TAXI DRIVER (1976) โชเฟอร์กระหายเลือด

195

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร บทความจากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 864 เดือนเมษายน 2016

หนังเรื่อง Taxi Driver ของ มาร์ติน สกอร์เซซี-มีอายุครบ 40 ปีในปีนี้ (2016) พอดิบพอดี และสำหรับใครก็ตามที่เคยได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว การได้ย้อนกลับไปทบทวนอีกครั้ง-ก็คงจะสรุปกับตัวเองได้ไม่ยากว่า ระดับของความเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวหนังยังไม่ได้ลดน้อยถอยลงตามวันคืนที่ผ่านพ้นไป เนื้อหาหลายส่วนที่เคยรบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้ชมอย่างไร-ก็ยังคงสรรพคุณของการกัดกร่อนและบั่นทอนเช่นนั้นไม่เสื่อมคลาย และสามารถพูดได้อย่างไม่ต้องลังเลแม้แต่น้อยนิดว่า นี่ไม่ใช่หนังเพื่อการพักผ่อนหย่อนอารมณ์ หรือหนังที่ผู้ชมจะอาศัยเป็นช่องทางของพาตัวเองหลีกลี้หนีไปจากความเป็นจริง และไม่มีอะไรน่าเพลิดเพลินหรือชวนให้รื่นรมย์เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว

แต่ก็อีกนั่นแหละ หนังของมาร์ติน สกอร์เซซี เรื่องนี้ถ่ายทอดสภาวะของความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ตลอดจนการต้องดำรงอยู่อย่างแปลกแยกและไม่อาจหลอมรวมกับสังคมรอบข้างของตัวละคร-ได้อย่างอัดแน่นและทรงพลัง มันทั้งดึงดูดหรือแม้กระทั่งมีเสน่ห์และเย้ายวน และไม่ต้องสงสัยว่านี่เป็นหนึ่งในหลายเหตุผลที่นำพา (หรือบางที อาจจะใช้คำว่าล่อลวง) ให้นักดูหนังรุ่นเก่ารู้สึกว่าจำเป็นต้องกลับไปเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว และหลายคนคงเห็นพ้องว่าในการดูซ้ำ เรามักจะได้พบอะไรที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยนึกถึงเป็นประจำ ขณะที่สำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นหนังที่ช่วยขยับขยายโลกทัศน์และเส้นขอบฟ้าของการเรียนรู้อย่างกว้างไกล และข้อสำคัญก็คือในแง่ของกลวิธีการนำเสนอ ไม่มีอะไรในหนังเรื่องนี้ที่ดูพ้นยุคพ้นสมัยแม้แต่นิดเดียว (แม้กระทั่งเสื้อผ้าหน้าผมของตัวละครก็ยังหวนกลับมาอยู่ในกระแสความนิยม) ในทางกลับกัน Taxi Driver กลายเป็นทั้งต้นแบบและแรงบันดาลให้คนทำหนังรุ่นหลังได้อาศัยเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างผลงานของตัวเอง ลองนึกเร็วๆ หนังอย่าง Fight Club (1999) ของ เดวิด ฟินเชอร์, Drive (2011) ของ นิโคลัส ไวน์ดิ้ง เรเฟิ่น และ Nightcrawler (2014) ของ แดน กิลรอย-น่าจะได้รับอิทธิพลไม่ทางตรงก็ทางอ้อม หรืออย่างน้อย มู้ดและโทนของมันก็ช่างละม้ายคล้ายคลึง

และแน่นอนว่า-ในการพยายามทำเข้าใจหนังเรื่อง Taxi Driver เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ชมจำเป็นต้องพินิจพิจารณาตัวหนังในความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับสังคม หรือในทางกลับกัน หนังเรื่อง Taxi Driver มักจะได้รับการกล่าวขวัญถึงอยู่เนืองๆ ในแง่ที่มันเป็นหนังที่ถ่ายทอด ‘อารมณ์แห่งยุคสมัย’ ได้อย่างเข้าถึงจิตวิญญาณ และอย่างที่นักดูหนังสามารถสืบค้นได้ไม่ยากเย็นว่า กลางทศวรรษที่ 1970 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา-เป็นช่วงเวลาที่เกือบทุกสิ่งที่เคยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวตกอยู่ในสภาพ (ใกล้จะ) ล่มสลายและพังครืน และหากจะมีซักสองสามคำที่ใช้อธิบายภาพกว้างๆ หรือความรู้สึกนึกคิดรวมๆของผู้คน มันก็คงจะได้แก่คำว่า ‘ห่อเหี่ยว’, ‘สิ้นหวัง’ และ ‘มืดมน’

Taxi Driver มักได้รับการกล่าวขวัญถึงในแง่ที่มันถ่ายทอด ‘อารมณ์แห่งยุคสมัย’ ได้อย่างเข้าถึงจิตวิญญาณ…กลางทศวรรษที่ 1970 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา-เป็นช่วงเวลาที่เกือบทุกสิ่งที่เคยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวตกอยู่ในสภาพ (ใกล้จะ) ล่มสลายและพังครืน

เริ่มต้นมาจากความปั่นป่วนยุ่งเหยิงที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1960 ทั้งการประท้วงเรียกร้องความเสมอภาคทั้งในทางสีผิวและเพศสภาพ-ที่หลายกรณี ปิดฉากลงด้วยความรุนแรง ตามมาด้วยการพ่ายแพ้สงครามเวียดนามของกองทัพอเมริกัน และนำพาให้คนหนุ่มต้องบาดเจ็บล้มตายนับหมื่นนับแสนคน และนั่นไม่ได้นับรวมเหล่าทหารผ่านศึกที่กลับบ้านด้วยสภาพจิตใจที่บอบช้ำอย่างรุนแรง หลายคนกลายเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่เฝ้าคอยการถูกจุดชนวน (อย่างน้อย หนังเรื่อง Rambo ก็บอกกับเราแบบนั้น) หรือกรณีอื้อฉาววอเตอร์เกทที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ต้องชิงลาออกจากตำแหน่งในปี 1974 เนื่องจากถูกจับได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดักฟังข้อมูลของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม และเหตุการณ์ดังกล่าวบั่นทอนศรัทธาและความเชื่อมั่นของอเมริกันชนอย่างหนักหน่วงรุนแรง เนื่องจากผู้นำสูงสุดของพวกเขา-มีพฤติกรรมตลบแตลงปลิ้นปล้อนซะเอง และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือสถิติการก่ออาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ในหนังสารคดีชุด the Seventies (2015) ที่ผลิตโดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น. ผู้สันทัดกรณีบอกว่านิวยอร์กในช่วงทศวรรษที่ 1970 เป็นเมืองอันตรายที่สุด จำนวนการฆ่ากันตายเพิ่มขึ้นในแต่ละปีหลายเท่าตัว และการฆ่ากันก็ไม่ใช่อาชญากรรมเพียงอย่างเดียว หนึ่งในตลกร้ายได้แก่การที่นักข่าวคนหนึ่งที่ต้องรายงานเหตุไฟไหม้ที่ประทุไม่เว้นแต่ละวัน-ขนานนามนิวยอร์กว่าเป็น ‘เมืองหลวงของการวางเพลิง’

ทีละน้อย ข้อมูลข้างต้นก็สวมทับเข้ากับสถานการณ์ที่ตัวเอกของหนังเรื่อง Taxi Driver ต้องเผชิญอย่างแนบแน่นและเป็นหนึ่งเดียว เมืองนิวยอร์ก (ในช่วงราวๆ ปี 1975) จากที่หนังให้เห็นผ่าน perception หรือสภาพการรับรู้ของ เทรวิส บิคเคิ่ล (โรเบิร์ต เดอนีโร) เป็นดินแดนที่ทั้งดูมัวเมา หลอกหลอน ละม้ายคล้ายคลึงกับหนังสยองขวัญ และในขณะที่ผู้ชมถูกทำให้ตระหนักได้ว่าภาพและเสียงอันบิดเบี้ยวที่ปรากฏเบื้องหน้า-เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันวิปริตและวิปลาสของตัวเทรวิสเอง แต่พิจารณาควบคู่ไปกับข้อมูลหลายๆ ส่วนประกอบกัน มันก็ชวนให้อนุมานได้ว่า สภาวะอันพร่ามัวและฟั่นเฟือนเบื้องหน้า-เป็นผลลัพธ์ของการที่คนทำหนังใช้ในการสะท้อนความจริงเชิงจิตวิทยา (psychological truth) ของเมืองที่ทั้งสกปรกโสโครกในทางกายภาพ และตกต่ำเสื่อมทราม หรือแม้กระทั่งกักขฬะโสมมในทางศีลธรรม

สิ่งที่ผู้ชมได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับ เทรวิส บิคเคิล ตั้งแต่ในฉากแรกๆ ก็คือ เขาเป็นนาวิกโยธินผ่านศึกจากสงครามเวียดนาม และเหตุผลสำคัญที่นำพาให้เจ้าตัวเลือกขับแท็กซี่ในยามวิกาล-ก็เนื่องเพราะเขาไม่สามารถข่มตัวเองให้นอนหลับในตอนกลางคืน และนอกเหนือจากการใช้ภาพและเสียงบรรยายบุคลิกอันแปรปรวนของเทรวิสจากภายนอก หนังยังพาเข้าไปรับรู้ถึง ‘ข้างใน’ ที่อาจจะเรียกได้ว่าอยู่ในสภาพที่ทั้งระเนระนาดและปรักหักพัง หนทางหนึ่งก็ด้วยการนำเสนอภาพในลักษณะแทนสายตาตัวละคร (ที่พึลึกกึกกือและก้ำกึ่งระหว่างความฝันกับความเป็นจริง) ซึ่งแปลว่าเราได้เห็นในสิ่งที่เทรวิสได้เห็น หรือแม้กระทั่งสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของเขา อีกหนทางหนึ่งก็ด้วยการให้ชายหนุ่มเล่าแจ้งแถลงไขความคิดคำนึงผ่านเสียงบรรยายของเจ้าตัวที่ถูกแทรกเข้ามาระยะ หรืออันที่จริง มันคือ ข้อความในไดอารีที่เทรวิสจดบันทึกสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงความมุ่งหวังและความปรารถนาในเบื้องลึกส่วนตัว

และผู้ชมได้รับรู้ตั้งแต่ประโยคแรกๆ ว่าเขามองเห็นเมืองนี้ในสภาพเช่นใด และหากเป็นไปได้ เขาอยากจะ ‘ลงมือ’ จัดการมันอย่างไร-ซึ่งไม่มากไม่น้อย มันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับปมผิดบาป (guilt) ในทางศาสนา และการชำระล้าง (ซึ่งดูเหมือนเป็นเงื่อนงำที่เกาะกุมความรู้สึกนึกคิดของมาร์ติน สกอร์เซซี และได้รับการอ้างอิงถึงในหนังของเขาอยู่เป็นประจำ) มันเริ่มต้นด้วยประโยคที่เทรวิสเอ่ยถึงสายฝนที่ตกลงมาเมื่อคืน และมันช่วยชะล้างขยะมูลฝอยบนพื้นผิวถนนและทางเท้าให้สะอาดสะอ้านในพริบตา และหลังจากที่เสียงโมโนล็อคนั้นสาธยายถึงกิจวัตรการขับแท็กซี่ตะลอนไปทุกหนแห่งของตัวละคร รวมถึงย่านที่ได้ชื่อว่าสุ่มเสี่ยงและอันตราย เขาก็เริ่มต้นพรรณนาถึงสิ่งที่ได้ประสบพบเจอในระหว่างที่ใช้ชีวิตหลังพวงมาลัย และในขณะที่ภาพที่ผู้ชมได้เห็นผ่านสายตาของเทรวิส-เผยให้เห็นเหล่า ‘คนกลางคืน’ เดินเตร็ดเตร่อย่างขวักไขว่บนบาทวิถีสายโลกีย์ ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว ประโยคที่เทรวิสเอ่ยในจังหวะที่ประจวบเหมาะ-สรุปสาระสำคัญได้ว่า เหล่า ‘สรรพสัตว์’ ต่างก็พากันออกมาหากินในยามค่ำคืน และสรรพสัตว์ในปทานุกรมของเทรวิส-ก็ไล่เรียงได้ตั้งแต่บรรดาคนขายบริการทางเพศทั้งหญิงชายในทุกสารรูป, แมงดา, กระเทยทรงเครื่อง, กระเทยแปลงเพศ ไปจนถึงพวกขี้ยา-ซึ่งในมุมมองของเทรวิส คนเหล่านี้มีคุณค่าไม่แตกต่างจากปฏิกูลและสิ่งโสโครก หรือสิ่งมีชีวิตน่าขยะแขยงที่หากินอยู่ในท่อระบายน้ำนั่นเอง และ “ซักวัน ฝนจริงๆ น่าจะตกลงมาและกวาดล้างพวกกากเดนเหล่านี้ออกไปจากท้องถนนซะที”

ข้อน่าสังเกตก็คือ หนังให้เงื่อนงำกับผู้ชมตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า คนที่จนแล้วจนรอด-จะต้องมาทำหน้าที่ชำระความสกปรกและเน่าเหม็นเหล่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ตัว เทรวิส บิคเคิ่ล นั่นเอง เพียงแต่ในตอนนั้น ‘เสียงเพรียก’ อาจจะยังไม่ดังพอ หรือชายหนุ่มอาจจะยังไม่ทันได้สำนึกหรือสำเหนียกจริงๆ จังๆ แต่ว่าไปแล้ว ประโยคที่เขาตอบคำถามของเจ้าของอู่รถแท็กซี่ถึงประวัติการขับขี่รถยนต์ และรวมถึงประวัติในทางสุขภาพ-ว่า มัน ‘สะอาดสะอ้าน (clean)’ โดยอัตโนมัติ มันก็เทียบเท่ากับการออกใบอนุญาตให้เขาได้ลงมือ ‘กดชักโครก’ ด้วยตัวเอง

แต่การที่หนังพาผู้ชมก้าวล่วงเข้าไปในห้วงคำนึงของตัวละคร และคลุกคลีกับชายหนุ่มเกือบตลอดเวลา (จนแทบจะกล่าวได้ว่า เกือบไม่มีฉากไหนที่ไม่มีเทรวิสปรากฏตัว) ก็ไม่ได้หมายความแม้แต่น้อยถึงการที่หนังพยายามโอ้โลมปฏิโลมให้พวกเราเห็นคล้อยไปกับทุกย่างก้าวและความนึกคิดของตัวละคร ตรงกันข้าม มันกลับทำให้มองเห็นว่า เทรวิส บิคเคิ่ล เป็นตัวละครที่เจ็บไข้ได้ป่วยและน่าสมเพชเวทนาเพียงใด อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ เขาสูญเสียสัมผัสหรืออีกนัยหนึ่ง ต่อไม่ติดกับโลกภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ การขับรถแท็กซี่ในยามค่ำคืนไม่ได้ช่วยเยียวยาให้โรคนอนไม่หลับของเขาทุเลาเบาบาง และการเข้าโรงหนังโป๊-ยังคงเป็นกิจกรรมยามว่างที่เจ้าตัวแวะเวียนไปใช้บริการในตอนกลางวัน

ฉากเล็กๆ ในระหว่างนี้-ได้แก่ตอนที่เทรวิสเริ่มต้นบทสนทนากับหญิงสาวที่ขายของกระจุกกระจิกในโรงหนังเอ็กซ์ และลงเอยด้วยการที่ฝ่ายหลังไม่ยอมตอแยด้วยประการทั้งปวง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้-เนื่องเพราะบรรดาชายหนุ่ม (กลัดมัน) ที่พาตัวเองมาอยู่ในสถานที่ ‘อโคจร’ แบบนี้ ล้วนแล้วต้องการการตอบสนองหรือกระตุ้นเร้าแฟนตาซีส่วนตัว ที่แน่ๆ ไม่ใช่การพาตัวเองมาเข้าสังคม หรือสถาปนาความสัมพันธ์ที่เจริญงอกงามกับใครก็ตาม แม้ว่าลึกๆ แล้ว นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เทรวิสต้องการ จริงๆ แล้ว เสียงบรรยายของเทรวิสในช่วงต้น-ก็สนับสนุนสมมติฐานนี้ นั่นคือเขามองว่าคนเราไม่ควรหมุกมุ่นอยู่กับตัวเอง และควรจะเป็นเหมือนกับคนทั่วไป-ซึ่งแปลว่ามีปฏิสัมพันธ์กับใครต่อใคร ทว่าส่วนที่เย้ยหยันก็คือ ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป โอกาสที่เหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้น-ก็ริบหรี่ลงไปทุกที ส่วนหนึ่งเพราะการไม่รู้จักกาลเทศะ ขาดทักษะในการสื่อสารกับผู้คน และการถูกบอกปัดหรือปฏิเสธในสถานการณ์แบบนี้-ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าสำหรับเทรวิส นี่ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ว่าไปแล้ว การที่เทรวิสเปิดฉากความสัมพันธ์อย่างชนิดค่อนข้างจู่โจมกับ เบ็ทซี่ (ซิบิล เชพเพิร์ด) สาวสวยผมบลอนด์ที่เขาแอบเฝ้ามองมาระยะหนึ่ง-ถือเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่า ‘อาจเอื้อม’ เพราะโดยสถานภาพและงานอาชีพแล้ว เขากับเธออยู่กันคนละดิวิชั่นโดยสิ้นเชิง อย่างที่ผู้ชมสำรวจตรวจตราได้ไม่ยาก เขาเป็นเพียงคนขับรถแท็กซี่ ผู้ซึ่งชีวิตโดยรวมของเขาเกลือกกลั้วอยู่กับคนระดับล่างตลอดเวลา จริงๆ แล้ว แม้กระทั่งถนนหนทางที่เขาเดิน-ก็ยังโสโครกและมอมแมม ขณะที่เบ็ทซี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของวุฒิสมาชิก ชาร์ลส์ พาแลนไทน์ -แต่งตัวงดงามหยาดเยิ้มราวกับนางฟ้า และสภาพแวดล้อมของตัวละครก็ดูสว่างไสวและสะอาดสะอ้าน นั่นรวมถึงออฟฟิศของเธอในย่านดาวน์ทาวน์ที่แม้จะเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน แต่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตคนละสปีชี่ส์กับที่หนังสาธยายเอาไว้ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงรสนิยมในการใช้ชีวิตของตัวละคร อย่างที่ผู้ชมได้เห็น เทรวิสดูหนังโป๊ ทว่าเบ็ทซี่ชอบฟังเพลงของ คริส คริสทอฟเฟอร์สัน ระดับของการขัดเกลาในทางศิลปะวัฒนธรรมช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว

กระนั้นก็ตาม อาจจะด้วยอุปนิสัยของคนที่ชอบหาเรื่องสนุกๆ ทำอยู่ตลอดเวลา หรืออย่างน้อยก็ไม่ชอบอยู่กับความซ้ำซากจำเจ บวกกับความเป็นผู้หญิงที่จัดจ้านและคล่องแคล่วพอตัวของเบ็ทซี่ (และแน่นอนว่า ทั้งหมดทั้งมวลนั้นผ่านการแสดงที่มีเสน่ห์ดึงดูดของเชพเพิร์ด) ก็ทำให้ผู้ชมไม่นึกสงสัยว่าด้วยเหตุผลใด หญิงสาวถึงได้ยอมตอบรับไมตรีที่เทรวิสหยิบยื่นให้ และในเบื้องต้น เทรวิสสามารถทำให้เบ็ทซี่รู้สึกทึ่งในความเป็นคนที่มีอะไรบางอย่างในบุคลิกของชายหนุ่มที่ไม่ลงรอย หรือแปลกแยก (หรือที่หญิงสาวใช้คำว่า contradiction) แต่ถึงกระนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง (ถ้าหากจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความสัมพันธ์) ก็ขาดสะบั้นในเวลาอันรวดเร็ว-ภายหลังจากที่เทรวิสชวนเบ็ทซี่ไปดูหนังลามก และในขณะที่เบ็ทซี่ตีความพฤติการณ์ของเทรวิส-ว่าเป็นความพยายามจะขอมีเซ็กซ์กับเธออย่างน่าละอาย และก้าวออกไปจากชีวิตของชายหนุ่มโดยปราศจากเยื่อใย เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าในมุมของเทรวิส มันเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นความอ่อนด้อยและอ่อนหัดในการเข้าสังคมดังที่กล่าวข้างต้น อันเป็นผลมาจากการหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินไป

ฉากสั้นๆ ที่อยู่ถัดจากนี้-เป็นเหตุการณ์ที่เทรวิสพยายามจะโทรศัพท์ไปงอนง้อขอคืนดีกับเบ็ทซี่ และก็เป็นอย่างที่ผู้ชมสามารถอนุมานได้ว่า-หญิงสาวไม่ยอมต่อความยาวสาวความยืดอีกต่อไป และตอบปฏิเสธการสานความสัมพันธ์ในทุกกรณี และทีละน้อย ภาพที่จับเทรวิสกำลังคุยโทรศัพท์ในขนาดปานกลาง-ก็ค่อยๆ เคลื่อนแบบดอลลี่จากขวาไปซ้าย ชายหนุ่มหลุดจากเฟรม ภาพที่มาทดแทนก็คือโถงทางเดินที่ว่างเปล่าของอพาร์ทเมนต์ และกล้องแช่ในลักษณะเช่นนั้นเนิ่นนาน ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของ มาร์ติน สกอร์เซซี เขากล่าวว่านี่เป็นช็อทที่สำคัญที่สุดของหนังทั้งเรื่อง ทั้งนี้ก็เพราะมันเป็นห้วงเวลาที่ตัวละครต้องเผชิญกับการปฏิเสธครั้งมโหฬาร และแม้กระทั่งกล้องก็ยังทนแบกรับความน่าอัปยศที่เจ้าตัวต้องเผชิญไม่ได้ และต้องเบือนหนีเพื่อให้เวลาส่วนตัวกับตัวละคร และหากจะลองพิจารณาประกอบกับเนื้อหาที่อยู่ถัดไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เหมือนกับเป็นโมเมนต์ของการแตกหักกับสังคมและผู้คนที่เจ้าตัวมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามตลอดมา (“ผมมองเห็นแล้วว่าเธอก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าคนอื่นๆ ห่างเหินและเย็นชา”) และสมมติว่า เทรวิส บิคเคิ่ล เป็นเหมือนกับระเบิดเวลา การถูกบอกปัดความสัมพันธ์-ก็เปรียบได้กับการจุดชนวน และมันเป็นเรื่องของระยะเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น-ที่ระเบิดเวลาลูกนี้จะทำงาน

นี่เป็นช็อทที่สำคัญที่สุดของหนังทั้งเรื่อง เพราะมันเป็นห้วงเวลาที่ตัวละครต้องเผชิญกับการปฏิเสธครั้งมโหฬาร จนแม้กระทั่งกล้องก็ยังทนแบกรับความน่าอัปยศที่เจ้าตัวต้องเผชิญไม่ได้ และต้องเบือนหนีเพื่อให้เวลาส่วนตัวกับตัวละคร

มีข้อน่าสงสัยในกลุ่มคนที่ได้ดูหนังเรื่อง Taxi Driver ถึงเหตุผลที่กระตุ้นเร้าให้ เทรวิส บิคเคิ่ล เลือกที่จะลอบสังหารวุฒิสมาชิกพาแลนไทน์ เพราะว่ากันตามจริงแล้ว เขาแทบจะไม่มีความรู้ทางการเมือง หรืออย่างน้อย-ก็แสดงออกว่าไม่ได้สนใจและติดตาม และจากการที่เจ้าตัวได้พบปะและพูดคุยกับพาแลนไทน์โดยบังเอิญในรถแท็กซี่ มันก็ไม่ได้เงื่อนงำใดๆ ที่บ่งบอกถึงความไม่ลงรอย อันที่จริง เขาถึงกับอวยพรให้พาแลนไทน์ชนะเลือกตั้งด้วยซ้ำ

แต่มองในอีกแง่มุมหนึ่ง อุดมการณ์ในทางการเมืองของพาแลนไทน์ ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่าโน้มเอียงไปในทางเสรีนิยม เชื่อในพลังขับเคลื่อนของมวลชน (สโลแกนในการหาเสียงของเขาก็คือ We Are the People”) ต่อต้านสงครามและการใช้ความรุนแรง เป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับของเทรวิสอย่างชนิดสีขาวกับสีดำ-ที่มองว่าหนทางเดียวที่จะทำให้ความยุ่งยากทั้งหมดทั้งมวลจบสิ้นก็ด้วยการลงไม้ลงมืออย่างชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู และอย่างที่นักวิจารณ์หนังหลายสำนักพูดตรงกัน สมมติว่าทุกอย่างเป็นตามแผนที่เทรวิสกะเกณฑ์เอาไว้ (หมายถึงการปลิดชีพพาแลนไทน์สัมฤทธิ์ผล) สื่อมวลชนตามท้องเรื่องก็คงจะสรุปมูลเหตุการฆ่าว่าเป็นเรื่องความไม่ลงรอยในทางการเมือง

หนังของสกอร์เซซีเจตนาทำให้แรงจูงใจของเทรวิสเป็นอะไรที่คลุมเครือ และผู้ชมไม่เคยได้รับการบอกกล่าวตรงๆ ว่า เขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของพาแลนไทน์ ว่ากันตามจริง การวางแผนลอบฆ่านี้-เป็นเรื่องของตัวเขาโดยเฉพาะและไม่ได้เป็นผลมาจากความขุ่นเคือง, บาดหมางหรือขัดแย้งกับใคร หมายความว่าเขารู้สึกว่าตัวเองต้อง ‘ทำอะไรซักอย่าง’ และเป้าหมายสามารถจะเป็นใครก็ได้ บังเอิญพาแลนไทน์เป็นเป้าสายตาที่โดดเด่นกว่าเพื่อน หรืออย่างมากที่สุด เหตุผลที่ต้องเป็นพาแลนไทน์ก็เนื่องเพราะเขาเป็นคนที่เบ็ทซี่ทำงานให้ และบางที นี่อาจจะเป็นหนทางที่เจ้าตัวใช้เพื่อเรียกความสนใจ (แน่นอนว่า ผู้ชมต้องไม่ลืมว่า นับจนถึงตอนนี้ เทรวิสก้าวล่วงเข้าสู่อาณาจักรของความวิปลาสและปราศจากเหตุผลมากขึ้นเรื่อยๆ) หนังถึงกับให้เห็นช็อทสั้นๆ ที่เทรวิสเฝ้ามองเบ็ทซี่จากในแท็กซี่ของตัวเอง และหญิงสาวกำลังจดจ่ออยู่กับคำปราศรัยของพาแลนไทน์ อีกทั้งก่อนหน้านี้ เจ้าตัวก็ยังเพียรพยายามขับรถผ่านออฟฟิศของเบ็ทซี่ ด้วยหวังว่าอาจจะได้เห็นหญิงสาวอีกครั้ง และมันบอกโดยอ้อมว่า-ชายหนุ่มก็ยังคงอาลัยอาวรณ์ หรืออย่างน้อย หญิงสาวก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสมการ-ที่เทรวิสพยายามหาทางสะสาง

ตรงไหนซักแห่งแถวนี้เองที่หนังยิ่งตอกย้ำให้ผู้ชมได้เห็นความน่าสมเพชของตัวละครเพิ่มขึ้นอย่างทบทวี แผนการลอบสังหารพาแลนไทน์ ‘แท้ง’ ตั้งแต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มต้นจริงๆ และโดยปริยาย หากนั่นเป็นไปเพื่อเรียกร้องความสนใจของเบ็ทซี่ โอกาสอันสุดแสนผอมบาง-ก็ดับวูบลงอย่างฉับพลัน และกลายเป็นว่า ผู้หญิงคนเดียวที่เทรวิสสามารถพาตัวเองไปเกี่ยวข้องด้วยได้ หรืออีกนัยหนึ่ง แสดงสถานะที่เหนือกว่าได้-ก็คือ ไอริส (โจดี้ ฟอสเตอร์) โสเภณีเด็กวัยสิบสองขวบ ผู้ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เธอก็ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือของเขาแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ เทรวิสได้พบกับไอริสโดยบังเอิญสองครั้ง และในขณะที่ครั้งแรก เด็กสาวที่โผล่พรวดเข้ามาในรถแท็กซี่อาจจะร้องขอให้เขาพาไปจากขุมนรกข้างถนนจริงๆ (แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้ทำอะไร จนกระทั่งแมงดามาลากตัวออกไป พร้อมกับโยนเงินยี่สิบเหรียญเพื่อให้เทรวิสลืมเรื่องที่เกิดขึ้น) ทว่ารูปการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงในการโคจรมาเจอกันครั้งหลัง หากจะใช้ภาษาของคนสมัยนี้ เธอและเพื่อนๆ ดู ‘ชิลด์’ มากกับการเร่ขายตัวข้างถนน และเหตุการณ์ทั้งหมดจบลงด้วยการที่ไอริสและเพื่อนของเธอ ‘ปฏิเสธ’ ที่จะตอแยกับเทรวิสที่พยายามขับรถแท็กซี่ติดตาม

คงต้องเน้นย้ำอีกครั้ง-ว่า ไอเดียของการ ‘ช่วยเหลือและกอบกู้’ ไอริสจากเงื้อมมือของแมงดาที่เกาะผู้หญิงกินอย่าง สปอร์ต (ฮาร์วี่ย์ ไคเทล) ประทุขึ้นมาจากความล้มเหลวในการลอบสังหารพาแลนไทน์ ไม่มีใครบอกได้แน่ๆ ว่ามันแปรผันหรือหันเหมาในทิศทางเช่นนี้ได้อย่างไร แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่ามันปราศจากความเชื่อมโยง ดังที่กล่าว ไอริสก็เป็นเด็กสาวที่เขา ‘อาจเอื้อม’ เมื่อเปรียบกับผู้หญิงสองคนก่อนหน้าที่เคยปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใย อันได้แก่พนักงานขายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวในโรงหนังโป๊ และแน่นอน เบ็ทซี่-ผู้ซึ่งสร้างความเจ็บช้ำและร้าวรานอย่างชนิดที่กล้องของสกอร์เซซีก็ยังต้องไม่สามารถทนมอง กระนั้นก็ตาม ผู้ชมก็คงจะสามารถบอกได้ว่า เทรวิสไม่ได้คำนึงถึงสวัสดิภาพของไอริสจริงๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างชายหนุ่มกับเด็กสาวแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นความสัมพันธ์

จริงๆ แล้ว ไอริสอาจจะทดแทนด้วยใครก็ได้ เทรวิสต้องการเพียงแค่ข้ออ้างเพื่อว่าเขาจะได้ลงมือทำอะไรซักอย่าง และไม่ใช่เฝ้ามองความเลวร้ายเบื้องหน้าและปล่อยให้มันผ่านพ้นไป (“Here is a man who would not take it anymore…”) และการได้ตะลุยเดี่ยวเข้าไปกวาดล้างพวกทรชนและเดนมนุษย์-ก็เป็นสิ่งที่ผู้ชมได้ยินเขาพร่ำบ่นมาตั้งแต่เปิดเรื่อง มันกลายเป็นการ ‘สมประโยชน์’ ของสิ่งที่เข้ากันไม่ได้อย่างน่าพิศวงงงงวย และคงต้องหมายเหตุไว้ ณ ที่นี้ว่า ระดับความรุนแรงของฉากที่เทรวิสควงปืนและมีด-บุกเข้าไปจัดการกับเหล่าเศษสวะสังคมอย่างชนิด ‘หลั่งเลือดชโลมดิน’ ก็พูดได้เต็มปากว่า มันช่างโหดเหี้ยมทารุณพอๆ กับการฆ่าแกงของฆาตกรโรคจิตในหนังสยองขวัญแบบฮาร์ดคอร์ มันดูเหนือจริงมากๆ และสี่สิบปีที่ผ่านพ้นไป-ก็ไม่ได้ทำให้ดีกรีของความประสาทเสียของมันลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

แต่บางที อะไรต่ออะไรที่ถูกนำเสนอในหนังก็ดูประหนึ่งว่าจะไม่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์หรือการ ‘ตบหน้า’ ที่เจ็บแสบและเผ็ดร้อน-เท่ากับในตอนท้ายที่เรื่องราวหมดสิ้นสุดลง คลิปข่าวที่เทรวิสตัดแปะไว้ข้างฝา บวกกับเสียงจากข้อความในจดหมายของพ่อแม่ของไอริสที่เขียนมาขอบคุณเทรวิสที่ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเข้าไปช่วยลูกสาวจากซ่องนรก-บอกให้รู้ว่า เทรวิสได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่มีแต่เฉพาะผู้ชมเท่านั้นที่รู้ว่าตื้นลึกหนาบางของเรื่องทั้งหมดคืออะไร พินิจพิเคราะห์ในแง่มุมนี้ ‘สังคม’ หรือสื่อมวลชนในหนังเรื่องนี้-ก็ช่างมืดบอดจากความเป็นจริง หรืออย่างน้อยก็มองสิ่งต่างๆ นานาด้วยสายตาที่ตื้นเขิน, พร่ามัวและเลอะเลือนเหมือนกับเทรวิสนั่นเอง และนั่นทำให้ไม่มากไม่น้อย ความหนักหนาสาหัสของอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทางจิตน่าจะพอๆ กัน

กระนั้นก็ตาม สำหรับเทรวิส คลับคล้ายว่าชัยชนะเล็กๆ ของเขา ก็คือการที่เจ้าตัวได้พบกับเบ็ทซี่อีกครั้งในรถแท็กซี่ และอย่างน้อย คราวนี้ไม่ใช่ตัวเขาที่เป็นฝ่ายถูกปฏิเสธ หรือเป็นฝ่ายถูกเดินจากไป ตรงกันข้าม ความอึกอักช่วงสั้นๆ ในตอนที่เบ็ทซี่ลงจากรถ-ชวนให้สันนิษฐานว่า บางที หญิงสาวอาจจะต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ หรืออย่างน้อย ขอโทษขอโพย แต่ไม่ว่านั่นเป็นสิ่งที่คนทำหนังหรือคนดูหนังหรือตัวเทรวิสคิดไปเองหรือไม่ (หมายความว่ามีการตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ในช่วงราวๆ สิบนาทีหลังเป็นเรื่องจริง หรือว่าเพียงแค่ ‘จินตนาการ’ ในช่วงวาระสุดท้ายของตัวละคร และหนึ่งในเงื่อนงำที่ชวนให้ตีความแบบนั้น-ก็คือ ภาพของเบ็ทซี่ที่ผู้ชมได้เห็นผ่านกระจกมองหลังของเทรวิส-ช่างดูละเมอเพ้อพกเหลือเกิน) อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ เขาเป็นคนเลือกที่จะไม่เก็บค่าโดยสารหญิงสาว และเป็นฝ่ายกล่าวคำอำลา

เบ็ทซี่อาจจะยังคงเป็นผู้หญิงที่อยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนขับรถแท็กซี่หาค่ำกินเช้าอย่างเทรวิส แต่ทว่าจนถึงตอนนี้ เทรวิสก็เป็นคนละคนกับในตอนต้น เขาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ และไม่จำเป็นต้องดิ้นรนวิ่งไล่ไขว่คว้าอะไรก็ตามที่คอยวิ่งหนีเขาอยู่ตลอดเวลาอีกต่อไป

 

TAXI DRIVER (1976)

กำกับ-มาร์ติน สกอร์เซซี/อำนวยการสร้าง-จูเลีย ฟิลลิพส์, ไมเคิล ฟิลลิพส์/บทภาพยนตร์-พอล ชเรเดอร์/กำกับภาพ-ไมเคิล แชพแมน/ลำดับภาพ-ทอม รอล์ฟ, เมลวิน ชาร์พิโร/กำกับศิลป์-ชาร์ลส์ โรสเซ่น/ตกแต่งฉาก-เฮอร์เบิร์ต มัลลิแกน/ดนตรีประกอบ-เบอร์นาร์ด เฮอร์มานน์/ผู้แสดง-โรเบิร์ต เดอนีโร, ซีบิล เชพเพิร์ด, โจดี้ ฟอสเตอร์, อัลเบิร์ต บรูคส์, ฮาร์วี่ย์ ไคเทล/สี/113 นาที

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก