7 POST-APOCALYPTIC MOVIES หนังโลก(ไม่)สวยด้วยมือเรา

147

(ส่วนหนึ่งจากบทความ โลกรกร้างหลังหายนะ (Post-Apocalyptic Movies) โดย กันตพัฒน์ พาวงษ์ ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 882 เดือนตุลาคม 2560)

เปิดปีมาก็เจอกับเรื่องร้อนๆ กันเลยทีเดียว นั่นคือวิกฤติไฟป่าในประเทศออสเตรเลียที่ลากยาวมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้และสถานการณ์ยังดูน่าเป็นห่วงว่าจะไม่จบลงง่ายๆ สาเหตุก็มาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก อันสืบเนื่องมาจากหลายเหตุปัจจัย แต่ที่แน่ๆ คงไม่พ้นการขยายตัวของเมืองและการใช้ชีวิตของมนุษย์เราที่ไปกัดกินทรัพยากรธรรมชาติ จนทำให้โลกใบนี้ต้องส่งสัญญาณเตือนว่า ทำอะไรอย่าลืมคิดถึงวันข้างหน้าเอาไว้ด้วย ถ้าไม่อยากให้โลกอนาคตมีสภาพย่ำแย่เหมือนอย่างในหนังโลกาวินาศเหล่านี้

 

MAD MAX: FURY ROAD (2015)

คนคลั่งกลางทะเลทราย

            ภาคต่อสุดระห่ำของผู้กำกับจากแดนจิงโจ้ จอร์จ มิลเลอร์ ผู้สร้างโลกหลังโลกาวินาศใบนี้ขึ้นมาตั้งแต่ภาคแรกที่ออกฉายในปี 1979 จนกลายเป็นแม่พิมพ์ให้กับหนังแนวนี้ไปเลย ด้วยความที่เขาเคยทำงานเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลซิดนีย์ ได้เห็นคนเจ็บและตายเป็นประจำโดยเฉพาะจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จึงนำแรงบันดาลใจจากห้องฉุกเฉินมาเป็นไอเดียทำหนังสะท้อนภาพความรุนแรงในสังคม บอกเล่าด้านมืดในจิตใจมนุษย์ เพื่อให้ผู้ชม (โดยเฉพาะวัยรุ่น) ตระหนักถึงผลลัพธ์จากความคึกคะนอง โดยเซ็ตฉากเป็นโลกอนาคตหลังการล่มสลายของอารยธรรม ประกอบกับการเกิดวิกฤตน้ำมันโลกตอนต้นยุค ’70 ระหว่างที่เขากำลังปั้นบทร่วมกับ เจมส์ แมกคอสแลนด์ ทั้งคู่จึงเห็นตรงกันที่จะนำเสนอความเลวร้ายของมนุษย์หลังวิกฤตสงครามนิวเคลียร์ โดยเฉพาะในแง่มุมของการแย่งชิงพลังงาน

หนังภาคแรกแจ้งเกิดทั้ง จอร์จ มิลเลอร์ และ เมล กิ๊บสัน ผู้รับบทนำเป็น แม็กซ์ คนจรที่ตะลอนไปตามถนนในดินแดนรกร้างกับรถสุดเท่คู่ชีพ ตามมาด้วยภาคสอง Mad Max 2: The Road Warrior (1981) ที่ยังคงชูประเด็นเรื่องน้ำมันหมดโลก และภาคสาม Mad Max Beyond Thunderdome (1985) ซึ่งปิดไตรภาคได้ไม่น่าประทับใจนัก ก่อนที่ จอร์จ มิลเลอร์ จะกลับมาสานต่อตำนานจนสำเร็จ หลังจากต้องเผชิญวิบากกรรมมากมายตลอดเวลา 10 กว่าปี โดยเฉพาะความอินดี้ของป๋ากิ๊บสันที่ต้องโบกมือลาบทนี้ไปในที่สุด และได้ ทอม ฮาร์ดี้ มาสวมบทเป็นแม็กซ์แทน

เรื่องราวสุดหฤโหดครั้งใหม่ใน Mad Max: Fury Road (2015) เริ่มต้นขึ้นเมื่ออดีตนายตำรวจผู้สันโดษถูกกลุ่ม War Boys จับตัวไปเป็นถุงเลือดให้กับเมืองของพวกมัน ก่อนจะหนีออกมาได้และจับพลัดจับผลูไปเข้าร่วมขบวนการกบฏของ ฟูริโอซา (ชารีส เธรอน) นักสู้สาวแกร่งแขนเดียว กับ 5 ชายาของจอมเผด็จการ อิมมอร์ทัน โจ (ฮิวจ์ คีย์ เบิร์น) ที่ขนทั้งกองทัพคนและรถมาไล่ล่าพวกเขาอย่างไม่ลดละ แม็กซ์และสาวๆ พร้อมด้วย War Boys กลับใจ (นิโคลัส ฮอลต์) ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับเหล่าคนเถื่อน และออกค้นหาดินแดนในฝันที่สงบสุข ไร้ซึ่งการกดขี่ ดินแดนที่ไม่ได้มองผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องผลิตน้ำนม อันเป็นสินค้าขาดตลาดชิ้นล่าสุดของโลกยุคหลังหายนะ

แม้ว่าหนังจะให้ภาพของโลกอนาคตที่ดูสุดขีดคลั่ง แต่หลายๆ ฉากนั้นก็ชวนให้สะท้อนใจถึงความจริงที่อาจเป็นไปได้ไม่ยาก เช่นฉากชาวเมืองที่หิวกระหายต่างพากันมารอรับน้ำพร้อมกับภาชนะเท่าที่พอหาได้ ภาพทะเลทรายแล้งไร้ไกลสุดลูกหูลูกตา น้ำและพืชผักกลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่อภิสิทธิชนเท่านั้นจะมีกิน เมื่ออารยธรรมสูญสิ้น ผู้คนต้องดิ้นรนจนกลายเป็นเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน เหมือนดังแนวคิดตั้งต้นของ จอร์จ มิลเลอร์ ที่ว่า “เหล่าเดนคนจะห้ำหั่นกัน ไม่ใช่เพื่อน้ำมันหรือทรัพยากรใดๆ แต่เพื่อความเป็นมนุษย์

 

WATERWORLD (1995)

เมื่อน้ำท่วมฟ้า ดินจึงมีค่า

ยุค ’90 ถือเป็นช่วงเวลาทองของ เควิน คอสต์เนอร์ ในวัยเลข 4 ที่มีผลงานในหนังเปรี้ยงหลายเรื่อง ทั้ง Robin Hood: Prince of Thieves (1991), JFK (1991), The Bodyguard (1992), A Perfect World (1993) หรือ Dances with Wolves (1990) ที่ส่งให้เขาคว้าออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยม และเข้าชิงในสาขานักแสดงนำชายด้วย พอปี 1995 เขาหวนมาร่วมงานกับผู้กำกับ เควิน เรย์โนลด์ส เป็นหนที่ 4 ในหนังเรื่องนี้ที่ร่วมเขียนบทโดย เดวิด ทูไฮ ซึ่งบอกว่าได้แรงบันดาลใจหลายๆ อย่างมาจาก Mad Max 2: The Road Warrior ไม่ว่าจะคอนเซปต์โลกหลังหายนะ หรือตัวละครประเภท Anti-Hero (แถมสตูดิโอยังเลือกใช้บริการตากล้องจาก Mad Max อย่าง ดีน เซมเลอร์ ด้วย)

Waterworld ฉายภาพอนาคตที่ภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนทำให้แผ่นดินจมหายไปใต้น้ำ ผู้คนที่รอดชีวิตต้องปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ เวลาผ่านไปร่วมร้อยปี (คาดกันว่าเป็นราวๆ ปี ค.ศ.2500) มนุษย์ต้องดิ้นรนอาศัยอยู่ในเรือโทรมๆ กลายเป็นชุมชนหลากเชื้อชาติที่สร้างจากวัตถุลอยน้ำ ที่ซึ่งไม่มีใครเคยไปถึงหรือแม้แต่เคยเห็น ‘แผ่นดิน’ ด้วยสองตาของตัวเอง ดินกลายเป็นของมีค่าเหนือทุกสิ่งและเอามาแปรรูปเป็นเงินได้

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อนักผจญภัยลึกลับฉายา มาริเนอร์ (คอสต์เนอร์) เดินทางมาแลกดินเป็นเงินที่เมืองลอยน้ำ ก่อนถูกจับได้ว่าเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ครึ่งคนครึ่งปลา ขณะเดียวกัน เดียคอน (เดนนิส ฮอปเปอร์) ก็นำกลุ่มโจรสลัดควันพิษมาบุกโจมตีชุมชนแห่งนี้ มาริเนอร์อาศัยช่วงชุลมุน พาตัวเองกับสองแม่-ลูกอุปถัมภ์ เฮเลน (จีน ทริปเปิลฮอร์น) และ อีโนล่า (ทิน่า มาโจรนิโน่) หนีออกมาได้ แต่โจรควันพิษก็ยังตามราวี เพราะเชื่อว่ารอยสักบนหลังอีโนล่าจะนำทางพวกเขาไปสู่ผืนแผ่นดิน

การได้ขึ้นฝั่งเป็นความฝันสูงสุดของมนุษย์ทุกคนในหนัง แม้กระทั่งเฮเลน สุดท้ายพระเอกก็ทนการเซ้าซี้ไม่ไหว เลยพาสาวเจ้าดำน้ำลงไปยังก้นมหาสมุทรเพื่อดูว่า แท้จริงแล้วแผ่นดินที่ทุกคนเฝ้าฝันถึงนั้นนอนแอ้งแม้งอยู่ใต้พื้นน้ำนี่เอง

นอกจากดินแล้ว ต้นไม้แค่ต้นเล็กๆ ในกระถางก็มีค่ามากเช่นกัน รวมไปถึงกระดาษซึ่งผลิตมาจากต้นไม้ แม้จะเป็นเพียงแผ่นเยินๆ ขาดวิ่น มีตัวอักษรยึกยืออ่านไม่ออก ในฉากที่พ่อค้าพเนจรผ่านมาเจอเรือของมาริเนอร์ เขาถึงกับกล้าขอแลกกระดาษเน่าๆ กับเฮเลนเลยด้วยซ้ำ หรือน้ำสำหรับดื่มกิน มาริเนอร์ก็ถึงขั้นต้องปัสสาวะแล้วนำไปกรองเพื่อดื่ม (อย่างประหยัด) บ่งบอกว่า นอกจากน้ำ ธรรมชาติคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในวันที่แทบไม่มีมันเหลืออยู่ (แต่ขณะเดียวกัน ยาเสพติดและกระสุนปืนกลับมีกลาดเกลื่อนเอาไว้เพื่อควบคุมมนุษย์ด้วยกัน)

แม้ว่า Waterworld จะไม่ประสบความสำเร็จได้เหมือน Mad Max โดยทำรายได้ทั่วโลกไป 264 ล้าน หักลบกลบหนี้จากทุนสร้าง 172 ล้านแล้วยังไม่เข้าเป้า แต่ก็นับว่ามันเป็นหนังที่ให้ภาพของโลกอนาคตได้อย่างติดตาตรึงใจเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

 

THE ROAD (2009)

ถนนกินคน

หลังนาฬิกาหยุดเดินตอนเวลา 1.17 นาที ในวันหนึ่งของเดือนตุลาคมเมื่อหลายปีก่อน แสงสว่างสาดวาบอยู่พักใหญ่ ตามด้วยแรงสั่นสะเทือนเบาๆ และไฟไหม้บนสันเขาหลายแห่ง นับแต่นั้น พ่อ (วิกโก มอร์เทนเซน) ก็ต้องกระเตง ลูกชาย (โคดี้ สมิท-แม็คฟี) เดินทางไปหาสถานที่อบอุ่นและปลอดภัยทางตอนใต้ ในขณะที่ผู้คนมากมายเลือกจบชีวิตตัวเองเพราะสิ้นหวังเต็มทน ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไรและอย่างไร ในเมื่อไม่เหลือสิ่งของสำหรับประทังชีวิตอีกแล้ว ไม่ว่าจะอาหารหรือน้ำ

เพราะนับวัน โลกยิ่งปกคลุมด้วยบรรยากาศขมุกขมัว อากาศอันหนาวเหน็บ เหมือนทุกอย่างได้ตายลงช้าๆ ไม่มีสัตว์เหลือรอด พืชพรรณและต้นไม้ก็แทบเหลือแต่ซาก บนถนนเต็มไปด้วยผู้อพยพลากรถเข็นขนสัมภาระ กับพวกอันธพาลติดอาวุธออกเพ่นพ่านหาเชื้อเพลิงและอาหาร ผู้คนจำนวนไม่น้อยหันมากินเนื้อคนด้วยกัน ทำให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่วว่าตัวเองจะอดตายเพราะขาดอาหาร ไม่ก็ตายเพราะกลายเป็นอาหารเสียเอง

หนังดัดแปลงจากบทประพันธ์รางวัลพูลิทเซอร์ของ คอร์แมก แมกคาร์ธีย์ (ผู้เขียน No Country For Old Men) โดดเด่นด้วยซีนกดดันบีบคั้นอารมณ์ตั้งแต่ต้นยันจบ ตลอดเส้นทางบนถนนสายลำเค็ญ หนังพาผู้ชมไปเห็นความโลภกระหายไร้สิ้นสุดของมนุษย์ และสัมผัสกับน้ำใจที่ยังมีหลงเหลืออยู่บ้างในสถานการณ์อันโหดร้าย และที่สำคัญสุด พาไปชมความรักอันบริสุทธิ์ของสองพ่อลูกที่คอยจุดแสงสว่างในหัวใจให้กันและกัน เพื่อใช้มันนำทางพวกเขาไปยังจุดหมายที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหน

 

THE BOOK OF ELI (2010)

หนังสือคือศรัทธา

30 ปีหลังโลกย่อยยับด้วยสงครามนิวเคลียร์ อิไล (เดนเซล วอชิงตัน) หนึ่งในมนุษย์ไม่กี่หยิบมือที่รอดมาได้ ออกเดินทางด้วยสองเท้าและใจที่มุ่งมั่นไปยังฝั่งตะวันตกของอเมริกา เพื่อเป้าหมายสำคัญหนึ่งเดียว นั่นคือการพา ‘หนังสือ’ ไปให้ถึงที่หมาย แต่ระหว่างทาง คาร์เนกี (แกรี่ โอลด์แมน) ผู้ตั้งตนขึ้นปกครองเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง รู้ดีถึงอานุภาพของหนังสือที่อิไลครอบครองอยู่ และหวังช่วงชิงมันมาใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโลก อิไลจึงต้องหนีการไล่ล่าโดยมี โซลารา (มิลา คูนิส) ลูกเลี้ยงของคาร์เนกีติดตามไปด้วย สิ่งเดียวที่ช่วยต่อลมหายใจให้เขายังมีชีวิตรอดไปถึงจุดหมายได้คือ ศรัทธา

หนังจำลองภาพอนาคตอันใกล้ (แค่ 30 ปีเอง) มันจึงเร็วเกินกว่ามนุษย์จะมีแรงฟื้นฟูอารยธรรมให้กลับมาเจริญเหมือนเก่า โลกเหลือแต่ซากปรักหักพัง ขยะของเสีย และความทรุดโทรม – ความอดอยากยากแค้นเข้าปกคลุมแทบทุกตารางเมตร ยากแม้แต่จะหาน้ำสะอาดสักหยดดื่ม ถึงขั้นที่มนุษย์ต้องหันมากินกันเองเพื่อประทังชีวิต ผู้คนที่พอมีกำลังหน่อยก็วางตัวเป็นอันธพาล ออกปล้นฆ่าชิงทรัพย์คนที่อ่อนแอกว่า

แม้จะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความมืดหม่น กระนั้นไฟแห่งศรัทธาในใจของอิไลก็ยังใสสว่างเสมอ เขาใช้มันนำทางตัวเองไปยังที่ที่เขาเชื่อว่าจะมอบความปลอดภัยแท้จริงให้กับเขาและเพื่อนมนุษย์ได้ – เมื่อมาทรงนี้ สาระสำคัญในหนังจึงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ‘ศาสนา’ โดยเฉพาะการมองศาสนาเป็นเครื่องมือในการปกครองที่มักถูกดัดแปลงไปตามความต้องการของผู้ปกครอง จึงเป็นที่มาทำไม คาร์เนกีถึงเชื่อว่าการครอบครองหนังสือเล่มนั้น สำคัญกว่าการมีอาวุธและกองทัพ

 

CHILDREN OF MEN (2006)

เพราะเด็กคือความหวัง

            เด็กคืออนาคตของประเทศและโลก แต่ถ้าไม่มีเด็กเหลืออยู่ล่ะ นั่นคือโจทย์ของหนังเรื่องนี้ ผลงานกำกับและเขียนบทโดย อัลฟองโซ คัวรอง ที่ตั้งต้นว่า โลกในปี 2027 มนุษยชาติกำลังเผชิญวิกฤติ ใหญ่ที่ทำให้ใกล้สูญพันธุ์ เมื่อผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต่างพากันแท้งบุตรอันเนื่องมาจากมลภาวะ ไม่มีเด็กเกิดมานานถึง 18 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2009 หนำซ้ำโลกยังเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากสงครามกลางเมือง รัฐบาลของประเทศต่างๆ ล่มสลาย ทำให้ผู้คนมากมายพากันมาหาที่พึ่งในอังกฤษ ประเทศหนึ่งเดียวที่ยังคงมีอารยธรรมอยู่ แต่เหล่าผู้อพยพก็ถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย โดยมีกลุ่มกบฏที่เรียกตัวเองว่า ฟิช พยายามปลุกระดมให้คนลุกขึ้นต่อต้าน

แต่แล้วความหวังของมนุษยชาติก็บังเกิด เมื่ออดีตนักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม ธีโอ ฟารอน (ไคลฟ์ โอเวน) ได้ค้นพบผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน คี เธอเป็นเด็กหญิงแอฟริกันที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย เขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเธอและเด็กในท้อง ซึ่งเป็นความหวังของมนุษยชาติ ให้เดินทางไปสู่ที่ที่ปลอดภัย ท่ามกลางอุปสรรคทางการเมืองมากมายทั้งจากฝ่ายตำรวจรัฐที่ออกตามล่าและฝ่ายกบฏที่หวังจะใช้เด็กคนนี้เป็นเครื่องมือต่อรอง

แม้ว่าหนังจะให้ภาพของอนาคตที่หม่นหมอง แต่ก็ยังเจือด้วยความหวังจากการถือกำเนิดของเด็กน้อยที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ และนอกจากสะท้อนประเด็นเรื่องของผู้อพยพที่เป็นประเด็นสำคัญในโลกแห่งความเป็นจริงทุกวันนี้ งานภาพฝีมือ เอมมานูเอล ลูเบสกี้ ที่ถ่ายทอดออกมาในแนวสารคดี ก็ทำให้หนังมีอารมณ์ที่สมจริงเข้าไปอีก “ถ้าคุณเป็นคนมองโลกในแง่ดี คุณจะเห็นความหวังในหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณเป็นคนมองโลกแง่ร้าย คุณจะเห็นแต่ความสิ้นหวัง” ผู้กำกับคัวรองกล่าวไว้

 

YOUNG ONES (2014)

เติบโตบนความล่มสลาย

ผลงานของผู้กำกับ เจค พัลโทรว์ ที่โดดเด่นด้วยสไตล์น้อยๆ นิ่งๆ เป็นหนังไซ-ไฟ ที่ให้อารมณ์แบบหนังตะวันตก เล่าเรื่องแบ่งเป็น 3 องก์ตามชื่อของตัวละครหลักที่มีบทบาทเด่นในองก์นั้นๆ คือ หนึ่ง เออร์เนสต์ โฮล์ม (ไมเคิล แชนนอน) พ่อผู้เข้มงวดของลูกๆ แมรี่ (แอล แฟนนิ่ง) และ เจอโรม (โคดี้ สมิท-แม็คฟี), สอง เฟลม เลเวอร์ (นิโคลัส โฮลต์) แฟนหนุ่มของแมรี่ ผู้เข้ามาใหม่ในครอบครัวนี้ และองก์สุดท้าย ว่าด้วยการล้างแค้นให้กับเออร์เนสต์ของเจอโรม

โลกอนาคตหลังอารยธรรมสิ้นสลายในหนังนั้นแห้งแล้งทุรกันดารอย่างหนัก น้ำได้เหือดหายไป ฝนก็ไม่ตกมาเนิ่นนาน (เริ่มเรื่องด้วยประโยคพูดว่า ‘ผมไม่เคยเห็นที่ดินแห่งนี้ตอนที่ยังเขียวขจี’) ผู้คนต้องใช้ทรายล้างจานแทนน้ำที่หายากและมีราคาแพง จนเกิดการปล้นบ้าง ขโมยบ้าง เลยเถิดถึงขั้นต่อสู้แย่งชิงน้ำจนต้องแบ่งแยกประเทศ เมือง กระทั่งเพื่อนบ้าน ดินแดนเลยยิ่งดูรกร้างเมื่อผู้คนเลือกอยู่ห่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นมาแย่งใช้น้ำของตน

ความสำคัญของน้ำยังถูกยกระดับไปสู่การเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคน กล่าวคือ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่บนความเพ้อฝันว่า วันหนึ่งโลกจะกลับมาอุดมสมบูรณ์ มีฝนตกตามปกติ เช่นในคำกล่าวโฆษณาของพ่อค้าขายหุ่นยนต์ที่ว่า “สักวันน้ำจะกลับมา นั่นเป็นสาเหตุให้เราทั้งหมดเลือกอยู่ในเมืองที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้งแห่งนี้ต่อ” – สินค้าของเขาเป็นที่สนใจของชาวบ้าน เพราะพวกเขาหวังจะใช้บริการเจ้าหุ่นยนต์เหล่านั้นทันที และหวังถึงความสะดวกสบายในวันที่มีน้ำใช้เป็นปกติแล้ว

 

WALL-E (2008)

โลกที่มีแต่ขยะ

            แม้จะไม่ใช่หนังแนวไซ-ไฟ ซะทีเดียว แต่อนิเมชั่นรักษ์โลกจากค่ายพิกซาร์เรื่องนี้ก็มีฉากช่วงต้นเรื่องที่ชวนให้คิดคำนึงถึงอนาคตของโลก เมื่อ วอลล์-อี เป็นหุ่นยนตร์บดขยะตัวเดียวบนโลกร้างที่เต็มไปด้วยภูเขากองขยะ โดยมีเพื่อนเป็นเจ้าแมลงสาบตัวน้อย เพราะมนุษย์ผู้บริโภคอย่างหนักหน่วงจนตัวอ้วนกลมนั้นได้จากไปใช้ชีวิตสุขสบายอยู่บนยานอวกาศหรูหราที่มุ่งหน้าหาดาวเคราะห์ดวงใหม่จนลืมเลือนโลกใบเดิมไปหมดแล้ว (ส่วนคนที่ไม่ได้ไปกับยานแอ็กเซี่ยมนั้น ก็คงไม่ต้องนึกสภาพว่าจะเป็นอย่างไร)

            ซึ่งในความเป็นจริง ตามข้อมูลของ www.theworldcounts.com เมื่อปี 2017 ระบุว่า คนเราผลิตขยะทั่วโลกมากถึงปีละ 2.12 ล้านตัน ถ้านำขยะทั้งหมดไปใส่รถบรรทุกก็สามารถเรียงต่อกันรอบโลกได้ถึง 24 รอบเลยทีเดียว สาเหตุที่มีขยะมากมายขนาดนี้ก็เพราะ 99% ของสินค้าที่เราซื้อมาจะกลายเป็นขยะภายในเวลา 6 เดือน แต่ข่าวดีก็คือ เรายังสามารถช่วยกันลดปริมาณขยะลงได้ด้วยการใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำไปรีไซเคิล เพื่อรักษาความงดงามให้อยู่คู่กับโลกใบนี้ไปนานๆ นั่นเอง

 

 

 

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก