Protest art เมื่อศิลปะถูกใช้ในการต่อต้าน !

98

บทความโดย: นมสด

โดยทั่วไปแล้ว ศิลปะเป็นคำที่มีความหมายกว้างมากเลยนะ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีความหมายเกี่ยวกับ การสร้างสรรค์, สุนทรียภาพ, หรือการสร้างอารมณ์ต่างๆ โดยในประวัติศาสตร์ที่ผ่านๆ มา ศิลปะจะถูกใช้ในการจรรโลงจิตใจ และนำเสนอซึ่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ หรือกระทั่งบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ แต่รู้กันหรือเปล่าว่ามีศิลปินหลายคนใช้งานศิลปะเพื่อ แสดงออกถึงทัศนะคติของตัวเองที่ขัดแย้งต่อกฎหมาย ขนบธรรมเนียม เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับความเป็นจริงทางสังคมที่พวกเขามักจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอยู่เสมอ  วันนี้เราจึงได้รวบรวมงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด สัญลักษณ์ รูปถ่าย เพลง หรือแม้แต่เกม ที่ถูกใช้เพื่อต่อต้านความไม่เป็นธรรม มาให้ทุกคนได้ชมกัน!!

ศิลปินหลายคนใช้งานศิลปะเพื่อ แสดงออกถึงทัศนะคติของตัวเองที่ขัดแย้งต่อกฎหมาย ขนบธรรมเนียม เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับความเป็นจริงทางสังคมที่พวกเขามักจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอยู่เสมอ

เริ่มต้นด้วย ศิลปะที่ใช้ในการแสดงออกทางการเมือง การละเมิดกฎหมาย ประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หรือ การอารยะขัดขืนด้วยศิลปะ  งานศิลปะประเภทนี้โดยส่วนใหญ่มักจะใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือถ้อยคำที่สั้น กระชับ แต่สื่อความหมายอย่างชัดเจนและทรงพลังเพื่อแสดงถึงจุดยืนทางการเมืองและสร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้ร่วมชุมนุม

อย่างเช่นป้าย I AM A MAN ที่ถูกใช้ในการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง!!

ในประวัติศาสตร์ คำว่า “เด็กชาย” (boy)  ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแอฟริกาใต้ นั้น เป็นคำหยาบคายที่เหล่าผู้เหยียดผิวใช้เรียก คนผิวสีและทาส และแสดงถึงสถานภาพของคนเหล่านั้นที่มีความต่ำต้อยกว่าความเป็น “คน” หรือ “มนุษย์” (man)

จนเกิดเป็นประโยคคำถามขั้วกลับของคำว่า Boy ขึ้น นั่นคือคำว่า Am I Not A Man?” (ฉันมิใช่มนุษย์หรอกหรือ?) และกลายเป็นวลีติดปากที่ใช้กันแพร่หลายในหมู่ผู้รณรงค์ให้เลิกทาสชาวอังกฤษและอเมริกันในเวลาต่อมาและในระหว่างการเคลื่อนไหวทางสิทธิพลเมือง เช่นในการประท้วงหยุดงานของพนักงานทำความสะอาดผิวสีในเมืองเมมฟิส  ป้าย “I AM A MAN” ก็ได้ถูกใช้ในการประท้วงเป็นครั้งแรก และเป็นเหตุให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิต (ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ปี ที่ถูกยิงด้วยปืนลูกซอง!!) ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการลอบสังหาร มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกันผิวดำ ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการประท้วงครั้งนี้ด้วย

ในปี 1988 เกล็น ไลกอน ศิลปินคอนเซ็ปชวล ชาวอเมริกันผิวสี ผู้ทำงานศิลปะที่สำรวจประเด็นเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมของเชื้อชาติ ภาษา เพศ และสีผิว ทำการจำลองป้ายนี้ขึ้นมาใหม่ ในรูปแบบของภาพวาดสีน้ำมันที่มีชื่อว่า Untitled (I Am a Man) (1988)  โดยเขาเขียนประโยค I AM A MAN ด้วยสีดำบนพื้นสีขาว (ตัวหนังสือบนป้ายดั้งเดิมเป็นสีแดง) เพื่อแสดงการรำลึกถึงภาพถ่ายการประท้วงหยุดงานของคนผิวสี ของ เอิร์นเนสต์ วิตเธอร์ นั่นเองและภาพนี้ได้เป็นตัวจุดประเด็น ให้ตระหนักถึง การกดขี่ข่มเหงและเลือกปฎิบัติต่อลูกจ้างผิวสี ที่มีมาอย่างยาวนานในอเมริกาอีกด้วย ! ! !

ภาพนี้ได้เป็นตัวจุดประเด็น ให้ตระหนักถึง การกดขี่ข่มเหงและเลือกปฎิบัติต่อลูกจ้างผิวสี ที่มีมาอย่างยาวนานในอเมริกาอีกด้วย !

หรือการประท้วงเชิง สัญลักษณ์ Bed-Ins For Peace ของ จอห์น เลนนอน กับภรรยา โยโกะ โอโนะ ในช่วงที่สงครามเวียดนามกำลังระอุในปี 1969 พวกเขาทำศิลปะการแสดงสด ด้วยการนอนอยู่บนเตียงโรงแรมฮิลตัน ในอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ และโรงแรมควีนเอลิซาเบธ ในมอนทรีออล แคนาดา โดยไม่ไปไหนเป็นเวลาสองสัปดาห์ เพื่อเป็นการแสดงการประท้วงเชิงสัญลักษณ์โดยไม่ใช้ความรุนแรงและเพื่อต่อต้านสงคราม ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการประท้วงแบบ ‘sit-in’ ที่ต้องนั่งเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐฯหรือสถานที่ราชการต่างๆ จนกว่าคำร้องขอจะได้รับการตอบสนอง การแสดงสดของเลนนอนและโอโนะครั้งนั้นถูกบันทึกและทำออกมาเป็นหนังสารคดีในชื่อ Bed Peace (1969) ซึ่งมีใช้ชมฟรีในเว็บไซต์ของ โยโกะ โอโนะ ด้วยนะ

เขาทำศิลปะการแสดงสด ด้วยการนอนอยู่บนเตียง…โดยไม่ไปไหนเป็นเวลาสองสัปดาห์ เพื่อเป็นการแสดงการประท้วงเชิงสัญลักษณ์โดยไม่ใช้ความรุนแรงและเพื่อต่อต้านสงคราม

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังทำศิลปะในรูปของ การ์ดอวยพรวันคริสต์มาส ที่เขียนข้อความเรียบง่ายด้วยตัวอักษรสีดำบนพื้นขาว ว่า WAR IS OVER! IF YOU WANT IT Happy Christmas from John & Yoko และจัดทำออกมาทั้งในรูปแบบของโปสการ์ดอวยพร โปสเตอร์ สื่อโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ ไปจนถึงบิลบอร์ดขนาดยักษ์ ที่กระจายไปทั่วเมืองใหญ่ 12 แห่ง ในสหรัฐอเมริกา ! นอกจากนั้นแล้วเขายังทำสปอตโฆษณาออกอากาศทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน ! ! เรียกได้ว่าเป็นการใช้งานศิลปะควบคู่กับงานสื่อสารมวลชลครบทุกรูปแบบ เพื่อให้ตัวผลงานแสดงประสิทธิภาพได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยล่ะ ! !

นอกจากผลลงานของ จอห์น เลนนอน และ โยโกะ โอโนะแล้วยังมี Shoot (1971) ผลงานของ คริส เบอเดน อีกหนึ่งผลงานที่ตัวงานนั้นเขาขอให้เพื่อนยิงแขนของเขาด้วยปืนไรเฟิล .22 ที่หอศิลป์ โดยมีผู้ชมยืนอยู่ด้วย ! ! !

แต่ใจเย็นก่อน อย่าเพิ่งคิดว่าเขาสติไม่ได้หรืออะไรนะ เพราะไอ้ผลงานชุดนี้ของเขาเนี่ยจัดทำขึ้นเพื่อจะแสดงถึงการต่อต้านสงครามเวียดนามต่างหาก โดยที่จะทำให้คนดูเห็นว่าการโดนยิงสดๆ ต่อหน้าต่อตานั้นให้ความรู้สึกอย่างไร แต่แม้ว่าเขาจะตั้งใจให้กระสุนปืนฝังเข้าที่แขนของตัวเอง หากแต่ว่าคนยิงดันยิงพลาด จนทำให้กระสุนเลยทะลุแขนของเขาออกไป

เขาขอให้เพื่อนยิงแขนของเขาด้วยปืนไรเฟิล .22 ที่หอศิลป์ โดยมีผู้ชมยืนอยู่ด้วย !

นอกจากผลงานช๊อคคนดูชุดนั้นแล้วเขายังมีผลงานที่ต่อต้านความไม่เป็นธรรมอีกมาก เช่น ผลงาน L.A.P.D. Uniforms (1993) ที่เขาร้างขึ้นหนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์จลาจลที่ ลอสแองเจอลิส ในปี 1992 ที่เกิดขึ้นเพราะตำรวจสี่นาย ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุในการจับกุม และทำร้ายร่างกายชายผิวสีที่ขับรถเร็วกว่ากำหนด แม้ว่าจะมีคลิปวีดีโอ เผยแพร่ทางทีวีเป็นหลักฐานก็ตามแต่กลับพ้นผิดทุกข้อกล่าวหาซะงั้น โดยผลงานชิ้นนี้เขาได้นำเครื่องแบบตำรวจแอลเอสี่ตัว มาแขวนไว้บนผนัง และให้แขนเสื้อกางออก ซึ่งผลงานชิ้นนี้แสดงถึงพลังอำนาจของภาพจากสื่อมวลชน ที่กลายเป็นหลักฐานและเครื่องมืออันสำคัญของประชาชนในการต่อสู้กับอำนาจอันไม่เป็นธรรมนั่นเอง!!

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะยังมีศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวรัสเซียอย่าง พีเทอร์ ปาฟเลนสกี้ ที่แสดงการประท้วงเชิงสัญลักษณ์และอารยะขัดขืน ด้วยการทำงานศิลปะการแสดงแสนหวาดเสียวสุดอื้อฉาว อย่างการ เย็บปากของตัวเองจนปิดสนิท เพื่อแสดงการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ ต่อการที่ Pussy Riot วงดนตรีพังก์ร็อกหญิงล้วนจากมอสโกที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและตัดสินจำคุกจากการแสดงคอนเสิร์ตต่อต้านประธานาธิบดี วลาดีเมียร์ ปูติน

และเขายังได้ทำผลงานศิลปะในลักษณะอีกหลายต่อหลายชิ้น อย่างเช่นการนั่งเปลือยหน้าสุสานเลนิน ในจัตุรัสแดง และใช้ค้อนตอกตะปูตรึงถุงอัณฑะของตัวเองติดกับพื้น ! ! ! เพื่อประท้วงระบอบการเมืองของรัสเซีย แค่คิดก็หวาดเสียวแล้วนะเนี่ย โอ๊ยยย ทำไปได้ยังง๊ายยย ! ! ! เขากล่าวถึงศิลปะการแสดงสดครั้งนี้เอาไว้ว่าการมองไปที่อัณฑะของตัวเองที่ถูกตอกตรึงอยู่กับพื้นหินนั้นเป็นอุปมาถึงความเมินเฉย บอดใบ้ต่อความแตกต่างหลากหลายทางการเมือง และความคลั่งชาตินิยมสุดขั้วของสังคมรัสเซีย จากการกระทำในครั้งนั้นทำให้เขาถูกจับกุมข้อหาอุกฉกรรจ์ แต่แม้เขาจะโดดจับก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของเขาหรอกนะ เพราะเขาก็ยังคงแสดงงานศิลปะต่อต้านระบอบการเมืองของรัสเซียอีกหลายครั้งเลยล่ะ!!!

การมองไปที่อัณฑะของตัวเองที่ถูกตอกตรึงอยู่กับพื้นหินนั้นเป็นอุปมาถึงความเมินเฉย บอดใบ้ต่อความแตกต่างหลากหลายทางการเมือง และความคลั่งชาตินิยมสุดขั้วของสังคมรัสเซีย

นอกจากนี้ก็ยังมีงานศิลปะตามท้องถนน หรือ สตรีทอาร์ต อีกมากมาย ที่แสดงการขัดขืนต่ออำนาจรัฐฯ และกฎหมาย อีกด้วยซึ่งศิลปินสตรีทอาร์ตที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั่นก็คือ ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดังชาวอังกฤษสุดลึกลับผู้เป็นที่รู้จักกันในฉายา แบงก์ซี (Banksy)

ซึ่งผลงานของเขาก็มักจะออกมาในเชิง จิกกัด เสียดสี แฝงด้วยประเด็นการเมือง และต่อต้านสงคราม ด้วยเทคนิคพ่นสเปรย์แบบสเตนซิลนั่นเอง เช่นภาพที่จัดแสดงในงาน Barely Legal exhibit ผลงานนี้มีชื่อว่า “Love is in the AIR” หรือที่เรามักจะเรียกว่า Flower Thrower เป็นภาพของผู้ประท้วงที่มีผ้าเช็ดหน้าคาดจมูก ปิดปาก เพื่อป้องกันแก๊สน้ำตา แต่กลับกำลังทำท่าจะขว้างช่อดอกไม้ที่อยู่ในมือ แทนที่จะเป็นระเบิดขวด ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นโลกตอนนี้ ที่ควรจะเปลี่ยนเรื่องราวเลวร้ายที่เขวี้ยงใส่กันให้กลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามให้แก่กันแทน

และ Napalm Girl อีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนเรื่องสงครามเวียดนาม โดยใช้สัญลักษณ์ของอเมริกาอย่างมิกกี้เมาส์และแมคโดนัลด์เดินจูงมือเด็กชาวเวียดนามที่กำลังร้องไห้ ! ! ซึ่งเราจะเห็นผลงานกราฟิตี้ที่ต่อต้านความรุนแรง และเรียกร้องความเป็นธรรมของ แบงก์ซี ได้ทั่วลอนดอน และในอีกหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งจากผลงานเหล่านี้เองทำให้เขากลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวลาต่อมา

เอาล่ะเรามาที่ฝั่งเอเชียบ้างดีกว่าครับ กับศิลปินชาวจีนอย่าง อ้าย เว่ยเว่ย ที่เคยสร้างสรรค์ผลงานบนเวทีระดับโลกมาแล้ว อีกทั้งยังเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนในเรื่องสิทธิมนุษยชน และเรียกร้อง สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย อย่างตรงไปตรงมาและเจ็บแสบแบบสุดๆ และเพราะความตรงไปตรงมาของเขานี่แหละจึงทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทางการจีนหมายหัวมากที่สุดคนหนึ่งมาจนถึงทุกวันนี้

เขาวิพากษ์วิจารณ์การทุจริตคอรัปชั่นของนักการเมืองหลายต่อหลายครั้ง อย่างเช่นในปี 2008 ที่เกิดแผ่นดินไหว เป็นเหตุให้ตึกของโรงเรียนอนุบาลพังลงมาและมีเด็กเสียชีวิตกว่าห้าพันคน ซึ่งเขาได้สืบค้นความจริงและอัพเดตเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง จนปี 2009  เขาได้สร้างผลงานศิลปะจัดวางชื่อ Remembering ซึ่งใช้กระเป๋าเป้เด็กนักเรียนมาจำลองให้คล้ายกับของเด็กนักเรียนอนุบาลที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาติดบนอาคารโดยต่อกันเป็นตัวอักษรจีนว่า “เธอเคยอยู่อย่างมีความสุขเป็นเวลาเจ็ดปีบนโลกใบนี้” ซึ่งได้มาจากคำพูดของพ่อแม่เด็กที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น

เพราะความตรงไปตรงมาของเขานี่แหละจึงทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทางการจีนหมายหัวมากที่สุดคนหนึ่งมาจนถึงทุกวันนี้

นั่นทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจและตามเล่นงานเขาด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้ที่หน้าบ้าน และส่งคนคอยติดตามสอดแนม ตัดการสื่อสาร ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งเขาได้และเขายังคงโต้ตอบเรื่อยมา ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยถ่ายรูปตัวเองชูนิ้วกลางให้จัตุรัสเทียนอันเหมิน พร้อมกับอัดวิดีโอตัวเองและอาสาสมัครมาร่วมกันกล่าวคำว่า “Fuck You Motherland.” โพสต์ลงยูทูป แหม่ สะใจไปเลยนะเนี่ย !

และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถูกจับ เป็นเวลา 81 วัน ก่อนที่ทั่วโลกจะเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา แต่เขาก็ถูกทัณฑ์บน โดยห้ามออกนอกประเทศ และห้ามใช้การสื่อสารออนไลน์ทุกชนิดอีกต่างหาก แต่เขาก็ยังไม่เข็ดหลาบเช่นเคย และยังสร้างงานศิลปะแบบจัดวางที่มีชื่อว่า S.A.C.R.E.D. (2011-2013) ซึ่งบอกเล่าถึงประสบการณ์การถูกจองจำของเขาที่ถูกเจ้าหน้าที่คุมเชิงไม่ห่างตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ตอนเข้าส้วม ! ! ในรูปแบบของหุ่นจำลองไฟเบอร์กลาสขนาดย่อ โดยจัดแสดงอยู่ในกล่องเหล็กสีดำรูปทรงคล้ายโลงศพขนาดใหญ่ โดยผลงานชิ้นนี้ถูกแสดงในมหกรรมศิลปะร่วมสมัย Venice Biennale ในปี 2013 ซึ่งนับเป็นการแฉเรื่องราวสกปรกในการใช้อำนาจมืดของรัฐบาลจีนให้ชาวโลกได้เห็นกันอย่างทั่วกัน ! ! แถมไม่ได้ละเมิดกฎอะไรเลยอีกต่างหาก ฉลาดจริงๆ!!

นอกจากนี้เขายังออกตัวเคลื่อนไหวเพื่อประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาใช้เวลาถึง 23 ปี ในการเดินทางไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยรอบโลก เพื่อเผยให้เห็นถึงความลำบากของผู้ลี้ภัย และถ่ายทอดออกมารูปแบบของหนังสารคดีที่มีชื่อว่า  Human Flow (2017) เรียกได้ว่า เป็นคนที่รักในความยุติธรรมจริงๆ คนนึงเลยล่ะ

ยังครับยังไม่หมดยังมีศิลปินอีกมากมายที่ใช้งานศิลปะเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แม้แต่ในประเทศไทยของเราเอง อย่างเช่น วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเข้าร่วมการขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งเขาและกลุ่มเพื่อนศิลปินยังเคยร่วมกันตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคเพื่อกู” ในการเลือกตั้งปี 2544 ที่มีนโยบายเสียดสีพรรคไทยรักไทย อาทิ โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งกองพัน เพื่อก่อตั้งแก๊งมือปืน, นโยบายไล่ล่านักการเมืองที่หากินกับโครงการของรัฐฯ, รวมทั้งการจัดซื้อเครื่องบินเอฟ 16 จำนวน 20 ฝูง เพื่อเอาค่าคอมมิสชั่นมาแจกจ่ายให้สมาชิกพรรค

ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 เขาจัดตั้ง “พรรคศิลปิน” ร่วมกับเพื่อนศิลปินหลายท่าน เช่น ช่วง มูลพินิจ,เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, อังคาร กัลยาณพงศ์ มีนโยบายยึดทรัพย์นักการเมืองที่ฉ้อโกง ยกเลิกสัญญาการค้าที่ไม่เป็นธรรม จัดการศึกษาฟรีตั้งแต่เกิดจนโต อืมมมถ้าได้เป็นนายกฯจริงๆ คงดีไม่ใช่น้อยเลยนะเนี่ย !

หรือศิลปินร่วมสมัยอย่าง สุธี คุณาวิชยานนท์ ที่ใช้งานศิลปะแนวคอนเซ็ปชวล นำเสนอประเด็นทางการเมืองอย่างโดดเด่นในผลงาน “ห้องเรียนประวัติศาสตร์”

ที่ประกอบไปด้วย โต๊ะนักเรียน 14 ตัว บนหน้าโต๊ะสลักด้วยภาพนูนต่ำเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519

ซึ่งภาพประวัติศาสตร์การเมืองเหล่านี้ ผู้ชมสามารถเอากระดาษมาทาบแล้วใช้สีฝนลงบนกระดาษเพื่อเก็บภาพห้องเรียนประวัติศาสตร์บนโต๊ะเอาไว้เป็นที่ระลึกกลับไปบ้านได้ด้วยนะ !

นอกจากนั้นเขายังทำงานวิดีโออาร์ตในชุดเดียวกัน ที่เป็นห้องเรียนจริงๆ และมีเรื่องราวจากประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่เขียนเอาไว้บนกระดานดำ แต่บางช่วงเลอะเลือนเพราะถูกลบด้วยแปรงลบกระดาน ซึ่งตอกย้ำความหมายที่หายไปและความทรงจำที่พร่าเลือนของการเมืองไทยนั่นเอง

หรือศิลปินภาพถ่าย มานิต ศรีวานิชภูมิ กับผลงานสร้างชื่ออย่าง Pink Man 2544

เขาทำภาพชุด Horror in Pink (2001) นี้ขึ้นมา โดยหยิบเอาภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในประวัติศาสตร์เมื่อครั้ง 6 ตุลา 2519 มาทำใหม่โดยการเพิ่มคนใส่สูทสีชมพูพร้อมรถเข็นสีชมพูที่ดูขัดกับสถานการณ์แบบสุดๆ ลงไปในรูป ราวกับว่าเขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นเลย

แต่มันไม่ได้สะท้อนแค่ความไม่แยแสกับประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายในสังคมไทยเท่านั้น เพราะภาพชุด Pink Man ยังสะท้อนความเฉยชากับความรุนแรงในสังคมไทยที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย

ภาพชุด Pink Man ยังสะท้อนความเฉยชากับความรุนแรงในสังคมไทยที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย

นอกจากผลงานภาพเขียน ภาพถ่ายแล้ว “การ์ตูน” ก็ยังเป็นอีกสื่อนึงที่ถูกใช้เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองกับเขาเหมือนกันนะ อย่างเช่น ทองธัช เทพารักษ์ นักเขียนการ์ตูนการเมืองผู้เขียนการ์ตูนลงในนิตยสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และ ต่วย’ตูน ที่เสียดสีการเมืองได้อย่างดุเดือด ! อีกทั้งเขายังวาดการ์ตูนลงหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน อีกด้วยนะ

นอกจากนี้ยังมีเพจการ์ตูนล้อเลียนการเมืองอย่าง ไข่แมว ที่เล่าเรื่องเสียดสีการเมืองด้วยไอเดียและอารมณ์ขันแบบเจ็บแสบ ซึ่งตัวละครที่ใช้นั้นมีหน้าตาน่ารักสวนทางกับประเด็นที่ถ่ายทอดออกมา !

ด้วยการเกาะกระแสข่าวเด่นประเด็นร้อนทางสังคมการเมืองไทยได้อย่างรวดเร็ว และตรงไปตรงมา ทำให้ ไข่แมวมียอดไลค์และผู้ติดตามกว่าสามแสนคน ! ! แต่ด้วยความไม่ไว้หน้าใครนี่แหละเลยทำให้เพจถูกแบนไปซะก่อน แต่ก็ยังอุตส่าห์กลับมาเปิดเพจใหม่ ชื่อว่า ไข่แมวx และมีผู้ติดตามกว่าสองแสนคน !

เล่าเรื่องเสียดสีการเมืองด้วยไอเดียและอารมณ์ขันแบบเจ็บแสบ ซึ่งตัวละครที่ใช้นั้นมีหน้าตาน่ารักสวนทางกับประเด็นที่ถ่ายทอดออกมา !

นอกจากเพจไข่แมว ยังมีศิลปินหลายคนหันมาใช้โซเชียลมิเดียอย่างเฟซบุ๊คเป็นสื่อในการแสดงผลงานศิลปะ ซึ่งบางคนก็ออกไปทางแนวต่อต้านการเมืองและจิกกัดสังคมโดยเฉพาะ เช่น เพจเฟซบุ๊กชื่อ อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป ของศิลปินไทย ประกิต กอบกิจวัฒนา หนึ่งในกลุ่มจิตรกรผู้ร่วมวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังไทยร่วมสมัย ที่ วัดพุทธประทีบ กรุงลอนดอน ร่วมกับ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ก่อนจะผันตัวมาเป็นครีเอทีฟโฆษณาในเวลาต่อมา

เขาเกิดแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดแนวคิดทางการเมืองลงในผลงานศิลปะจากวิกฤตการณ์การเมืองไทยในปี 2553 และด้วยความที่ประกิตมีพื้นฐานมาทางศิลปะไทย แต่ทำงานในสายโฆษณา ผลงานของเขาจึงเป็นการผสมผสานศาสตร์ทั้งสองแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการใช้รูปภาพอันฉูดฉาดเปี่ยมสีสันและเตะตาผนวกเข้ากับข้อความสั้นๆ แต่ติดหู จดจำง่าย แบบเดียวกับสโลแกนโฆษณา อีกทั้งยังสะท้อนความดัดจริต และความเป็นสองมาตรฐานของสังคมไทยออกมาเป็นงานศิลปะต่างอีกด้วย ! !

ผลงานชิ้นโดดเด่นที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างก็คือ ปฏิบัติการบุกเยือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะกวางจู เกาหลีใต้ ในนิทรรศการ ‘The Truth_To Turn It Over’ ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการสวมหน้ากากลิงยักษ์ถือป้ายประท้วงเชิงเสียดสีผลงานในนิทรรศการดังกล่าว แล้วบันทึกเป็นภาพถ่ายโพสต์ลงในเฟซบุ๊กแฟนเพจ Guerrilla Boys จนได้รับความสนใจและแชร์ต่อๆ กันไปอย่างล้นหลาม ทั้งในแวดวงศิลปะและสังคมวงกว้าง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และกลายเป็นประเด็นทางสังคมไปในที่สุด

ผลงานของเขาจึงเป็นการผสมผสานศาสตร์ทั้งสองแขนงเข้าไว้ด้วยกัน

หรือแม้แต่เกมเองก็มีเช่นกันนะอย่างเกมอินเตอร์แอคทีฟ มือป้อม หรือ Chabby Hand

เกมที่ถูกสร้างขึ้นโดน ป๋อง แท่งทอง เพื่อจัดวางในนิทรรศการ ลมหลง ที่จัดขึ้นใน หอศิลป์ จามจุรี มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ เกมมือถือที่เสียดสีเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยตัวเอกในเกมเป็นรูปมือที่ผู้เล่นต้องพยามยามออกเสียง ตะโกน ให้ตัวละครรูปมือในเกมกระโดดหลบ รถถัง เรือดำน้ำ และเรือเหาะที่ผ่านสวนทางมาเป็นอุปสรรค  และจะเก็บคะแนนโดยการเก็บนาฬิกา ซึ่งเมื่อเก็บครบ 25 เรือน ความเร็วก็จะเพิ่มขึ้นอีก ส่วนดนตรีประกอบเวลาเก็บนาฬิกาได้ จะเป็นเสียงเมโลดี้คล้ายฮุก “เราจะทำตามสัญญา” อีกต่างหาก  แสบจริงๆ (ว่าแต่… จะปลิวไหมนะ?)

ภาพถ่ายก็แล้ว การ์ตูนก็แล้ว เกมก็แล้ว เพลงเองก็มีเหมือนกันกับผลงานของกลุ่มแร็ปเปอร์ชาวไทย Rap Against Dictatorship ที่ต่อสู้กับเผด็จการด้วยศิลปะในรูปแบบของเพลงฮิปฮอป กับ MV เพลง ประเทศกูมี โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง หรือจริงๆ ต้องบอกว่า ด่าล้วนๆ ! !

โดยตัว MV กำกับโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ที่ฉากหลังเป็นการจำลองการแขวนคอในเหตุการณ์ 6 ตุลา และด้วยเนื้อหาที่รุนแรงเป็นอย่างมาก ทำให้เพลงนี้เป็นกระแสสังคม จนมียอดวิวถึง สามแสนวิว ! ! ! ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว และภายหลัวก็โดนหมายเรียกไปดำเนินคดีตามระเบียบ แต่…พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ และปล่อยเพลงใหม่อย่าง “250 สอพลอ”  ออกมา

ด้วยเนื้อหาที่รุนแรงเป็นอย่างมาก ทำให้เพลงนี้เป็นกระแสสังคม จนมียอดวิวถึง สามแสนวิว ! ! ! ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว

หรืออย่างเพลง พล่าน จากวง Barbies ที่ได้แร็พเปอร์ชื่อดังอย่าง กอล์ฟ ฟัคกลิ้งฮีโร่ และ จิระ มา Featuring ด้วยก็เป็นการเปิดมิติใหม่ของแวดวงอินดี้ไทยกับสไตล์ “Aggressive rock”

ก้าวร้าวอย่างสร้างสรรค์ กบฏอย่างมีความคิด กับเพลง ที่ถ่ายทอดแนวคิด เสียดสี สะท้อนสังคม มีเนื้อเพลงสนับสนุนให้คนออกมาแสดงออกและ กล้าที่จะทำตามความคิดของตัวเองโดยที่เขียนในคำบรรยายใต้คลิปว่า “พล่าน” ไม่ใช่บทเพลง แต่คือทัศนคติที่มีต่อความถูกผิดในสังคม เราเอาอะไรวัด เราใช้อะไรตัดสิน ยังคงเป็นคำถามที่ดังก้องอยู่ในใจ เราแค่เป็นในสิ่งที่เราเป็น “แค่เราไม่เหมือนใคร”…ก็แค่นั้น

 

.

.

.

.

.

นอกจากที่กล่าวๆ มานี้ จริงๆ แล้วก็ยังมีศิลปินอีกหลายคนที่สะท้อนมุมมองต่อต้านรัฐบาล หรือเรียกร้องสิทธิต่างๆ ในรูปแบบศิลปะหลายๆ แขนงเลยนะครับ ซึ่งทั้งหมดนั้นเกิดจากการถูกกดขี่ข่มเหง และการได้รับความไม่เป็นธรรม ทั้งจากระบอบการปกครอง และจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง และบางเรื่องก็ยากที่จะพูดออกมา พวกเขาจึงเลือกใช้ศิลปะเพื่อต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำเหล่านี้นั่นเอง!!!

 เพราะฉะนั้นแล้วขอจบความเครียดเอาไว้เพียงเท่านี้แล้วพบกับเรื่องราวของศิปละ การ์ตูน และภาพยนตร์ได้ใหม่ในเว็บ Plotter นะคร้าบบบบ

อ้างอิง

 

Shares