Let’s Talk with Pong Jeed คนไทยในทีม The Sims 4 !!!

876

สวัสดีครับชาว Plotter ทุกๆ ท่าน ในปีที่ผ่านมา Let’s Comic ก็ได้มีการทำคลิปสัมภาษณ์เหล่าศิลปินกลุ่มหนึ่งที่เคยร่วมงานกับต่างประเทศให้ได้ชมกันไปแล้วแต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่เราอยากแนะนำให้คุณรู้จักครับ แม้ว่าบทความนี้อาจจะยาวซักหน่อย แต่ก็อยากให้ลองอ่านกันจนจบนะ..

ถ้าพูดถึง EA หรือ EA Games เนี่ยคุณนึกถึงเกมอะไรกันบ้างครับ? Battlefield, Fifa, Star Wars, NBA, Need for Speed อะไรทำนองนั้นใช่ไหมครับ? แต่!

ภาพจาก pcmag.com

จริงๆ แล้ว EA ในยุคก่อนๆ มีอยู่หนึ่งเกมที่ผมเชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยผ่านเกมนี้กันมาบ้าง หรือต่อให้ใครที่ไม่เคยเล่นเกมนี้มาก่อนเลยก็ต้องได้รู้จักชื่อเกมกันบ้างแหละ เพราะหลายๆ คนคงต้องเคยพยายามหาวิธีลบ Censor ของเจ้าเกมนี้กันอย่างแน่นอน

พอจะนึกออกกันบ้างไหมครับว่ามันคือเกมอะไร?

ศิลปินที่ผมจะมาแนะนำให้ได้รู้จักในบทความนี้เขาเป็นส่วนหนึ่งในโปรเจคท์เกมที่อยู่คู่กับทุกๆ คนมาแทบจะทุกยุคทุกสมัยอย่าง The Sims ที่ตอนนี้ก็ทำออกมาทั้งหมด 4 ภาคเข้าไปแล้วครับแต่นี่ยังไม่นับ DLC หรือชุดเสริมต่างๆ นานาที่ออกมามากมายนับไม่ถ้วนอีกนะ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ยิ่งใหญ่มากๆ เกมหนึ่งเลยก็ว่าได้ซึ่งศิลปินท่านนี้เขาได้มีโอกาสไปร่วมทำโปรเจคท์ The Sims 4 ครับ

ศิลปินคนนี้มีชื่อว่า พ้ง ครับ

ใครคือ(คุณ)พ้ง !?

คุณอ่านไม่ผิดครับเขาคนนี้มีชื่อว่า พ้ง จริงๆ ครับและก็ไม่ใช่ พงศ์ หรือ พงษ์ หรือ พง ด้วย นับว่าเป็นชื่อที่ไม่ค่อยจะได้ยินที่ไหนบ่อยๆ ซึ่งคุณพ้ง บอกว่าคำว่า พ้ง เนี่ยเป็นภาษจีนที่อากงของเขาตั้งให้ครับซึ่ง จริงๆ แล้วเป็น ชื่อนกตัวใหญ่ๆ ในเทพนิยายของจีน ที่บินข้ามทวีปได้ (ด้วยเหตุผลนี้ล่ะมั้งถึงทำให้เขาบินไกลจากไทยแลนด์สู่อเมริกา!) ความหมายมันก็คือ

“ความแข็งแรง และอายุยืน”

คุณพ้ง เรียนจบป.ตรีจากคณะมัณฑนศิลป์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อช่วงปี 2011-2012 แต่…มันก็ใช่ว่าเรียนจบแล้วก็บินไปต่างประเทศซะที่ไหน หลังจากจบที่ มัณฑนศิลป์ คุณพ้งเริ่มทำงานด้านแอนิเมชั่นอยู่ที่ Kantana จากคำเชิญชวนของผู้กำกับอย่าง พี่คำป้อน (ผู้กำกับ ก้านกล้วยและ เอคโค่จิ๋วก้องโลก) 

โดยทำหน้าที่เป็นคนวาดสตอร์รี่บอร์ดซึ่งเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นให้คุณพ้งเริ่มเดินทางสายแอนิเมชั่นมานับตั้งแต่นั้น

พ้งเป็นชื่อนกตัวใหญ่ๆ ในเทพนิยายของจีน ที่บินข้ามทวีปได้

หลังจากนั้นเส้นทางสายแอนิเมชั่นได้นำพาคุณพ้งเข้าไปทำที่ RiFF Studio เป็น Concept Artist อย่างเต็มตัวอยู่ 2 ปี

ทำให้เขาได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์ของ GTH อย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ และได้มีโอกาสเป็น Art Director ให้กับโปรเจคท์ซีรีส์ขนาดสั้น (10 ตอน) บน YouTube อย่าง Bloody Bunny First Blood อีกด้วย แต่ดูเหมือนว่าเมื่อคุณพ้งทำงานได้ระยะหนึ่งเขาก็เกิดคำถามกับตัวเองขึ้น…

คำถามที่ว่าคือ “เราทำงานได้แค่นี้จริงรึเปล่า ?” คุณพ้งบอกกับผมว่า “ไม่ได้หมายความว่าทำได้แค่ RiFF นะครับ กับ RiFF คือทำแล้วสนุกมาก และท้าทายมาก แต่ผมถามตัวเองว่า เฮ้ย !! อยากทำแค่อันนี้อย่างเดียวรึเปล่า?

จากคำถามที่เกิดขึ้นทำให้คุณพ้งตัดสินใจหักดิบแล้วลาออกจาก RiFF แล้วลองไปหาความรู้ในด้านอื่นๆ ดูจนไปจบลงที่การเรียน Marketing ครับ ก่อนที่จะพบว่า… มันไม่ใช่ทางจริงๆ แหละนะ !

ผมถามตัวเองว่า เฮ้ย !! อยากทำแค่อันนี้อย่างเดียวรึเปล่า?

Marketing ภาพประกอบ และงานศิลปะ

สมัยนี้หลายสิ่งหลายอย่างล้วนต้องหวังพึ่ง marketing กันเกือบทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่ศิลปะเองก็เช่นกันในเมื่อคุณพ้งบอกกับเราว่าเขาลงเรียน marketing อยู่พักหนึ่ง มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า marketing เนี่ยเป็นส่วนหนึ่งที่ดันให้เขาได้ไปทำงานอยู่ EA หรือเปล่า? และมันช่วยอะไรในแง่การทำงานของเขาบ้าง? 

คุณพ้ง:  “โดยส่วนตัวผมประยุกต์ marketing ใช้กับตัวเอง แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ แต่ว่า ผลลัพธ์ที่ไปเรียนจากตรงนั้นมามันทำให้ผมเห็นมุมมองที่ไม่ใช่ Artist ด้วย

คือด้วยนิสัยของผมเองพอผมเป็น Artist จ๋าๆ เลยเนี่ย ผมก็จะไม่ได้คำนึงถึงการขายเลย จะนึกถึงแค่ว่า เราอยากทำให้มันสวย อยากทำให้มันดี พอไปเรียนการตลาดมาก็พบว่า

ผลงานของคุณพ้งจากในเพจ Pongjeed ART

จริงๆ แล้ว ถ้าจะทำอะไรที่มันทำเงินจริงๆ มันต้อง Outside  In ไม่ใช่  Inside Out ผมก็เลยเข้าใจว่าชีวิตเราขาด marketing ไม่ได้นะ

พอผมกลับมามอง Artist ดังๆ ในวงการผมก็พบว่าที่เขาขึ้นมาได้เพราะมันมี marketing อยู่ในนั้นนะ เขาอาจจะทำโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วมันจะแฝงอยู่ ซึ่งถ้าถามว่า มันเกี่ยวกับที่ทำให้ผมได้ทำงานที่ EA ไหม

ก็น่าจะเป็นเรื่องของการที่ผมรู้จักเอาตัวเองไปวางให้ถูกจุดมั้งครับ มันเหมือนเอาเหยื่อไปหย่อนในจุดที่มีปลาที่เราอยากได้ ”

ผลลัพธ์ที่ไปเรียนจากตรงนั้นมามันทำให้ผมเห็นมุมมองที่ไม่ใช่ Artist ด้วย… ซึ่งผมพบว่าจริงๆ แล้ว ถ้าจะทำอะไรที่มันทำเงินจริงๆ มันต้อง Outside  In ไม่ใช่ Inside Out ผมก็เลยเข้าใจว่าชีวิตเราขาด marketing ไม่ได้นะ

เดินทางสู่ America

หลังออกจาก RiFF และเรียน marketing จนพบว่า… “มันไม่ใช่ทาง !” มันเป็นเหมือนการย้ำให้รู้ว่าสิ่งที่คุณพ้งต้องการจริงๆ คือ การอยู่กับศิลปะ คุณพ้งจึงทำการค้นหามหาวิทยาลัยทั้งหมดว่าพอจะมีที่ไหนที่พอจะไปได้บ้าง จนได้เจอกับมหาลัยหนึ่งที่ อเมริกา แล้วทำไมต้องอเมริกา?

คุณพ้ง: “เป้าหมายหลักของผมอยากดูว่าตัวเองไปได้ไกลแค่ไหนในระดับโลก

ผมเลยเล็งว่า โอเค อเมริกาดูเป็นตลาดที่ใหญ่มาก วงการใหญ่มากๆ ในแง่ของแอนิเมชั่น ผมเลยโอเค ต้องไปทำงานในอเมริกาให้ได้ แต่มันจะดุ่มๆ ไปเลยก็ไม่ได้

เพราะเราไม่ได้มีคอนเนคชั่น ไม่รู้จักใครเลยแล้วการแข่งขันที่นู่นก็สูงปรี๊ดเลย คนเก่งๆ มันเต็มไปหมด ก็เลยเริ่มจากการไปเรียนมหาลัยก่อน เพราะก็รู้ตัวด้วยว่าถ้าเราจะไปตรงจุดนั้น เราต้องเก่งกว่านี้ เราต้องรู้จักคนเยอะมากๆ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนที่ Academy of Art University (AAU)

เพื่อที่จะลับฝีมือด้วยและระหว่างที่เรียนก็หาคอนเนคชั่นไปด้วย”

เป้าหมายหลักของผมอยากดูว่าตัวเองไปได้ไกลแค่ไหนในระดับโลก ผมเลยเล็งว่า อเมริกาดูเป็นตลาดที่ใหญ่มาก วงการใหญ่มากๆ ในแง่ของแอนิเมชั่น ผมเลยต้องไปทำงานในอเมริกาให้ได้

วงการภาพประกอบในต่างแดน

เมื่อมีโอกาสได้คุยกับคนที่ทำงานอยู่ต่างประเทศทั้งที ในเมื่อเขาบินข้ามทวีปไปเห็นกับตาขนาดนี้แล้วคงต้องถามถึงเรื่องวงการภาพประกอบของที่นู่นกันหน่อยว่าวงการภาพประกอบในอเมริกามันเป็นยังไงกันบ้างนะ?

อะแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า Illustrator ของที่อเมริกานั้น = Freelance ของไทย 

คุณพ้ง: “ค่อนข้างดุเดือดอยู่นะครับ คือคน Skill สูงเยอะมาก และตลาดเขาก็ใหญ่มากๆ ด้วย เขาขายงานทีนึงมันแชร์ไปทั่วประเทศ เพราะงั้น illustrator เขาก็อยู่ได้ประมาณนึง ซึ่งแปลว่าเขาต้องเด่นประมาณนึงด้วย

เขาต้องมีอัตลักษณ์ บางอย่างที่ไปตรงกับกลุ่มๆ หนึ่งที่ชอบผลงานเขาแต่ต้องเป็นกลุ่มที่ใหญ่พอที่จะซัพพอร์ทเขาอะไรทำนองนั้นครับ ซึ่งถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น มันก็ไม่ง่ายอยู่ดี

เพราะการใช้ชีวิตเป็น illustrator ที่นู่นจะต้องมี เอเจนท์ เพราะมันใหญ่มาก แล้ว illustrator มันเยอะมากเพราะฉะนั้นเอเจนท์จะเป็นคนเดียวที่ลูกค้าเข้ามาติดต่อ แล้วเอเจนท์จะเป็นคนเลือกความเหมาะสมและงานให้กับ illustrator ในขณะที่ประเทศไทยตัว Artist เองก็เป็นเอเจนท์เองไม่ต้องผ่านใคร ผมเลยมองว่าที่อเมริกามีการแข่งขันกันมากกว่าแต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสสูงกว่าเช่นกันครับ”

ผลงานของคุณพ้งจากในเพจ Pongjeed ART

อเมริกามีการแข่งขันกันมากกว่าแต่ในขณะเดียวกันโอกาสก็สูงกว่าเช่นกันครับ

เปิดประตูสู่ EA Games

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงเริ่มอยากรู้กันแล้วใช่มั้ยครับว่า เป็นมายังไงคุณพ้งถึงไปทำงานที่ EA ได้?

คุณพ้ง: “จริงๆ มันมีโปรเจคท์ที่ผมบังเอิญทำกับเพื่อนของเพื่อนคนนึง ซึ่งคนนี้เขาทำแอนิเมชั่นครับ

คือคนที่เรียนแอนิเมชั่นเขาก็จะทำแต่แอนิเมชั่นเลย เขาจะไม่ได้แบบมาลงลึกเรื่องการออกแบบ ผมก็เลยลองไปช่วยงานเขาดูแล้วเราก็ทำโปรเจคท์นี้ขึ้นมา

เราก็ดีไซน์เป็นห้องขึ้นมา เป็นโลเคชั่นที่ เนื้อเรื่องมันจะเกิด ก็ดีไซน์คาแรคเตอร์ ดีไซน์พร็อพ ทุกอย่างพร้อมที่จะ ถูกปั้น ถูกอนิเมท ใดๆ ก็ตาม แต่ปรากฏว่า

…เพื่อนคนนี้ลาออก

โปรเจคท์ก็เลยคาอยู่ถึงแค่คอนเซปท์ แล้วตอนนั้นมันก็กำลังจะ Spring Show พอดี

คือที่ AU จะมีงานประจำปีชื่อว่า Spring Show งานนี้จะมีเหล่าบริษัทต่างๆ มาเดินชม ซึ่งทางโรงเรียนจะเชิญเพื่อมาดูงาน แต่ทีนี้งาน Spring Show เขาจะคัดคนเข้าไป

เพราะฉะนั้นต้องทำงานให้ดีจริงๆ แบบเตะตากรรมการจริงๆ เขาถึงจะเอางานเข้าไปโชว์ในนั้น

ผมเลยอะ งั้นเดี๋ยวผมเอางานมาเก็บต่อ เพิ่มอีกหน่อยแล้วส่งเข้า Spring Show ไปปรากฏว่างานชิ้นนี้ก็เข้าตากรรมการ

มันมีโปรเจคท์ที่ผมบังเอิญทำกับเพื่อนของเพื่อนคนนึง …เราก็ทำโปรเจคท์นี้ขึ้นมาแต่ปรากฏว่า…เพื่อนคนนี้ลาออก

ซึ่งการเอาเข้าไปโชว์ในนั้นคณะผมมันมีสองแบบ

แบบที่ ปรินท์โชว์ กับที่ โชว์บนจอ แต่โชว์บนจอเนี่ยมันก็จะรันไปเรื่อยๆ ผมเลยมองว่าโอกาสตรงนั้นมันน้อยมากกกกก ผมเลยเลือกที่จะปรินท์ไปแปะดีกว่า

แล้ว Art Director ของ The Sims ก็มาพอดี พอเขาเดินมาเห็นเข้าก็เลยเรียกอาจารย์ผมมาถามว่าเด็กคนนี้เป็นใคร อาจารย์ผมก็เลยรีบยื่นนามบัตร รีบยื่นเรซูเม่ของผมให้กับเขา(ฮ่าๆ) แล้วเขาก็ติดต่อมา

ซึ่งตอนนั้นจริงๆ แล้วผมฝึกงานอยู่ที่ บ.มือถือที่หนึ่งอยู่ ตอนนั้นก็แบบตัดสินใจหนักมากว่าจะอยู่ บ.นี้ต่อหรือจะย้ายดี สุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายไปครับเพราะมองว่ามันเป็นอะไรที่ไม่เคยทำ น่าสนใจก็เลยไปลองดู”

Art Director ของ The Sims ก็มาพอดี พอเขาเดินมาเห็นเข้าก็เลยเรียกอาจารย์ผมมาถามว่าเด็กคนนี้เป็นใคร

เหล่าบุคคลที่สนใจ

เมื่อคุณพ้งบอกว่า Spring Show คืองานที่มีหลากหลายบริษัทเข้ามาชมงานซึ่งอาจเกิดการจ้าง หรือไม่จ้างก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลงาน นั่นหมายความว่าในงานครั้งนั้นคงไม่ได้มีแค่ EA ที่เข้ามาชม… แล้วนอกจาก EA ยังมีบริษัทอื่นสนใจงานของคุณพ้งอีกมากน้อยแค่ไหนกันนะ?

คุณพ้ง: “มีครับ ตอนนั้นมี DreamWorksTV มาคุยด้วย มี Sony Animation และก็มี่ Illumination

และก็มีพวก Start Up สองสามที่มาคุยด้วย ส่วนใหญ่งานผมมันจะไปตกกับพวก TV Series อะครับถ้าเกิดเป็นแอนิเมชั่นนะครับ”

จากแอนิเมชั่นสู่วงการเกม

น่าแปลกใจไหมครับ? ในเมื่องานที่แสดงใน Spring Show มีสตูดิโอแอนิเมชั่นดังๆ มาสนใจถึง 3 ที่ด้วยกันแถมเดิมทีคุณพ้งก็ทำงานสายแอนิเมชั่นมาก่อน แล้วทำไมถึงเลือกที่จะไปทำบริษัทเกมอย่าง EA ได้ล่ะ?

คุณพ้ง: “สายแอนิเมชั่นในความรู้สึกผมพูดตามตรงว่า ช่องทางที่จะเข้าไปมันยากมากครับ

เพราะว่าจำนวนคนที่เขาหาอยู่พื้นที่มันจำกัดมาก เพราะงั้นเขาจะคัดแบบคนที่เก่งสุดๆ ไปเลย และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือเรื่อง Visa

คือ พูดตามตรงเราไปอยู่ประเทศเขา เราเป็นคนต่างชาติเขาก็ขี้กียจมาดีลกับคนต่างชาติที่มีกฏนั่นกฏนี่เยอะแยะ เพราะฉะนั้นเขาเจอใครที่เก่งหรือว่าอาจจะเก่งน้อยกว่าเรานิดเดียวเขาก็เลือกคนในท้องถิ่นมากกว่าคนต่างชาติ

ทีนี้ถ้าเกิดเราจะผ่านเข้าไปได้เนี่ยเราต้องเก่งแบบ เก่งมากกกๆ เลย ซึ่งมันก็จะต่างกับบริษัทเกมตรงที่เกมมันจะมีตำแหน่งที่เปิดเยอะกว่า และมีบริษัทเกมที่เกิดเยอะมากเต็มไปหมด

เพราะฉะนั้นโอกาสด้านเกมก็จะเยอะกว่าด้านแอนิเมชัน หลายเท่าเลยครับ”

ผลงานของคุณพ้งจาก pongjeedart.com

เราเป็นคนต่างชาติ เขาก็ขี้กียจมาดีลกับคนต่างชาติที่มีกฏนั่นกฏนี่เยอะแยะ เพราะฉะนั้นเขาเจอใครที่เก่งหรือว่าอาจจะเก่งน้อยกว่าเรานิดเดียวเขาก็เลือกคนในท้องถิ่นมากกว่า

จุดเริ่มต้นของการทำงานกับต่างประเทศ

เช่นเดียวกับที่เคยถามคนอื่นๆ ในคลิป Let’s Interview EP7 : นักวาดไทยทำยังไงให้โกอินเตอร์ !? ก็อยากรู้ว่าผลงานที่ทำกับต่างประเทศชิ้นแรกของคุณพ้งเนี่ยเป็นยังไงกันนะ?

คุณพ้ง: “ก่อนทำที่ EA เคยไปฝึกงานที่ Zynga ต้องอธิบายแบบนี้ก่อนครับ จริงๆ แล้วการฝึกงานที่นู่นก็คือการทำงานนี่แหละครับ

ซึ่งได้ค่าจ้างครึ่งหนึ่งแต่ว่าครึ่งหนึ่งที่ว่านี่ก็คือสามารถอยู่ได้แล้วครับ คือจ้างจริง ทำจริง เพราะจริงๆ เขาก็เรียกเข้าไปทำงานจริงนั่นแหละ และเพราะว่าผมเป็น International Student สำหรับที่นู่น

ผมจะเข้าไปทำงานจริงๆ เลยมันเป็นไปได้ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น Internship หรือเด็กฝึกงาน เป็นเหมือนทางอ้อม ที่ทำให้ผมได้ไปทำงานกับเขา

เพราะงั้นงานแรกที่ทำกับต่างประเทศคืองานที่ทำกับ Zynga ครับเป็นมินิเกมบนมือถือชื่อ Tiny Royale มินิเกมที่อยู่ใน Snapchat อีกที

Internship หรือเด็กฝึกงาน เป็นเหมือนทางอ้อม ที่ทำให้ผมได้ไปทำงานกับเขา

เป็นเกม Battle Royale แต่ว่าเป็นแนว stylize(แนวตัดทอน) ที่ใครๆ ก็เล่นได้ เพราะมันแปปเดียวประมาณ 2-3 นาทีก็จบแล้วครับ แต่จริงๆ ถ้าจ๊อบเล็กๆ แรกๆ เลยก่อนหน้านี้ผมเคยมีเพื่อนในบริษัทที่ Zynga ขอให้วาด Illustration ให้เขาด้วยครับ ซึ่งอันนั้นเป็นจ็อบเล็กๆ ที่ผมได้ทำครับ

แต่หากเป็นจ็อบใหญ่ๆ คืองานออกแบบฉากให้กับซีรีส์ของ DreamWork TV แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ประกาศครับ กำลังพิทช์งานกันอยู่ เป็นจ็อบปี 2019 ครับ”

บริษัทไทย VS บริษัทต่างประเทศ

อะอ้าวว…ดูเหมือนว่าจ็อบใหญ่ที่คุณพ้งได้มาจะเป็นจ็อบที่ทำอยู่ระหว่างที่ทำกับทาง EA นี่นา? จะว่าไปแล้ว ที่อเมริกาเขาซีเรียสเรื่องรับงานนอกกันไหมนะ? แล้วบริษัทที่นั่นแตกต่างกับบริษัทที่ไทยยังไงกันบ้างล่ะ?

คุณพ้ง: “จริงๆ เวลาจะทำจ็อบนอกตามมารยาทแล้วต้องบอกทางบริษัทก่อนว่า เรามีโอกาสตรงนี้เข้ามา เราอยากทำ แล้วเราจัดเวลาประมาณนี้เราจะทำหลังช่วงงาน เราต้องแสดงความจริงใจกับเขา

แสดงให้เห็นว่า เฮ้ยเราทำหลังงานนะ เราจะไม่ทำที่นี่แน่นอน และเขาจะเป็นคนอนุมัติมาว่าเขาจะให้เราทำหรือไม่ให้เราทำ แต่ทีนี้หลักการง่ายๆ เลยว่าเขาจะอนุมัติมั้ยคือ

ต้องไม่ไปขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัทเขา เช่น ผมทำบริษัทเกม แต่ผมรับจ๊อบแอนิเมชั่น มันไม่ขัดกันอยู่แล้วเขาก็ลุยเลย ขอแค่ผลงานคุณไม่ตก เอาเลยให้เต็มที่ แต่ถ้าเขาไม่อนุญาต

เราก็ไม่ควรจะแอบบอุบอิบไว้ เพราะมันจะไม่ดีในระยะยาวแน่นอน ด้วยความที่วงการนี้มันเล็ก(สำหรับประเทศเขานะ) ในต่างประเทศ มันจะถึงกันหมดอะครับ

เรามีโอกาสตรงนี้เข้ามา เราอยากทำ…เราต้องแสดงความจริงใจกับเขา

ส่วนอะไรที่แตกต่างกับบริษัทไทยผมว่าน่าจะเป็น ระบบการจัดการครับ เรื่องเกี่ยวกับคน

คือผมไม่ได้บอกว่าในไทยจะแบบนี้ทั้งหมด แต่ในไทยจะยังค่อนข้างบูชาคนที่ทำงานหนักกลับบ้านดึก และก็อุทิศตนให้กับองค์กรอะไรแบบนี้ใช่มั้ยครับ ซึ่งในอเมริกาจริงๆ ก็มีนะไม่ใช่ไม่มี

แต่ในฝั่งคนทำงานจะค่อนข้างเกาะกลุ่มกันแล้วสร้างค่านิยมใหม่ว่า ในช่วงทำงานเราจะอัดเต็มที่เลยนะ งานๆๆๆๆๆๆ พอจบชั่วโมงงานปุ๊บเราต้องหยุดนะ เราจะไม่มีการแบกงานกลับไปทำที่บ้าน ไม่มีการทำงานเกินกว่าลิมิตที่ตัวเองทำไหว

ซึ่งข้อดีก็คือ ฝ่ายผู้จัดการเอง เขาจะเห็นคุณค่าตรงนี้เหมือนกัน เพราะตัวเขาเองก็ต้องพักและเขารู้ว่าในระยะยาว Artist ไม่สามารถที่จะเป็นแบบนั้นไปได้ตลอด “มันจะพัง”

เขาเลยวางตารางเพื่อให้มันเหมาะสม คือถ้ามันจะมีอะไรที่หนักหน่วงจริงๆ เขาจะแจ้งล่วงหน้าก่อนเดือนนึงแล้วเขาจะปรับให้มันเป็น OT และเขาจะถามด้วยว่า ‘เอาไหม?’

ถ้าไม่เอาก็เป็นสิทธิ์ของเรา เพราะกฎหมายเรื่องแรงงานที่นู่นค่อนข้างแข็งแรงมากๆ หากเขาล้ำเส้นนิดเดียวก็จะเกิดการก่อม๊อบกันขึ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทเสียภาพพจน์

ผมว่าข้อดีของระบบการจัดการแบบนี้คือพนักงานก็จะรู้สึกว่า เฮ้ยเขาเห็นคุณค่าในตัวเรา แล้วเขาไม่ได้แคร์แค่ว่าจะเอางานๆๆๆ แต่เขารู้สึกว่า เขาอยากให้เราทำงานแล้วมีความสุขด้วย

เขาจะให้ความสำคัญกับผลงานของเรามากกว่าที่จะมานั่งเห็นเราทำงานหามรุ่งหามค่ำอะครับ เราเป็นคนจัดการตัวเราเอง

แต่กลับมาที่ประเทศไทย…

ผมมองว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ ก็คงรู้สึกเหมือนกัน ว่าเขาคงไม่อยากทำงานหามรุ่งหามค่ำใช่ไหมครับ? ทีนี้ในประเทศเราน่ะ มันยาก

เหตุผลที่อเมริกาสามารถทำแบบนี้ได้เพราะทุนเขาสูงกว่า มีอำนาจการต่อรองสูงกว่า สำหรับคนไทยแล้ว ทั้งงบ และเวลาของเราต่างจากเขามากมันเลยยากมากที่เราจะทำให้มันบาลานซ์ มันคงมีเหตุผลที่เขาไม่สามารถปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นได้

เพราะงั้นบริษัทที่ไทยก็อาจจะยังต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำไปอีกสักพักนึง จนกว่าทีมจัดการจะสามารถจัดการตารางต่างๆ ให้มันออกมาเป็นแบบนั้นได้”

อะแต่ในเมื่อเรารู้ความแตกต่างของ บริษัทไทยกับต่างประเทศไปแล้วเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนอาจจะอยากรู้ก็คือเงินเดือน… เงินเดือนของ Concept Artist อยู่ที่เท่าไหร่กันนะ?

คุณพ้ง: “ที่อเมริกาเรทเงินเดือนจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละรัฐ แต่ละเมืองครับ ของผมอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ตกเดือนนึงผมจะได้ประมาณ 6300$ (ประมาณ 182,700 บาท/เดือน) ซึ่งที่นั่นจะคิดเงินเดือนเป็นชั่วโมงและจ่ายทุกๆ สองสัปดาห์ …แต่โดนภาษีอย่างน้อย 22% ผมก็จะเหลือเงินเดือนประมาณ 5200$ -5300$(ประมาณ 153,700 บาท/เดือน)แต่…ก็ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายต่อเดือนนะ”

เดือนนึงผมจะได้ประมาณ 6300$ (ประมาณ 182,700 บาท/เดือน)

ความอิสระในระบบบริษัท

ด้วยความที่เป็น Artist เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะมีความคิดที่ว่า… งานเราเป็นสไตล์นี้ มันก็ต้องออกมาเป็นสไตล์นี้รึเปล่า ?! ทำไมทำงานบริษัทแล้วถึงต้องปรับให้เข้าตามกรอบบริษัท ตามแบบของบริษัท? เพราะฉะนั้นแล้ว ใน EA ให้อิสระในการทำงานมากน้อยแค่ไหนกัน?

คุณพ้ง: “จริงๆ ต้องดูว่างานคุณตอบโจทย์กับอะไรมากกว่าหากคุณเป็น Illustrator มันมีโอกาสจะได้ทำสไตล์คุณสูงกว่าถ้าเทียบกับที่คุณทำงานในบริษัท

แต่ว่าแน่นอนลูกค้าก็จะมีจุกจิก เล็กน้อยเป็นธรรมดา สุดท้ายเราต้องตอบรับความต้องการลูกค้า เราไม่ได้ตอบรับความต้องการของตัวเอง

เพราฉะนั้นต้องแยกก่อนว่าเป็น Concept Artist คุณต้อง ทำตามเป้าหมาย เพราะ Concept Artist คือผู้แก้ปัญหาด้านวิชวลเพราะฉะนั้นพอเป็เรื่องของการแก้ปัญหาแล้วเนี่ย ความเป็นปัจเจกต์ และอีโก้ต้องลดลง โอกาสที่คุณจะทำงานไปแล้วโดนโละทิ้งเอาใหม่นั้นง่ายมาก

ผลงานของคุณพ้งจาก pongjeedart.com

ต้องดูว่างานคุณตอบโจทย์กับอะไรมากกว่าหากคุณเป็น Illustrator มันมีโอกาสจะได้ทำสไตล์คุณสูงกว่าถ้าเทียบกับที่คุณทำงานในบริษัท

นั่นเท่ากับว่างานที่ผมทำตอนนี้แทบจะไม่มีสไตล์ผมอยู่เลยครับ สิ่งที่ผมทำคือการตอบโจทย์อะไรบางอย่างมากกว่า นั่นเพราะผมเลือกไปอยู่ในจุดที่งานใกล้เคียงกับตัวผม

ซึ่งถึงแม้ว่าอิสระในด้านสไตล์มันอาจจะน้อยแต่อิสระทางด้านไอเดียเขาให้เราสูงมาก”

สุดท้ายเราต้องตอบรับความต้องการลูกค้า เราไม่ได้ตอบรับความต้องการของตัวเอง

ความประทับใจใน EA

คุณพ้ง: “คงเรื่องการจัดการเรื่อง การให้เกียรติ Artist นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าค่อนข้างประทับใจนะครับ และความ Professional ของแต่ละคน

วิธีพูด วิธีคิดงาน เหมือนทุกคนที่นู่นมีความให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะไม่มีการปาอีโก้ใส่กันครับ

ผมประทับใจระบบที่ทุกคนคุยกันที่งาน ทำยังไงให้งานออกมาดีที่สุด เราตั้งไว้ที่โจทย์เดียวกัน แล้วเรามุ่งไปด้วยกันเพื่อให้ได้โจทย์นั้น ความคิดอาจจะต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วก็ไอเดียใครเป็นไปได้มากที่สุดเราก็ไปทางนั้น

เขาจะมีระบบ One on One ที่ไปคุยกันตรงๆ หาตารางเวลาที่ว่างตรงกัน นัดลงไปกินกาแฟ แล้วคุยกันแบบเปิดใจ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นการสลายอีโก้ที่ดีมากเลย

ผลงานของคุณพ้งใน pongjeedart.com

ทุกคนคุยกันที่งาน ทำยังไงให้งานออกมาดีที่สุด เราตั้งไว้ที่โจทย์เดียวกัน แล้วเรามุ่งไปด้วยกันเพื่อให้ได้โจทย์นั้น

อย่างผมบางทีไม่ได้มีเรื่องนะผมแค่อยากเช็คความสามารถของตัวเองผมก็ One one One กับผู้จัดการผม ผมแค่อยากรู้ว่าตอนนี้ผมอยู่ตรงไหนแล้ว เขามีอะไรจะแนะนำผมไหม

สุดท้ายแล้วเขาก็เปิดออกมาว่าคุณควรพูดความคิดตัวเองให้มากกว่านี้ ผมก็ อ๋อ…ผมรู้เลยว่าไม่เคยพูดเลยในห้องประชุม

เขาจะมีระบบ One on One ที่ไปคุยกันตรงๆ หาตารางเวลาที่ว่างตรงกัน นัดลงไปกินกาแฟ แล้วคุยกันแบบเปิดใจ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นการสลายอีโก้ที่ดีมาก

แล้วเขาก็ชมในสิ่งที่เขาเห็นคุณค่าในตัวเราว่าเออเราเห็นยูขยันมากเลย แล้วความสามารถคุณแบบไม่ต้องตั้งคำถามกับความสามารถของคุณเลย เรามีแต่พยายามปรับจูนเข้าหาคนอื่นแต่ในขณะเดียวกันเขาก็อยากรู้ด้วยว่าเราคิดอะไรเขาจะได้ปรับจูนเข้าหาเราด้วย”

ศิลปะที่อยู่ในเกม

เราอาจจะเห็นแต่ข้อเสียจากเกมกันมาเยอะแยะมากมายครับ(ตามที่ออกข่าวบ่อยๆ น่ะนะ) แต่เอาจริงๆ กว่าจะมาเป็นเกมๆ หนึ่งนั้นมันผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมายเลยทีเดียวแล้วหนึ่งในนั้นคือเรื่องของศิลปะ.. แล้วทักษะไหนในศิลปะที่ถูกใช้ในการทำเกมเยอะๆ บ้างล่ะ?

คุณพ้ง: “ถ้าโดยเฉพาะของ The Sims เลยน่าจะเป็นเรื่องของ ‘การลดทอน’

การแปลงจากสิ่งที่เป็นสิ่งของในเกม The Sims เพราะพูดง่ายๆ ว่า The Sims มันคือการเอาโลกความเป็นจริงนี่แหละแต่ผ่านตัวแปลงให้กลายเป็นเกม เพราะฉะนั้นคนแปลงเนี่ยก็คือเรา

เราต้องจับ เอกลักษณ์ของวัตถุนั้นๆ ออกมาให้ได้ แล้วเอามาต่อยอดเพื่อให้มันได้ความรู้สึกของสิ่งนั้นแต่เป็นดีไซน์ใหม่

แล้วก็มีเรื่อง Shape Form ของสิ่งของหรือลวดลายอะไรต่างๆ มันจะมีความหมายอยู่ใน Shape กับ Form กับสิ่งที่เราพยายามจะสื่อ

เราต้องจับ เอกลักษณ์ของวัตถุนั้นๆ ออกมาให้ได้ แล้วเอามาต่อยอดเพื่อให้มันได้ความรู้สึกของสิ่งนั้นแต่เป็นดีไซน์ใหม่

และก็เรื่อง Materials คือ The Sims จะค่อนข้างลดทอนมันลงไปอีกไม่ใช่ว่าหินก็มาหินทั้งดุ้นเลย มันต้องลดทอนแบบดูหินแต่ไม่ใช่หินแบบซูมเข้าไปแล้วเป็นจุดๆ ละเอียดขนาดนั้น

แต่ต้องบอกได้ว่าเป็นหินอ่อน หินแกรนิต หรือว่าหินขัด แล้ว Materials มันต้องต้อบรับกับโจทย์ที่เราได้ด้วยอย่างที่พึ่งปล่อยไป Realm of magic ที่เป็นเวทย์มนต์

อาร์ตไดเรคเตอร์เขาก็เลือก ธีมของ Art Nouveau มา เราก็ต้องไปดูว่า Art Nouveau ใช้ Materials อะไรบ้าง ก็จะเป็นไม้วานิชดีๆ ก็เป็นเบาะที่แบบมีลวดลายอะไรทำนองนั้น

ซึ่งประวัติศาสตร์ศิลป์เองก็สำคัญมากๆ เหมือนเราต้องเข้าใจ … บางทีไม่เข้าใจก็ต้องเข้าใจอะ (ฮ่า)

ผลงานของคุณพ้งใน Realm of magic

มุมมองที่มีต่อวงการเกม(ในไทย)

จริงๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไทยก็นับว่าสร้างชื่อในวงการเกมไว้ไม่น้อยเลย แล้วคุณพ้งคิดเห็นยังไงกับวงการเกมไทยบ้าง?

คุณพ้ง: “เอาจริงๆ ถ้าพูดตามความเห็นผมนะ ผมพึ่งเข้ามาวงการเกมได้แค่ปีนิดๆ เองครับ เพราะฉะนั้น มุมมองผมจะยังไม่กว้างเท่าไหร่ เอาเป็นเท่าที่ผมเห็นแล้วกัน

ผมว่ามันไปได้อีกเพราะว่าตอนนี้สมองคนไทยเริ่มไหลกลับมาที่ประเทศละ แน่นอนว่าด้านนี้มันใหม่มาก แต่ว่าคนไทยก็ไปต่างประเทศมากันตั้งเยอะแล้ว และเขาก็มีประสบการณ์ที่ต่างประเทศ ตอนนี้มันเหมือนเป็นยุคที่คนเก่งๆ เหล่านั้นกลับมาที่ไทยแล้วเอาความรู้จากข้างนอก เข้ามาแล้วมาทำของตัวเอง

ผมเลยมองว่ามันเหมือนเป็นช่วง ที่กำลังบ่มและเขาก็กำลังกรุยทาง เพื่อให้รุ่นต่อไปที่จะกลับมามีถนนที่ ดีขึ้นในการวิ่งถ้ามองอนาคตผมว่ามันไปได้อีกนะ เพราะว่าความคิดสร้างสรรค์คนไทยอะมันมีอยู่แล้ว แค่อะไรที่มันจะไปตอบตรงนั้น แล้วมันดันไปมากกว่า

ผลงานของคุณพ้งจากเพจ Pongjeed ART

มันเหมือนเป็นยุคที่คนเก่งๆ เหล่านั้นกลับมาที่ไทยแล้วเอาความรู้จากข้างนอก เข้ามาแล้วมาทำของตัวเอง

แน่นอนตอนนี้เทคโนโลยีมันอาจจะแพง แต่มันก็ไม่แพงไปกว่าที่คนไทยจะกล้าลงทุนใช่มั้ย แต่ถ้ามันมีใครสักคนนึง ถ้ามันมีฮีโร่สักตัวนึง หรือว่ามีตัวบุกเบิก สักตัวที่มันทำแล้วมันบูมแล้วเงินแม่งมา แล้วคนก็จะแบบ เฮ้ยยยเออๆ ลงๆๆ

ตอนนี้คนมันยังไม่กล้าเฉยๆ ผมว่า เพราะมันใหม่และก็ โอกาสเฟลสูงเพราะว่า มันเป็นคอนเทนท์ที่แบบไม่รุ่งก็แป๊ก มันก็เลยต้องมีคนกรุยทางก่อน ผมเลยมองว่ามันน่าจะไปได้อีกและน่าจะไปได้เร็วกว่าเมื่อก่อนด้วย”

เป้าหมายอื่นนอกจากอเมริกา

ด้วยความที่ตอนนี้คุณพ้งอยู่อเมริกาด้วย Visa นักศึกษาเขามีเวลาทำงาน 1 ปีหลังเรียนจบเพื่อทำงานก่อน Visa จะหมด… แล้วสมมติว่าไม่ต่อ Visa กับที่อเมริกา ประเทศอื่นๆ ที่คุณพ้งอยากจะไปทำงานด้วยคือที่ไหนกันล่ะ?

คุณพ้ง: “ผมว่าจีนนะ คือผมว่าจีนมาอยู่นะสมัยนี้

เอาง่ายๆ บริษัทเกมจีนอะซื้อบริษัทเกมอเมริกาไปหลายบริษัทแล้วครับ ในปีที่แล้วมันเป็นข่าวใหญ่มากที่ Tencent ซื้อ Riot Games แล้วก็บริษัทอื่นที่ซื้อบริษัทดังๆ ในอเมริกาไปอยู่ในเครือเขาแล้ว

   

ผมก็เลยแบบช๊อคมากแบบ หูววว ทุนหนาจังวะ  ซึ่งผมว่าเขาใหญ่จริงๆ ถึงขนาดที่บริษัทเกมประเทศอื่นต้องเกรงใจเขา กลัวเขา Take Over อะ”

ทิ้งท้ายเพื่อคนรุ่นใหม่

สุดท้ายแล้วเชื่อว่าหลายๆ คนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้เนี่ยก็อยากรู้เหมือนกันใช่ไหมครับว่า เออแล้วเราจะทำยังไงถึงจะได้ร่วมงานกับต่างประเทศบ้าง? … นั่นสิ ทำยังไงถึงได้ทำงานกับต่างประเทศบ้างนะ?

คุณพ้ง: “ทำพอร์ทที่ตรงกับงานที่ตัวเองอยากทำ คุณอยากเป็นอะไร? คุณอยากทำอะไร? คุณชอบทำแบบไหน? ก็ทำพอร์ทแนวนั้นออกมาให้เยอะที่สุดเป็นโปรเจคท์ได้ยิ่งดีเข้าไปใหญ่

จากประสบการณ์ของผมที่ปกติแล้วแค่วาดเล่นแล้วก็โพสต์ๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไรแต่มันเลยอาจจะทำให้ผมได้งานที่ไม่ค่อยตรงตามความต้องการของตัวเองเท่าไหร่นัก

ผลงาน Inktober ของคุณพ้งจากเพจ Pongjeed ART

อย่างผมชอบวาดแนวแบบ stylize หรือเป็นคนที่ชอบบ้าเพ้นท์อะไรที่เป็นสิ่งที่อยู่ใน 3D Space พอผมทำแบบนี้แล้ว ลองทำให้มันเป็นโปรเจคท์ ก็ทำให้ผมรู้ว่างานผมมันตรงกับ TV Series, Mobile Games หรือเป็นเกมอะไรก็ได้ที่เป็น stylize แต่เป็น 3D ผมก็ผลิตงานที่เป็น 3D ออกมา

เพื่อใครก็ตามที่มาเห็นงานผมแล้วมันใกล้กับเขาเขาก็จะติดต่อมา และผมก็จะได้เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ผมอยากจะอยู่ จุดที่ผมมีความสุข

ผลงานของคุณพ้งจาก pongjeedart.com

และก็พยายามสร้างให้เป็นโปรเจคท์ เพราะถ้าสร้างให้เป็นงานชิ้นๆ แยกๆ เนี่ยๆ มันไม่แข็งแรง เช่นในแง่ของเชิงแอนิเมชั่นมันต้องมีเนื้อเรื่อง ซึ่งอาจจะไม่ต้องเป๊ะ พอให้มันมีโครงพอให้เราออกแบฉาก ออกแบบตัวละคร ออกแบบพร็อพ ออกแบบซีน ที่มันเป็นอะไรที่อธิบายโปรเจคท์ว่าฉากจะเป็นยังไง ดีไซน์ยังไง ดีไซน์มาจากอะไร คาแรคเตอร์ ดีไซน์เป็นยังไงแบคกราวด์มาจากอะไรทำไมถึงเป็นแบบนี้ หรืออะไรก็ตามเป็นการบอกว่าเนื้อเรื่องนี้เป็นยังไง

ทำพอร์ทที่ตรงกับงานที่ตัวเองอยากทำ คุณอยากเป็นอะไร? คุณอยากทำอะไร? คุณชอบทำแบบไหน?จะได้เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ผมอยากจะอยู่ จุดที่มีความสุข

หรือถ้าเป็น Illustration เราอาจจะทำออกมาเป็นซีรีส์ก็ได้ แบบสมมติซีรีส์แมว เป็น IG อาจจะทำแมวมาเก้าช่องก็ได้ เป็นซีรีส์แมวเก้าชีวิตอะไรแบบนี้

เวลาคนมองแล้วมันจะแข็งแรงมองแล้วมันแบบโหไอ้นี่มันทำอะไรแล้วทำเป็นโปรเจคท์นะ ไม่ได้แค่แบบวาดรูปเดียวแล้วมันก็พอแล้ว  คือไม่ได้บอกว่าวาดรูปเดียวพอแล้วมันผิดนะ แต่ถ้าจะทำให้พอร์ทอิมแพค ทำเป็นโปรเจคท์จะอิมแพค

ผลงานคาแรคเตอร์ดีไซน์ของคุณพ้งจาก pongjeedart.com

และก็เรียนภาษาอังกฤษ (ฮ่าๆ) เอาประสบการณ์ผมแล้วกันผมไม่อยากตัดสินว่าต้องเก่งขนาดไหนถึงจะทำงานได้ สำหรับผมเนี่ยผมมองว่า สื่อสารได้ ค้นคว้าได้สองอย่างเนี่ยสำคัญสุด

สื่อสารได้ทำให้เรามีโอกาสที่จะสร้างคอนเนคชั่นต่างประเทศ หรือไปที่ไหนเราก็ไม่ต้องกลัวว่า เบ๊าะแบ๊ะๆ อะ

แล้วก็จะสร้างเครือข่ายได้กว้างขึ้นแล้วบางทีเครือข่ายเนี่ยแหละเป็นตัวเอางานเข้ามา

อันที่สองคือค้นคว้าได้ หมายถึงว่าเรามีชุดศัพท์เพียงพอเราสามารถเสพสื่อของนอกประเทศได้เพราะฉะนั้นก็แปลว่าเรารีเสิร์ชจากที่ไหนก็ได้ ความรู้เราก็จะเข้ามาเร็วขึ้น แน่นขึ้นเยอะขึ้น และก็จะเก่งขึ้น  เพราฉะนั้นสองอย่างหลักๆ ก็คือสื่อสารได้และค้นคว้าได้ครับ”

.

.

.

.

.

ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้ครับ อ่านจบแล้วเป็นยังไงกันบ้างครับ? บทความนี้เติมไฟให้คุณได้มากน้อยแค่ไหนกัน หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านมีกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานและสร้างแรงบันดาลใจให้ได้ลุกขึ้นมาตามฝันกันไม่มากก็น้อยนะครับ !

เอาล่ะแล้วพบกันใหม่กับบทความเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ได้ที่เว็บ Plotter จ้า

สามารถติดตามผลงานของคุณพ้งได้ที่:

Facebook – www.facebook.com/pongjeedart/ และ www.pongjeedart.com

Shares