10 หนังชีวประวัติศิลปินยุค 60′

ว่ากันว่ายุค 50’ คือยุคสมัยที่เปลี่ยนหน้าตาของวงการเพลงไปตอลดกาล และเป็นรากฐานของดนตรีแทบทุกแนวในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ผู้คนก็เริ่มโหยหาดนตรีแนวอื่นๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ป็อป (ที่ร่วมสมัยขึ้นกว่าคลาสสิกป็อปหรือครูนเนอร์), อาร์แอนด์บี, ร็อคแอนด์โรลล์, คันทรี่ และร็อคอะบิลลี่ (คันทรี่ที่เจือกลิ่นร็อคแอนด์โรลล์และบลูส์)

ยุค 60′ จึงเป็นยุคแห่งความหวังครั้งใหม่ การทดลอง และการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการมาของ The Beatles กับศิลปินระดับตำนานอีกมากมาย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่แค่ในวงการดนตรี หากยังเหมารวมเรื่องแฟชั่น คัลเจอร์ ไปจนถึงการเมือง และวิถีชีวิตของผู้คน จนนักวิจารณ์เพลงยกให้เป็นยุคสมัยที่มากสีสันที่สุดของวงการเพลง

SP จึงขออาสาพาทุกคนไปรู้จักกับ 10 เรื่องราวชีวิตของศิลปินที่เคยอาศัยอยู่ในยุคดังกล่าว ผ่านหนังดี (ดนตรีเพราะ) เหล่านี้

 

The Doors (โอลิเวอร์ สโตน, 1991)

ในปีเดียวกับที่ทำหนังเข้าชิง 8 รางวัลออสการ์อย่าง JFK โอลิเวอร์ สโตน ผู้กำกับชื่อก้องชาวมะกัน ยังพาเราไปสำรวจชีวิตของ จิม มอร์ริสัน (รับบทโดย วาล คิมเมอร์ ซึ่งมีหน้าตาและเสียงร้องละม้ายคล้ายกับมอร์ริสันตัวจริงมากๆ) ผู้เป็นทั้งร็อกสตาร์, นักกวี และฟรอนท์แมนของวงไซคีเดลิกร็อกชื่อเดียวกับภาพยนตร์ ตั้งแต่ยังเรียนด้านภาพยนตร์อยู่ที่แอลเอ, พบรักกับ พาเมล่า (เม็ก ไรอัน) กระทั่งต้องจบชีวิตลงอย่างปริศนาด้วยวัยเพียง 27 ปี

 

Ray (เทย์เลอร์ แฮคฟอร์ด, 2004)

การสูญเสียการมองเห็นไปตั้งแต่ 7 ขวบ ไม่เคยเป็นปมด้อย หรือมาบดบังพรสวรรค์ทางดนตรีของ เรย์ ชาลส์ ได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าชีวิตล่างเวทีของศิลปินตำนานเพลงโซลรายนี้ ตั้งแต่ความผิดฝังใจในวัยเด็ก และช่วงเริ่มต้นจนถึงช่วงกลางของอาชีพนักดนตรี (ซึ่งเป็นช่วงที่ไต่เต้าจนประสบความสำเร็จสูงสุด) ที่เขาทั้งติดยาและมีปัญหาเรื่องชู้สาวระหว่างออกทัวร์ นี่ต่างหากคืออุปสรรคที่ทำให้เส้นทางชีวิตของเรย์ ชาลส์ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ และหนังก็ฉายภาพช่วงชีวิตทั้งที่รุ่งโรจน์และดำมืดที่สุดของเขาได้อย่างตราตรึง กินใจ จนกวาดทั้งคำชมและรางวัลไปมากมาย หนึ่งในนั้นคือรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของ เจมี่ ฟอกซ์ ที่ทั้งร้องทั้งแสดงเป็นเรย์ ชาล์สได้อย่างไร้ที่ติ และเหมือนมาก! ชนิดที่นึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ใช่เขา จะมีใครเหมาะสมไปกว่าในบทบาทนี้

 

Beyond the Sea (เควิน สเปซีย์, 2004)

เควิน สเปซีย์ ลงทุนเล่นและกำกับเอง นำเสนอชีวิตของ บ็อบบี้ ดาริน นักร้องคนโปรดของเขา ผู้โด่งดังสุดๆ ในช่วงทศวรรษที่ 50-70 อันเป็นยุคคาบเกี่ยวระหว่างดนตรีแจ๊สแบบบิ๊กแบนด์, ร็อคแอนด์โรล และยุคของฮิปปี้บุปผาชน สเปซีย์ดึงเอาเสน่ห์และความสามารถของดาริน มาผนวกรวมกับเอกลักษณ์ในท่วงทำนองของเพลงแนวสวิง-แจ๊ส นั่นคือการเต้น ได้เข้ากันดี๊ดี จนทำให้หนังได้ใจคนรักเพลงแจ๊สและตัวดารินไปตามๆ กัน

 

Walk the Line (เจมส์ แมนโกลด์, 2005)

แม้จะจั่วหัวว่าเป็นหนังชีวประวัติ จอห์นนี่ แคช ราชาเพลงคันทรี่ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วมันก็เป็นหนังที่เล่าชีวิตของ จูน คาเตอร์ คนรักของเขาครึ่งหนึ่งด้วยเช่นกัน ไล่มาตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็กของแคช จากเด็กชนบทที่เข้ามาล่าฝันในวงการดนตรี จนทั้งสองได้พบกัน รักกัน ก่อนที่นักร้องหนุ่มคนดังจะประสบกับช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดในชีวิตเพราะยาเสพติด สุดท้ายก็เหลือเพียงคาร์เตอร์ที่ยังอยู่ข้างๆ เขา คอยเป็นกำลังใจและช่วยให้เขาเลิกยาได้สำเร็จ – การแสดงของ วาคีน ฟีนิกซ์ และ รีส วิทเทอร์สปูน สองนักแสดงนำ สวมบทบาทเป็นแคชและคาร์เตอร์ได้อย่างเนียนกริบ และยังร้องและเล่นเพลงประกอบหนังได้อย่างไร้ที่ติด้วย

 

I’m Not There (ท็อดด์ เฮนส์, 2007)

ด้วยวิธีเล่าเรื่องที่สวยงามราวกับบทกวี และไอเดียสุดบรรเจิดที่ใช้นักแสดงถึง 6 คน ได้แก่ มาร์คัส คาร์ล แฟรงคลิน, เคท แบลนเช็ตต์, ฮีธ เลดเจอร์, คริสเตียน เบล, ริชาร์ด เกียร์ และ เบน วิชอว์ มารับบทเป็นตัวละครคนเดียวในต่างคาแร็คเตอร์และต่างช่วงเวลา ทำให้หนังของท็อดด์ เฮนส์เรื่องนี้ กลายเป็นหนังชีวประวัติของ บ็อบ ดีแลน ตำนานศิลปินโฟล์ค ที่เท่และน่าจดจำที่สุด

 

Nowhere Boy (แซม เทย์เลอร์-จอห์นสัน, 2009)

จอห์น เลนน่อน ถูกจดจำในหลากหลายฐานะ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเจ้าของเพลง Imagine ที่เป็นดั่งกระบอกเสียงของเสรีภาพ, สมาชิกของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง The Beatles และยังถูกจดจำว่า ต้องมาเสียชีวิตอย่างสุดอุกอาจก่อนวัยอันควร หากหนังของผู้กำกับแซม เทย์เลอร์-จอห์นสัน เรื่องนี้เลือกที่จะไม่เล่าเรื่องเหล่านั้น แล้วหันไปพูดถึงช่วงชีวิตวัยเด็กของเด็กชายจอห์น ตั้งแต่ยังหัดเล่นกีตาร์เพราะอยากจะเท่เหมือน เอลวิส เพรสลีย์ กับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่และป้า ที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นจอห์น เลนน่อน อย่างที่เรารู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี

 

Jimi: All is By My Side (จอห์น ริดลีย์, 2013)

เรื่องราวหนึ่งปีในชีวิตของ จิมมี่ เฮนดริกซ์ ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นนักดนตรีโนเนมจนเริ่มแจ้งเกิด ถูกย่อมาเป็นหนังความยาว 118 นาที ถ่ายทอดภาพของมือกีตาร์ถนัดซ้ายที่ได้ใครๆ ก็ยกให้เป็นดังเทพเจ้า ในมุมที่อ่อนไหวและก็ผิดพลาดเป็นเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่หนังไม่ได้ลิขสิทธิ์เพลงของเฮนดริกซ์  จึงทำให้มันเป็นเป็นหนังชีวประวัติจิมมี่ เฮนดริกซ์ ที่ไม่มีเพลงของตัวเขาเองแม้แต่เพลงเดียว

 

Jersey Boys (คลินต์ อีสต์วู้ด, 2014)

ปู่คลินต์ หยิบเอาบรอดเวย์ดีกรีรางวัลโทนี่ชื่อเดียวกัน มาดัดแปลงเป็นหนัง เรื่องราวของวงดนตรีสี่หนุ่ม The Four Seasons บอยแบนด์เสียงทองแห่งยุค 60’ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อดัดแปลงมาจากหนังเพลง มันเลยอัดแน่นไปด้วยเพลงดังๆ มากมายของวง หนึ่งในนั้นคือเพลงที่เราๆ ได้ยินมาตั้งแต่จำความได้อย่าง Can’t Take My Eyes off You ที่น้อยคนนักจะรู้ว่า นี่คือศิลปินต้นฉบับ รวมถึงไม่รู้ว่า การเดินทางเส้นทางสายดนตรีของพวกเขา ต้องพบเจอกับอุปสรรคขวากหนามมากน้อยแค่ไหนด้วย

 

Get on Up (เทต เทเลอร์, 2014)

ชีวิตของ เจมส์ บราวน์ นักร้องผิวดำผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของวงการเพลง ถูกเล่าผ่านแผ่นฟิล์มแบบสลับช่วงเวลาไปมา พาเราไปเจอกับชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลานผ่านความล้มเหลวและอุปสรรคปัญหาต่างๆ นาๆ ของนักร้องเจ้าของฉายา ‘ก็อดฟาเธอร์ ออฟ โซล’ รายนี้ และทำให้เราได้เห็นว่า ก่อนจะกลายเป็นศิลปินที่ดังสุดขีดจากเพลงที่ร้องว่า “I feel good !” ชีวิตเขาไม่ได้ฟีลกู๊ดไปซะทั้งหมดอย่างประโยคที่ร้องเลย

 

Love & Mercy (บิล โพห์แลด, 2014)

ตีแผ่ชีวิตในช่วงที่ยากที่สุด หากก็ประสบความสำเร็จที่สุดของ ไบรอัน วิลสัน (พอล ดาโน่ และ จอห์น คูแซค สวมบทในช่วงวัยที่ต่างกัน) หัวเรี่ยวหัวแรงของ The Beach Boys วงป็อปจากแคลิฟอร์เนียที่ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแถวหน้าของสหรัฐฯ ขนาบข้าง The Beatles ด้วยงานมาสเตอร์พีซอย่างอัลบั้ม Pet Sounds ในปี 1966 ซึ่งทำยอดขายถล่มทลายและได้รับเสียงวิจารณ์แต่ในทางบวก โดยมี God Only Knows เป็นเพลงเอก (และกลายเป็นฮิตตลอดกาลของวงในเวลาต่อมา) แต่อย่างที่บอกข้างต้น นี่คือเรื่องราวอีกด้านของศิลปินผู้เป็นตำนาน ที่ไม่งดงามและสดใสเหมือนบทเพลงที่เขาสรรสร้าง เมื่อวิลสันต้องเผชิญกับสภาวะความแปรปรวนทางอารมณ์และยาเสพติด จนฉุดชีวิตให้ตกต่ำเกือบสิ้นชื่อ

Shares