“อัปลักษณ์ศิลป์” เมื่อศิลปะอยู่สวนทางกับความดีงาม ! ?

990

เรื่องโดย: นมสด

ศิลปะคืออะไร?  ว่ากันว่าศิลปะคือสิ่งที่มนุษย์ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกออกมาผ่านสี และลายเส้น ลงบนกระดาษหรือผ้าใบ ซึ่งอัดแน่นไปด้วย ความดี ความงาม และความคิดสร้างสรรค์….แต่จะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้าศิลปะที่สร้างสรรค์ออกมา กลับไม่มีซึ่งความดีงามตามขนบอย่างที่ควรจะเป็นไป !!! มันจะยังถูกเรียกว่าเป็นงานศิลปะอยู่หรือเปล่า!!? วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ เหล่าศิลปะที่ถูกตัดทิ้ง.. หรือที่ถูกขนานนามว่า อัปลักษณ์ศิลป์
(คำว่า อัปลักษณ์ศิลป์ นั้นได้ถูกพูดถึงในหนังสือ “ART IS ART, ART IS NOT ART อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ” ของคุณภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์)

——————————–

The Luncheon on the Grass

หนึ่งในผลงานขึ้นชื่อของ Édouard Manet ศิลปินชาวฝรั่งเศส ศิลปินที่มีบทบาทสำคัญ กับศิลปะในยุโรป ช่วงศรรตวรรษที่ 19 และเจ้า The Luncheon on the Grass (“Le déjeuner sur l’herbe“) ได้ถูกจัดวางในนิทรรศการ Salon des Refusés นิทรรศการของศิลปะที่ถูกคัดทิ้ง หรือ นิทรรศการแสดงศิลปะแห่งชาติ ซึ่งเป็นนิทรรศการของศิลปินที่ถูกปฏิเสธจากเหล่าคณะกรรมการของซาลง (Salon)

และผลงาน The Luncheon on the Grass ของเขา ก็ได้เป็นดาวเด่นในงานนั้นด้วย !!!

ไม่มีใครกล้าที่จะหยิบเอาเรื่องนี้มาพูด
ในที่สาธารณะ ในขณะที่ศิลปินคนนี้
กลับเอามันมาโชว์ในนิทรรศการ

ภาพนี้สร้างความอื้อฉาวในยุคนั้นเป็นอย่างมาก เพราะการจับหญิงเปลือยเปล่ามานั่งกับชายที่แต่งตัวเต็มยศ ดูเหมือนเป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างอย่างสุดขั้ว และนั่นเป็นสิ่งที่คนในยุคนั้น รับไม่ได้เป็นอย่างมาก! !! และไม่ว่าใครก็ต่างทราบกันดีว่าหญิงสาวในภาพ “เป็นโสเภณี” โดยฉากหลังของภาพนั้นเป็นสวนสาธารณะ Bois de Boulogne ซึ่งสวนสาธารณะแห่งนี้เนี่ยชาวปารีสต่างรู้กันดีว่า นี่คือแหล่งทำมาหากินของเหล่าโสเภณี ! แต่ไม่มีใครกล้าที่จะหยิบเอาเรื่องนี้มาพูดในที่สาธารณะ ในขณะที่ศิลปินคนนี้กลับเอามันมาโชว์ในนิทรรศการซะอย่างงั้น!!! ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับเสียงโห่ และเย้ยหยันจากชาวปารีสไปตามระเบียบ  

———————————-

The Screaming Pope

Francis Bacon จิตรกรชาวอังกฤษ ที่มักจะวาดถาพที่บิดเบี้ยว และ สะท้อนให้เห็นถึงความสกปรกภายในของมนุษย์

นอกจากนั้น เขายังเป็นผู้แหวกขนบธรรมเนียมการวาดภาพแนวประเพณีนิยมอย่างสิ้นเชิง ด้วยการนำรูปแบบของภาพเขียน 3 ช่อง (Triptych) ที่มักวาดกันบนผนังแท่นบูชาของโบสถ์คริสต์ มาใช้เล่าเรื่องราวทางศาสนาหรือนักบุญ ด้วยการวาดภาพที่แสดงถึงความชั่วร้ายของมนุษย์

แรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็กที่เติบโตภายใต้ความเคร่งครัดของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในไอร์แลนด์ ที่ถูกจับขังในตู้เสื้อผ้า
จนเขาต้องกรีดร้องออกมา

The Screaming Pope หรือ สันตปาปา ผู้กรีดร้อง เป็นภาพที่เขาวาดเสียดสีผลงาน Portrait of Pope Innocent X ของ ดิเอโก เบลาสเกซ ผนวกกับแรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็กที่เติบโตภายใต้ความเคร่งครัดของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในไอร์แลนด์ ที่ถูกจับขังในตู้เสื้อผ้า จนเขาต้องกรีดร้องออกมา ภาพนี้จึงเป็นเสมือนการปลดปล่อยอารมณ์ ความเกลียด ที่เขามีต่อศาสนามาตั้งแต่เด็กนั่นเอง

————————————-

Saturno devorando a su hijo

ภาพนี้คือภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานกรีกเป็นภาพของ เทพโครนอส หรือ แซตเทิร์น เทพที่หวาดกลัวบุตรของตนจะกลับมาสังหารตนและช่วงชิงบัลลังก์บนสวงสวรรค์ไปจากตน เขาจึงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการกินเหล่าบุตรชายและบุตรสาวทั้งหลายทั้งที่ยังมีชีวิตแบบเป็นๆ !!!

ผลงานชินนี้เป็นผลงานของศิลปินชาวสเปน ในยุคโรมแมนติก Francisco Goya ศิลปินผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นจิตรกรชั้นครูคนสุดท้ายจากยุคเก่า และจิตรกรคนแรกแห่งยุคโมเดิร์น

ผลงานของเขาอัดแน่นไปด้วยอารมณ์และความรุนแรง ซึ่งเขาวาดภาพนี้ลงบนผ้าใบที่ถูกขึงบนกำแพงบ้าน โดยไม่แม้แต่จะตั้งชื่อให้ผลงานด้วยซ้ำ และเขายังได้วาดภาพบนผนังอีกกว่า 14 ภาพ จนเกิดเป็นผลงานชุด Black painting เพื่อบำบัดความทุกข์ทรมานจากอาการป่วย ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผลงานเหล่านี้จึงถูกลอกออกมาจากกำแพง และขึงลงบนเฟรมผ้าใบในภายหลัง

โครนอส เกิดอารมณ์ทางเพศ ?
ขณะที่กำลังกินลูกของตัวเองทั้งเป็น !?

แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือรายละเอียดของภาพบางส่วน เกิดการเสียหายจากการขนย้าย ซึ่งส่วนที่เกิดการเสียหายของรูปนี้ก็คือบริเวณสีดำๆ ตรงกลางภาพโดยเดิมที ในบริเวณนั้นจะเป็นรูป.. อวัยวะเพศที่กำลังแข็งตัว ! ! ! ! ซึ่งหมายความว่า โครนอส เกิดอารมณ์ทางเพศ ? ขณะที่กำลังกินลูกของตัวเองทั้งเป็น !? โดยมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า Francisco Goya ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้นั้นเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จนลูกของเขาที่เกิดมาเสียชีวิตไปหลายคน ..ซึ่งมีความใกล้เคียงกับตำนานของเทพโครนอสเป็นอย่างมาก เป็นไปได้ไหมว่าภาพนี้ตัวศิลปินอาจจะหมายถึงตัวเขาเอง !?

———————————————-

ภาพถ่ายของ Joel-Peter Witkin

ไม่ใช่แค่ภาพวาดเท่านั้น แต่ยังมีศิลปะรูปแบบอื่นๆ ที่นำเสนอเกี่ยวกับด้านมืดในจิตใจของมนุษย์ด้วย อย่างผลงานของเขาคนนี้ Joel-Peter Witkin ผู้เป็นที่รู้จักจากผลงานภาพถ่ายขาวดำที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกับความตาย ความวิปริต และเรื่องเพศ

นายแบบหรือนางแบบในภาพของเขา
มักจะเป็นคนพิการ คนที่มีสองเพศ
หรือแม้แต่ชิ้นส่วนของซากศพจริงๆ !

โดยที่นายแบบ หรือนางแบบในภาพของเขา มักจะเป็นคนพิการ คนที่มีสองเพศ หรือแม้แต่ชิ้นส่วนของซากศพจริงๆ ! ! รวมถึงตำนานทางศาสนา หรือนิยายปรัมปรา ซึ่งบางครั้งเขาจะต้องออกไปถ่ายภาพไกลถึงต่างแดนด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย  และหลายต่อหลายครั้งเขาต้องนั่งอยู่ในห้องดับจิตเป็นชั่วโมงๆ ห่อตัวเองด้วยถุงขยะ รอคอยศพที่เข้ามาใหม่ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการถ่ายภาพ !

————-

 Fountain

ลัทธิดาด้าคืออะไร ? ศิลปินคนที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้คือหนึ่งในคนสำคัญของการเคลื่อนไหวทางศิลปะประเภทนี้นั่นเองครับ โดยลัทธินี้หยิบเอาประเด็นสงคราม และสภาพแวดล้อมทางสังคม รวมถึงการเสียดสี ถากถางต่างๆ มาสร้างสรรค์ผลงาน และที่สำคัญลัทธินี้ยังทำลายขนบธรรมเนียมและความเชื่อเกี่ยวกับศิลปะว่าเป็นของคนชั้นสูง ลงมาสู่สิ่งที่ไม่ว่าใครๆ ก็สามารถจับต้องได้

ซึ่งเจ้าผลงาน Fountain นั้นเป็นหนึ่งในผลงานเลื่องชื่อของศิลปิน มาร์แซล ดูชองป์ (Marcel Duchamp) ผู้คิดค้นเอาวัตถุสำเร็จรูปมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ(Ready made) พร้อมแฝงแนวคิดและปรับแต่งเพิ่มเติมส่วนอื่นๆ เข้าไป ซึ่งแน่นอนล่ะว่า Fountain คือผลผลิตจากแนวคิดนี้ เพราะมันคือ โถฉี่กลับหัว ! โดยการที่เขาส่งผลงานชิ้นนี้เข้าไปร่วมแสดงในนิทรรศการศิลปะของสมาคมศิลปินอิสระในนิวยอร์กได้นั้น เพราะงานดันประกาศตัวว่า “เรารับผลงานศิลปะทุกประเภท”… เท่านั้นแหละก็เข้าทาง ดูชองป์เลยทีเดียว เขาจึงจัดการส่งเจ้าโถฉี่ Fountain ชิ้นนี้เข้าไปแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ทันที และที่สนุกไปกว่านั้นคือ เขายังเซ็นชื่อปลอม ลงไปในผลงานด้วย ! โดยเซ็นไปว่า R.Mutt นั่นเอง

เขาส่งผลงานชิ้นนี้เข้าไปร่วมแสดง
ในนิทรรศการศิลปะของสมาคม
ศิลปินอิสระในนิวยอร์ก ที่ดันประกาศตัวว่า
“เรารับผลงานศิลปะทุกประเภท”

ซึ่งการหยิบเอาโถฉี่มาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะเนี่ย มันเป็นเสมือนการหมิ่นและทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของศิลปะเป็นอย่างมาก ! ด้วยการหยิบเอาของต่ำต้อยมาสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ…มันก็ถูก “คัดทิ้ง” ไปตามระเบียบนั่นเองครับ

————-

จากที่ยกตัวอย่างไปนั้น น่าจะพอเห็นว่าศิลปะเหล่านี้ เป็นผลงานที่แทบจะทำลายขนมที่เคยมีมา หรือตีแสกหน้าคนดูถึงเรื่องบางเรื่องที่ผู้คนไม่กล้าพอที่จะหยิบมาพูดกันอย่างจริงจัง แต่มันก็ได้บอกเล่าเรื่องราวพร้อมกับสื่ออารมณ์ลึกๆ ในจิตใจของศิลปินได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้มันก็ได้ทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวทางความคิดต่างๆ ได้ตามจุดประสงค์ที่ศิลปินตั้งใจไว้

ซึ่งสำหรับตัวผู้เขียนแล้วเนี่ย ศิลปะเมื่อถูกสร้างสรรค์ออกมาแล้ว มันก้ย่อมถูกแฝงไปด้วยกระบวนความคิดของศิลปิน รวมถึงอารมณ์และความรู้สึกบางอย่างของผู้สร้างสรรค์ พร้อมกับได้ทำหน้าที่ของมันตามประสงค์ของศิลปินแล้ว ผลงานเหล่านั้นไม่ว่ายังไง มันก็คือศิลปะอยู่ดี

แม้ว่ามันจะได้ทำลายขนบบางอย่างลงไป จนกลายมาเป็นสิงที่บางคนอากมองว่า อัปลักษณ์ ก็ตาม ว่าแต่… แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับคิดว่าผลงานเหล่านี้ ถือเป็นงานศิลปะหรือเปล่านะ !!?

อ้างอิง

Shares