Product Placement สินค้าแฝงในโลกภาพยนตร์ มันได้ผลจริงหรือ !?

51

บทความโดย ScarX

โย่ววว สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านเลยนะคร้าบ ท่านใดที่ได้ไปชม Weathering with You ของผู้กำกับอย่างชินไค มาโคโตะ มาแล้ว อาจจะสังเกตได้ว่าตัวละครเอกอย่างโฮดากะนั้นใช้อุปกรณ์จาก Apple แทบทั้งเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad หรือ MacBook รวมทั้งมีร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่าง McDonald’s และอื่นๆ อีกมากมายปรากฏอยู่ในเรื่อง
ว่าแต่ท่านผู้อ่านเคยสงสัยกันมั้ยครับว่า สิ่งเหล่านี้ในวงการโฆษณาเค้าเรียกว่าอะไรกันนะ !?

เหล่านี้เรียกในวงการโฆษณาว่า Product Placement หรือการวางผลิตภัณฑ์ประกอบฉาก จะเรียกว่าเป็นการ Tie-in ก็ไม่ผิดนักครับ ความหมายของมันคือการวางตราสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ ลงบนภาพยนตร์ แอนิเมชั่น หรือซิทคอมและซีรีส์เรื่องต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งการใส่ไปแบบเนียนๆ บ้างก็โจ๋งครึ่มชัดเจนกันไปเลย และบางทีถ้าไม่สังเกตหรือตาดีจริง ๆ ก็แทบมองไม่เห็นจนบางเรื่องแทบจะไร้ประโยชน์ไปเลยก็มี..

แล้วจริงๆ มันมีผลต่อสินค้าต่างๆ มากแค่ไหนล่ะ?

ในวงการสื่อโฆษณาต่าง ๆ นั้นจำเป็นที่จะต้องโปรโมทผลิตภัณฑ์ของตัวเองเพื่อเพิ่มยอดขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่จะให้โฆษณากันตรงๆ หลายคนก็อาจเบื่อและหยิบรีโมทเปลี่ยนช่องได้ทุกเมื่อ ดังนั้นการแฝงผลิตภัณฑ์ของตัวเองลงไปบนภาพยนตร์เรื่องต่างๆ นั้นก็เป็นผลดีต่อตัวผลิตภัณฑ์เองครับ ยิ่งถ้าใส่ไปแล้วดี อาจส่งผลต่อยอดขายของสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเลยก็ได้นะ! ดังนั้นเรามาลองดูกรณีตัวอย่าง Product Placement ที่ใส่ลงไปในภาพยนตร์แล้วมันเวิร์คสุดๆ กันครับ

—————————————————

พี่ทอมยังทำให้แว่นรุ่นนี้
มียอดขายพุ่งสูงถึง 40%
ภายใน 7 เดือนหลังจากที่หนังเข้าฉาย

มาที่เรื่องแรกอย่าง Top Gun ที่เข้าฉายในปี 1986 โดยตัวเอกอย่างมาเวอริค ที่รับบทโดยทอม ครูซ พระเอกสุดเท่ของเราที่สวมใส่แว่นตายี่ห้อ Ray-Ban Aviator ทั้งเรื่อง (ซึ่งเหมาะกับพี่แกสุดๆ) ซึ่งนอกจากหนังจะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามแล้ว พี่ทอมยังทำให้แว่นรุ่นนี้มียอดขายพุ่งสูงถึง 40% ภายใน 7 เดือนหลังจากที่หนังเข้าฉาย จนในปี 2018 Top Gun : Maverick หนังภาคต่อที่ทิ้งห่างจากภาคแรกร่วม 30 ปี ก็ได้เริ่มถ่ายทำ และมีกำหนดฉายภายในปี 2019 ซึ่งไม่แน่เราอาจได้เห็นแว่นตารุ่นนี้ปรากฏอยู่ในหนังภาคต่อก็ได้นะเออ

———————————————-

Reese’s Piece ยอมจ่ายเงินกว่า 1 ล้านเหรียญเพื่อให้ขนมของพวกเขาไปปรากฏบนภาพยนตร์ แต่การลงทุนครั้งนี้กลับคุ้มค่าอย่างมหาศาล

ถัดมาอีกเรื่องกับ E.T. the Extra-Terrestrial จากฝีมือการกำกับของพ่อมดของวงการฮอลลีวู้ดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่ได้ขนมอย่าง Reese’s Pieces มาเป็นจุดขายให้กับเรื่องนี้ ซึ่งตอนแรกข้อเสนอนี้ถูกยื่นให้กับ M&M แต่สุดท้ายก็ตกมาเป็นของลูกอมเนยถั่วลิสงแสนอร่อยนี้ โดย Reese’s Piece ต้องยอมลงทุนจ่ายเงินกว่า 1 ล้านเหรียญเพื่อให้ขนมของพวกเขาไปปรากฏบนภาพยนตร์ แต่การลงทุนครั้งนี้กลับคุ้มค่าอย่างมหาศาลเพราะช่วงที่หนังเข้าฉาย ยอดขายของเจ้าขนมนี้พุ่งสูงถึง 70-80% เลยทีเดียว แถมยังเป็นที่โปรดปรานของเหล่าเด็กๆ อีกด้วยนะ

———————————–

มาอีกเรื่องกับภาพยนตร์สุดล้ำยุคช่วงต้นปี 2000 อย่าง The Matrix ที่แสดงโดยพระเอกแสนดีอย่าง คีอานู รีฟส์ ที่ในปัจจุบันเราคุ้นเคยกันดีกับบทบาทนักฆ่าสุดเท่อย่างจอห์น วิค ซึ่งใน The Matrix เขาได้รับบทบาทเป็น Neo ที่ในเรื่องได้ใช้โทรศัพท์ Nokia รุ่น 8810 ในการคุยกับ Morpheus ซึ่งเจ้าโทรศัพท์เครื่องนี้มีชื่อเล่นอีกชื่อว่า “Banana Phone” จากลักษณะโค้งเหมือนกล้วยของมัน ซึ่งโทรศัพท์รุ่นนี้ได้รับความนิยมมากช่วงปี 1999 และหลังจากที่หนังเข้าฉาย ยอดขายของเจ้าเครื่องนี้ก็พุ่งสูงขึ้นไปอีก

โทรศัพท์รุ่นนี้ได้รับความนิยมมากช่วงปี 1999 และหลังจากที่หนังเข้าฉาย
ยอดขายของเจ้าเครื่องนี้ก็พุ่งสูงขึ้นไปอีก

และในปี 2017 ที่ผ่านมา ทาง Nokia ก็ได้นำเจ้ากล้วยนี้กลับมาวางขายใหม่ โดยอัพเกรดสเปคให้เข้ากับปัจจุบัน รองรับ 4G โดยใช้ระบบปฏิบัติการ Smart Feature OS ที่มี App Store เป็นของตัวเอง สามารถเล่น Facebook ได้ นอกจากนี้ยังแถมเกมสุดคลาสสิคอย่างเกมงูมาให้อีกด้วยนะ! แฟนเดนตายของ The Matrix ที่คิดถึงความหลังต้องมีไว้ครอบครองอย่างน้อยหนึ่งเครื่องแล้วล่ะครับงานนี้

—————————————-

โฆษณาเต็มๆ แต่มาแบบเนียนๆ

นี่เป็นโฆษณาแฝงเนียนๆ แบบไม่ยัดเยียด แต่มันช่างดูเท่เสียนี่กระไร กับเรื่อง The Italian Job ในปี 2003 หนังรีเมคชื่อเดียวกันจากปี 1969 โดยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนักแสดงชื่อดังอย่างคับคั่งอย่าง Mark Wahlberg, Charlize Theron, Edward Norton หรือ Jason Statham ซึ่งดาวเด่นจากหนังเรื่องนี้ก็คือรถยนต์ MINI Cooper ที่เราได้เห็นในฉากไล่ล่ากันบนท้องถนนแค่เพียงไม่กี่นาที แต่ตัวหนังทำให้เราเห็นสมรรถภาพของเจ้ารถยนต์คันนี้ ทั้งความคล่องตัว ความเร็ว อัตราเร่ง การทนกระสุน และฉากผาดโผนต่างๆ ซึ่งดูแล้วถ้าไม่ใช่ MINI Cooper ก็คงทำไม่ได้

ช่วงที่หนังเข้าฉาย MINI Cooper และ
MINI Cooper S สามารถทำยอดขายไปได้มากกว่า 30,000 คันที่อเมริกาเลยทีเดียว

ซึ่งความสามารถของรถยนต์คันนี้ที่ปรากฏในเรื่อง ทำให้ในช่วงที่หนังเข้าฉาย MINI Cooper และ MINI Cooper S สามารถทำยอดขายไปได้มากกว่า 30,000 คันที่อเมริกาเลยทีเดียว ถือได้ว่าชื่อมินิ แต่ความสามารถนั้นไม่มินิเลย

 

อ่านอย่างเดียวคงไม่เห็นภาพ ไปดูคลิปกันเลยจ้า

—————————————-

โฆษณาแบบโจ๋งครึ่ม ฮาร์ดเซลล์ไปเลย ก็มีนะจ้า !!

ต้นตำรับความฮาร์ดเซลล์ต้องยกให้ Wayne’s World จากปี 1992 ที่กำกับและแสดงโดยนักแสดงสุดฮาอย่าง Mike Myers ที่ทั้งเรื่องมีตราสินค้าที่ยกขบวนมาเป็นโหล เช่น ขนม Doritos, เสื้อผ้ากีฬาจากแบรนด์ Reebok และ Nike, Pizza Hut และอื่น ๆ อีกมาย โดยเด่นสุดๆ ขอยกให้ Pepsi ที่ตัวเอกอย่างนายเวนย์ยกขึ้นมาดื่มยังกะโฆษณาทางทีวี แถมยังพูดสโลแกนอย่าง “New Generation” ของ Pepsi ออกมาโต้งๆ อีกต่างหาก

ลองดูแบรนด์สินค้าในเรื่องนี้สิครับ ว่าเขาฮาร์ดเซลล์ขนาดไหน !

อีกหนึ่งอย่างที่นำมาใช้แล้วได้ผลดีเกินคาด ก็คือการนำเพลง Bohemian Rhapsody ของวง Queen ในปี 1975 มาร้องในตอนเปิดเรื่อง ซึ่งในตอนนั้นเองเพลงนี้ยังไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักในอเมริกา แถมยังถูกมองว่าเป็นเพลงที่ประหลาดด้วยซ้ำ แต่จากการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเพลง Bohemian Rhapsody มาเป็นเพลงเปิดในเรื่อง ทำให้เพลงดังกล่าวขึ้นท็อปอันดับ 2 ในบิลบอร์ดชาร์จปี 1992 เลยทีเดียว และไม่แน่ว่าเหตุการณ์นี้อาจจะส่งผลให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงสุดอมตะในหมู่นักฟังเพลงมาจนถึงปัจจุบัน

จากการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเพลง
Bohemian Rhapsody มาเป็น
เพลงเปิดในเรื่อง ทำให้เพลงดังกล่าวขึ้นท็อป
อันดับ 2 ในบิลบอร์ดชาร์จปี 1992 เลยทีเดียว

ชมคลิปตอนเปิดเรื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่อง Bohemian Rhapsody ในปี 2018 หนังชีวประวัติของเหล่าวง Queen ที่กวาดรายได้และคำชมไปอย่างมากมาย ยังได้ Mike Myers มาร่วมแสดงด้วย โดยรับบทเป็นตัวละครสมมติอย่าง Ray Foster ผู้บริหารแห่งค่ายเพลง EMI ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบุคคลจริงอย่าง Roy Featherstone นั่นเอง เรียกว่าความสำเร็จจาก Wayne’s World ในวันนั้น ส่งผลดีต่อ Mike Myers จนถึงวันนี้เลยทีเดียว

มีส่วนทำให้เพลงดัง แต่กลับมาเล่นเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าเพลงจะดัง !? ซับซ้อนจริงๆ 

——————————————-

ขายเนียนเกินไป จนแทบไม่เห็น

ตัวอย่างของหนังอีกเรื่องที่ขายของแบบเนียนๆ จนคิดว่ามันเนียนเกินไปมั้ย!? กับเรื่อง Gone Girl ในปี 2014 ที่แสดงโดยอดีตแบทแมนอย่าง Ben Affleck โดยในเรื่องถ้าเราไม่สังเกตจะแทบไม่เห็นเลยว่ามีสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ซ่อนอยู่มากมาย เช่น รถยนต์ของตัวเอกอย่าง Volvo XC 90, กาแฟของนักสืบ Rhonda จาก Dunkin Donuts, รองเท้ากีฬา New Balance ที่ตัวเอกถือมาเป็นกล่อง หรือแม้กระทั่งกาแฟ Starbucks ที่จะเห็นโลโก้ชัด ๆ ยังยาก

ในเรื่องนี้มีตราสินค้าทั้งสิ้น
รวม 48 ตราสินค้าเลยเชียวนะ !
แต่จะมองให้เห็นสักชิ้นนั้นเป็นเรื่องยาก

ซึ่งในเรื่องนี้มีตราสินค้าทั้งสิ้นรวม 48 ตราสินค้าเลยเชียวนะ ! แต่จะมองให้เห็นสักชิ้นนั้นเป็นเรื่องยากถ้าไม่ตาดีจริง เรียกว่าเจ้าของผลิตภัณฑ์จะดีใจไหมนะ ที่หนังแฝงโฆษณาได้เนียนจนเกินไปขนาดนี้ – -*

—————————————–

แล้วเรื่องไหนที่มีสินค้าแฝงเยอะที่สุดกันนะ!?

ติ๊กต่อกๆ เฉลยเลยละกัน

.

.

.

.

.

กับภาพยนตร์ที่มีสินค้าแฝงอยู่เยอะที่สุด ก็คือ Sex and the City ในปี 2008 นั่นเองคร้าบบบ! โดยเรื่องนี้เนี่ยถูกต่อยอดมาจากซีรีส์สุดฮิตของ HBO ในปี 1998-2004 ซึ่งทั้งพล็อตเรื่อง สไตล์การใช้ชีวิตของตัวละครนั้นส่งผลอย่างมากต่อสินค้าต่างๆ ทำให้ในเรื่องเราจะเห็นสินค้าแบรนด์ดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton(โผล่เยอะมากกก), Chanel, Apple, Blackberry และอื่น ๆ อีกมากมายมหาศาล รวมทั้งสิ้นกว่า 94 ตราสินค้าเลยทีเดียว !!

ถ้าอยากรู้ว่ามีแบรนด์อะไรบ้าง คลิกไปอ่านที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ
https://www.vanityfair.com/news/2008/05/sex-and-the-cit

——————————————–

 

หลายคนอาจรู้สึกว่าผู้สร้างทำการใส่โฆษณาแฝงมาแบบนี้เท่ากับเป็นการยัดเยียดให้กับผู้บริโภคเกินไปรึเปล่า? คำถามนี้อาจตอบยากนิดนึงเพราะมันขึ้นกับกรณีที่ว่า ถ้าใส่มาแล้วมันดี มันเวิร์ค มันก็เกิดผลดีกับทั้งผู้ชมอย่างเราและเจ้าของแบรนด์ แต่ถ้าเรื่องไหนที่ใส่มาแล้วรู้สึกมันเยอะไป ก็อาจสร้างความรำคาญแก่ผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็เป็นได้

แต่ก็อาจต้องคิดด้วยว่าที่ผู้สร้างพยายามจะใส่สินค้าแฝงมาส่วนหนึ่งก็เพื่อรายได้เสริมและความอยู่รอด ที่บางทีถึงจะออกมาดูไม่โอบ้างก็คงหลีกเลี่ยงได้ยากละนะ..

ตัวอย่างรายได้ก็เช่น Disney สามารถเรียกเก็บเงินค่าโฆษณาได้
20000 เหรียญ (0.6 ล้านบาท) สำหรับการมีภาพสินค้าลงในเรื่อง
40000 เหรียญ (1.2 ล้านบาท) สำหรับการระบุชื่อแบรนด์
60000 เหรียญ (1.8 ล้านบาท) ถ้านักแสดงใช้ผลิตภัณฑ์จริงในฉาก
**นี่คือข้อมูลจากหนังยุคราวๆ ปลายๆ ปี 80 นู้นเลยนะ ไม่รู้ตอนนี้ราคาจะขยับไปขนาดไหนแล้วววว

ขอลาไปกับเคสพิเศษ แถมท้ายให้อีกสักนิดหน่อยก็แล้วกันกับเคสที่แอบสงสัยว่า… สรุปนี่เป็น Product Placement รึว่าทีมงานแอบลืมทิ้งไว้กันแน่กับแก้ว Starbucks ในซีรีส์ Game of Thrones ! ที่กลายมาเป็น Meme มากมายบนโลกโซเชียลหลังจากที่ Game of Thrones Season 8 Episode ที่ 4 ออนแอร์แล้วดั๊นมีคนสังเกตเห็นแก้ว Starbucks ตั้งอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กับดาเนริส ซะงั้น

นั่นไงล่ะ เห็นแก้วกาแฟนั่นมั้ย ! สงสัยจะมี Starbucks สาขา Winterfell นะเนี่ย ! 

วันนี้ขอจากไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ Plotter ครับ

อ้างอิง
https://www.marketingoops.com/exclusive/case-studies-exclusive/behind-the-ad-line-product-placement/

https://mangoldcreative.com/top-10-product-placements-in-movie-history/

https://www.gqthailand.com/life/article/top-gun-tom-cruise

Shares
บรรณาธิการ / CEO สำนักพิมพ์ การ์ตูนไทย Let's Comic