รวมเรื่อง Gachapon จากตู้หมากฝรั่ง สู่ของสะสมของนักเสี่ยงดวง!

322

บทความโดย: โอ

หากพูดถึง “ญี่ปุ่น” สิ่งแรกๆ ที่ใครหลายๆ คนนึกถึง คงไม่พ้น ซูชิ มังงะ และภูเขาไฟฟูจิ แหงล่ะก็สิ่งเหล่านี้เป็นจุดขายของประเทศเขานี่เนอะ แต่…ถ้าในวงการของเล่นและเหล่านักสะสม ไปจนถึงนักท่องเที่ยวที่มักจะชอบซื้อของฝากกลับมาให้เพื่อนๆ อยู่เสมอๆ ล่ะก็ มีอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นเสมือนตัวแทนของญี่ปุ่นได้ไม่แพ้ มังงะ และซูชิเลย

นั่นก็คือเจ้าไข่กาชาปองนั่นเอง!! ที่เดิมทีแล้วแค่ลุ้นว่าเราจะหมุนมาแล้วได้อะไรก็มากพอแล้ว แต่พักหลังๆ ก็ยังมีการพัฒนาให้มีตัวพิเศษ ให้ลุ้นกันมากขึ้นไปอีก ไปจนถึงตัวละครหน้าตาเพี้ยนๆ ประหลาดๆ ที่หลายๆ ตัวก็งงๆ ว่าเฮ้ยยยยย แบบนี้ก็มีหรอออ หรือบางอันก็กลายมาเป็น meme เลยก็มี เอาล่ะ..อย่ารอช้าเรามาดูเรื่องราวของเจ้าตู้กาชาปองนี้กันครับ

“กาชาปอง” ตู้ขายของเล่นอัตโนมัติที่เป็นหนึ่งในของเล่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น วิธีใช้งานของมันก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่หยอดเหรียญแล้วบิด แค่นั้น! จบ! เราก็จะได้แคปซูลที่บรรจุของเล่นต่างๆ ในวัสดุรูปทรงคล้ายๆ ไข่มาให้ลุ้นกัน โดยปกติก็จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 100-500 เยน (ประมาณเป็นเงินไทยแบบกลมๆ ก็ 30-140 บาท)

ซึ่งของที่ได้นั้นก็ไม่ธรรมดาเลยล่ะ เพราะทางผู้ผลิตเขาคำนึงถึงคุณภาพและรายละเอียดเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นของเล่นชิ้นเล็กๆ แต่มันก็ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วยนะ

 

ทำไมถึงได้ชื่อว่า “กาชาปอง” Gashapon ล่ะ ?

คำว่า กาชาปอง นั้นเกิดจากคำเลียนเสียงตามธรรมชาติของคำสองคำเข้าด้วยกัน รำหว่างคำว่า กาช่ะๆ (เป็นเสียงที่เกิดจากการหมุนตู้ในภาษาญี่ปุ่น) และคำว่า ปอง (เสียงที่เกิดจากการกระทบของแคปซูลเมื่อตกลงมา) เมื่อเรานำคำทั้งสองมาต่อกันก็จะเกิดคำว่า “กาชะปอง” นั่นเอง ซึ่ง ความจริงแล้วเจ้ากาชาปองนั้นไม่ได้มาจากญี่ปุ่นจริงๆ หรอกนะ …

ความจริงแล้วเจ้ากาชาปองนั้น
ไม่ได้มาจากญี่ปุ่นจริงๆ หรอกนะ …

ต้นกำเนิดของมันมากจาก สิ่งประดิษฐ์ของชาวอเมริกัน ที่ผลิตขึ้นในญี่ปุ่น ถ้าหากเราย้อนกลับไปเมื่อปี 2450 จะพบว่าในตอนแรกนั้นบริษัท Adams Gum ได้ผลิตเจ้าตู้นี้ขึ้นมาเป็นตู้หมากฝรั่งและลูกอมหยอดเหรียญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนปี 2508 กาชาปองตู้แรกจึงกำเนิดที่ อาซากุซะ (ย่านสำคัญของแขวงไทโตในกรุงโตเกียว) โดยการนำเข้าของบริษัท PENNY Shokai ซึ่งในเวลานั้นกาชาปองมีราคาเพียง 10 เยน(ประมาณ 3 บาท)เท่านั้น !! และมันก็ได้กลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเพราะมันทำให้เด็กๆ สนุก และตื่นเต้นจากกลไกเพียงแค่ หยอดเหรียญ-หมุน-และลุ้นของเล่น

จนเมื่อถึงปี 2520 บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่อย่าง BANDAI ก็ได้สร้างเจ้าตู้นี้มาและจดทะเบียนในชื่อ กาชาปอง และเป็นเครื่องหมายของตน ซึ่งมันได้ขยายตลาดให้กว้างขึ้นจนกลายเป็นบริษัทที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน โดยขายกาชาปองในราคา 100 เยน หลังจากนั้นก็ได้มีบริษัทมากมายเริ่มหันมาเปิดธุรกิจแบบเดียวกัน แต่ผู้คนก็เรียกสินค้าประเภทนี้แบบเหมารวมกันไปหมดว่า “กาชาปอง”

ในช่วงกลางปี 2533 จนถึง 2542 ของเล่นต่างๆ ก็เริ่มมีความหลากหลายพร้อมกับสีสันมากยิ่งขึ้น และมีรายละเอียดของชิ้นส่วนต่างๆ มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น SD Gundum หรือตัวการ์ตูนอื่นๆ ทำให้เริ่มมีกลุ่มผู้ใหญ่หันมาสนใจและกลายมาเป็นลูกค้าของกาชาปองมากมาย

และในปี 2556 กาชาปองจากการ์ตูนเรื่อง Yokai Watch ก็สร้างกระแสความนิยมในกาชาปองให้มากขึ้นไปอีก จากการที่กลายมาเป็นหนึ่งในของเล่นที่มีความละเอียดและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นหุ่นที่มีข้อต่อถึง 24 ชิ้น หรือสามารถปล่อยแสงออกมาได้จากการใส่ลูกเล่นของไฟ LED เข้าไป

จนกระทั่งปี 2560 มูลค่าการตลาด “กาชาปอง” ในญี่ปุ่นนั้นสูงถึง 30,000 ล้านเยน (ราว 8,600 ล้านบาท) และเติบโตขึ้นตลอดจากการเติมของเล่นใหม่เรื่อยๆ กว่า 150 ชิ้น/เดือน และยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผ่านจำนวนเครื่องมากกว่า 5 แสนตู้ โดยมี Bandai เป็นผู้ครองส่วนแบ่งมากที่สุดราว 70% ของทั้งหมด

มูลค่าการตลาด “กาชาปอง” ในญี่ปุ่นนั้นสูงถึง 30,000 ล้านเยน (ราว 8,600 ล้านบาท)

ซึ่งเสน่ห์ของเจ้าเครื่องเล่นกาชาปองนั้น แหงล่ะคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “การเสี่ยงดวง” เพราะมันทำให้ผู้ใช้รู้สึกถึงความตื่นเต้น และลุ้นว่าพวกเขาจะได้ของเล่นที่ต้องการไหม เป็นตัวพิเศษรึเปล่า หรือบางคนหมุนกี่รอบๆ ก็เกลือ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่น..

นอกจากนั้นแล้วทางผู้ผลิตก็ได้มีกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้คนเข้าถึงสินค้าและโดนใจคนในทุกๆ กลุ่ม โดยการนำการ์ตูนในดวงใจ เกมหรือภาพยนตร์ มากระตุ้นให้คนอยากลองเสี่ยงดวงมากยิ่งขึ้น และทำให้ของเล่นเหล่านั้นดูน่าดึงดูดมากขึ้นไปอีก ด้วยการทำให้กลายสินค้าลิมิเต็ด(แบบจำกัดจำนวน) หรือของที่มีเฉพาะช่วงซีซั่น

ทำให้เกิดเป็นแรงกระตุ้นและแรงดึงดูดให้เหล่านักสะสมอยากออกมาเสี่ยงดวงมากยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงขั้นมีการประกาศซื้อขายกันตามเว็บไซต์ออนไลน์กันเลยก็มี

ตัวอย่างเช่นชุดแฮมสเตอร์ Gashapon ที่วางขายในอินเทอร์เน็ต ถ้าสาวกแฮมสเตอร์มาเห็นคงยากที่จะหักห้ามใจไม่ให้ซื้อเก็บไว้ ก็มันน่ารักซะขนาดนั้นนี่นะ

โมเดลตัวละครจากเรื่องวันพีซ ที่มีเฉพาะในช่วงเทศกาลฮาโลวีน

แหล่งกาชาปองอยู่ที่ไหนบ้าง ?

เจ้าตู้กาชาปองนั้นเราสามารถพบเจอได้ตามร้านค้าต่างๆ ที่ขายสินค้าด้านที่เกี่ยวข้องกับ อนิเมะ มังงะ เกม และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงคาเฟ่และร้านอาหารที่มีธีมประจำร้าน ซึ่งญี่ปุ่นเนี่ยค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องความยิ่งใหญ่ของอุตสหกรรมมังงะอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถพบเจ้าตู้กาชาปองนี้ได้ไม่ยากเลยล่ะ และแหล่งที่มีกาชาปองเยอะเป็นพิเศษจะเรียกว่าขุมทรัพย์แห่งกาชาปองเลยก็ว่าได้ นั่นเป็นเพราะว่ามันกลายเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างโตเกียวนั่นเอง เอาล่ะไปดูตัวอย่างบางแหล่งกันดีกว่า

Akihabara Gachapon Kaikan

ร้านค้าในย่านอากิฮาบาระ (Akihabara) เป็นศูนย์รวมของเล่นและของสะสมของโตเกียว เป็นที่แรกๆ ที่นักสะสมมักจะมาเยี่ยมเยือนเพื่อตามหาของที่ตนอยากได้ ที่นี่มีตู้กาชาปองมานานเป็นสิบๆ ปีแล้ว ซึ่งนอกจากตู้กาชาปองแล้ว ทางร้านยังมีการขายของเกี่ยวกับตัวการ์ตูน และตัวละครในมังงะอีกมากมาย

อูเอโนะ

อีกหนึ่งย่านท่องเที่ยว ที่ตั้งของตลาดอาเมโยโกะ สถานที่สุดฮิตที่คนไทยต้องไปกัน ซึ่งหลายๆ คนอาจไม่ทราบว่าที่นี่ก็เป็นแหล่งขุมทรัพย์กาชาปองของโตเกียวอีกที่หนึ่ง เพราะในย่านอูเอโนะแห่งนี้มีร้านชื่อว่า Yamashiroya ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในย่านอูเอโนะเชียวนะ

.

.

.

ตัดกลับมาที่ประเทศเราบ้าง จริงๆ แล้วในไทยเราก็มีตู้กาชาปองเหมือนกันนะ ส่วนมากเราจะพบได้ตามร้านขายของเล่นในห้างสรรสินค้า อย่างสยามพารากอน เซนทรัลเวิร์ล ฯลฯ

ซึ่งในประเทศไทยเราก็เคยมีการจัดงาน Bangkok Art Biennale 2018 (เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2018 – 3 กุมภาพันธ์ 2019) โดยศิลปิน คมกฤษ เทพเทียน ซึ่งลักษณะตัวโมเดลก็จะเป็น ตุ๊กตาหุ่นแกะสลักจีนตัวจิ๋ว ลอกแบบจากหุ่นหินแกะสลักที่ประดับอยู่ภายในวัดอรุณฯ ที่เรียกกันว่า “อับเฉา” โดยนำมาทำให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันกับตู้กาชาปองแบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมน่ารักๆ ของงานนี้ด้วยนะ

ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจและดึงดูดผู้คนได้มากมาย เพราะว่าสินค้ามีจำนวนจำกัด ! ซึ่งทำให้มีคนมายืนรอเป็นชั่วโมงๆ เลยล่ะ เพื่อลุ้นว่าวันนี้ตัวเองจะได้ตัวอับเฉาแบบไหนกลับไปกันนะ?

 

—————————————————

อ่านเนื้อหากันมาก็เยอะพอสมควรแล้ว ทีนี้เราลองมาดูตัวอย่าง กาชาปองเพี้ยนๆ กันบ้างดีกว่าเนอะ
.
.
.

กาชาปองกางเกงใน

อย่าเข้าใจผิดล่ะ อันที่จริงมันเป็นเพียงแค่ที่รองก้นขวดน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ไอน้ำเลอะเท่านั้นเอง ซึ่งมีหลากหลายลายให้คนที่สนใจได้สะสมด้วยนะ

กาชาปองแมวยัน

น้องแมวหน้ากวนแต่ก็สุดแสนจะน่ารัก ที่ช่วยไม่ให้สมาร์ทโฟนของเราล้ม โดนใจทาสแมวไม่น้อยเลย

กาชาปองเทพีเสรีภาพ

เมื่อเทพีเสรีภาพเบื่อท่าโพสแบบเดิมๆ งั้นลองเปลี่ยนท่าใหม่ๆ ดูบ้างเนอะ เหมาะสำหรับใครที่ชอบอะไรตลกๆ เกรียนๆ น่าดูล่ะ

กาชาปองเครื่องเกม

เป็นกาชาปองหนึ่งที่น่าสนใจเหมือนกันนะ เพราะมันไม่ใช่ออกแบบมาให้อยู่ในรูปของเครื่องเล่นเกมแต่เราสามารถเล่นมันได้จริงๆ ด้วย !

กาชาสาวมัดเชือก

แบบ 18+ ก็มีนะเออ ใครชอบแนวนี้ก็ลองไปหา ไปสะสมกันดูนะ แต่ว่า…ที่หน้าตู้ก็จะระบุอายุของผู้ที่จะเล่นด้วยนะ

กาชาปองหนอนชาเขียว

ใครที่กลัวหรือเกลียดหนอน คงจะต้องมีกรี๊ดกันบ้างแหละ ก็มันดูเหมือนจริงซะขนาดนั้น

กาชาปองหมึกตากแห้ง

วัตถุดิบสำคัญในครัวญี่ปุ่น… อืมมแม้แต่แบบนี้ ก็เอามาทำเป็นกาชาปองแล้วเหมือนกัน

กาชาปองลิ้นไอน์สไตล์

ลิ้นของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างไอน์สไตล์ ที่สามารถยืดได้…ไอ้แบบนี้ก็ยังจะเอามาทำเนอะ ! !

กาชาปองน้องเห็ด

เมื่อเห็ดกลับมีร่างกายขึ้นมาจะเป็นยังไงกันนะ ไม่รู้จะหลอน หรือจะน่ารักดี แต่ก็…เหมาะกับการนำไปตั้งโชว์ ดีนะ

น้องเหมียวยืนตร๊ง!

เหล่าน้องเหมียวที่ยืนสองขา… แต่เอ้ออ ตัวน้องยืดไปหน่อยมั้ยยเนี่ย

 

Animal Scream

จากภาพวาดชื่อดังของ Edward Munch … ถอดหัวแล้วเอาเหล่าสิงสาราสัตว์มากรีดร้องงง ไม่รู้จะสยองหรือน่ารักดีน้า

สัตว์โลกนักกล้าม

หนึ่งในมีมที่กลายมาเป็นของเล่นกาชาปอง จากมุมภาพกลายมาเป็นสัตว์เบ่งกล้าม….อื้มมม ทรงพลังง

อาวุธแมวเหมียว

เป็นกาชาปองที่เตะตาที่สุดเมื่อเหล่าน้องแมวกลายมาเป็นอาวุธอันทรงพลัง !(?)

Tough Cat

อีกหนึ่งมีมที่กลายมาเป็นกาชาปอง… เจ้าแมวเหมียวที่ลุกชวนหาเรื่องแบบสุดๆ !

————————————

และแล้วก็จบกันไปสำหรับเรื่องราวของ Gashapon ในวันนี้ จะเห็นได้ว่าชาวญี่ปุ่นไม่ได้มองกาชาปองว่า เป็นเพียงแค่ของเล่นแล้วนะ มันสามารถสื่อถึงวิถีชีวิตของคนที่นั่นได้ด้วยเลยล่ะ !!

และถ้าหากใครไปญี่ปุ่นแล้วนึกไม่ออกว่าจะซื้อของอะไรกลับมาฝากเพื่อน พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย สาระพัดสาระเพกันล่ะก็ กาชาปองเป็นตัวเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว ทั้งราคาไม่แพง และยังแสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ แถมยังมีหลายสไตล์เลือกได้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วก็อย่าลืมลองไปแวะหมุนกาชาปองกันดูนะเอ้อ !

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวของ การ์ตูน ศิลปะ และภาพยนตร์ได้ที่เว็บ Plotter จ้า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Shares