Autostereograms ศิลปะพิศวงของเด็กยุค 90 ภาพ 3 มิติที่ต้องฝึกมองด้วยตาเปล่า !?

223

บทความโดย: โอ

สวัสดีจ้าชาว Plotter ทุกคน  ในวันนี้ผมมีเรื่องสนุกๆ มาฝากกันด้วยนะ ซึ่งเจ้าสิ่งนี้เนี่ยเคยเป็นกระแสมาเมื่อก่อน ช่วงประมาณยุค 90’s ด้วยล่ะ และสิ่งที่ว่านั่นก็คือภาพ Autostereograms นั่นเอง ซึ่งหลายๆ คนอาจจะรู้จักกันมาบ้างแล้ว(ดักแก่เล็กน้อย..)

และหลายๆ คนอาจจะเห็นว่าพักนี้บน Facebook ก็เริ่มมีเจ้าสิ่งที่ว่านี้โผล่ให้เห็นที่หน้าฟีดอยู่พอสมควร ซึ่งการกลับมาเป็นกระแสและทำให้ผู้คนกำลังพูดถึงนั้น น่าจะมาจากภาพยนตร์เรื่องใหม่ของพี่มะเดี่ยว อย่าง “ดิว ไปด้วยกันนะ” ที่มีการหยิบเอาเจ้า 3D Stereogram นี้มาใช้เป็นลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ในหนังด้วยนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรครับถ้าใครไม่รู้จักเจ้าภาพนี้ล่ะก็ วันนี้ผมได้นำข้อมูลและตัวอย่างรูปมาให้ผู้อ่านได้ลองมาทดสอบดูกันว่าคุณสามารถมองรูป Autostereograms ออกกันหรือเปล่า พร้อมที่มาที่ไปของมันนั้นมาจากไหนกันนะ? เอาล่ะมาลุยกันเลย !

.

.

.

.

.

แต่ก่อนที่เราจะไปสนุกกับการมองภาพ Autostereograms เนี่ย เรามาทำความรู้จักกับผู้คิดค้นกันก่อนดีกว่าเนอะ

ภาพ Autostereogram หรือ Stereogram แปลแบบง่ายๆ เลยมันคือ ภาพลวงตา 3 มิติ ที่แอบซ่อนอยู่ในรูปภาพ 2 มิติ นั่นเอง ซึ่งเราสามารถดูได้โดยการจ้องภาพนั้นไปเรื่อยๆ และเมื่อเราเจอระยะของภาพหรือจุดโฟกัสที่ถูกต้อง ภาพที่เราเห็นจะเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นภาพแบบ 3 มิติในทันทีซึ่งภาพ autostereogram เคยเป็นที่นิยมเมื่อ 20-30 ปีก่อนในหนังสือและโปสเตอร์ต่างๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในหนังสือที่ชื่อ Magic Eye ซึ่งในบ้านเราก็มีฉบับก๊อปปี้ทำออกมาขายกันมากมายเป็นสิบๆ เล่มเลยทีเดียวนะ

แม้ว่าจะพึ่งฮิตในไทยในช่วง 20-30 ปีก่อนก็ตาม แต่รูปภาพนี้เนี่ยมีความเก่าแก่กว่านั้นอีกนะ เพราะมันถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในช่วงปี 1959 โดยผู้ที่คิดค้นคือ Béla Julesz อาจารย์ชาวฮังการีนั่นเอง

มองออกมั้ย คำใบ้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเล

—————————-

จุดเริ่มต้นของ Autostereogram

เทคนิคการถ่ายรูปแบบนี้ถูกค้นพบในปี 1838 โดย ชาลส์ วีทสโตน (Charles Wheatstone) นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ เขาสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อว่า สเตอริโอสโคป (Stereoscope) ขึ้นมา

โดยการนำกระจกมาสะท้อนภาพ 2 มิติ 2 ภาพ ในมุมที่แตกต่างกันเล็กน้อย แล้วมองผ่านช่องที่มีลักษณะคล้ายกับกรอบหรือแว่นตา ทำให้เราเห็นภาพดังกล่าว ในลักษณะ 3 มิติ ซึ่งภาพ 3 มิติที่เขาค้นพบจะเป็นแบบสเตอริโอแกรมแบบกระดาษบุผนัง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1959 เบลา จูเลส (Béla Julesz) นักจิตวิทยาชาวฮังการี ได้ค้นพบ สเตอริโอแกรมแบบสุ่มจุด
(random dot stereogram) ในขณะที่กำลังมองหาวัตถุที่ถูกอำพราง ในภาพถ่ายทางอากาศจากเครื่องบินสอดแนมที่ ศูนย์วิจัยเบลล์ (Bell Laboratories) เขาได้ใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพสุ่มจุดที่ดูคล้ายกันขึ้นสองภาพ และเมื่อมองผ่านเครื่องมองภาพ 3 มิติ จะทำให้มองเห็นภาพที่มีรูปร่างเป็น 3 มิติ

จนมาถึงในปี ค.ศ. 1979 คริสโตเฟอร์ ไทเลอร์ (Christopher Tyler) ลูกศิษย์ของจูเลส และเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทสัมผัสทางการมองเห็น(visual neuroscientist) เขารวมทฤษฎีของสเตอริโอแกรมแบบกระดาษบุผนังซึ่งเป็นแบบภาพเดี่ยว กับ สเตอริโอแกรมแบบสุ่มจุด เขาด้วยกันและสร้างเป็น ออโตสเตอริโอแกรมแบบสุ่มจุดภาพแรกขึ้นมา โดยรู้จักกันในชื่อ สเตอริโอแกรมภาพเดี่ยวแบบสุ่มจุด ซึ่งภาพประเภทนี้จะทำให้มองเห็นภาพ 3 มิติที่ซ่อนอยู่ในภาพ 2 มิติภาพเดียวได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ เลย

—————————-

รูปแบบของภาพออโตสเตอริโอแกรม

ออโตสเตอริโอแกรมแบบกระดาษบุผนัง

สเตอริโอแกรมแบบกระดาษบุผนังสร้างขึ้นโดยจำลองภาพที่ซ้ำกันในแนวนอน เมื่อดูภาพอย่างถูกต้องภาพเหล่านั้นจะปรากฏลอยเหนือพื้นหลังภาพ 3 มิติ จากภาพตัวอย่างด้านบนนั้นสร้างขึ้นโดยใช้รูปคนขี่สัตว์ซ้ำทุกๆ 140 พิกเซล ฉลามที่ทุกๆ 130 พิกเซลและเสือทุกๆ 120 พิกเซล ยิ่งชุดของภาพอยู่ใกล้เท่าไหร่ก็ภาพจะยิ่งยกจากพื้นหลังมากขึ้น สมองเราจะจับคู่ภาพที่คล้ายกันซ้ำหลายร้อยภาพในช่วงเวลาต่างกันเพื่อสร้างภาพ 3 มิติ

ภาพนี้แสดงถึงลักษณะภาพ 3 มิติ ที่จะมองเห็นลอยขึ้นมาในภาพออโตสเตอริโอแกรมแบบกระดาษบุพนัง

“ภาพที่ออกแบบมาเพื่อลวงตาเรา”

—————————-

ออโตสเตอริโอแกรมแบบสุ่มจุด

รูปสี่เหลี่ยม 3 อัน ที่ความลึกแตกต่างกัน

แต่ละจุดในภาพมีระยะซ้ำตามแผนผังความลึก

ภาพสเตอริโอแบบสุ่มจุดมีข้อดีกว่าสเตอริโอแกรมแบบกระดาษบุผนัง คือ สามารถสร้างระยะซ้ำจากระยะลึกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้ เนื่องจากแต่ละจุดในภาพนั้นสามารถปรับเคลื่อนตำแหน่งได้โดยอิสระ

—————————-

ออโตสเตอริโอแกรมแบบภาพเดี่ยวสุ่มจุด

แผนผังแสดงระดับความลึก ของฉลาม   

  

ภาพออโตสเตอริโอแกรมแบบสุ่มจุด ของภาพฉลาม ซึ่งมีระดับความลึกละเอียด และ เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ออโตสเตอริโอแกรมในรูปแบบนี้เป็นการนำภาพ 3 มิติ ไปไว้ในภาพ 2 มิติ  ซึ่งภาพ 3 มิตินั้นจะต้องมีรายละเอียดที่ซับซ้อนพอ ไม่ใหญ่เกินไป อยู่ในแนวนอน และเป็นสีโทนเดียว เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ไม่สามารถแสดงตำแหน่งของพิกเซลได้หรือภาพฉลามดังกล่าวอาจจะไม่ชัดเจน

—————————-

ออโตสเตอริโอแกรมแบบเคลื่อนไหว

สำหรับเจ้าออโตสเตอริโอแกรมแบบเคลื่อนไหวนั้นมีหลักการเช่นเดียวกันกับภาพยนตร์ ซึ่งถ้าภาพออโตสเตอริโอแกรมเหล่านี้มีพื้นหลังแบบเดียวเลยโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยเนี่ย มันมีความเป็นไปได้เป็นสูงเลยล่ะที่เราจะเห็นโครงร่างของภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติที่แอบซ่อนอยู่เหล่านั้นโดยที่คุณไม่ต้องทำตาเข ดังนั้นแล้วเพื่อทำลายผลค้างเขียงที่เกิดขึ้นนี้ ในการสร้างภาพออโตสเตอริโอแกรมแบบเคลื่อนที่จึงใช้ภาพพื้นหลังที่ มีการเคลื่อนไหวแทนเพื่อปิดบังส่วนที่มีการขยับ

—————————-

แล้วมองไปด้านหลังของภาพ มองยังไงล่ะ ???

 

การมองภาพ autostereogram นั้นให้เรามองภาพ โดยพยายามปรับระยะการมองให้ไปยังจุดที่อยู่ไกลที่สุด (เช่น ด้านหลังของภาพ) จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพ 3 มิติเหล่านี้ได้ ซึ่งถ้าหากภาพที่รับเข้ามาจากตาทั้งสองข้างนั้นเหมือนกัน สมองจะทำการประกบภาพเข้าด้วยกัน ซึ่งการมองภาพแบบนี้เรียกว่า การมองภาพแบบมองระยะไกล เนื่องจากมุมเสมือนของการมองจะลู่เข้าหากันในระยะไกลกว่าระยะจริง ซึ่งส่งผลให้วัตถุเสมือนนั้นอยู่ไกลขึ้นและลึกเข้าไปในภาพ

—————————-

วิธีการมองภาพ 3D Sterograms

** ควรผ่อนคลายสายตาก่อนจะมองภาพเพื่อให้สามารถมองภาพได้ง่ายขึ้น **

วิธีที่ 1 ให้เรากำหนดจุด สองจุดบนภาพ แล้วเพ่ง ตรงกลางระหว่างสองจุดนั้นสักครู่ จุดจะเริ่มเบลอและเคลื่อนรวมเป็นจุดเดียว จากนั้นเราจึงเห็นภาพที่ซ่อนอยู่

วิธีที่ 2 ตั้งภาพไว้ แล้วมองขอบบนของภาพ มองสิ่งที่อยู่ไกลๆ หลังภาพ รักษาระยะสายตาไว้ แล้วก้มมองดูที่ภาพ จึงจะเห็น หรือ ทำเป็นสมมุติภาพเป็นกรอบหน้าต่าง พยายามมองทะลุเข้าไปไกลๆ ทั้งนี้ ทั้งนั้น ใครที่เคยมองเห็น 1 ภาพแล้ว ก็จะเห็นภาพอื่นๆ ได้ โดยไม่ยากนักแต่ถ้าใครยังไม่เคยเห็น ต้องอาศัยความพยายามซักหน่อยนะ

วิธีที่ 3 พยายามมองให้เกิดเป็นภาพเบลอ (บางคนใช้เทคนิคโดยทำตาเข) เหมือนเอานิ้วไว้ตรงหน้าแล้วค่อยๆเลื่อนมาหาจมูกเราจะค่อยๆ เห็นเป็นภาพ 2 ภาพมาเหลื่อมซ้อนกันจากนั้นก็จะเห็นเป็นภาพสามมิติแล้ววว

วิธีที่ 4 ให้เราเอาภาพ 3D มาใกล้ๆ หน้า มองภาพแบบชิดใบหน้าเลยนะ แล้วค่อยๆ ถอยหน้าออกมาช้าๆ เมื่อถึงระยะจุดโฟกัสแล้ว เราก็จะสามารถมองเห็นภาพ 3D ได้

เอาล่ะงั้นเรามาลองทดสอบการมองภาพ 3 มิติกันเถอะ

มาเริ่มกันที่ภาพง่ายๆ กันก่อนน

น่าจะเริ่มดูออกกันแล้ววววว…

งั้นลองยากขึ้นอีกหน่อย….

เป็นไงล่ะอันนี้มองออกมั้ย?

ภาพสุดท้ายเอายากๆ เลยละกัน แต่ดูเยอะๆ ระวังตาเหล่นะ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับภาพ 3D Stereogram สำหรับคนที่สามารถมองเห็นได้ก็คงจะเพลิดเพลินกับความเจ๋งของมันเลยใช่มั้ยล่ะ ถ้าใครที่ยังมองไม่ออกก็พยายามเรื่อยๆ นะครับ ! ผมจะเป็นกำลังใจให้ ส่วนตัวผมเนี่ยกว่าจะมองออกได้ซักรูปตาก็ลายไปหมดแล้ว ! ฮือๆ อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วถ้าใครยังมองไม่ออกก็ลองพักสายตาสักแป๊ป ออกไปเดินเล่นทำนู่นทำนี่แล้วค่อยลองมองใหม่อีกก็ไม่สายนะคร้าบบ

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจได้ในเว็บไซต์ Plotter นะ บายยยยย

อ้างอิง

Shares