โพสสุดเฟี้ยวพร้อมที่มาสุดจ๊าบ จาก โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ! ! !

656

เรื่องโดย: ScarX
สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านนะคร้าบบ ช่วงนี้หลายๆ คนน่าจะได้เห็น มีมโจโจ้ ว่อนเต็มโซเชียลไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นคำพูดแปลกๆ อย่าง โอร่า โอร่า, มูดา มูดา ไหนจะคำว่า “สแตนด์” อีก

ซึ่งสำหรับแฟนๆ คงจะทราบได้เป็นอย่างดีว่านี่คือมีมจากมังงะเรื่องโจโจ้ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยดูหรือไม่เคยอ่านโจโจ้มาก่อนเลยก็คงจะงงงวยกันยกใหญ่ว่านี่คือมุกอะไรล่ะเนี๊ย ! ! ควรจะขำตรงไหน แล้วทำไมตัวละครมันต้องโพสท่าประหลาดแบบนั้นฟระ ! ! ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับมังงะเรื่องนี้กันครับว่าทำไมมันถึงกลายเป็นไวรัลบนอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงที่มาของท่าโพสสุดประหลาดของเหล่าตัวละครในเรื่องนี้ว่ามันเป็นมายังไง ไปเลยยยย

———————

ต้นกำเนิด

JoJo’s Bizarre Adventure หรือชื่อไทย โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ มังงะสุดฮิตตลอดกาลของโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ ถูกตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1987 วาดและแต่งเรื่องโดย อ.อารากิ ฮิโรฮิโกะ โดยเนื้อเรื่องจะเป็นการต่อสู้กันของพี่น้องคนละสายเลือด ระหว่าง โจนาธาน โจสตาร์ และ ดิโอ บรันโด ซึ่งการต่อสู้ของทั้งสองส่งผลลากยาวมายันรุ่นเหลน รุ่นโหลนเลยทีเดียว โดยปัจจุบันโจโจ้มีทั้งหมดถึง 8 ภาคด้วยกัน ดังนี้

ภาค 1 : สายเลือดปิศาจ (Phantom Blood)

ภาค 2 : กระแสสงคราม (Battle Tendency)

ภาค 3 : นักรบประกายดาว (Stardust Crusaders)

ภาค 4 : เพชรแท้ไม่มีวันสลาย (Diamond Is Unbreakable)

ภาค 5 : สายลมทองคำ (Golden Wind)

ภาค 6 : สมุทรศิลา (Stone Ocean)

ภาค 7 : สตีล บอล รัน (Steel Ball Run)

ภาค 8 : โจโจเลี่ยน (JoJolion)

โดยในปลายปี 2012 โจโจ้ภาคแรก ก็ได้ถูกหยิบมาทำอนิเมะ และยังคงทำมาเรื่อยจนปัจจุบัน ซึ่งภาคที่กำลังออกอากาศ อยู่นั้นก็มาถึงภาค 5 ที่เข้าไปแล้ว และพึ่งจะจบไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2019 ไม่เพียงเท่านั้น โจโจ้ภาค 6 (สมุทรศิลา) ฉบับอนิเมะก็คาดว่าจะออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกันในปี 2020

———————

จุดเปลี่ยนสำคัญ

โจโจ้นั้นจัดเป็นมังงะแนวโชเน็น (การ์ตูนที่มีเด็กผู้ชายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก) ซึ่งในยุคนั้น(ปลาย 80 – ต้น 90)มันเป็นอะไรที่ฮิตมากๆ เลยล่ะ หลายคนอาจสังเกตุได้ว่าลายเส้นโจโจ้ช่วงนั้นช่างละม้ายคล้ายคลึงกับฤทธิ์หมัดดาวเหนือ (อาจเพราะเป็นลายเส้นพิมพ์นิมยมในยุคนั้น) โดย อ.อารากิ ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับอิทธิพลจากหนังฮอลลีวู้ดยุคนั้น หรือนักแสดงกล้ามๆ อย่างอาร์โนลด์ (คนเหล็ก) และสตาร์โลน(แรมโบ้) ซึ่งตัว อ.อารากิ เองอยากสื่อให้เห็นถึงการเติบโตของตัวละครผ่านทางกล้ามเนื้อและความเข้มแข็ง ซึ่งก็เป็นทิศทางเดียวกับหัวใจหลักของมังงะแนวโชเน็นก็คือ ”การเติบโต” นั่นเอง

อ.อารากิ อยากสื่อให้เห็นถึง
การเติบโตของตัวละคร
ผ่านทางกล้ามเนื้อและความเข้มแข็ง

โดยช่วงภาคแรกๆ นั้น (ภาค1-2) โจโจ้ก็เหมือนกับมังงะแนวโชเน็นทั่วไป ที่ตัวเอกต้องมีพลังเฉพาะตัว ซึ่งพลังของโจนาธานก็คือพลังคลื่นมนตรา มีลักษณะคล้ายกับพลังปราณภายในที่เขาต้องนำมาต่อกรกับดิโอ ตัวร้ายหลักของเรื่องซึ่งมีพลังแวมไพร์พลังกายเหนือมนุษย์ แถมยังเป็นอมตะฆ่าไม่ตายอีกต่างหาก

แต่ว่าโจโจ้ช่วงที่ตีพิมพ์ออกมาใหม่ๆ นั้นกลับมีความนิยมที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะเนื้อเรื่องที่หลายคนลงความเห็นว่าน่าเบื่อ น้ำเน่า นี่มันบ้านทรายทองเวอร์ชั่นกล้ามชัดๆ แต่..เมื่อเข้าสู่ภาคที่ 3 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ! !

โจโจ้ภาค 3 : นักรบประกายดาว ถือว่าเป็นจุดพลิกผันของมังงะชุดนี้ไปโดยปริยาย เมื่อการมาถึงของ “สแตนด์” กลายเป็นที่ฮอตฮิตของเหล่านักอ่านอย่างล้นหลาม!!

ภาคนี้จะดำเนินเรื่องโดย คุโจ โจทาโร่ ผู้เป็นหลานของ โจเซฟ โจสตาร์ ! ! จากภาค 2 ภาคนี้จะเปลี่ยนจากพลังคลื่นมนตรามาเป็น “สแตนด์” หากให้อธิบายง่ายๆ เจ้า สแตนด์ เนี่ยก็คือพลังร่างอวตารที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมา มีความสามารถแตกต่างกันไปตามบุคคล และสถานการณ์ เช่น สแตนด์สายกายภาพที่มีพลังเตะต่อยเป็นหลัก หรือสแตนด์ที่มีพลังสามารถรักษาสิ่งของต่างๆ ได้ เป็นต้น

โดยคอนเซ็ปต์สแตนด์เนี่ยถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ ในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ จนผู้อ่านต่างก็อยากมีสแตนด์เป็นของตัวเอง ยืนชี้นิ้วเก็กๆ แล้วบอกสแตนด์ว่า “ไปจัดการมัน” เอ้อออ ขนาดแค่คิดยังสนุกเลยครับ ! ! ซึ่งสแตนด์ก็ถูกใช้ลากยาวมาจนถึงภาค 8 เลยทีเดียว แต่จักรวาลโจโจ้นั้นก็ได้ถูกรีบู้ทใหม่ในภาคที่ 7 แต่ถึงจะรีบูท…สแตนด์ก็ยังคงอยู่จนปัจจุบันเลยนะ (ก็จุดขายเขาอะเนอะ จะเอาออกทำไม)

จักรวาลโจโจ้นั้นก็ได้ถูกรีบู้ทใหม่ในภาคที่ 7
แต่ถึงจะรีบูท…สแตนด์ก็ยังคงอยู่
จนปัจจุบันเลยนะ

ซึ่งเจ้าสแตนด์เนี่ยมันยังฮิตจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มังงะชื่อดังอย่าง ชาแมนคิง ราชันแห่งภูติ และวิดีโอเกมชุดเพอร์โซน่า อีกด้วยนะเอออ

Shaman King

Persona series

———————

การผจญภัยสุดแสนประหลาดที่มัดใจแฟนคลับ

จะว่าไปมังงะเรื่องนี้มันก็…ประหลาดสมชื่อจริงๆ แหละนะครับ เพราะสิ่งที่ทำให้โจโจ้ต่างกับมังงะโชเน็นทั่วไปก็คือความแปลกประหลาดแบบหลุดโลก ซึ่งไอ้แปลกในที่นี้นี้ คือทั้งตัวละคร การแต่งตัว การดำเนินเรื่อง และกิริยาต่างๆ ในเรื่องเลยนะ และมันก็หาจากมังงะเรื่องไหนไม่ได้ซะด้วย บางเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและดูไม่น่าจะจริงจังได้ แต่ตัวละครในเรื่องก็ดั๊นทำให้ความบ้านี้มันจริงจังขึ้นมาได้ซะงั้นอะ ทั้งนี้ก็เพราะว่าตัว อ.อารากิ เองเป็นคนที่เล่าบรรยากาศได้ดีมากๆ ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ชมอย่างเราสามารถอินกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้แม้ว่ามันจะเพี้ยนหรือแปลกแค่ไหนก็ตาม

———————

ท่าโพสสุดแปลกแบบนี้ มีที่มานะ!!

            ถ้าพูดถึงโจโจ้ คนที่รู้จักหรือไม่รู้จักก็คงจะสังเกตุได้ทันทีว่าจุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือท่าโพสแปลกๆ ของเหล่าตัวละครทั้งหลาย หลายคนคงสงสัยว่าไอ้ท่าโพสแอ่นจนปวดหลังแบบเนี๊ยะ ! พวกแกไปเอามาจากไหนห๊ะ ! ? ซึ่งจริงๆ แล้ว อ.อารากิ เองเป็นคนที่ชอบวัฒธรรมของฝั่งตะวันตกเอามากๆ ทั้งศิลปิน ภาพยนตร์ งานศิลป์ โดยเฉพาะนิตยสารแฟชั่นทั้งหลาย ที่ตัว อ.อารากิ เองได้นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้าหน้าผมและท่าโพสตัวละคร โดยที่ตอนแรก อ.อารากิ นั้น อยากเป็นดีไซน์เนอร์ แต่ดันมาวาดการ์ตูน เราจึงเห็นความแฟชั่นนิสม์ปรากฏในการ์ตูนเรื่องนี้แบบเต็มพิกัด ลองไปดูตัวอย่างกันครับ

ตอนแรก อ.อารากิ นั้น
อยากเป็นดีไซน์เนอร์ แต่ดันมาวาดการ์ตูน

ฮิงาชิคาตะ โจสุเกะ

โจรูโน่ โจบาน่า

โบรโน่ บูจาราตี้ และนารันช่า กิลเกอร์

ไจโร เซเปลี่

            จะเห็นได้ว่า อ.อารากิ เองนั้นได้แรงบันดาลใจจากนิตยสารแฟชั่นฝั่งตะวันตกเป็นอย่างมาก รวมถึงศิลปินดังในยุคนั้นอย่าง เดวิด โบวี่ ก็กลายมาเป็นต้นแบบให้กับตัวร้ายภาค 4 อย่าง คิระ โยชิคาเงะ ด้วยเช่นกัน

โดยที่สแตนด์ของเขามีนามว่า Killer Queen ซึ่งแน่นอนล่ะว่าแรงบันดาลใจก็ไม่ใกล้ไม่ไกลเพราะมาจากเพลงของวง Queen นั่นเองรวมถึงความสามารถของสแตนด์อย่าง Sheer Heart Attack และ Bites the Dust ก็นำมาจากเพลงของวง Queen เช่นกัน

นอกจากนี้โจโจ้ยังเคยได้ร่วมงานกับแบรนด์ GUCCI มาด้วยนะเออ! โดยที่เห็นจะเป็นคอลเลคชั่นกระเป๋าถือของผู้หญิงนั่นเอง

และในปี 2012 ที่ผ่านมา อ.อารากิยังได้วาดโจทาโร่ โดยมีต้นแบบมาจากพระเอกหนังคาวบอยยุคเก่าอย่าง คลินต์ อีสต์วูด 

แถมยังนำรูปไปมอบให้กับมืออีกด้วยนะเอ้อ สุดยอดจริงๆ

ที่ญี่ปุ่นยังได้เปิดตัว Jojo’s Posing School หรือโรงเรียนสอนท่าโพสจากเรื่องโจโจ้ !!

ไม่เพียงเท่านั้น ที่ญี่ปุ่นยังได้เปิดตัว Jojo’s Posing School หรือโรงเรียนสอนท่าโพสจากเรื่องโจโจ้ โดยเกิดจากการรวมกลุ่มกันในปี 2003 และมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่่อยๆ ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีการเผยแพร่ทางวิดีโอ และรวมกลุ่มโชว์ในที่สาธารณะเป็นบางครั้งอีกด้วย

———————

ปรากฏการณ์มีมโจโจ้ โอร่ากันทั้งโซเชียล

        

            กระแสมีมโจโจ้ในอินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ แล้วเนี่ยทางฝั่งต่างประเทศเขาก็เล่นกันมาสักพักแล้วล่ะ ซึ่งช่วงกลางปีที่ผ่านมา สตรีมมิ่งรายใหญ่อย่าง Netflix ได้นำโจโจ้ฉบับแอนิเมชั่นมาฉายถึง 4 ภาครวด ทำให้เกิดเป็นกระแสโจโจ้ฟีเวอร์กันทั่วบ้านทั่วเมืองกันเลยืเดียว โดยฉากที่ฮิตที่สุดคือฉากที่โจทาโร่กำลังจะเข้าปะทะกับดิโอ โดยสแตนด์ของ โจทาโร่ นั้นคือ สตาร์แพลตินั่ม ที่สามารถรัวหมัดเป็นร้อยครั้งต่อวินาที ส่วนสแตนด์ของ ดิโอ คือ เดอะ เวิร์ลที่มีความสามารถในการหยุดเวลาได้ ท่าไม้ตายคือการแบกรถบดถนนมาทุ่มใส่ศัตรู ซึ่งเวลาปะทะหมัดกันฝั่งโจทาโร่จะพูดว่า โอร่า โอร่า

ส่วนฝั่งดิโอจะพูดว่า มูดา มูดา ซึ่งแปลเป็นไทยว่า เปล่าประโยชน์  หรือ สูญเปล่า (ในภาษาอังกฤษตรงกับคำว่า Useless)

โดยฉากต่อสู้ของทั้งสองถือว่าเป็นซีนเด็ดของภาค 3

และก่อให้เกิดเป็นมีมต่างๆ มากมายนั่นเอง เราไปชมตัวอย่างกันเลยยย

ตัวอย่างจากเพจกาตูนร์ ระทม

เพจไข่แมวx

โจโจ้เวอร์ชั่นแมวเหมียวก็มีนะเออ น่ารักเชียว

ช่วงเลือกตั้งก็มา จากเพจการเมืองเก่า

            จะเห็นได้ว่า การสร้างอะไรที่แปลกแหวกแนวนั้นบางทีก็ได้ผลที่ดีเกินคาด แม้ตัวมังงะเองจะมีอายุยืนยาวกว่า 30 ปีเข้าไปแล้ว แต่กระแสก็ยังคงแรงดีไม่มีตก สิ่งนี้ได้ตอกย้ำถึงความสำเร็จของชายวัย 58 ปีที่ชื่อ อารากิ ฮิโรฮิโกะ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการที่เขาสามารถนำความชอบส่วนตัวมาสร้างเรื่องราวสุดแสนประหลาด จนทำให้เกิดกระแสแอ่น… มาแล้วทั่วโลกได้นั้น ก็นับว่าเป็นอะไรที่น่าเคารพนับถือไม่น้อยเลยทีเดียวใช่มั้ยล่ะครับ

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจได้ในเว็บไซต์ Plotter นะครับ

 

แหล่งข้อมูล

 

Shares