กว่าจะมาเป็น Ufotable สตูดิโออนิเมะ ผู้อยู่เบื้องหลัง “ดาบพิฆาตอสูร!”

326

บทความโดย โอ

สวัสดีปีใหม่จ้าจ้าชาว Plotter ทุกคน หากพูดถึงอนิเมะที่มาแรงที่สุดในปีที่แล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้น “ดาบพิฆาตอสูร!”  ที่แม้แจ่ผู้เขียนเองก็ยังติดงอมแงม.. และแน่นอนว่าในวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับสตูดิโออนิเมะผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ ที่มีชื่อว่า Ufotable ซึ่งเดิมทีพวกเขาเริ่มต้นด้วยสตูดิโอเล็กๆ โดยก่อนจะมาถึงในจุดนี้ได้ต้องผ่านอะไรมามากมาย กว่าที่จะสามารถทัดเทียมกับสตูดิโอใหญ่ๆ ได้ในปัจจุบัน ว่าแล้วเราไปทำความรู้จักกับสตูดิโอนี้กันเลยดีกว่า

———————————

 

Ufotable เป็นสตูดิโอที่สร้างผลงานเกี่ยวกับสื่ออนิเมะและเกม ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2000 โดยอดีตพนักงานของสตูดิโอ TMS Entertainment ซึ่งตั้งอยู่ที่เขตนางาโนะ กรุงโตเกียว

จุดเด่นในอนิเมะที่สำคัญของสตูดิโอนี้ ก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการใช้เทคนิค 3D และโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาผสมผสานเข้ากันกับ 2D ซึ่งทำให้ผลงานนั้นดูมีมุมมองแปลกตา และความเนี๊ยบในผลงานนั้น ทางสตูดิโอก็ทำออกมาได้ไม่น้อยหน้าด้วยเช่นกัน แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องผ่านอะไรมามากมายแสนสาหัสไม่น้อยเลยทีเดียว..

ก่อนที่ Ufotable จะประสบความสำเร็จเหมือนในปัจจุบันนั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมามากมาย โดยในช่วงแรกๆ นั้นบริษัท Ufotable ยังเป็นสตูดิโอขนาดเล็กที่จะรับจ้างงานนอกเป็นส่วนใหญ่ จนในปี 2002 ก็มีโอกาสที่ได้ทำอนิเมะของตัวเองเป็นเรื่องแรกคือ Weiss Kreuz Gluhen กำกับโดย Matsui Hitoyuki  แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก ทางสตูดิโอจึงกลับไปรับงานนอกทำเช่นเคย

ผลงานของตนเอง
เจ๊งไป 3 เรื่องติดต่อกันเลย

ซึ่งกว่าจะมีผลงานของตนเองครั้งก็ใช้เวลาไปตั้ง 3 ปี กับเรื่อง Dokkoida?! และก็เจ๊งเป็นรอบที่ 2 ซึ่งในปีถัดไปก็ได้ทำอนิเมะเรื่อง Ninin ga Shinobuden แต่ก็ยังไปไม่รอดเช่นเคย เจ๊งไป 3 เรื่องติดต่อกันเลย ในช่วงปีแรกๆ ของสตูดิโอนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ลำบากเป็นอย่างมากเลยเชียวล่ะ

Weiss Kreuz Gluhen

        

Dokkoida?! และ Ninin ga Shinobuden

กล่าวได้ว่าในช่วงแรกๆ นั้นสตูดิโอลำบากสุดๆ เลยก็ว่าได้ เพราะยังเป็นบริษัทขนาดเล็กและทางทีมงานก็ยังไม่ค่อยมีฝีมือเท่าไหร่นัก ซึ่งหลังจากที่ได้อนิเมเตอร์คนใหม่ Takayuki Hirao ก็ได้มีการฟอร์มทีมขึ้นใหม่ และได้ทำอนิเมะออริจินอลเรื่องใหม่ที่ดึงเอาสตูดิโอ feel. และ สตูดิโอ Flag  มาร่วมงานด้วยโดยมาทำอนิเมะภาคต่อของอนิเมะฮาเร็มฝาแฝดอย่าง Futakoi มีชื่อว่า Futakoi Alternative ปี 2005

Futakoi

และ Futakoi Alternative

ซึ่งผู้กำกับและทีมงานก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากอนิเมะที่มีลายเส้นเด็กๆ กลายเป็นลายเส้นที่ดูมีความเป็นฮาเร็มมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงได้เปลี่ยนจากอนิเมะแนวเลิฟคอมเมดี้ให้กลายเป็นแนวบ้าระห่ำ ต่อสู้กับเหล่าสัตว์ประหลาด เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว ! ประกอบไปด้วยยังมีการสร้างอนิเมะตอนพิเศษในรูปแบบของ Stop Motion ที่ต่อมากลายมาเป็นเอกลักษณ์ของสตูดิโอนี้อีกด้วย

ด้วยความแปลกแหวกแนว
ที่ตัดสินใจกล้าเปลี่ยนแนวทางอนิเมะ
ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สตูดิโอนี้ได้เป็นที่รู้จัก

แต่…ในท้ายที่สุดก็ได้รับผลตอบรับที่ไม่ดีจากการที่ผู้ชมกล่าวว่ายังมีปัญหาการเผางานเช่นเคย จึงทำให้ประสบความสำเร็จไม่มากนัก แต่ถึงอย่างไรก็ตามด้วยความแปลกแหวกแนวที่ตัดสินใจกล้าเปลี่ยนแนวทางอนิเมะ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สตูดิโอนี้ได้เป็นที่รู้จักในวงการอนิเมะขึ้นมาบ้าง

หลักจากนั้นทางสตูดิโอก็กลับไปรับงานนอกเป็นปี และกลับมาพร้อมทำอนิเมะออริจินนอลเรื่องใหม่ ที่มีชื่อว่า Coyote Ragtime Show ปี 2006 กำกับโดย Nonaka Takuya และ Gakuen Utopia Manabi Straight! ปี 2007 กำกับโดย Hirao Takayuki ซึ่งทางสตูดิโอก็ได้มีการพัฒนาด้านคุณของผลงานมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่สตูดิโอคาดหวังไว้อยู่ดี..

Coyote Ragtime Show

Gakuen Utopia Manabi Straight!

สถานการณ์ของสตูดิโอ Ufotable ถึงขั้นวิกฤติอย่างจริงจัง เพราะอนิเมะส่วนใหญ่ที่ทำไม่เจ๊ง ก็แค่พออยู่รอด.. จนทางสตูดิโอได้รับงานเกมที่หลายคนต่างรู้จักกับ Tales Of Symphonia The Animation: Sylvarant-Hen ปี 2007 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก ในตอนนั้นสตูดิโอต้องเจ๊งแล้วแน่นอน แต่ก็ยังไม่ถึงเวลา เพราะยังมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้ง

ในตอนนั้นสตูดิโอต้องเจ๊งแล้วแน่นอน
แต่ก็ยังไม่ถึงเวลา
เพราะยังมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้ง

เพราะทางบริษัท Type Moon และ Aniplex ได้มาเสนองานซึ่งเป็นโปรเจคใหญ่ในเรื่อง Kara no Kyoukai ให้กับ Ufotable เนื่องจากเป็นโปรเจคที่ใหญ่จึงทำให้ต้องมีการ์ดจัดหาทีมใหม่ และได้รับการสนับสนุนในเรื่องของ เงิน เวลา และอื่นๆ จากบริษัท Aniplex จนในที่สุดทาง Ufotable ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ขึ้นจากสตูดิโอเล็กๆ ไม่ค่อยมีฝีมือ ผลงานล้มเหลวมากมาย กลับสามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูงเทียบเท่าหนังฟอร์มยักษ์ได้เลย และจากความสำเร็จนั้นก็ถือเป็นการแจ้งเกิดของสตูดิโอเลยก็ว่าได้

Kara no Kyoukai

หลังจากที่แจ้งเกิดกับ Kara no Kyoukai ทาง Ufotable จึงตัดสินใจที่จะทำโปรเจค Kara no Kyoukai อย่างเต็มที่จนถึงขั้นไม่รับทำงานอนิเมะเรื่องอื่นเลยจนกว่าจนกว่าจะทำเรื่องนี้จบ ซึ่งก็มีด้วยกัน 7 ภาค เรียกได้ว่าอนิเมะเรื่องนี้ได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของ Ufotable จากสตูดิโอเล็กๆ ไร้ทางไปต่อกลายเป็นสตูดิโอขนาดกลางได้ และทำให้ได้รับการไว้วางใจจากบริษัทอื่นๆ ในผลงานของตน เมื่อโปรเจค Kara no Kyoukai จบลง ทาง Ufotable ก็เริ่มมารับงานอื่นซึ่งเน้นรับงาน OVA เป็นหลักๆ อย่างโทริโกะ OVA ปี 2009

Toriko OVA

ทางบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Bandai Namco ก็ได้มีการทำงานร่วมกับ Ufotable กับโปรเจคเกม God Eater โดยทำเป็นอนิเมะเพื่อมาโปรโมทตัวเกม ซึ่งผลที่ได้ก็ดีเกินคาด ทำให้ทาง Bandai ถูกใจทาง Ufotable และมักจะให้ทางสตูดิโอนี้มาทำอนิเมะให้ โดยเฉพาะ God Eater ที่จะขาด Ufotable ไปไม่ได้เลย

ในปี 2011 ทางสตูดิโอ Ufotable ก็ได้กลับมาทำอนิเมะเรื่องแจ้งเกิดอย่าง Kara no Kyoukai อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นภาคสุดท้ายด้วย

Kara no Kyoukai 8: Shuushou

หลังจากที่หายหน้าหายตากับการทำอนิเมะแบบซีรีย์มาหลายปี Ufotable ก็พร้อมที่จะกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่กับอนิเมะเรื่อง Fate Zero ปี 2011 โดยได้ Aoki Ei มากำกับพร้อมทีมงานจาก Kara no Kyoukai นอกจากนี้ Fate Zero ยังสามารถคว้ารางวัลอนิเมะซีรีย์ยอดเยี่ยมของ Newtype Anime Awards ครั้งที่ 2 ปี 2012 และ Ufotable ยังสามารถคว้ารางวัลสตูดิโอยอดเยี่ยมด้วย

ในเวลาต่อมา Ufotable ก็ได้กลายเป็นสตูดิโอในระดับแถวหน้าและสามารถเทียบกับบริษัทใหญ่ๆ ในวงการอนิเมะได้เลย นับว่าเป็นจุดสูงสุดของสตูดิโอเลยก็ว่าได้

Fate Zero

หลังจากนั้นทาง Ufotable ก็ได้มีการทำผลงานออกมาเรื่อยๆ ซึ่งบางเรื่องก็ได้รับความสนใจจากคนดูบ้างหรืออาจจะเงียบไปบ้าง

Minori Scramble!

Gyo

ในปี 2013 Ufotable ก็ได้ทำโปรเจคลับมาของอนิเมะ Kara no Kyoukai ในภาคพิเศษที่ชื่อว่า Kara no Kyoukai: Mirai Fukuin และงานอนิเมะประกอบเกมเกมในช่วงท้ายปี โดยบริษัท Bandai เช่นเคยกับเกม Summon Night 5 และเกม God Eater ในภาคที่ 2

Summon Night 5

God Eater 2

จนในปี 2017 ก็ได้รับงานซีรีย์เกมอย่าง Katsugeki/Touken Ranbu ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก ถึงจะมีเสียงด้านลบอยู่บ้างในด้านเนื้อเรื่องอยู่บ้าง และก็ได้เกิดประเด็นดราม่าขึ้นเกี่ยวกับภาพดูจะดูออกไปทาง 18+ หน่อย แถมมันไม่ได้จบแค่นั้นนะสิเพราะทาง Takahashi Takuro ได้ไปโพสข้อความที่ทำให้ที่ส่งผลให้ทางบริษัทเสียชื่อเสียง จนทาง Ufotable ต้องออกมาขอโทษกับเหล่าแฟนๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าด้วย เมา ซึ่งมันดูฟังไม่ค่อยขึ้น แต่สุดท้ายเหตุดราม่านี้ก็ไม่ส่งผลต่อ Katsugeki/Touken Ranbu มากเท่าไหร่นัก

Katsugeki/Touken Ranbu

ในปี 2017 Ufotable ก็ได้กลับมาทำอนิเมะ Fate อีกครั้ง เพราะเหมือนเป็นสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด โดยจะทำออกเป็นภาพยนตร์แบบไตรภาคโดยภาคแรกมีชื่อว่า Fate/stay night Movie: Heaven’s Feel – I. Presage Flower

Fate/stay night Movie: Heaven’s Feel – I. Presage Flower

 

และยังมีอีกหนึ่งผลงานที่จะฉายเป็นอนิเมะแบบรายเดือน Emiya-san Chi no Kyou no Gohan เป็นอนิเมะของทาง fate เช่นเคย แต่คนละจักรวาลกัน

Emiya-san Chi no Kyou no Gohan

ในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมาทาง Ufotable ก็ได้โชว์ผลงาน ภาคสองของ Fate/stay night Movie ในชื่อว่า Fate/stay night Movie: Heaven’s Feel – II. Lost Butterfly อีกครั้ง

Fate/stay night Movie: Heaven’s Feel – II. Lost Butterfly

จนล่าสุดทางสตูดิโอก็ได้นำ ซีรีย์จากมังงะ เรื่อง Kimetsu no Yaiba มาทำและได้ฉายไปเมื่อกลางฤดูร้อน ทีผ่านมานี้ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด แถมยังทำให้ยอดการขายมังงะขายได้อย่างถล่มทลาย แทบจะผลิตกันไม่ทันกันเลย และยังมีอีกหนึ่งโปรเจคในตอนนี้ที่ยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอะไรมากนักกับ Girls’ Work ซึ่งเป็นโปรเจคที่ทำร่วมกับทาง Type Moon เช่นเคย

Kimetsu no Yaiba(ดาบพิฆาตอสูร)

Girls’ Work

————————————————————

นอกจากนี้ทางสตูดิโอก็ยังมีการเปิดร้านคาเฟ่ตรงชั้นล่างของสตูดิโอและมักจะนำอนิเมะของตนเอง หรืออนิเมะของค่ายอื่นๆ ที่ได้มีการร่วมงานกันมาเป็นจุดขายของทางร้านอีกด้วยนะ

ซึ่งปกติแล้ว Ufotable caffe ก็จะเปิดเป็นประจำดังนี้
-วันปกติ จันทร์–ศุกร์ เราสามารถเดินเข้าร้านไปได้เลย ซึ่งร้านจะเริ่มเปิด 11.30 น.
-แต่วันเสาร์-อาทิตย์ Ufotable caffe จะแปลกกว่าร้านคาเฟ่อื่นๆ เพราะเราต้องไปรับบัตรเข้าร้านที่หน้าร้านเท่านั้น ในแต่ละครั้งก็จะมีระยะเวลาในการแจกบัตรที่ไม่แน่นอน โดยวันปกติจะอยู่ช่วง 10-11 โมง (แต่ในวันหยุดถ้าหากมีคนเยอะ บางครั้งอาจจะเริ่มแจกบัตรกันตั้งแต่ 9 โมงเลย)

เมื่อเดินเข้ามาในร้านก็จะเจอ ทันจิโร่ และเนซึโกะ จากอนิเมะเรื่อง Kimetsu no Yaiba มาต้อนรับกันถึงหน้าประตูกันเลย

พนักงานที่นี่ต้อนรับเป็นอย่างดี และเป็นที่ที่เหมาะกับคนที่ชอบดูอนิเมะเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดกับนักทำการ์ตูนจริงๆ กันเลยทีเดียวเชียวล่ะ

ภายในร้านนั้นก็จะให้ของที่ระลึกเช่น ที่รองแก้วและจาน ไม่เหมือนกันนะ จะขึ้นอยู่กับอาหารที่สั่ง ถ้าใครชอบตัวละครตัวไหนก็ต้องสั่งอาหารให้ตรงกับเมนูของตัวละครนั้นๆ ด้วยนะ

ส่วนนี่ก็จะเป็นโซนขายของที่ระลึกอื่นๆ และเราสามารถสมัครเป็นสมาชิกของทางร้านเพื่อสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกด้วย ใครสนใจและพอมีทุนทรัพย์ก้ลองแวะไปชมกันได้จ้า

——————————————————-

และก็จบกันไปแล้วนะครับ กับบทความเกี่ยวกับสตูดิโอ Ufotable ในวันนี้ ที่กว่าจะมาเป็นสตูดิโอในวงการอนิเมะแถวหน้าในปัจจุบันได้นั้นก็ต้องเจอกับอุปสรรคต่างๆ มากมายล้มลุกคลุกคลานกันฝุ่นตลบ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มันก็ทำให้เราได้เห็นว่าความพยายามนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จจริงๆ ว่ามั้ยครับเพื่อนๆ

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวของ การ์ตูน ศิลปะ และภาพยนตร์ได้ที่เว็บ Plotter จ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Shares