WHO DOES WHAT ON A MOVIE ใครทำอะไรบ้างในงานเบื้องหลังภาพยนตร์

1055

บทความโดย วิจักษณ์ กาฬภักดี (อดีตนักศึกษาฝึกงานในกองบรรณาธิการนิตยสาร Starpics)

รางวัลออสการ์ นอกจากจะจัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติให้กับเหล่าบุคลากรที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในวงการภาพยนตร์แต่ละปีแล้ว สำหรับผู้ชมอย่างเราๆ (เช่น เจ้าของบทความนี้) ผลจากการติดตามชมงานประกาศรางวัลออสการ์มาหลายปี ก็ทำให้ได้รู้จักผู้คนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น จากที่แต่ก่อนดูหนังก็สนใจแค่ว่าใครแสดงนำ ใครกำกับ แต่พอมาเห็นงานออสการ์มีการมอบรางวัลในสาขาต่างๆ นอกเหนือจากหนังยอดเยี่ยม นักแสดงยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยมแล้ว เรายังได้รู้จักกับบุคคลที่ทำหน้าที่ในฝ่ายอื่นๆ เช่น ฝ่ายกำกับภาพ ฝ่ายตัดต่อ ฝ่ายบันทึกเสียง ฝ่ายเทคนิคพิเศษ และอีกมากมาย ซึ่งแต่ละฝ่ายแต่ละตำแหน่งไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ล้วนแต่มีส่วนทำให้เกิดหนังสักเรื่องขึ้นมาทั้งสิ้น

สิ่งนี้เองที่จุดประกายความสงสัยใคร่รู้ที่ว่า ในการสร้างหนังแต่ละเรื่องนั้น ผู้อยู่เบื้องหลังมีใครและทำหน้าที่อะไรกันบ้าง ถ้าอยู่ในตำแหน่งนี้ต้องมีทักษะอย่างไร (เผื่อใครสนใจอยากทำงานเบื้องหลังภาพยนตร์จะได้รับรู้ไว้) และในแต่ละฝ่ายมีบุคคลเด่นๆ เป็นตัวอย่างคนไหนที่เราควรรู้จักเอาไว้…

 

DIRECTOR – ผู้กำกับ

หน้าที่ที่ต้องทำ : ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่สุดในการสร้างหนังเลยก็ว่าได้ ผู้กำกับคือผู้ควบคุมทิศทางของหนังทั้งในแง่การแสดงและองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งหมด หน้าที่หลักของผู้กำกับคือคิดเพื่อเล่าเรื่อง และต้องรับรู้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกองถ่ายเพื่อแก้ไข พูดง่ายๆ ผู้กำกับก็คือคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองในกองถ่ายนั่นเอง

ทักษะที่ควรมี : มีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์การทำหนังอย่างลึกซึ้ง มีวิสัยทัศน์และมุมมองกว้างไกล มีความเป็นศิลปินและความคิดสร้างสรรค์ มีความเข้าใจในงานด้านเทคนิคต่างๆ มีความเป็นผู้นำ สามารถสื่อสารและบริหารจัดการคน เพื่อควบคุมดูแลเหล่านักแสดงและทีมงานได้อย่างเป็นระบบ

บุคคลที่พึงรู้จัก : คริสโตเฟอร์ โนแลน (Memento, The Dark Knight, Inception) เมื่อกล่าวถึงผู้กำกับมากฝีมือและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างในยุคปัจจุบัน หนึ่งในนั้นย่อมหนีไม่พ้น คริสโตเฟอร์ โนแลน อย่างแน่นอน เขาคือผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอังกฤษ-อเมริกัน ทั้งยังเป็นนักเขียนและโปรดิวเซอร์อีกด้วย โนแลนเริ่มต้นจากการทำหนังอินดี้ที่ไปกวาดรางวัลและแจ้งเกิดให้เขาในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ก่อนจะกลายมาเป็นผู้กำกับหนังใหญ่ที่ยังคงรักษาลายเซ็นเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

ความน่าสนใจ : เคยมีคนบอกว่าหนังที่จะประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ต้องดี แต่มันต้องโดนด้วย ซึ่งหนังของโนแลนถือว่าโดนทุกเรื่อง อย่าง Memento ที่มีการเล่าเรื่องแบบไม่ธรรมดา ย้อนจากหลังไปหน้า ทำให้บทที่ค่อนข้างธรรมดา กลับดูสนุก, The Prestige มีปริศนาให้คนดูปวดหัวตลอดเวลา มีการวางปมที่น่าสนใจ ชวนให้หาคำตอบ, Inception ก็มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำลึกเกี่ยวกับความฝัน อาจมีหลายจุดที่เข้าใจยาก แต่นั่นเองที่ทำให้หนังน่าค้นหา ส่วนไตรภาค The Dark Knight ก็พลิกขนบหนังซูเปอร์ฮีโร่ให้มีความเป็น แอ็คชั่น-ดราม่า อย่างจริงจังสมเหตุสมผล ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ฮีโร่ต้องเผชิญคืออะไร สรุปก็คือหนังของโนแลนมักซับซ้อน แต่ดูแล้วสนุกและต้องคิดตามไปตลอดจนกลายเป็นเสน่ห์ประจำตัวที่น่าลิ้มลอง

“ผมไม่เคยมองว่าตนเองเป็นคนที่โชคดี ผมคือผู้ที่มองโลกในร้ายมากกว่าใคร

นี่ต่างหากตัวตนที่แท้จริงของผม”

— คริสโตเฟอร์ โนแลน —

 

PRODUCER – ผู้อำนวยการสร้าง

หน้าที่ที่ต้องทำ : ควบคุมงานสร้างภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นตัวแทนหรือเป็นหน้าเป็นตาของสตูดิโอ เป็นตัวกลางระหว่างนายทุนและผู้กำกับ หรือบางครั้งก็อาจเป็นนายทุนด้วยตัวเอง ในการจัดสรรงบและควบคุมดูแลตลอดกระบวนการผลิต บางครั้งก็ต้องประสานอย่างใกล้ชิดกับผู้กำกับ เพื่อคุมงานให้เดินไปอย่างถูกทิศถูกทาง

ทักษะที่ควรมี : ความสามารถด้านการจัดระบบและบริหารคน มีความเข้าใจเรื่องการเงินและการวางแผน (จะได้ไม่ตื่นตระหนกกับตัวเลขง่ายนัก) มีวาทศิลป์ในการเจรจาโน้มน้าว มีวิสัยทัศน์ที่แจ่มแจ้ง มองออกว่าควรจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไร เพื่อให้ผู้กำกับสามารถสร้างผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บุคคลที่พึงรู้จัก :  เจอร์รี บรัคไฮเมอร์ (The Rock, Pirates of The Caribbean, The Lone Ranger) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และโทรทัศน์ ชาวอเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในสายหนังแอ็คชั่น/ไซ-ไฟ เจ้าของผลงานฟอร์มยักษ์หลายต่อหลายเรื่องอย่าง The Rock (1996), Armageddon (1998), Pearl Harbor (2001), National Treasure (2004) และหนังภาคต่อสุดฮิต Pirates of the Caribbean

ความน่าสนใจ : โดยส่วนใหญ่หนังแต่ละเรื่องผู้กำกับมักมีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักมากกว่าตัวผู้อำนวยการสร้าง แต่กับ เจอร์รี บรัคไฮเมอร์ ไม่เป็นเช่นนั้น เขาเป็นผู้อำนวยการสร้างที่มีชื่อเสียงมากพอๆ กับผู้กำกับหลายคนในยุคนี้ เนื่องด้วยหนังหลายเรื่องที่เขารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างมักเป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จทางรายได้อย่างมหาศาล ถ้าเอารายรับจากทุกเรื่องมารวมกันก็ปาเข้าไปหลายพันล้านเลยทีเดียว แม้หลายเรื่องจะใช้ต้นทุนสูงมากจนเป็นสถิติ แต่ก็มักชดเชยได้ด้วยรายรับที่สูงยิ่งกว่า เรียกว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องทุ่มเท(เงิน)เข้าไว้

“ผมคิดว่าความสำเร็จของผมเกิดขึ้นจากความกลัวเพียงหนึ่งเดียว

นั่นคือ … กลัวที่จะล้มเหลว”

— เจอร์รี บรัคไฮเมอร์ —

 

WRITER – นักเขียนบท

หน้าที่ที่ต้องทำ : คิดและพัฒนาบทหนัง ทั้งที่เป็นบทแบบดั้งเดิมคือคิดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด หรือบทดัดแปลงโดยมีที่มาจากนิยายหรือการ์ตูน โดยผู้เขียนอาจเขียนขึ้นเองแล้วนำไปเสนอต่อสตูดิโอผู้สร้างหนัง หรือว่าทางสตูดิโออาจเป็นฝ่ายว่าจ้างนักเขียนเองก็ได้ หากบทหนังที่เขียนมีจุดบกพร่อง ผู้เขียนก็จำเป็นต้องนำบทกลับมาแก้ไขหรือขัดเกลา เพื่อให้ได้บทที่ทางสตูดิโอหรือผู้กำกับต้องการ

ทักษะที่ควรมี : ความสามารถในการสรรค์สร้าง (หรือดัดแปลง) เนื้อเรื่องให้สามารถสร้างเป็นหนังได้ นี่คือความแตกต่างระหว่างนักเขียนบทมือโปรกับนักเขียนบททั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังต้องรู้จักหาไอเดียใหม่ๆ มาใช้ในการเขียนบท นอกจากนี้ ความสามารถในการนำเสนอบทให้คนอื่นเข้าใจและเห็นภาพก็จำเป็นเช่นกัน

บุคคลที่พึงรู้จัก : อารอน ซอร์คิน (A Few Good Men, The Social Network) นักเขียนบทหนังและบทโทรทัศน์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ ผลงานการเขียนบทหนังที่ผ่านมาของเขา ได้แก่ A Few Good Men (1992), Malice (1993), The American President (1995), Charlie Wilson’s War (2007), The Social Network (2010) และ Moneyball (2011) โดยเกือบทุกเรื่องล้วนเป็นหนังดราม่าและมีประเด็นที่น่าสนใจ

ความน่าสนใจ : บทหนังที่เขียนโดย อารอน ซอร์คิน ได้เข้าชิงและคว้ารางวัลต่างๆ หลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือออสการ์บทดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก The Social Network ที่นำเอาอัตชีวประวัติของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ซึ่งเหมือนจะเป็นงานถนัดของซอร์คิน เพราะบทหนังแนวอัตชีวประวัติอีกสองเรื่องอย่าง Charlie Wilson’s War และ Moneyball ต่างก็ได้รับคำชมไม่แพ้กัน โดยบทหนังของซอร์คินมักมีบทพูดที่ยาวเหยียดรัวเร็ว ทั้งยังมีการสอดแทรกมุมมองการเมืองในทางเสรีนิยมอีกด้วย

“ผมมองว่าทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น แต่ไม่เคยคิดว่าทุกคนจะได้รับโอกาสนั้น

และอินเทอร์เน็ตก็ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง”

— อารอน ซอร์คิน —

 

Cinematographer – ผู้กำกับภาพ

หน้าที่ที่ต้องทำ : ตากล้องผู้ทำหน้าที่บันทึกภาพ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวตามที่ผู้กำกับต้องการ นอกจากนี้ ยังต้องคอยดูแลเรื่องการจัดแสง เพื่อช่วยสื่อสารอารมณ์ของภาพด้วย

ทักษะที่ควรมี : สายตาที่เฉียบคมในการสร้างสรรค์ภาพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคต่างๆ ในการถ่ายภาพเคลื่อนไหว ทั้งการจัดแสง องค์ประกอบภาพ

บุคคลที่พึงรู้จัก : โรเจอร์ เดียกินส์ (No Country for Old Men, Skyfall) ผู้กำกับภาพมากฝีมือชาวอังกฤษ เป็นที่รู้จักจากหนังดังหลายเรื่องทั้ง The Shawshank Redemption (1994), No Country for Old Men (2007) และหนัง เจมส์ บอนด์ อย่าง Skyfall (2012)

ความน่าสนใจ : เขาร่วมงานกับผู้กำกับมากฝีมืออย่างพี่น้องโคเอนบ่อยครั้งเช่นเรื่อง Fargo, No Country for Old Men และ True Grit โดยเทคนิคการจัดแสงที่เขาใช้เป็นประจำก็คือการใช้แสงจากหลอดไฟเพียงแค่หนึ่งหรือสองดวง เขาได้เข้าชิงออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมมาแล้วถึง 15 ครั้งจากหนังอย่าง The Shawshank Redemption, Fargo, No Country for Old Men, The Reader, True Grit, Skyfall, Sicario และคว้ารางวัลมาจนได้ในครั้งที่ 14 จากเรื่อง Blade Runner 2049 โดยปีนี้เขายังมีลุ้นเข้าชิงจากหนังตัวเต็งอย่าง 1917 ด้วย

“ผมชอบตัวละครในหนัง ผมชอบการถ่ายภาพใบหน้าคน

ผมพบว่ามันน่าสนใจกว่าสิ่งอื่น และนั่นคือสิ่งที่ผมจะทำต่อไป”

— โรเจอร์ เดียกินส์ —

 

ASSISTANT DIRECTOR – ผู้ช่วยผู้กำกับ

หน้าที่ที่ต้องทำ : ช่วยเหลือผู้กำกับในทุกด้าน โดยมีหน้าที่หลักๆ คือประสานและติดตามงานของฝ่ายต่างๆ รวมถึงคอยควบคุมดูแลให้การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่นตามกำหนดเวลา หากพบปัญหาเบื้องต้นก็สามารถจัดการแก้ไขได้ก่อนที่จะต้องถึงมือผู้กำกับ อาจแบ่งออกเป็น ผู้ช่วยผู้กำกับ 1, ผู้ช่วยผู้กำกับ 2, ผู้ช่วยผู้กำกับ 3 ซึ่งแต่ละคนก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไปหรือรับผิดชอบแทนผู้กำกับในกองถ่ายที่แยกย่อยออกไป

ทักษะที่ควรมี : ความรู้ในเรื่องกระบวนการทำงาน การบริหารจัดการ การสื่อสารระหว่างบุคคล สามารถรับคำสั่งจากผู้กำกับและส่งต่อไปสู่ทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บุคคลที่พึงรู้จัก : ทอมมี กอล์มลีย์ (Mission: Impossible III, Star Trek, Super 8) ลูกชายของอดีตนักทำหนังผู้ล่วงลับ ชาร์ลส์ กอล์มลีย์ เขาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมากประสบกรณ์จากหนังอย่าง Mission: Impossible III (2006), The Golden Compass (2007), Star Trek (2009), 2012 (2009), Super 8 (2011), Mission: Impossible – Ghost Protocol (2011) และ Star Trek Into Darkness (2013), Star Wars: Episode VII และ IX

ความน่าสนใจ : ผู้กำกับดังที่เขาไปเป็นผู้ช่วยให้อยู่บ่อยครั้งก็คือ เจ.เจ. แอบรัมส์ โดยส่วนมากเป็นหนังแนวแอ็คชั่น/ไซ-ไฟ เช่น Mission: Impossible III, Star Trek, Super 8, Star Trek Into Darkness ซึ่งการที่ เจ.เจ. แอบรัมส์ จะสร้างผลงานต่างๆ ออกมาดีนั้น เขาก็ต้องมีผู้ช่วยที่ดีเช่นกัน หนังคุณภาพจึงเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีถึงการทำงานที่เข้าขากันของผู้กำกับและผู้ช่วย


EDITOR – ฝ่ายตัดต่อ / ลำดับภาพ

หน้าที่ที่ต้องทำ : การลำดับภาพ โดยนำฟุตเตจจากที่ถ่ายทำมาร้อยเรียงให้เป็นหนังเรื่องเดียว ตามบทภาพยนตร์หรือสตอรีบอร์ดที่เขียนไว้หรือตามความต้องการของผู้กำกับ โดยผู้ตัดต่อสามารถใส่เทคนิคต่างๆ หรือนำเสนอวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างไปได้ เพียงแต่ต้องสื่อสารในสิ่งที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะกำหนดว่าหนังจะออกมาเป็นยังไง

ทักษะที่ควรมี : ความรู้ความชำนาญในเครื่องมือที่ใช้สำหรับการตัดต่อ มีศิลปะในการเล่าเรื่องให้มีความต่อเนื่องลื่นไหล รู้จังหวะเวลาว่าตอนไหนที่ควรจะตัดภาพและด้วยเทคนิคอะไร มีความละเอียดแม่นยำ ช่างสังเกต อดทนกับการเช็คฟุตเตจปริมาณมากๆ และสามารถทำงานประสานกับผู้กำกับได้อย่างลงตัว

บุคคลที่พึงรู้จัก : แองกัส วอล และ เคิร์ก แบ็กซ์เตอร์ (The Social Network, The Girl with the Dragon Tattoo) สองนักตัดต่อผู้ประสบความสำเร็จในวงการ ทั้งคู่ทำงานร่วมกันในหนังสามเรื่อง คือ The Curious Case of Benjamin Button (2008), The Social Network (2010), The Girl with the Dragon Tattoo (2011) ซึ่งล้วนแต่เป็นหนังดีที่กำกับโดย เดวิด ฟินเชอร์

ความน่าสนใจ : การได้รางวัลออสการ์สาขาใดสาขาหนึ่งว่ายากแล้ว การจะได้รางวัลออสการ์สองปีติดยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่ แองกัส วอล และ เคิร์ก แบ็กซ์เตอร์ ทำได้จากเรื่อง The Social Network ในปี 2010 และ The Girl with the Dragon Tattoo ในปี 2011 นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

 

CASTING DIRECTOR – ฝ่ายจัดหานักแสดง

หน้าที่ที่ต้องทำ : คัดเลือกนักแสดงนำและจัดหาตัวประกอบ ทำงานร่วมกับผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างในการหานักแสดงที่เหมาะสม จัดให้มีการคัดเลือกนักแสดงโดยการทดสอบหน้ากล้อง รวมถึงการสัมภาษณ์

ทักษะที่ควรมี : คนทำหน้าที่แคสติ้ง ควรเป็นคนใจเย็น สามารถพูดจาโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามได้ อธิบายเนื้อเรื่องและบุคลิกลักษณะของตัวละครได้อย่างชัดเจนตรงกับจุดมุ่งหมายของผู้กำกับ มีความกว้างขวางในวงการ รู้จักคนเยอะ รวมทั้งต้องมีมุมมองและรสนิยมที่ดี

บุคคลที่พึงรู้จัก : เด็บบี้ แม็ควิลเลียมส์ (GoldenEye, Casino Royale, Skyfall) ผู้จัดหานักแสดงในหนังดังหลายเรื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน เช่น Superman III (1983), A View to a Kill (1985), Henry V (1989), GoldenEye (1995), Casino Royale (2006), Hitman (2007), Skyfall (2012) เป็นต้น

ความน่าสนใจ : เธอคนนี้มีส่วนร่วมในฐานะผู้คัดเลือกนักแสดงในหนัง เจมส์ บอนด์ มายาวนาน นับตั้งแต่ For Your Eyes Only, Octopussy, A View to a Kill, The Living Daylights, GoldenEye, Tomorrow Never Dies, The World Is Not Enough, Casino Royale, Quantum of Solace, Skyfall, Spectre จนถึงภาคล่าสุดอย่าง No Time To Die เป็นเวลากว่า 40 ปีที่เธอมีส่วนร่วมกับหนังเจมส์ บอนด์ และไม่แน่ว่าอาจรวมถึงภาคต่อๆ ไปด้วยเช่นกัน

 

PRODUCTION DESIGNER – ฝ่ายออกแบบงานสร้าง

หน้าที่ที่ต้องทำ : ออกแบบและควบคุมงานสร้างทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในหนัง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฉาก อุปกรณ์ประกอบฉาก (หรือที่เรียกว่าพร็อพ) เครื่องแต่งกายของนักแสดง และอื่นๆ ให้ออกมากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ตรงตามความต้องการของผู้กำกับและถูกต้องสมจริง (ในกรณีหนังอิงประวัติศาสตร์)

ทักษะที่ควรมี : ความรู้ในงานศิลป์และการออกแบบ ถ้ารู้เรื่องงานก่อสร้างด้วยยิ่งดี มีความรับผิดชอบต่องานที่สร้างขึ้น เพราะต้องควบคุมดูแลหลายส่วนทั้งฉาก พร็อพ และเครื่องแต่งกายนักแสดง สามารถจัดระเบียบหน้าที่คนงานฝ่ายศิลป์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากได้ และสามารถทำงานให้ออกมาภายใต้งบประมาณที่กำหนดได้

บุคคลที่พึงรู้จัก : สจ็วต เครก (Gandhi, The English Patient, Harry Potter) เขามีชื่อเสียงในฐานะผู้ออกแบบงานสร้างของหนังวรรณกรรมสุดฮิตอย่าง แฮรี พอตเตอร์ โดยมีส่วนร่วมในหนังทั้ง 7 ภาค (8 ตอน) ส่วนผลงานเด่นอื่นๆ ก็เช่น Gandhi (1988), Dangerous Liaisons (1988) และ The English Patient (1996)

ความน่าสนใจ : ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสร้างโลกที่อยู่ในหน้ากระดาษให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างตื่นตาตื่นใจ แต่ สจ็วต เครก ก็สามารถเนรมิตขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม ดูได้จากงานสร้างโลกพ่อมดในหนัง แฮรี พอตเตอร์ ทั้ง 7 ภาค นอกจากนี้เขายังมือเซียนที่เข้าชิงออสการ์สาขานี้มาแล้วถึง 11 ครั้ง โดยคว้ามาได้ 3 ครั้งจาก Gandhi, Dangerous Liaisons และ The English Patient

 

COSTUME DESIGNER – ฝ่ายออกแบบเครื่องแต่งกาย

หน้าที่ที่ต้องทำ : ออกแบบเครื่อง คิดค้น วิจัย และจัดหาเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมกับตัวละครแต่ละตัวในหนัง ซึ่งต้องสามารถผลิตออกมาใช้ได้จริง บางครั้งอาจต้องออกแบบมาหลายรุ่น เพื่อให้ตัวละครสวมใส่วาระโอกาสแตกต่างกัน

ทักษะที่ควรมี : ต้องมีทักษะในงานศิลปะเป็นพื้นฐาน รวมถึงความสามารถในการจัดการทีมออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้า มีเซนส์ในการตีความเนื้อหาของหนังออกมาเป็นเครื่องแต่งกายเพื่อบ่งบอกที่มาที่ไปและตัวตนของตัวละคร หากหนังมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ก็จำเป็นต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ

บุคคลที่พึงรู้จัก : คอลลีน แอตวู้ด (Chicago, Memoirs of a Geisha, Alice in Wonderland) นักออกแบบเครื่องแต่งกายชาวอเมริกันผู้เปี่ยมความสามารถ มีผลงานเด่นๆ จากเรื่อง Chicago (2002), Memoirs of a Geisha (2005), Alice in Wonderland (2010), Dark Shadows (2012), Snow White and the Huntsman (2012) นักออกแบบแฟชั่นที่เธอชื่นชอบ ได้แก่ โยจิ ยะมะโมโตะ และ อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน

ความน่าสนใจ : สิ่งที่พิสูจน์ความสามารถและความสำเร็จของ คอลลีน แอตวู้ด นอกจากเครื่องแต่งกายในหนังที่ออกแบบมาอย่างปราณีตและสวยงามแล้ว ในเวทีรางวัลเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์สาขานี้ถึงหนึ่งโหล (12 ครั้ง) โดยคว้ามาได้ถึง 4 ครั้ง จาก Chicago, Memoirs of a Geisha, Alice in Wonderland และ Fantastic Beasts and Where to Find Them

“เครื่องแต่งกายเป็นความประทับใจแรกสุดที่คุณจะได้รับจากตัวละคร

ก่อนที่พวกเขาจะเอ่ยปากพูดซะอีก มันเป็นเครื่องบ่งบอกตัวตนของพวกเขา”

— คอลลีน แอตวู้ด —

 

MAKE-UP ARTIST – ฝ่ายแต่งหน้า

หน้าที่ที่ต้องทำ : แต่งหน้าตัวละคร สร้างสรรค์บุคลิกตัวตนของตัวละครให้โดดเด่น รวมไปถึงแต่งออกมาให้ผิดแปลกไปจากปกติ เช่น มีแผลหรือได้รับบาดเจ็บ แก่ชราเหี่ยวย่น กลายเป็นผีหรือสัตว์ประหลาด โดยต้องใช้ความพิถีพิถัน และยังต้องรับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยของอุปกรณ์ สารเคมีที่ใช้สำหรับแต่งหน้า

ทักษะที่ควรมี : ความช่ำชองในเทคนิคการแต่งหน้า มีหัวศิลปะ รอบรู้และสนใจในเทคนิคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจนำมาดัดแปลงใช้ร่วมด้วย เช่น งานปั้น งานหล่อ รู้จักวิธีบริหารจัดการคนในทีมแต่งหน้าของตน

บุคคลที่พึงรู้จัก : ริก เบเกอร์ (An American Werewolf in London, Men in Black) เป็นช่างแต่งหน้าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ จากผลงานในหนังมากกว่า 60 เรื่อง รวมถึงหนังดังอย่าง An American Werewolf In London (1981), Men in Black (1997), Star Wars (1977) และ Planet of the Apes (2001)

ความน่าสนใจ : เขาขึ้นชื่อลือชาในฐานะช่างเมคอัพที่สร้างสรรค์ตัวละครประเภท สัตว์ประหลาด-อสูรกาย ออกมาได้อย่างสมจริง เขามีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นด้วยผมทรงหางม้า นอกจากนี้ยังเคยคว้าออสการ์ในสาขาแต่งหน้ามามากถึง 7 ครั้ง ไม่ธรรมดาจริงๆ

“ผมเรียนรู้เทคนิคการแต่งหน้าโดยใช้ใบหน้าของผมเอง

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงออกมาเป็นเช่นนี้”

— ริก เบเกอร์ —

 

SPECIAL EFFECTS SUPERVISOR – ฝ่ายเทคนิคพิเศษ

หน้าที่ที่ต้องทำ : ควบคุม ดูแล จัดการสร้างเทคนิคพิเศษเหนือจริงในหนัง เปรียบได้กับพ่อมดที่ใช้เวทย์มนต์เสกสรรปั้นแต่งงานที่เหนือจริงออกมาเพื่อสอดรับกับเนื้อหาของหนัง ส่วนมากก็เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชม ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่โต เช่น รถชน, ลูกปืน, ระเบิด, ภัยพิบัติ หรือ อวกาศ เป็นต้น

ทักษะที่ควรมี : ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องจักร การตรวจสอบความปลอดภัยในอุปกรณ์ที่เสี่ยงภัย เช่น ระเบิด และต้องตรวจสอบดูด้วยว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในฉากถูกออกแบบมาได้เหมาะสมสำหรับนำไปใส่เทคนิคพิเศษหรือไม่ ซึ่งการสร้างเทคนิคพิเศษนี้จำเป็นต้องใช่ความเชี่ยวชาญอย่างมากในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำเทคนิคพิเศษ

บุคคลที่พึงรู้จัก : สแตน วินสตัน (Terminator 2: Judgment Day, Jurassic Park) บิดาแห่งวงการ วิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้ล่วงลับ เขาได้สร้างผลงานอันเป็นหมุดหมายทางเทคนิคไว้ในหนังดังหลายเรื่อง อาทิ Terminator, Jurassic Park, Aliens, Predator, Iron Man รวมถึง Avatar อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งสตูดิโอและโรงเรียนสอนด้านวิชวลเอฟเฟ็กต์อีกด้วย

ความน่าสนใจ : แสตน วินสตัน คว้ารางวัลออสการ์มาได้สี่ครั้งจาก Aliens, Terminator 2: Judgment Day (2 รางวัล) และ Jurassic Park นอกจากผลงานบนหน้าจอแล้ว เขายังได้สร้างคนมือดีไว้สืบสานวงการ วิชวล เอฟเฟ็กต์ อีกมากมาย

“ผมไม่ได้สร้างเทคนิคพิเศษหรอก

ผมสร้างตัวละคร ผมสร้างให้มันมีชีวิต”

— สแตน วินสตัน —

 

COMPOSER – นักประพันธ์เพลง

หน้าที่ที่ต้องทำ : จัดเตรียมดนตรีหรือเพลงประกอบให้เหมาะสมกับอารมณ์ของหนังแต่ละช่วงตอน เพื่อเติมเต็มภาพบนจอให้มีความหมายและส่งเสริมการดำเนินเรื่อง โดยส่วนใหญ่ในการคิดดนตรีประกอบ ผู้แต่งจำเป็นต้องใช้ภาพจากในหนังมาใช้ในการทำงานด้วย

ทักษะที่ควรมี : มีความรอบรู้และรสนิยมทางดนตรีเพื่อนำมาเลือกใช้ในการสื่อสารอารมณ์ มีหูที่ดี มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อผสมผสานเครื่องดนตรีหรือเสียงต่างๆ ให้ออกมาเป็นทำนองที่ต้องการ

บุคคลที่พึงรู้จัก : ฮานส์ ซิมเมอร์ (The Lion King, The Dark Knight, Inception) สุดยอดคอมโพสเซอร์ชาวเยอรมัน ดนตรีของเขาเป็นแนวอิเล็กทรอนิกส์ผสมผสานกับการบรรเลงด้วยวงออเคสตรา เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor (1988) ที่ทำร่วมกับ เรียวอิจิ ซะกะโมโตะ และ เดวิด ไบร์น หลังจากนั้นเขาก็หันมาทำดนตรีประกอบหนังอย่างจริงจัง มีผลงานโด่งดังจากเรื่อง Rain Man (1988), Driving Miss Daisy (1989), The Lion King (1994), Pirates of the Caribbean, The Dark Knight (2008), Inception (2010) และอีกมากมาย

ความน่าสนใจ : ฮานส์ ซิมเมอร์ มักสร้างสรรค์ผลงานโดยอิงจากองค์ประกอบทางสังคมหรือวัฒนธรรมของตัวละครมาใช้ เช่น เสียงบทสวดชนเผ่าใน The Lion King เสียงอูคูเลเล่ใน Pearl Harbor เป็นต้น

“ถ้าเกิดวันหนึ่งผมไม่สามารถแต่งเพลงได้อีกต่อไป ผมคงตายแน่

มันไม่ใช่แค่งานที่ผมทำ มันไม่ใช่แค่งานอดิเรก

แต่มันเป็นสิ่งทำให้ผมอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า”

— ฮานส์ ซิมเมอร์ —

 

SOUND EDITOR – ฝ่ายตัดต่อเสียง

หน้าที่ที่ต้องทำ : ฝ่ายตัดต่อเสียงถือเป็นอีกฝ่ายที่มีบทบาทอย่างมากต่อเสียงต่างๆ ที่เราได้ยินจากหนัง เพราะว่าในการถ่ายทำจะถ่ายแยกเสียงเป็นช่องต่างๆ มีเส้นเสียงพูดของนักแสดงแต่ละคน เสียงบรรยากาศ รวมถึงเสียงเอฟเฟ็กต่างๆ นักตัดต่อเสียงก็คือคนที่จับเอาเสียงพวกนี้มาปรับให้เข้ากันอย่างราบรื่น

ทักษะที่ควรมี : แน่นอนว่าต้องมีหูที่ดีในการแยกแยะและจัดการกับเสียงประเภทต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงแต่ละประเภทเข้ามาอยู่ในหนังในระดับที่เหมาะสมและเข้ากันกับเนื้อหา

บุคคลที่พึงรู้จัก : พอล เอ็น.เจ. ออตโตสัน (The Hurt Locker) นักออกแบบและนักตัดต่อเสียงฝีมือดี มีผลงานโดดเด่นจากเรื่อง The Hurt Locker (2008), Zero Dark Thirty (2012), Spider-Man 2 (2004) และ Spider-Man 3 (2007)

ความน่าสนใจ : เขาสามารถคว้ารางได้ออสการ์มาได้ถึง 3 ครั้ง จาก The Hurt Locker 2 รางวัล (สาขาตัดต่อเสียงและสาขาบันทึกเสียง) และจาก Zero Dark Thirty 1 รางวัล (สาขาตัดต่อเสียง) บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าฝีมือของเขาไม่ธรรมดา

 

FOLEY ARTIST – ฝ่ายทำเสียง

หน้าที่ที่ต้องทำ : ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า Foley คือเสียงที่ได้จาก “การบันทึกเสียง” ในห้องบันทึกเสียง ที่เรียกว่า Foley Stage โดยปกติ Foley จะหมายถึง เสียงที่เกิดจากการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นจากตัวละคร เช่น เสียงเดิน, เสียงต่อสู้, เสียงปิดประตู หรืออาจจะเป็นเสียงที่เกิดจากวัตถุเคลื่อนที่ เช่น เสียงรินไวน์, เสียงกระจกแตก เป็นต้น โดย Foley Artist ก็คือคนที่ทำเสียงเหล่านี้ขึ้นมาให้สมจริงที่สุด

*คำว่า Foley มาจากบุคคลชื่อ แจ๊ค โฟลีย์ ผู้บุกเบิกในงานศิลป์ของค่าย Universal Studio

ทักษะที่ควรมี : หลักๆ แล้วก็ต้องมีความชำนาญในงานบันทึกเสียง รวมถึงมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เช่นหากต้องการทำเสียงที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนอย่าง สัตว์ประหลาด/มนุษย์ต่างดาว ก็ต้องทดลองนำเสียงของสัตว์หรือสิ่งของต่างๆ มาปรับใช้ เพื่อให้ได้เสียงที่เหมาะสม

บุคคลที่พึงรู้จัก : จอห์น โรสช์ (The Matrix, Fight Club, Inception) Foley Artist ผู้ทำงานในวงการนี้มามากกว่า 30 ปี มีส่วนร่วมทำเสียงในหนังหลายร้อยเรื่อง

ความน่าสนใจ : หนังดังหลายเรื่องที่เราเคยดูล้วนผ่านหูของเขามาแล้ว เช่น The Matrix, Fight Club, Transformers, The Dark Knight, Inception, Thor และ Oblivion เป็นต้น และไม่ใช่แค่ในหนังเท่านั้น วิดีโอเกมเขาก็ไปทำเสียงให้ด้วย เช่น God of War II, Tekken 6 และ Batman: Arkham City

ADR SUPERVISOR – ฝ่ายจัดการเสียง

หน้าที่ที่ต้องทำ : จัดการดูแลให้เสียงที่ปรากฏในหนังถูกจัดวางอย่างตรงตำแหน่งและมีคุณภาพ โดยเริ่มต้นทำหน้าที่เมื่อหนังอยู่ในขั้นตอนตัดต่อ จะมีการประชุมปรึกษากันในฝ่ายเสียงว่าฉากไหนตอนไหนของหนังที่ต้องมีการทำงานเป็นพิเศษ เช่น บางฉากอาจมีเสียงการจราจรดังเกินไปจนกลบทับเสียงพูดของตัวละคร หรือปัญหาในเชิงการแสดง เช่น นักแสดงพูดไม่ชัดหรือออกเสียงผิด ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขโดยอาจให้นักแสดงมาพากย์เสียงทับ หรือหาคนที่เหมาะสมกับตัวละครมาพากย์เสียงแทน

ทักษะที่ควรมี : ความเชี่ยวชาญด้านการบันทึกเสียง รวมถึงความแม่นยำในการจัดวางตำแหน่งและระดับความดังของเสียงให้เข้ากับภาพที่ปรากฏบนจอ

บุคคลที่พึงรู้จัก : อาร์.เจ. ไคเซอร์ (Catch Me If You Can, The Dark Knight Rises, The Wolverine)บุคลากรฝ่าย ADR Supervisor ในหนังดังหลายเรื่อง เช่น The Lion King (1994), Catch Me If You Can (2002), Night at the Museum (2006), Inception (2010) เป็นต้น

ความน่าสนใจ : หนังที่ไคเซอร์รับหน้าที่เป็น ADR Supervisor มักเป็นหนังแนวฮีโร่ เช่น X-Men, X-Men: The Last Stand, X-Men: First Class, The Wolverine, Daredevil, The Dark Knight Rises เป็นต้น

STUNT COORDINATOR – ฝ่ายนักแสดงแทน

หน้าที่ที่ต้องทำ : ออกแบบท่าทางและเข้าแสดงในฉากที่มีความยุ่งยากซับซ้อนหรือมีอันตรายแทนที่นักแสดงตัวจริง เช่น ฉากต่อสู้ ฉากกระโดดจากที่สูง ลุยน้ำ ลุยไฟ ซิ่งรถ หลบระเบิด เป็นต้น แม้ในยุคหลังๆ จะมีการนำ CG มาใช้ประโยชน์แทนก็ตาม แต่สตันท์ก็ยังคงมีความสำคัญในทางปฏิบัติอยู่ดี

ทักษะที่ควรมี : มีความแข็งแรงและควบคุมร่างกายได้ดี เชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้หรือมีทักษะพิเศษบางอย่างซึ่งต้องใช้แตกต่างกันไปในหนังแต่ละเรื่อง เช่น การขับรถแข่ง การใช้อาวุธประเภทต่างๆ และที่สำคัญ ต้องมีความกล้าหาญ กล้าเสี่ยง ชอบความตื่นเต้นท้าทาย แต่ก็มีความรอบคอบระมัดระวังด้วย

บุคคลที่พึงรู้จัก : วิค อาร์มสตรอง (Raiders of the Lost Ark, Superman, Jack Ryan: Shadow Recruit)เขาคือสตันท์แมนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของวงการ จากหนังดังเช่น Raiders of the Lost Ark (1981), I Am Legend (2007), Thor (2011) เป็นต้น

ความน่าสนใจ : วิค อาร์มสตรอง ทำหน้าที่เป็นสตันท์แมนให้กับ แฮริสัน ฟอร์ด ในหนัง Indiana Jones สามภาคแรก ทั้งในคิวบู๊และฉากเสี่ยงอันตรายต่างๆ แถมหน้าตาของทั้งคู่ยังคล้ายกันซะด้วย นอกจากนี้เขายังเป็นสตันท์ให้ คริสโตเฟอร์ รีฟ ในหนัง Superman 3 ภาคแรกอีกด้วย ปัจจุบันแม้จะอายุมากแล้ว แต่เขาก็ยังรับงานเป็นสตันท์อยู่เช่นในเรื่อง Thor, Jack Ryan: Shadow Recruit เป็นต้น

“การเป็นสตันท์ไม่ใช่การทำตัวเหมือนคนบ้า มันตรงกันข้ามเลย

งานสตันท์ต้องรู้จักควบคุมตนเอง ต้องนิ่ง คิดอย่างมีเหตุผล มีการตอบสนองที่ดี

มีความสามารถทางกีฬา มีทัศนคติที่ดี และไม่กลัวงานหนัก”

— วิค อาร์มสตรอง —

 

LOCATION MANAGER – ฝ่ายจัดการสถานที่

หน้าที่ที่ต้องทำ : จัดการเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายทำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดหา วางแผน จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายในการเช่าสถานที่ถ่ายทำ การขออนุญาตต่างๆ โดยต้องทำงานประสานกับผู้จัดการกองถ่ายตลอดเวลา รวมถึงประสานงานกับผู้ช่วยผู้กำกับขณะถ่ายทำ และประสานงานกับฝ่ายฉากในตอนเซ็ตฉากด้วย เป็นอีกงานที่ค่อนข้างยิบย่อยพอสมควร

ทักษะที่ควรมี : มีความละเอียดลออ มีสายตาที่ดีในการเลือกหาสถานที่ถ่ายทำที่เหมาะสม มีความอดทน มีความสามารถในการเจรจาต่อรอง

บุคคลที่พึงรู้จัก : จาเรด คอนนอน (The Lord of the R  ings, The Hobbit) เป็นทีมงานฝ่ายจัดการด้านสถานที่จากหนังหลายเรื่องทั้ง The Lord of the Rings ไตรภาค, King Kong (2005), 10,000 BC (2008), The Hobbit ไตรภาค โดยส่วนมากเขามักทำงานร่วมกับผู้กำกับดังอย่าง ปีเตอร์ แจ็คสัน

ความน่าสนใจ : สังเกตว่าหนังที่ จาเรด คอนนอน ทำหน้าที่จัดการด้านสถานที่มักเป็นแนวย้อนยุคหรือแฟนตาซี ซึ่งต้องยอมรับว่าเลือกหาสถานที่ถ่ายทำได้ดีจริงๆ โดยเฉพาะใน The Lord of the Rings และ The Hobbit เมื่อมีฉากหลังสวยๆ และอลังการแล้ว หนังก็ยิ่งทวีความน่าดูมากขึ้นไปอีก

 

GAFFER – ฝ่ายจัดแสง

หน้าที่ที่ต้องทำ : ทำงานร่วมกับผู้กำกับภาพในการออกแบบ จัดและควบคุมแสงที่ปรากฏในแต่ละฉากให้มีความเหมาะสมและเข้ากับเนื้อหา จัดเตรียมและเก็บอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ สำหรับฉายและควบคุมแสง เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้เชิงเทคนิคอย่างสูงทีเดียว

ทักษะที่ควรมี : มีความสามารถเช่นเดียวกับช่างไฟทั่วไป รวมถึงความเข้าใจในเรื่องการทำหนัง โดยต้องนำความรู้ด้านแสงไฟมาปรับใช้ร่วมกับศาสตร์ของการทำหนัง เพื่อให้เทคนิคการจัดแสงเป็นตัวกำหนดอารมณ์และโทนของหนัง

บุคคลที่พึงรู้จัก : คอรีย์ เกอร์ยาค (The Prestige, Inception) หัวหน้าผู้ดูแลทีมงานฝ่ายจัดแสง มีผลงานมาแล้วหลายเรื่อง เช่น Batman Begins (2005),  The Prestige (2006), Inception (2010), Thor (2011), Mission: Impossible – Ghost Protocol (2011) โดยส่วนมากมักเป็นหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลน

ความน่าสนใจ : อีกหนึ่งทีมงานฝ่ายเทคนิคด้านแสงไฟคนสำคัญของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน เพราะทำงานร่วมกันมาทุกเรื่องที่โนแลนกำกับ (ยกเว้น Insomnia) มักมีอะไรน่าทึ่งให้ผู้ชมได้เห็นอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะฉากที่มีแสงจากหลอดไฟหลายสิบดวงในเรื่อง The Prestige เรียกว่าเป็นฉากในฝันของเหล่า Gaffer เลยทีเดียว และ คอรีย์ เกอร์ยาค ก็ทำออกมาได้อย่างอลังการและน่าทึ่ง

 

GRIP – ฝ่ายเทคนิคด้านแสงและกล้อง

หน้าที่ที่ต้องทำ : Grip เป็นคำที่ใช้เรียกฝ่ายเทคนิคที่ทำงานด้านแสงและกล้อง โดยทำงานควบคู่กับฝ่ายกล้องทั้งหลาย เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเทคนิคเกี่ยวกับกล้องโดยเฉพาะ อย่างเวลาดอลลี่กล้อง (การเลื่อนกล้องเข้า-ออก) ฝ่าย Grip ก็ต้องคอยคุมรางดอลลี่ หรือเวลาถ่ายจากมุมแปลกๆ ฝ่าย Grip ก็จะต้องควบคุมเครื่องมือต่างๆ เช่น ถ่ายจากเครน Grip ก็จะเป็นคนดูแลเครน เป็นต้น  ส่วนในด้านแสง Grip ก็จะคอยดูแลแสงควบคู่กับฝ่ายแสง เพื่อให้ได้แสงที่เหมาะสม โดยตำแหน่งหัวหน้า เรียกว่า Key Grip และ Grip ทุกคนจะทำงานภายใต้การควบคุมของผู้กำกับภาพ

ทักษะที่ควรมี : ความชำนาญในเทคนิคด้านแสงและกล้อง เข้าใจและชำนาญการใช้อุปกรณ์และเครื่องจักรต่างๆ สามารถใช้อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านแสงและภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บุคคลที่พึงรู้จัก : เรย์ การ์เซีย (The Prestige, Inception, Moneyball) ผู้ดูแลทีมงานฝ่ายเทคนิคที่ทำงานด้านแสงและกล้อง ในกองถ่ายหนังดังหลายเรื่อง

ความน่าสนใจ : มีหนังดังหลายเรื่องที่เขามีส่วนร่วมในการถ่ายทำ เช่น The Prestige (2005), 3:10 to Yuma (2007), Inception (2010), Moneyball (2011) และ The Dark Knight Rises (2012) เป็นต้น

 

BEST BOY – ผู้ช่วยฝ่าย Grip และ Gaffer

หน้าที่ที่ต้องทำ : ผู้จัดการส่วนตัวและเป็นผู้ช่วยให้กับ Grip ในเวลาเดียวกัน มีหน้าที่จัดตารางการทำงานให้กับ Grip ทั้งหลาย จัดหาอุปกรณ์ที่ Grip ต้องการ ดูแลความปลอดภัย เช็คระยะเวลาทำงานให้ และอื่นๆ นอกจากนี้ Best Boy ยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้กับ Gaffer ซึ่งเป็นฝ่ายจัดแสงอีกด้วย

ทักษะที่ควรมี : สามารถประสานงานกับฝ่าย Gaffer และ Grip ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านเทคนิคและการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ พอสมควร

 

 

 

 

 

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก