข้อสุดท้าย คือแอนิเมชั่นประเภท Stop motion นั้นเองง หลายคนอาจจะเคยได้ยินผ่านๆ มาแล้วบ้าง แต่บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน Stop motion นั้นเป็นการถ่ายภาพวัตถุแล้วขยับไปมาเล็กน้อย แล้วบันทึกภาพแบบทีละเฟรม ซ้ำไปซ้ำมา จากนั้นนำภาพมาเรียงต่อกันเพื่อสร้างภาพเคลื่อนไหว โดยใช้วัสดุจริงในการรังสรรค์แอนิเมชั่นขึ้นมา แทนการวาดภาพลงแผ่นใส

กระบวนการขั้นตอนในการผลิต Stop motion นั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากวัตถุแต่ละชิ้นจะต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ในขณะที่มันถูกถ่ายภาพทุกเฟรมเพื่อลำดับการเคลื่อนไหว อีกอย่าง Stop motion ก็จำแนกได้หลายประเภทดังนี้

– Claymation 

คือการนำวัสดุประเภทดิน เช่น ดินเหนียว ดินน้ำมัน หรือดินเบา มาปั้นแล้วใส่โครงกระดูกเพื่อขยับเคลื่อนไหว เป็นหนึ่งในรูปแบบ Stop motion ที่นิยมมากที่สุด

 

– Puppet

คือการใช้หุ่นกระบอก มีโครงกระดูกขยับไปมา เปลี่ยนใบหน้าตามการแสดงออกตามอารมณ์

Cut-Out

ใช้วัสดุที่มีลักษณะแบน เช่น กระดาษ เศษผ้า เป็นต้น ในการผลิตโดยเน้นสไตล์ที่แบนๆ เหมือนกับ Vector แล้ววางลงบนกระดาษ วัสดุจะขยับเล็กน้อยในแต่ละเฟรม ขณะถ่ายภาพเคลื่อนไหว

– Silhouette

ใช้กระดาษแข็งหรือวัสดุแบนบางชนิด ที่คล้ายกับประเภท Cut-Out หรือว่าอาจจะเป็นวัสดุอย่างอื่นที่ไม่จำเป็นต้องแบนก็ได้ แต่วัตถุทุกอย่างจะเป็นสีดำ และภาพจะถูกแสดงด้วยเงาเท่านั้น นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบ Stop motion ที่เก่าแก่ที่สุด อารมณ์ก็น่าจะคล้ายๆ หนังตะลุงบ้านเราประมาณนั้นค่ะ

– Action Figures / Lego

ที่คุ้นๆ ตาก็จะเป็นแอนิเมชั่นจากค่าย LEGO นั่นแหละค่ะ แต่นอกจากทางค่ายผลิตเองแล้ว คนอื่นก็ทำด้วยเช่นกัน เพราะประเภท Action Figures / Lego ค่อนข้างเป็นที่นิยมมากใน Youtube ที่มีแชลแนลหลายแชลแนลที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทำ

– Pixelation

Pixelation เป็นรูปแบบของ Stop motion ที่ใช้คนจริงและสภาพแวดล้อมจริง เพื่อสร้างวิดีโอที่เหนือจริง โดยการใช้วิธีการหยุดการเคลื่อนไหวและถ่าย และเคลื่อนไหวแล้วถ่ายอีกภาพ เหมือนในตัวอย่างจากวิดีโอด้านล่างค่ะ

———————————

Sand Animation

        Sand Animation แอนิเมชั่นที่โรยทรายให้เต็มแผ่นกระจก ที่จัดแสงเข้าทางด้านหน้าหรือหลัง และหลังจากนั้นก็ใช้มือหรืออุปกรณ์ต่างๆ วาดลวดลายลงบนผืนทรายตามต้องการ และใช้กล้องถ่ายแต่ละเฟรมจากนั้นนำไปลำดับภาพจนเป็นแอนิเมชั่น

———————————

Rotoscoping

Rotoscoping เป็นการสร้างแอนเมชั่นที่วาดเฟรมต่อเฟรมด้วยมือของแอนิเมเตอร์ ที่วาดจากการอ้างอิงความเคลื่อนไหวของตัวละครด้วยฟุตเทจที่ถ่ายจากคนจริงๆ จึงทำให้การเคลื่อนไหวดูเป็นธรรมชาติ และสมจริง

.
.
.
.
.
.

สำหรับบทความ ความรู้เกี่ยวกับแอนิเมชั่นประเภทต่างๆ ในวันนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ค่ะ หวังว่าทุกคนจะได้ความรู้จากบทความนี้กันนะคะ ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจและรู้จักประเภทของแอนิเมชั่นมากยิ่งขึ้นด้วย เผื่อจะเอาไปต่อยอดสร้างสรรค์อนิเมชั่นในรูปแบบเฉพาะตัวกันต่อไป หรือจะเอาไปเซิชหาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานกันก็ได้เช่นกันจ้า

แล้วพบกันใหม่กับบทความเกี่ยวกับการ์ตูน ศิลปะ และภาพยนตร์ ได้ที่เว็บ Plotter ค่า

อ้างอิง:

Shares