ผลรางวัล 92nd Oscar ครั้งประวัติศาสตร์ ! !

91

สวัสดีชาว Plotter ทุกท่านครับ และแล้ววันเวลาก็หมนุนเวียนมาบรรจบครบปีอีกครั้งจนมาถึงการประกาศรางวัลใหญ่ที่ทั่วโลกเฝ้ารอและจับตามองอย่าง 92nd Academy Awards หรือที่หลายๆ คนเรียกกันแบบสั้นๆ ว่า รางวัลออสการ์(Oscar) นั่นเอง ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 92 แล้ว และมีหนังที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงมากกว่า 30 เรื่องด้วยกัน โดยมี 1917, Parasite, Joker, Once Upon A Time… In Hollywood, Marriage Story, The Irishman เป็นตัวเต็งในสาขาต่างๆ

ซึ่งรางวัลใหญ่สุดอย่าง Best Motion Picture of the Year ก็มีภาพยนตร์เข้าชิงทั้งหมด 9 เรื่องด้วยกันประกอบไปด้วย

  • 1917
  • Joker
  • Once Upon A Time… In Hollywood
  • The Irishman
  • Marriage Story
  • Little Women
  • Jojo Rabbit
  • Ford v Ferrari
  • Parasite

ซึ่งในเมื่อเวลาประมาณ 11:30 น. ของวันนี้ผลรางวัล 92nd Academy Awards ทั้งหมดทุกสาขาก็ออกมาแล้วเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะครับบ เอาล่ะเรามาดูกันว่าเรื่องไหน ได้รางวัลอะไรกันไปบ้างงง 

 

PARASITE

Director:  Bong Joon Ho

เข้าชิงทั้งหมด 6 สาขา และ ได้รางวัลทั้งหมด  4 สาขา

Best Motion Picture of the Year
(ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)

Best Achievement in Directing(ผู้กำกับยอดเยี่ยม)
“Bong Joon Ho”

Best Original Screenplay(บทออริจินอลยอดเยี่ยม)
“Bong Joon Ho” และ “Jin Won Han”

Best International Feature Film
(ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม) – เกาหลีใต้

ซึ่งนี่นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของเวทีออสการ์เลยทีเดียวเมื่อ Parasite เป็นภาพยนตร์เอเชียเรื่องแรกอีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่บทพูดไม่ใช่ภาษาอังกฤษเรื่องแรก ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

——————–

1917

Director:  Sam Mendes

เข้าชิงทั้งหมด 10 สาขา และ ได้รางวัลทั้งหมด 3 สาขา

Best Achievement in Cinematography(กำกับภาพยอดเยี่ยม)
“Roger Deakins”

Best Achievement in Visual Effects
(วิชวลเอฟเฟ็กต์ยอดเยีย่ม)

Best Achievement in Sound Mixing
(บันทึกเสียงยอดเยี่ยม)


สำหรับ 1917 ดูเหมือนจะเป็นหนังที่รางวัล กำกับภาพยอดเยี่ยมลอยมาแต่ไกล ด้วยความที่หนังเลือกถ่ายทำแบบ One Shot และตัดต่อให้ภาพยนตร์เป็นแบบ Longtake ทั้งเรื่อง นั่นทำให้ 1917 มีความโดดเด่นในด้านงานภาพเป็นอย่างมาก ซึ่ง Oscar ตัวนี้ก็เป็นตัวที่ 2 ของ “Roger Deakins” แล้ว หลังจากที่เขาเคยได้รางวัลนี้ไปแล้วเมื่อปี 2018 จากภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner 2049

——————–

JOKER

Director:  Todd Phillips

เข้าชิงทั้งหมด 11 สาขา(เยอะที่สุดในปีนี้) และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 2 สาขา

Best Performance by an Actor in a Leading Role(นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม)
“Joaquin Phoenix”

Best Achievement in Music Written for
Motion Pictures (Original Score)(ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม)
“Hildur Guðnadóttir”

นับเป็นการเดินทางที่ไกลพอสมควรสำหรับภาพยนตร์ดัดแปลงจากคอมิคส์อย่าง Joker ที่แม้ว่าจะได้รับคำชมอย่างล้นหลามแต่ภาพยนตร์ก็ส่งผลกระทบต่อสังคมไม่น้อยเลย ซึ่งการเข้าชิงออสการ์ถึง 11 สาขา นับว่า Joker ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแล้วเพราะนี่ทำให้ Joker กลายเป็นภาพยนตร์ดัดแปลงจากคอมิคส์ที่เข้าชิงออสการ์เยอะที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น นี่ยังทำให้ Joker กลายเป็นตัวละครที่คว้าออสการ์ได้ถึง 2 ครั้งด้วยกัน (ครั้งแรก “ฮีธ เลดเจอร์” คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมเมื่อปี 2009 จากภาพยนตร์เรื่อง The Dark Knight และครั้งล่าสุดกับ “วาคีน ฟินิกซ์” คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Joker)

ซึ่งทั้งสองรางวัลที่ Joker คว้ามานั้นนับว่าเป็นตัวเต็งของทั้งสองสาขามาตั้งแต่ต้นเลยล่ะ เพราะหากใครได้ชม Joker กันแล้วล่ะก็น่าจะเห็นได้ชัดเลยว่าความโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ตกอยู่ที่การแสดงของ วาคีน ฟินิกซ์ เกือบทั้งหมด อีกทั้งดนตรีประกอบยังช่วงส่งให้ตัวละครดูมีความน่ากลัวและเกรงขามขึ้นไปอีก ซั่ง Joker ก็คว้ารางวัลทั้งสองสาขานี้มาหลายเวทีแล้วเช่นกัน

——————–

Once Upon a Time …in Hollywood

Director: Quentin Tarantino

เข้าชิงทั้งหมด 10 สาขา และ ได้รับรางวัลมาทั้งหมด 2 สาขา

Best Performance by an Actor in a Supporting Role(นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม)
“Brad Pitt”

Best Achievement in Production Design
(ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม)

น่าเสียดายแทนเฮียลีโอที่อุตส่าห์ได้เข้าชิงนำชายยอดเยี่ยมแต่ก็ชวดอีกตามเคย(เอาน่ะอย่างน้อยก็ได้นำชายไปครองสำเร็จแล้วจาก Revernant นี่เนอะ) อย่างไรก็ตามผลงานเรื่องนี้ของ เควนติน ดูเหมือนจะแตกต่างไปจากผลงานของเขาก่อนหน้านี้ค่อนข้างมาก และแทบจะไม่เหลือกลิ่นอายของเขาเอาไว้เลย ความโดดเด่นอย่างเดียวที่คงเหลือไว้ คือบทที่เฉียบคมและอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ (แต่ก็ไม่ได้ออสการ์มาครองนะ)

แต่ไอ้ที่โดดเด่นไม่แพ้บทพูดของหนังเลยคงไม่พ้นการเนรมิตฉากหลังของ Hollywood ที่พาคนดูย้อนกลับไปในยุค 60’s ออกมาได้อย่างสมจริง และเนี๊ยบกริ๊บ ราวกับย้อนเวลากลับไปถ่ายในยุค 60’s จริงๆ รวมไปถึงการแสดงที่เฉียบคมของ แบรด พิตต์ ที่เรียกว่า ฉากอัดหน้ายิปซี ทำเอาเจ็บดั้งไปตามๆ กัน หรือแม้แต่ความบ้าคลั่งในช่วงองก์สุดท้ายของหนังก็ทำเอากลัวผู้ชายคนนี้ไปเลย อีกทั้งการรับบทเป็นสตั๊นท์แมนคู่หูของ ลีโอ เองก็ทำออกมาดีไม่น้อย เคมีของทั้งคู่ดูเข้ากั๊นเข้ากันแบบสุดๆ

——————–

FORD V FERRARI

Director: James Mangold

เข้าชิงทั้งหมด 4 สาขา และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 2 สาขา

Best Achievement in Film Editing
(ตัดต่อยอดเยี่ยม)

Best Achievement in Sound Editing
(ลำดับเสียงยอดเยี่ยม)

FORD V FERRARI เป็นอีกหนึ่งผลงานยอดเยี่ยมในปี 2019 จากผลงานของผู้กำกับอย่าง James Mangold จาก Logan ซึ่งน่าเสียดายที่ Christain Bale ไม่ได้เข้าชิงนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมกับเขาด้วย ทั้งๆ ที่เขาเองก็แสดงได้ค่อนข้างยอดเยี่ยมเลยนะ(แต่คงเพราะบทบาทอื่นๆ ของเขานั้นหวือหวากว่านี้ล่ะมั้ง) อย่างไรก็ดีหนังก็ยังกวาดรางวัลมาได้ครึ่งหนึ่งจากที่เสนอชื่อเข้าชิง 4 สาขา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า FORD V FERRARI เองก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ตัดต่อหนังออกมาได้มันส์และเร้าใจไม่แพ้เรื่องไหนๆ เลย

——————–

JOJO RABBIT

Director: Taika Waititi

เข้าชิงทั้งหมด 6 สาขา และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 1 สาขา

Best Adapted Screenplay(บทดัดแปลงยอดเยี่ยม)
“Taika Waititi”

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในไทยเราไม่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ(อันนี้ก็ไม่รู้ด้วยสาเหตุใดกันแน่นะ) แต่ผลงานใหม่ของ ไทก้า ไวติติ หรือที่สายแมสหน่อยรู้จักกันในฐานะผู้กำกับ Thor: Ragnarok ก็มาค่อนข้างไกลเลยทีเดียว ถึงขั้นได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมกับเขาเลยนะ ทั้งนี้ ยั่งส่งให้ สการ์เล็ต โจแฮนสัน ได้เข้าชิง นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมและทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงหญิงคนเดียวที่ได้เข้าชิงสองสาขาใหญ่อย่าง นักแสดงนำหญฺงยอดเยี่ยม(จาก Marriage Story) และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม นั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองบทบาทที่เธอได้เข้าชิงยังเป็นบท “คุณแม่” ทั้งคู่ด้วยนะ … จะว่าไปรางวัลนี้ ไทก้า ก็ได้รับจากมือ นาตาลี พอร์ตแมน หรือ Thor Jane Foster ซะด้วยนะเนี่ย

——————–

JUDY

Director: Rupert Goold

เข้าชิงทั้งหมด 2 สาขา และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 1 สาขา

Best Performance by an Actress in a Leading Role(นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม)
“Renée Zellweger”

อีกหนึ่งสาขาที่นอนมาแน่ๆ กับนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ที่ยังไงก็คงต้องยกให้ เรเน่ ซิลแวกเกอร์ จาก จูดี้ ซึ่งนี่เป็นออสการ์ตัวที่ 2 ของเธอโดยตัวแรกเธอได้จากสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง Cold Mountain เมื่อปี 2004 ที่น่ารักมากๆ เลยก็คือวันนี้เธอใส่ชุดสีขาวมาเหมือนเมื่อครั้งที่เธอได้ออสการ์เมื่อปี 2004 ด้วยนะเอ้อ(ขอบคุณเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ จากพี่เอิร์ธออสการ์ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ)

Renée Zellweger ในงานประกาศรางวัลออสการ์ปี 2020

Renée Zellweger ในงานประกาศรางวัลออสการ์ปี 2004

——————–

A Netflix Film: Marriage Story

Director: Noah Baumbach

เข้าชิงทั้งหมด 6 สาขา และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 1 สาขา

Best Performance by an Actress in a Supporting Role(นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม)
“Laura Dern”

แม้ว่าปีนี้ Netflix จะมาแรงเป็นอย่างมากแต่ก็ยังคงไม่เข้าตาออสการ์เท่าที่ควรทำให้ค้วารางวัลมาได้แค่ 2 เรื่องเท่านั้น จากทั้งหมด 6 เรื่อง ประกอบไปด้วย The Irishman, Marriage Story, The Two Popes, American Factory, Klaus และ I Lost my Body แต่ที่น่าช้ำใจสุดคงเป็น The Irishman ของ มาร์ติน สกอร์เซซี ที่เข้าชิงถึง 10 สาขา แต่กลับชวดหมดทั้ง 10 สาขาซะอย่างนั้น

เช่นเดียวกันกับ Adam Driver ที่มอบการแสดงที่ยอดเยี่ยมมากๆ ให้กับ Marriage Story แต่ทว่าคู่แข่งของเขาในปีนี้ค่อนข้างแข็งเลยทีเดียวทำให้เขาพลาดรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปอย่างน่าเสียดาย และสุดท้ายทำให้มีเพียง ลอร์ล่า เดิร์น ที่ค้วารางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมมาให้ Marriage Story แต่อย่างไรก็ดีเธอเองก็เป็นตัวเต็งของสายนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เธอก็คว้ารางวัลในสาขาเดียวกันจากเวที Golden Globes มาครอง

——————–

LITTLE WOMEN

Director: Greta Gerwig

เข้าชิงทั้งหมด 6 สาขา และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 1 สาขา

Best Achievement in Costume Design(ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม)

นับเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากสำหรับ Little Women ที่เข้าชิงถึง 6 สาขาแต่กลับคว้ามาได้เพียงแค่ 1 รางวัลเท่านั้นแต่อย่างไรก็ดี เกรต้า เกอร์วิก ผู้กำกับของเรื่องก็ส่งให้นักแสดงสาวอย่าง เซอร์ซา โรแนน เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมถึง 2 ครั้ง(ครั้งแรกจาก Lady Bird) ซึ่งนั่นทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงสาวที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 4 ครั้งด้วยกัน และแน่นอนว่ารางวัลที่ Little Women ได้นั้นก็คู่ควรกับเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะชุดของ 4 สาวนั้นออกมาสวยงามและเข้ากับยุคสมัยที่เล่าในเรื่องได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

——————–

Bombshell

Director: Jay Roach

เข้าชิงทั้งหมด 3 สาขา และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 1 สาขา

Best Achievement in Makeup and Hairstyling(แต่งหน้ายอดเยี่ยม)

ดูเหมือนว่า Bombshell จะเป็นตัวเต็งของสาขานี้เลยล่ะเพราะก่อนหน้านี้ทีมเมคอัพก็พึ่งคว้ารางวัลจากเวที BAFTA มาหมาดๆ ซึ่ง Bombshell ส่งให้ ชาลิซ เทอรอน ได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมอีกครั้ง อีกทั้งยังส่งให้ มาร์โกต์ ร๊อบบี้ ได้เข้าชิงสมทบหญิงยอดเยี่ยมอีกด้วย

——————–

ROCKETMAN

Director: Dexter Fletcher

เข้าชิงทั้งหมด 1 สาขา และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 1 สาขา

Best Achievement in Music Written for
Motion Pictures (Original Song)
(เพลงประกอบยอดเยี่ยม)
“(I’m Gonna) Love me again”

อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากกับ Rocketman ที่หยิบเอาชีวประวัติของ เอลตัน จอห์น มาสร้างเป็นภาพยนตร์แต่ทว่ากลับมาได้ไม่ไกลเท่า Bohemian Rhapsody เสียอย่างนั้น ซ้ำร้ายทั้งๆ ที่นักแสดงนำอย่าง แทรอน อิกเกอร์ตัน ลงทุนลงแรงร้องเพลงประกอบเอง ก็ยังไปได้ไม่ถึงฝันเหมือน เมี่ มาเลค แต่อย่างน้อยๆ เพลงที่ เอลตัน จอห์น ลงทุนเขียนขึ้นใหม่เพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ยังประสบความสำเร็จจนคว้ารางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม มาได้สำเร็จล่ะนะ

——————–

TOY STORY 4

Director: Josh Cooley

เข้าชิงทั้งหมด 2 สาขา และ ได้รับรางวัลทั้งหมด 1 สาขา

Best Animated Feature Film
(แอนิเมชั่นยอดเยี่ยม)

เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่จริงๆ สำหรับ Toy Story 4 เพราะไม่เพียงจะพกเทคโนโลยีใหม่ๆ มาแบบเต็มกระเป๋าจนทำให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้ออกมาสมจริ๊งสมจริง แถมเทคนิคการถ่ายทำยังล้ำหน้าไปซึ่งให้ความรู้สึกราวกับใช้กล้องจริงๆ ในการถ่ายทำ (จะเห้นได้ว่าในหนังมีโบเก้สวยๆ หลายฉากเลยล่ะ) แต่… ดูเหมือนผลของสาขานี้ดูจะพลิกล๊อคไปมากพอสมควรเมื่อ Golden Globes ให้ Missing Link ได้รางวัลนี้ไป ในขณะที่ Kluas กวาด Annie Awards มาเป็นกระตั๊ก เช่นเดียวกันกับ I Lost My Body ในขณะที่ Toy Story 4 ชวดมาจากหลายๆ เวที ไม่รู้ว่าออสการ์อยากจะให้ปลอมใจ Toy Story 4 ที่ช้ำมาหลายเวทีรึเปล่านะ?

——————–

HAIR LOVE

Directors:  Matthew A. Cherry, Everett Downing Jr.

Best Animated Short Film
(แอนิเมชั่นสั้นยอดเยี่ยม)

——————–

AMERICAN FACTORY

Directors: Steven Bognar, Julia Reichert

Best Documentary Feature
(สารคดียอดเยี่ยม)

——————–

Learning to Skateboard in a Warzone (If You’re a Girl)

Director: Carol Dysinger

Best Documentary Short Subject
(สารคดีสั้นยอดเยี่ยม)

——————–

The Neighbors’ Window

Director: Marshall Curry

Best Live Action Short Film
(ภาพยนตร์เหตุการณ์สั้นยอดเยี่ยม)

.

.

.

.

.

นอกจากการประกาศรางวัลแล้ว 92nd Academy Awards ครั้งนี้ยังเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยด้วยเช่นกันเพราะ แก้ม – วิชญาณี เปียกลิ่น ได้ขึ้นไปร่วมร้องเพลง In  to the Unknown เพลงประกอบแอนิเมชั่น Frozen 2 ร่วมกับ อินดิน่า เมนเซล และนักพากย์จากประเทศต่างๆ ด้วยและเป็นนักร้องชาวไทยคนแรกที่ได้ขึ้นไปร่วมร้องเพลงบนเวทีออสการ์ด้วยนะ

ภาพจาก facebook.com/WaltDisneyThailand

ยัง ยังไม่หมดเพราะนอกจาก แก้ม – วิชญาณี Rapper ชื่อดังอย่าง Eminem ยังโผล่มาเซอร์ไพรซ์ในการโชว์เพลง Lose Yourself บนเวทีอีกด้วย ซึ่งเจ้าเพลงนี้เนี่ยเป็นเพลงที่ทำให้เขาได้รับรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง 8Miles แต่ ! ในปีนั้นด้วยความที่เขาคิดว่ายังไง๊ยังไงมันก็ไม่น่าจะได้รางวัลแน่ๆ เขาก็เลยไม่ได้มาร่วมงานเสียอย่างนั้น นั่นจึงทำให้การขึ้นมาโชว์ในครั้งนี้เป็นเหมือนกึ่งๆ การแก้ตัวในครั้งนั้นของ Eminem เลยก็ว่าได้

เป็นไงกันบ้างครับมีเรื่องไหนตรงที่เดาไว้กันบ้างรึเปล่า หรือว่าเชียร์ทีมไหนแล้วมีเรื่องไหนได้รางวัลตามที่เชียร์ที่เก็งกันไว้ไหมครับ? แล้วผล Best Picture เป็นไปตามที่หวังไหม? หรือเซอร์ไพซ์ซะทำเอาช๊อคกกันไปเลย ยังไงก็คอมเมนต์มาบอกกันได้นะคร้าบ
เอาล่ะ แล้วพบกันใหม่กับบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ การ์ตูน และศิลปะ ได้ที่เว็บ Plotter จ้า

Shares