STAR WARS: EPISODE V-THE EMPIRE STRIKES BACK (1980) – the good, the bad and the ugly

90

เขียนโดย ประวิทย์ แต่งอักษร จากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 859 พฤศจิกายน 2015

ปี 2015 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปเป็นปีที่หนังเรื่อง The Empire Strikes Back หรือขนานนามแบบเต็มยศ Star Wars: Episode V-The Empire Strikes Back ซึ่งเป็นผลงานลำดับที่สองของหนังชุด Star Wars Series ทว่าเป็นตอนที่ห้าของตำนาน-มีอายุครบ 35 ปี แต่ก็เป็นอย่างที่สาวกระดับเดนตายของหนังชุดนี้รับรู้โดยทั่วกันว่า นอกเหนือจากการเอ่ยถึงนิดๆหน่อยๆ ตามสื่อต่างๆ ในวันคล้ายวันเกิดของหนังจริงๆ (ซึ่งก็คือวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 1980 และเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม กว่าที่หนังจะได้เข้าฉายในเมืองไทย-ก็ปาเข้าไปถึงราวๆ เดือนเมษายน ปี 1982 เนื่องจากปัญหาเรื่องกำแพงภาษีหนังต่างประเทศ) มันก็ไม่ได้มีวาระของการเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการ

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ 35 ปีอาจจะเป็นระยะเวลาที่ดูเหมือนๆ ครึ่งๆ กลางๆ (ไม่เหมือนการฉลองการครบทศวรรษที่มักจะได้รับความนิยมและถูกให้ความคุณค่าและความหมายมากกว่าอย่างชัดเจน) อีกทั้งเหตุการณ์ที่พิเศษกว่านั้นซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนสุดท้ายของปี และนักดูหนังทั่วโลกล้วนตั้งตารอคอย และนั่นก็คือการมาถึงของสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ‘จุดเริ่มต้นของตอนจบ’ ของตำนานอันยาวนาน หรืออีกนัยหนึ่ง การออกฉายของหนังเรื่อง Star Wars: Episode VII-The Force Awakens (2015) ซึ่งนับเป็นภาคที่เจ็ด หรือตอนที่หนึ่งของไตรภาคที่สามของตำนาน นั่นหมายความว่า นับจากนี้ไป การนับถอยหลังไปสู่การสิ้นสุดอย่างสมบูรณ์-ก็จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

แต่ในขณะที่ยังไม่มีใครบอกได้ว่า the Force Awakens กับอีกสองภาคที่เหลือ-จะนำพาให้การจดจำตำนานปรัมปรา หรือ saga นี้มุ่งหน้าไปในทิศทางไหน หากใครได้ลองหวนกลับไปรื้อฟื้นและทบทวนหนังชุด Star Wars ที่มีอยู่ทั้งหมดหกตอนอีกครั้ง ก็คงจะสรุปได้ไม่ยากว่าในขณะที่ Episode IV ที่ใช้ชื่อว่า the New Hope (1977) หนังเรื่องแรกสุดของซี่รี่ส์-กลายเป็นเสมือน ‘ความทรงจำที่น่าทนุถนอม (fondest memory)’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง-สำหรับผู้ชมจำนวนไม่น้อยที่เติบโตมาพร้อมๆ กับมัน อีกทั้งในความเป็นหนังที่ผูกเรื่องอย่างเรียบง่าย และการก่อร่างสร้างแคแรคเตอร์ตัวละครแต่ละตัวได้อย่างมีเสน่ห์ดึงดูดและชวนให้ติดตาม-ก็ทำให้มันกลายเป็นหนังที่อ้าแขนต้อนรับสาวกหน้าใหม่ที่ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่องและไม่เสื่อมคลาย แม้ว่าภายหลังจากกาลเวลาผ่านพ้นไปเกือบสี่สิบปี ความน่าตื่นตาตื่นใจทางด้านภาพและเสียง ทั้งฉากสู้รบกันกลางหาว ไปจนถึงการเดินทางด้วยโหมดความเร็วแสงของยานมิลเลนเนี่ยมฟอลค่อน-ซึ่งครั้งหนึ่ง เคยสร้างความพิศวงงงวยให้กับผู้ชมรุ่น ‘เบบี้บูม เจนเนอเรชั่น’ (หรือคนที่เป็นวัยรุ่นในตอนที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย) จะกลายเป็นเพียงของเด็กเล่นสำหรับผู้ชมรุ่น ‘เจน วาย’ ที่เติบโตมากับอารยธรรมอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์-ก็ตาม

ทว่าเอพิโซดที่กาลเวลาที่ผ่านพ้นไป-ได้ช่วยบ่มเพาะให้หนังดูหนักแน่นและลุ่มลึกมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งได้รับเสียงชื่นชมหนาหู (หรือแม้แต่เป็นเอกฉันท์) ในฐานะผลงานที่ดีที่สุดของทั้งซี่รี่ส์-ก็คือ the Empire Strikes Back นั่นเอง และเหตุผลหลักก็เป็นอย่างที่นักดูหนังค้นหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง นั่นก็คือมันเป็นหนังที่ให้ความสำคัญกับปมขัดแย้งที่สลับซับซ้อน และเน้นหนักไปที่สภาวะทางจิตใจของตัวละครเกือบทุกคน อีกทั้งผู้ชมก็ไม่เคยถูกรบกวนด้วยสิ่งที่เรียกว่า dark side of the force หรือด้านมืดของพลัง-หนักหน่วงถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำ หนังยังกล้าหาญชาญชัยด้วยการสิ้นสุดเรื่องทั้งหมดในแบบที่นอกจากฝ่ายของตัวเอกแทบไม่ได้บรรลุมรรคผลใดๆ ยังตกอยู่ในภาวะเพลี่ยงพล้ำหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าในตอนเปิดเรื่อง

มันเป็นหนังที่ให้ความสำคัญกับปมขัดแย้งที่สลับซับซ้อน และเน้นหนักไปที่สภาวะทางจิตใจของตัวละครเกือบทุกคน อีกทั้งผู้ชมก็ไม่เคยถูกรบกวนด้วยสิ่งที่เรียกว่า dark side of the force หรือด้านมืดของพลัง-หนักหน่วงถึงเพียงนี้

เท้าความเพื่อให้ผู้ชมรุ่นลูกรุ่นหลานของหนังเรื่องนี้ได้ต่อติดกันซักเล็กน้อย ในตอนจบของ the New Hope กลุ่มขบถภายใต้การนำของ เจ้าหญิงเลอา (แคร์รี่ ฟิสเชอร์) แห่งอาณาจักรอัลเดอราน, ลุค สกายวอล์คเกอร์ (มาร์ค ฮามิลล์) ชายหนุ่มผู้ซึ่งพบว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากอัศวินเจได และ ฮาน โซโล (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) สลัดอวกาศจอมเจ้าเล่ห์ผู้ซึ่งไม่ได้มีอุดมการณ์แก่กล้า ทว่ากลับจับพลัดจับผลูพาตัวเองมาเกี่ยวข้องกับขบวนการต่อต้านระบอบเผด็จการของจักรวรรดิแกแล็คติก-ร่วมกันทำลาย เดธ สตาร์ สถานีรบที่ทรงพลานุภาพของฝ่ายปิศาจเผด็จการลงได้ และนำพาให้แผนการครอบครองจักรวาลของพวกนั้น-ต้องสะดุดหยุดลง แต่จริงๆแล้ว มันก็เป็นเพียงชัยชนะในสมรภูมิเดียว และขุนศึกตัวฉกาจของฝ่ายจักรวรรดิ อันได้แก่ท่านลอร์ด (หรืออาจเทียบเคียงได้กับเจ้าพระยา) ดาร์ธ เวเดอร์ อดีตอัศวินเจไดผู้ยอมศิโรราบให้กับด้านมืดของพลัง-ก็ยังคงอยู่รอดปลอดภัย และเนื้อหาของ the Empire Strikes Back ก็บอกเล่าเนื้อหาตามชื่อหนังทุกประการ จักรวรรดิแกแล็คติกซึ่งเพลี่ยงพล้ำในภาคก่อนหน้า-ก็หาหนทางตอบโต้ด้วยสรรพกำลังทั้งหมดที่มี และข้อความอารัมภบทที่คืบคลานอย่างช้าๆ (ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซี่รี่ส์ชุดนี้) ก็อัพเดทสถานการณ์ล่าสุดให้ผู้ชมได้รับรู้ว่า พวกขบถตกอยู่ในสภาพเหมือนผึ้งแตกรัง ต้องหนีการไล่ล่าของฝ่ายจักรวรรดิอย่างกระเจิดกระเจิง และกลุ่มกองกำลังจรยุทธ์ของเจ้าหญิงเลอา ซึ่งรวมถึง ลุค สกายวอล์คเกอร์ และ ฮาน โซโล-ก็พากันมากบดาน ณ ฐานที่มั่นแห่งใหม่บนดวงดาวที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่ชื่อ ฮ็อธ กระนั้นก็ตาม ความหมุกมุ่นของเวเดอร์ในการตามล่าสกายวอล์คเกอร์หนุ่ม-ก็ยังคงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนลำดับแรก เพราะลึกๆ แล้ว เจ้าคุณเวเดอร์ และรวมไปถึง จักรพรรดิพัลพาไทน์ ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนฮิตเลอร์แห่งแกแล็คซี่-ตระหนักดีว่า หากพวกเขาสามารถโน้มน้าวชักจูงหนุ่มน้อยผู้ซึ่งกำลังเป็นอัศวินเจไดดาวรุ่ง-มาเป็นพรรคเป็นพวก กิจการเทคโอเวอร์จักรวาลก็คงจะสัมฤทธิ์ผลได้โดยง่าย

พินิจพิเคราะห์ในมิติของแอ็คชั่น และรวมไปถึงการนำเสนอทางด้านภาพหรือวิฌ่วล the Empire Strikes Back ก็เต็มไปด้วยฉากและสถานการณ์ที่เมื่อเปรียบกับ the New Hope แล้ว-นับว่ายุ่งยาก, ซับซ้อนและน่าตื่นตายิ่งกว่าอย่างจะแจ้ง อาทิ ฉากที่ยานมิลเลนเนี่ยมฟอลค่อนของ ฮาน โซโล ต้องบินฉวัดเฉวียนเข้าไปในกลุ่มสะเก็ดดาวและหินโสโครก และเหตุการณ์ต่อเนื่องที่หยอกล้อกับความน่าตื่นเต้นและสนุกสนานของผู้ชม, ฉากที่ฝ่ายขบถต้องรับมือกับหุ่นยนต์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกที่รูปร่างคล้ายสัตว์ยักษ์จากยุคดึกดำบรรพ์ที่เรียกว่า วอล์คเกอร์ หรือแม้แต่ฉากที่ลุคได้เผชิญหน้ากับ ดาร์ธ เวเดอร์ ตัวเป็นๆ ครั้งแรก-ซึ่งก็ถูกออกแบบในแง่ของงานสร้างและจังหวะการต่อสู้ได้อย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง รวมทั้งขนาดหรือสเกลของการสู้รบระหว่างกลุ่มขบถกับฝ่ายจักรวรรดิ-ก็ใหญ่โตกว่าตอนก่อนหน้า และผู้ชมยังได้เห็นหน้าตาของอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องไม้เครื่องมือแปลกใหม่มากมาย (เช่น หุ่นยนต์ค้นหา หรือที่เรียกว่า probe droids ที่ถูกฝ่ายจักรวรรดิส่งไปตามหาลุค หรือเครื่องแช่แข็ง carbon freezing ที่ ฮาน โซโล ได้ทดสอบประสิทธิภาพของมันเป็นคนแรก) โดยอัตโนมัติ มันทำให้ผู้ชมตระหนักได้ว่า ‘พวกเราไม่ได้อยู่ ณ เมืองแคนซัสอีกต่อไป’ หรืออีกนัยหนึ่ง นี่เป็นดินแดนที่ผิดแผกแตกต่างไปจากการรับรู้ของผู้ชมโดยสิ้นเชิง และแน่นอน ฉากคลาวด์ซิตี้ หรือเมืองที่เหมือนกับลอยเท่งเต้งท่ามกลางหมู่เมฆและปกคลุมด้วยบรรยากาศเย็นย่ำแบบ magic hour ตลอดเวลา-ก็ช่างเป็นจินตนาการที่ล้ำลึกและสุดแสนบรรเจิดเหลือเกิน

แต่ก็เป็นดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ไม่ว่าหนังจะนำเสนอแอ็คชั่นและวิฌ่วลที่โอฬารตระการตาอย่างไร หรือใช้ประโยชน์จาก gimmick และ gadget หรืออีกนัยหนึ่งกลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ นานาได้อย่างเจ้าเล่ห์แสนกลเพียงใด หัวใจที่แท้จริงของหนัง-ก็ยังคงเป็นเรื่องขององค์ประกอบหรือปมขัดแย้งทางด้านดราม่า (หรืออีกนัยหนึ่ง การต่อสู้และขับเคี่ยวภายในจิตใจตัวละครระหว่าง ความดี-ความชั่ว, ความปรารถนาส่วนตัว-ความถูกต้อง หรือการที่ตัวละครหลายๆ ตัวต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และไม่ว่าจะเลือกหนทางใด-ก็ดูเหมือนมีราคาที่ต้องชดใช้สูงลิบลิ่ว) ที่หล่อเลี้ยงให้หนังเต็มเปี่ยมไปด้วยเลือดเนื้อและความมีชีวิตชีวา และมันเป็นเงื่อนไขปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้หนังเรื่อง the Empire Strikes Back ไม่ได้กลายเป็นเพียงนิทรรศการ แสง, สี, เสียง และภาพเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตา

ไม่ว่าหนังจะนำเสนอแอ็คชั่นและวิฌ่วลที่โอฬารตระการตาอย่างไร หรือใช้ประโยชน์จาก gimmick และ gadget หรืออีกนัยหนึ่งกลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ นานาได้อย่างเจ้าเล่ห์แสนกลเพียงใด หัวใจที่แท้จริงของหนัง-ก็ยังคงเป็นเรื่องขององค์ประกอบหรือปมขัดแย้งทางด้านดราม่า

ตั้งแต่ในภาคก่อนหน้า ผู้ชมรับรู้ว่า หนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่กระตุ้นเร้าให้ ลุค สกายวอล์คเกอร์ นำพาตัวเองเข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของฝ่ายจักรวรรดิ-ก็เนื่องเพราะเขาชอบหรืออาจจะเรียกว่าตกหลุมรักเจ้าหญิงเลอา ในทันทีที่ได้เห็นฝ่ายหลังซึ่งเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวแบบฮาโลแกรม และเมื่อคนทั้งสองได้พบหน้าค่าตากันและกันจริงๆ เจ้าหญิงเลอาก็น่าจะสัมผัสได้ถึงคลื่นความเสน่หาที่ลุคส่งออกมา ทว่าเจ้าหญิงก็ไม่ได้แสดงออกว่าตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในทางกลับกัน แม้ว่า ฮาน โซโล จะมีฉากปะทะคารมและต่อปากต่อคำกับเจ้าหญิงเลอาในลักษณะพ่อแง่แม่งอนหลายช่วงหลายตอน และประโยคหนึ่งที่ผู้ชมได้ยินฮานเอ่ยในยามคับขัน-ทำนองว่า เธอเป็นหญิงสาวที่ ‘แสบ’ มากๆ และเขาชักลังเลว่าควรจะฆ่าเธอหรือชอบเธอกันแน่ แต่ผู้ชมไม่อาจจะถือสาหาความในฐานะที่มันอาจจะเป็นชนวนเหตุของความสัมพันธ์อันลึกซึ้งแต่อย่างใด และจนแล้วจนรอด ตอนจบของ the New Hope ก็ชวนให้สรุปได้ว่า ลุค สกายวอล์คเกอร์-เป็นทั้งพระเอกและวีรบุรุษของเรื่อง ฮานเป็นเพียงตัวช่วย และหากไม่มีอะไรผิดพลาด โรแมนซ์ระหว่างลุคกับเจ้าหญิงเลอา-ก็น่าจะผลิดอกเบ่งบาน กระนั้นก็ตาม ส่วนที่ต้องชื่นชมจริงๆ-ก็คือคนตัดต่อหนังภาคแรก (มีด้วยกันสามคน) ที่ช่วยกันทำให้ตอนท้ายซึ่งเป็นฉากมอบเครื่องราชอิสริยภรณ์ เจ้าหญิงเลอาไม่ได้ทอดสายตาไปที่ฮานหรือลุคนานจนผิดสังเกต และมันบอกโดยอ้อมว่า เจ้าหญิงเลอาก็ยังคงรักษาท่าที และไม่ได้สร้างข้อผูกมัดที่ไม่จำเป็นสำหรับตัวเอง

แต่พอล่วงเข้าสู่ the Empire Strike Back ความเข้าใจที่ว่า ลุค สกายวอล์คเกอร์ จะค่อยๆ สานต่อความสัมพันธ์ให้งอกงามมากขึ้น-ก็กลับตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง และงานตัดต่อฝีมือของ พอล เฮิร์สช์ -มีส่วนช่วยให้ผู้ชมตระหนักได้ทันทีว่า-ลึกๆ แล้ว เจ้าหญิงเลอาชอบใคร มันเป็นเหตุการณ์ในช่วงเริ่มต้นที่ ฮาน โซโล กล่าวคำอำลาผู้บังคับการหน่วยรบของฝ่ายขบถบนดาวฮ็อธ ทำนองว่าเขาไม่สามารถอยู่ช่วยต่อสู้กับฝ่ายจักรวรรดิได้อีกต่อไป เพราะมีปัญหาหนี้สินกับเจ้า แจ็บบ้า เดอะฮัทท์ -ที่ต้องสะสาง หรือมิเช่นนั้น-สภาวการณ์ของเขาก็คงไม่แตกต่างไปจากการขุดหลุมฝังศพตัวเอง ในระหว่างบทสนทนาดังกล่าวนี่เองที่หนังตัดไปที่ภาพของเจ้าหญิงเลอา ซึ่งยืนเมียงมองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล สีหน้าและแววตา ตลอดจนบรรยากาศในการนำเสนอของฉากดังกล่าว ก็โน้มนำให้สรุปเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก-หญิงสาวอาลัยอาวรณ์ และฉากที่คนทั้งสองปะทะคารมกัน (อีกครั้ง) ในช่วงต่อเนื่อง-ก็ทำให้ลางสังหรณ์หรือความเคลือบแคลงสงสัยของผู้ชมต่อท่าทีไม่ชอบมาพากลของคนทั้งสอง-กลายเป็นทางการ ข้อที่ควรระบุเพิ่มเติมก็คือ ฮานก็มีจิตปฏิพัทธ์ในตัวเจ้าหญิงเลอาเช่นกัน และตามที่ผู้ชมที่ได้ดูหนัง-รับทราบเป็นอย่างดีว่า สถานการณ์บางอย่างกำหนดให้ทั้งสอง (และรวมถึงชูว์แบ็คก้าและหุ่นยนต์ซีทรีพีโอ) ต้องผจญภัยระหกระเหินไปด้วยกัน และลงเอยด้วยการที่เจ้าหญิงเลอาไม่หลงเหลือความรู้สึกแอบแฝงใดๆ ให้ต้องปิดบังอำพรางอีกต่อไป และฉากที่หญิงสาวบอกรักและจุมพิตชายหนุ่มในห้วงเวลาที่ฝ่ายหลังอาจจะต้องเผชิญกับวาระสุดท้ายของตัวเอง-ก็นับเป็นโมเมนต์ที่ซาบซึ้งและตราตรึงของหนัง และต้องยกนิ้วให้กับงานกำกับภาพและโดยเฉพาะการจัดแสง-ที่ทำให้ผู้ชมตระหนักได้ถึงความคอขาดบาดตายของการพลัดพรากจากลา

แต่บางที คำถามจริงๆ อยู่ตรงที่ เจ้าหญิงเลอาควรจะเลือกฮานมากกว่าลุคหรือไม่ เพราะอย่างที่ทุกคนมองเห็นเหมือนกัน ลุคยังคงชอบหรือรักเจ้าหญิงเลอาไม่เปลี่ยนแปลง (และแน่นอนว่า จนถึงตอนที่หนังเรื่อง the Empire Strikes Back ออกฉาย ไม่มีใครรู้ว่า จริงๆ แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างลุคกับเจ้าหญิงเลอาเป็นเช่นใด) อีกทั้งความอุทิศทุ่มเทของเขาต่อกองกำลังของฝ่ายขบถ-ก็เกินร้อยเปอร์เซนต์ ไม่เหมือน ฮาน โซโล-ที่จู่ๆ ก็ขอถอนตัวกลางคัน เหนืออื่นใด เขาเป็นคนดี หรืออย่างน้อย ก็ไม่ใช่คนตุกติก, เจ้าเล่ห์และเห็นแก่ได้เหมือนกับ ฮาน โซโล ตามที่ผู้ชมถูกแนะนำให้รู้จักตอนเริ่มต้น และว่าไปแล้ว ฮานก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนขี้โกงและสารเลว (scroundrel) หากนี่เป็นโจทย์คณิตศาสตร์หรือตรรกศาสตร์ คำตอบสำหรับคำถามข้างต้น-ก็ง่ายนิดเดียว ทว่านี่กลับกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ the Empire Strikes Back พิเศษกว่า the New Hope โดยเฉพาะในความเป็นหนังที่ ‘ไม่เชื่อง’ และคาดเดาไม่ได้ง่ายๆ อีกทั้งการที่เจ้าหญิงเลอาเลือกคนที่ตัวเองชอบมากกว่าคนที่เหมาะควรถูกต้อง-ก็ยังนำไปสู่ตอนจบของหนังที่น่ากระอักกระอ่วนทีเดียว

หมายความว่า นอกจากเลอาไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าคนรักของเธอซึ่งถูกแช่แข็ง-เป็นตายร้ายดีอย่างไร หญิงสาวยังบอกลุคถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ด้วยซ้ำ และเจ้าตัวจำต้องปล่อยให้ลุคผู้ซึ่ง ‘ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย’ ยังคงทึกทักว่า เจ้าหญิงเลอาคือนางในดวงใจของเขาต่อไป และภาพเกือบสุดท้ายของหนังที่พระเอกของเราโอบไหล่หญิงสาว(ที่ตัวเองหลงรัก) และเฝ้ามองผ่านหน้าต่างของยานอวกาศไปที่กลุ่มดาวเบื้องหน้าอย่างมีความหวัง ก็กลายเป็นสภาวการณ์ที่ทำให้ผู้ชม-รู้สึกยุ่งยากเอาการ เพราะอย่างน้อย พวกเราก็มีข้อมูลบางอย่างมากกว่าชายหนุ่ม และข้อมูลดังกล่าวทำให้ความปรารถนา ‘ลมๆ แล้งๆ’ ของเขาเป็นเรื่องน่าสมเพชเวทนา

แต่ก็เป็นไปได้ว่า ความลับที่ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ยังไม่ล่วงรู้-ก็อาจจะเป็นเรื่องมโนสาเร่หรือหยุมหยิมปลีกย่อยไปโดยปริยาย เมื่อเปรียบกับความลับที่เจ้าตัวเพิ่งจะถูกทำให้ช็อคในช่วงก่อนหน้าหนังจะปิดฉากไม่นาน และไม่ต้องสงสัยว่า มันน่าจะก่อให้เกิดหลุมดำขนาดมหึมาในจิตใจ

เชื่อว่าจนป่านนี้แล้ว คงไม่ใช่อะไรที่ต้องปกปิดอีกต่อไปว่า ลุคพบความจริงอะไรในการเผชิญหน้ากับ ดาร์ธ เวเดอร์ เป็นครั้งแรก และเปรียบไปแล้ว ข้อมูลที่เวเดอร์บอกกับลุคว่า เขาคือพ่อที่แท้จริง (“I am your father”) เป็นเหมือนกับฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงมากลางวันแสกๆ นอกจากไม่มีการเกริ่นนำล่วงหน้า ยังยากที่จะยอมรับว่าเป็นความจริง แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ทั้งลุคและผู้ชมต้องจำนนต่อเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ นานาว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะนำมาใช้โกหกกันเล่นๆ อย่างไม่มีมูล

แต่อะไรก็อาจจะไม่สำคัญเท่ากับการที่ ความจริงดังกล่าวนี้-เปลี่ยน perception หรือการรับรู้ของผู้ชมต่อหนังชุดนี้ไปอย่างชนิดหน้ามือหลังมือ พูดง่ายๆ มันทำให้ Star Wars Series ไม่ได้เป็นเรื่อง ‘ความดีชนะความชั่ว’ หรือ ‘ธรรมะชนะอธรรม’ อีกต่อไป หรืออย่างน้อย อะไรๆ มันก็แยกแยะไม่ได้ง่ายๆ เช่นนั้น

และอย่างหนึ่งที่สามารถสรุปได้-ก็คือ ดาร์ธ เวเดอร์ ไม่ได้เปิดเผยความจริงดังกล่าวนี้เพียงเพื่อให้สองพ่อลูกได้กอดคอ ร้องไห้ และรักกัน แต่เขามุ่งหวังจะให้ลูกชายที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน-ได้เข้าร่วมอุดมการณ์ สิ่งที่นับว่าน่าตกใจไม่น้อย-ก็คือ ความทะเยอทะยานของเวเดอร์ไปไกลถึงขั้นปฏิวัติซ้อนด้วยการล้มล้างจักรพรรดิพัลพาไทน์ เพื่อว่าสองพ่อลูกจะได้แบ่งปันอำนาจและครองราชย์ร่วมกัน

กล่าวสำหรับ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ผู้ชมน่าจะรู้สึกและสัมผัสได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มผมทองหน้าใสไร้เดียงสาคนเดียวกับที่พวกเราได้พบในตอน the New Hope อีกต่อไป และความร้อนรนและทะยานที่จะได้เป็นอัศวินเจได ‘เหมือนกับพ่อของตัวเอง’ (ซึ่งตอนนั้น ลุคยังไม่รู้ว่าพ่อของเขาเป็นใคร) ทำให้ลุคกลายเป็นคนที่ดูไม่มีความอดทน มั่นใจในตัวเองเกินไป บุ่มบ่าม ดื้อรั้นและขาดความยั้งคิด อย่างน้อย-ก็ในสายตาของ โยดา พระฤาษีแห่งอัศวินเจได

ตรงไหนซักแห่งแถวนี้เองที่ผู้ชมได้เห็นว่า ลุคตกที่นั่งไม่ต่างจากเจ้าหญิงเลอา ในแง่ที่ว่าเมื่อต้องเลือกระหว่างบางสิ่งบางอย่างที่เหมาะควรถูกต้อง กับบางสิ่งที่ประทุมาจากแรงกระตุ้นเร้าส่วนตัว หรือระบุชัดๆ ระหว่างฝึกฝนหลักสูตรเจไดให้จบสิ้น กับการออกเดินทางไปช่วยเจ้าหญิงเลอากับฮาน โซโล ที่ภาพในนิมิตของลุคบอกว่าทั้งสองกำลังได้รับอันตราย เขาก็ไม่ลังเลที่จะเลือกอย่างหลัง ทั้งๆ ที่จากประสบการณ์ของทั้งโยดาและ โอบีวาน เคนโนบี (อเล็ค กินเนสส์) พระอาจารย์คนแรกของลุค นั่นเป็นภาวะที่อ่อนไหวเปราะบางต่อการเพลี่ยงพล้ำให้กับด้านมืดของพลัง คำบอกเล่าของโอบีวานในช่วงหนึ่งทำให้รู้ว่า เขาต้องสูญเสียศิษย์เอกอย่าง ดาร์ธ เวเดอร์ ในลักษณะเดียวกัน และการที่เวเดอร์ทิ้งไพ่ใบสำคัญด้วยการบอกว่าเขาคือพ่อของลุค มันก็แทบจะยกระดับเนื้อหาของหนังทั้งเรื่องให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมแบบกรีกขึ้นมาในพริบตา (พ่อลูกที่ลงเอยด้วยการฆ่ากัน) อีกทั้งมันยังทำให้ลุคเดินทางมาถึงตำแหน่งแห่งที่ไม่มีหันหลังกลับได้อีกต่อไป และเขามีสองสามทางเลือกที่ล้วนแล้วเป็นไปไม่ได้ นั่นคือ สู้จนตัวตายและไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ, หาหนทางฆ่าพ่อของตัวเองตามเป้าหมายดั้งเดิม (ซึ่งเจ้าตัวกล่าวใน Return of the Jedi ว่า-เขาไม่อาจฆ่าพ่อตัวเองได้ลงคอ) หรือไม่ก็เข้าร่วมกับพ่อตัวเอง และปล่อยให้ด้านมืดของพลังครอบงำ

แต่ทั้งหมดทั้งมวล การเปิดเผยปมปริศนาว่าด้วยการเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขระหว่าง ดาร์ธ เวเดอร์ กับ ลุค สกายวอล์คเกอร์-นำพาให้ผู้ชมต้องมาทบทวนเจตนารมณ์และอุดมการณ์ที่แท้จริงของฝ่ายอัศวินเจไดอีกครั้ง คำถามก็คือ ทำไมโอบีวาน เคนโนบี ถึงโกหก ลุค สกายวอล์คเกอร์ (เหตุการณ์นี้เกิดในตอน the New Hope) ว่า อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ พ่อของลุค-ถูก ดาร์ธ เวเดอร์ ทรยศหักหลังและฆ่าตาย และไม่ยอมบอกอย่างหมดเปลือกว่าทั้งสองเป็นคนเดียวกัน และเมื่อลุคได้พบกับโอบีวานซึ่งปรากฏตัวในลักษณะคล้ายคลึงกับวิญญาณจากอีกชาติภพ-อีกครั้ง (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในตอน Return of the Jedi) ฝ่ายหลังก็ได้แต่ตอบแบบเลี่ยงบาลี ทำนองว่า เมื่อ อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ ถูกด้านมืดเข้าสิง เขาก็หยุดยั้งการเป็น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ และแปรสภาพเป็น ดาร์ธ เวเดอร์ หรือโดยปริยาย อนาคินก็ถูก ดาร์ธ เวเดอร์ ทำลาย มากไปกว่านั้น ผู้ชมยังได้ยินโอบีวานเอ่ยทำนองว่า สิ่งที่เขาบอกลุคในตอนเริ่มต้น-เป็นความจริง ‘ในอีกแง่มุมหนึ่ง

การเปิดเผยปมปริศนาว่าด้วยการเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขระหว่าง ดาร์ธ เวเดอร์ กับ ลุค สกายวอล์คเกอร์-นำพาให้ผู้ชมต้องมาทบทวนเจตนารมณ์และอุดมการณ์ที่แท้จริงของฝ่ายอัศวินเจไดอีกครั้ง

ไม่รู้ใครจะคิดเห็นอย่างไร แต่คำตอบของโอบีวาน เคนโนบี-สะท้อนทัศนคติและวิธีคิดแบบนักการเมือง และไม่ว่าจะเอ่ยอะไรออกมา ต้องแฝงไว้ด้วยวาระซ่อนเร้นและความมุ่งหวังในผลประโยชน์บางประการ (ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่าหงุดหงิดขุ่นเคือง) ในกรณีนี้ เขาต้องการให้ลุคสังหาร ดาร์ธ เวเดอร์ เพราะเชื่อว่าเวเดอร์ถลำเข้าไปในด้านมืดอย่างชนิดกู่ไม่กลับอีกแล้ว ทั้งๆ ที่ลุคเชื่อและได้เอ่ยออกมาตรงๆ ว่า เวเดอร์ยังหลงเหลือความดีงามหรือด้านสว่างในตัว และในตอนจบของ Return of the Jedi ผู้ชมก็ได้เห็นแง่มุมดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม (ดาร์ธ เวเดอร์หวนกลับคืนไปเป็น อนาคิน สกายวอล์คเกอร์) มองในแง่มุมนี้แล้ว หนึ่งในตัวการที่ต้องรับผิดชอบต่อความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้น-ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ตัว โอบีวาน เคนโนบี นั่นเอง-ผู้ซึ่งล้มเหลวในหลายกระทงด้วยกัน ตั้งแต่การไม่สามารถฝึกฝนให้ อนาคิน สกายวอล์คเกอร์-กลายเป็นอัศวินเจไดที่ฝักใฝ่ในด้านสว่างของพลัง (Revenge of the Sith) ไปจนถึงการมีวิจารณญาณอันขมุกขมัว และปิดบังอำพรางความจริง แถมยังพยายามก่อวินาศกรรมครอบครัวสกายวอล์คเกอร์ด้วยการเล่นแร่แปรธาตุในเชิงข้อมูล อันนำพาให้ไม่จำเพาะเพียงแค่พ่อลูกต้องมาฆ่าแกงกัน (แม้ว่าสุดท้ายแล้ว เหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้น) ทว่าพี่ชายกับน้องสาวก็เกือบจะต้องมาสมสู่กันเอง ซึ่งหากใครลองย้อนกลับไปพินิจพิเคราะห์ในแง่มุมดังกล่าวอีกครั้ง (โดยเฉพาะใน the New Hope) โอบีวาน เคนโนบี ล้วนแล้วรู้เห็นในความเป็นไปที่เกิดขึ้น ทว่ากลับไม่ได้ยับยั้ง หรือเป็นเพราะความหมกมุ่นในการโค่นล้มจักรพรรดิพัลพาไทน์ที่บดบังหิริโอตัปปะและสำนึกในความผิดชอบชั่วดีของตัวละคร ไหนๆ ก็ไหนๆ หากจะต้องมีใครซักคนสมควรถูกเพิกถอนใบอนุญาตการเป็นอัศวินเจไดเพราะความไม่มีประสิทธิภาพ ปราศจากวิสัยทัศน์ หรือแม้กระทั่งเล่นการเมืองมากเกินไป โอบีวาน เคนโนบี-ก็ถือเป็นแคนดิเดตคนแรกๆ

แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดจริงๆ การพยายามจะ ‘อ่าน’ หรือ ‘ตีความ’ ความนัยระหว่างบรรทัดทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นผลมาจากความสลับซับซ้อนที่ประทุขึ้นมาจากหนังเรื่อง the Empire Strike Back มากกว่าตอนอื่นๆ-ซึ่งล้วนแล้วเป็นเสมือนผลพวงจากตอนนี้ และนั่นทำให้ไม่มีทางสรุปเป็นอย่างอื่นนอกจากกล่าวย้ำอีกครั้ง-ว่า ในขณะที่ the New Hope สถาปนาทั้งความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างตัวหนังกับผู้ชมอย่างเรียบง่าย ทว่างดงามและยั่งยืน the Empire Strikes Back เป็นตอนที่นอกจากการดึงผู้ชมเข้าไปเกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นและแยบยล ด้วยการตีแผ่ด้านมืดที่ถูกสอดแทรกไว้ในเนื้อหาและห้วงคำนึงของตัวละคร ตัวหนังยังช่วยขยับขยายทั้งโลกทัศน์และจินตทัศน์ของผู้ชมต่อตำนานมหากาพย์นี้ให้ยิ่งกว้างไกล มันมีส่วนอย่างยิ่งยวดในการทำให้จักรวาลของ Star Wars ดูขึงขังจริงจัง และที่แน่ๆ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้น ‘เมื่อนานมาแล้ว ณ แกแล็คซี่อันแสนห่างไกล’ อีกต่อไป

 

STAR WARS: EPISODE V-THE EMPIRE STRIKES BACK (1980)

กำกับ-เออร์วิน เคิร์ชเนอร์/อำนวยการสร้าง-แกรี่ เคิร์ทซ์/บทภาพยนตร์-ลีห์ แบร็คเก็ตต์, ลอว์เรนซ์ แคสแดน จากเรื่องของจอร์จ ลูคัส/กำกับภาพ-ปีเตอร์ ซัสชิทสกี้/ลำดับภาพ-พอล เฮิร์สช์/ออกแบบงานสร้าง-นอร์แมน เรย์โนลด์ส/เทคนิคพิเศษทางด้านภาพ-ไบรอัน จอห์นสัน, ริชาร์ด เอ็ดลันด์, เดนนิส มิวเรน, บรูซ นิโคลสัน/ดนตรีประกอบ-จอห์น วิลเลี่ยมส์/ผู้แสดง-มาร์ค ฮามิลล์, แฮร์ริสัน ฟอร์ด, แคร์รี่ ฟิสเชอร์, บิลลี่ ดี.วิลเลี่ยมส์, แอนโธนี่ ดาเนียลส์, เดวิด พราวส์, แฟรงค์ ออซ, ฯลฯ/สี/ความยาว 124 นาที

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก