Image Comic สำนักพิมพ์การ์ตูนที่กำลังเติบโตในเงามืด !?

458

บทความโดย: ScarX

หากจะพูดถึงวงการการ์ตูนคอมมิคแล้ว หลายคนอาจจะนึกถึง Marvel หรือ DC ที่เป็นรายใหญ่ของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังมีหนึ่งสำนักพิมพ์สุดอินดี้ที่ไม่ควรมองข้ามนามว่า Image Comics ที่มีดีกรีความเฟี้ยวฟ้าวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน กับแนวคิดเจ๋งๆ อย่างการให้ความอิสระแก่ผู้สร้างสรรค์ผลงาน โดยทางค่ายไม่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของตัวละครและเนื้อเรื่อง จนทำให้ในปัจจุบัน Image ได้เป็นผู้จัดจำหน่ายคอมมิคที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจาก Marvel และ DC Comic เลยทีเดียวนะจะบอกให้ !!

ว่าแล้วเราไปดูจุดกำเนิดความอินดี้และความสำเร็จของเขากันดีกว่า ว่าทำไมสำนักพิมพ์นี้ถึงขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกจนได้กันนะ!?

รวมตัวดาวดัง

ย้อนไปเมื่อต้นปี 1990 Tom Delfalco ได้มาเป็นบรรณาธิการของ Marvel ซึ่งนโยบายของเขาช่วงนั้นคือเปิดรับนักวาดหน้าใหม่ไฟแรงที่อายุน้อยเพื่อเข้ามาสร้างความสดใหม่ให้แก่วงการคอมิค และช่วยให้ค่ายจะไม่ต้องยึดติดกับสิ่งเดิม โดยช่วงแรกกลุ่มนักวาดที่เข้ามานั้นมีดังนี้ Erik Larsen, Jim Lee, Rob Liefeld, Todd McFarlane, Whilce Portacio, Marc Silvestri, และ  Jim Valentino

ซึ่งแต่ละคนก็ได้สร้างชื่อเสียงและยอดขายให้แก่ Marvel ได้อย่างท้วมท้น ทั้งลายเส้นที่หวือหวา เนื้อเรื่องที่แปลกใหม่ ทำให้ Marvel ประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก

Todd McFarlane ได้มาวาด Amazing Spider-Man และ The Incredible Hulk ด้วยฝีไม้ลายมือและลายเส้นสุดเฟี้ยวโดยเฉพาะ Spider-Man ของ Todd ในยุคนั้นถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ๆ

Whilce Portacio และ Jim Lee ได้ช่วยกันสร้างสรรค์ X-Men ฉบับใหม่ซึ่งลายเส้นนั้นเหมือนหลุดมาจากแอนิเมชั่นหรือวิดีโอเกมเลยทีเดียว

Rob Liefeld ผู้สร้างตัวละครสุดเท่อย่าง Cable ให้แก่ซีรีส์ X-Men ทำให้คอมิคชุด X-Force ประสบความสำเร็จอย่างมาก

Erik Larsen ที่รับช่วงต่อ Amazing Spider-Man จาก Todd McFarlane

Marc Silvestri ได้มาวาดซีรีส์ Wolverine ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นตากับลายเส้นของเขาเป็นอย่างดี

Jim Valentino ทำหน้าที่วาดซีรีส์ Guardians of the Galaxy

ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ

ในช่วงปี 1990 นั้น Todd McFarlane ประสบความสำเร็จจาก The Incredible Hulk เป็นอย่างมาก ต่อมาเขาจึงวาด Amazing Spider-Man ขณะที่ชื่อเสียงของ Todd กำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ  เขาจึงขอบรรณาธิการในการออก Spider-Man เล่มเดี่ยวเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นไปตามคาด Spider-Man ทำยอดขายไปได้ถึง 2.5 ล้านฉบับ และต่อมาในปี 1991 X-Force #1 ของ Rob Liefeld ก็ขายได้มากถึง 5 ล้านฉบับ ยังไม่หมดแค่นั้น X-Men #1 ฉบับ Jim Lee ก็ทำยอดขายสูงสุดได้ถึง 8 ล้านฉบับ ถือว่าสูงมาก ๆ ในยุคนั้นเท่าที่วงการคอมิคจะทำได้

ถ้าอยากใส่อะไรเพิ่มในเล่ม
แต่ Marvel ไม่ให้ก็จบนะจ๊ะ

แต่สิ่งที่ทำให้นักวาดเหล่านี้หงุดหงิดก็คือเงินที่น้อยนิดและไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองตัวละครที่พวกเขาสร้างขึ้น เพราะ Marvel ไม่มีนโยบายแบ่งผลกำไรให้แก่นักเขียน รวมทั้งยังตีกรอบความคิดสร้างสรรค์ ถ้าอยากใส่อะไรเพิ่มในเล่ม แต่ Marvel ไม่ให้ก็จบนะจ๊ะ รวมถึงไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่ศิลปินเท่าใดนัก ทำให้ความสัมพันธ์ของ Marvel และนักวาดหน้าใหม่เริ่มแย่ลงทุกที โดยเฉพาะ Todd McFarlane ซึ่งมีอารมณ์ติสต์สูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วประกาศลาออกจากวงการเลยทีเดียว ส่วน Rob Liefeld ก็ได้ไปทำงานลับๆ ให้กับ Malibu Comics ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Marvel แต่ปัญหาก็ดันเกิด เมื่อคอมิคใหม่ของ Rob ใช้ชื่อว่า The X-Cutioners ซึ่งสร้างความหัวร้อนให้แก่ Marvel เป็นอย่างมากด้วยความที่ชื่อดันไปคล้าย X-Men จนโดนขู่ว่าถ้าใช้ชื่อนี้แกโดนไล่ออกจาก Marvel แน่!!

Marvel เห็นพวกเขาเป็นแค่เครื่องมือทางการตลาดเท่านั้น

แรงกดดันเหล่านี้ทำให้ Rob ชวน Jim Valentino และ Erik Larsen มาทำงานที่ Malibu Comic ด้วยกัน เพื่อสร้างผลงานที่เป็นของพวกเขาจริง ๆ แล้วก็ชวนคนสุดติสต์อย่าง Todd McFarlane มาร่วมด้วย ทำให้ Todd ปิ๊งไอเดียบางอย่างขึ้น จึงไปชวน Jim Lee แต่ Jim ดูยังไม่ค่อยแน่ใจ จนกระทั่ง Todd, Rob และ Jim ได้ทำการเดินหน้าลุยไปประชุมกับผู้บริหารของ Marvel ซึ่งเวลานั้นคือ Terry Stewart และบรรณาธิการ Tom DelFalco ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะมันทำให้ Todd, Rob และ Jim ตาสว่าง เมื่อรู้ว่า Marvel เห็นพวกเขาเป็นแค่เครื่องมือทางการตลาดเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงชวน Marc Silverstri และ Whilce Portacio มาร่วมด้วย

เริ่มต้นสำนักพิมพ์สุดอินดี้

จุดพลิกผันของวงการคอมิคเกิดขึ้นในปี 1992 เมื่อสำนักพิมพ์น้องใหม่อย่าง Image Comics ได้ถือกำเนิดขึ้น จากการรวมตัวของนักเขียนดาวดังจาก Marvel อย่าง Todd, Jim Lee, Rob Liefeld, Marc Silvestri, Erik Larsen, Jim Valentino และ Whilce Portacio ซึ่งนโยบายของบริษัทนั้นเป็นอะไรที่ยั่วยวนและหอมหวานแก่เหล่านักวาดมือใหม่มากๆ

ทางค่ายจะไม่ได้เป็นเจ้าของเนื้อเรื่อง
หรือตัวละครที่ศิลปินสร้างขึ้นอีกด้วย

โดยทางคายนั้นจะให้อิสระแก่ผู้สร้างสรรค์ผลงาน สามารถเผยแพร่ผลงานได้เต็มที่ โดยที่ทางค่ายจะไม่ได้เป็นเจ้าของเนื้อเรื่องหรือตัวละครที่ศิลปินสร้างขึ้นอีกด้วย และทาง Image นั้นทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเพียงอย่างเดียว ทำให้นักวาดแต่ละคนมีสตูดิโอเป็นของตัวเอง ดังนี้

Todd McFarlane Productions ของ Todd McFarlane

WildStorm Productions ของ Jim Lee

Highbrow Entertainment ของ Erik Larsen

Shadowline ของ Jim Valentino

Top Cow Productions ของ Marc Silvestri

Extreme Studios ของ Rob Liefeld

ส่วนตัว Whilce Portacio นั้นถอนตัวไปช่วงกำลังก่อตั้งสำนักพิมพ์เนื่องจากอาการเจ็บป่วยของน้องสาวครับ

ซึ่งการเปิดตัวของ Image Comics นั่นสร้างความฮือฮาแก่วงการคอมิคเป็นอย่างมาก รวมถึงสื่อหลายเจ้าที่หันมาสนใจในการเปิดตัวครั้งนี้ ทั้ง The New York Times และ CNN จนทำให้นักวาดดังๆ ของ Marvel พร้อมใจกันลาออกจากค่ายเพื่อมาตั้งค่ายการ์ตูนของตัวเอง ส่งผลให้ช่วงนั้น Marvel ถึงกับหุ้นตกเลยทีเดียว

คอมมิคเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่า
ถึงไม่มีโลโก้ Marvel มาประทับบนหน้าปก
หนังสือของพวกเขาก็ขายได้อยู่ดี

ซึ่งในช่วงแรกของการก่อตั้ง Image Comics มีเงินไม่มากพอที่จะจัดจำหน่ายการ์ตูนของตัวเอง จึงต้องไปพึ่ง Malibu Comics ในการช่วยจัดจำหน่าย ซึ่งคอมิคชุดแรกที่วางขายได้แก่ Youngblood ของ Rob Liefiled, Spawn ของ Todd McFarlane, WildCATS ของ Jim Lee และ Savage Dragon ของ Erik Larsen ซึ่งคอมมิคเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่าถึงไม่มีโลโก้ Marvel มาประทับบนหน้าปก หนังสือของพวกเขาก็ขายได้อยู่ดี ซึ่ง Youngblood #1 นั้นทำยอดขายไปได้ 3.25 แสนฉบับ ซึ่งต่อมา Spawn และ WildCATS  ทำยอดขายได้เกินล้านฉบับ ทำให้ Malibu Comics มียอดขายในตลาดเพิ่มขึ้น 10% ในเมื่อ Image Comics มีทุนพอที่จะตั้งตัวได้แล้วจึงไม่รบกวน Malibu Comics และออกมาจัดจำหน่ายคอมิคด้วยตัวเอง ทำให้บริษัทกลายเป็นค่ายยักษ์ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจาก DC และ Marvel ในปัจจุบัน

————————————————-

จากหน้าหนังสือ สู่ภาพยนตร์

เป็นที่ทราบกันดีว่าภาพยนตร์จาก Marvel หรือ DC นั้นมีที่มีจากคอมมิคของค่ายตัวเองทั้งสิ้น แต่จะว่าไปคอมมิคจาก Image Comics ก็เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์มาพอสมควรเหมือนกันนะเออ ! ซึ่งเราจะมาแนะนำเรื่องเด่นๆ กัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยยย

The Walking Dead

ซีรีส์ซอมบี้สุดฮิตที่ไม่มีใครไม่รู้จักจากช่อง AMC ซึ่งตัวซีรีส์ดำเนินมาถึงซีซั่นที่ 10 แล้วเป็นที่เรียบร้อย โดยฉบับซีรีส์นี้กำกับโดย Frank Darabont แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า The Walking Dead นั้นเคยเป็นคอมิคมาก่อน ซึ่งฉบับซีรีส์ก็ได้ยึดเนื้อเรื่องรวมๆ ในช่วงต้นตามคอมิคที่สร้างสรรค์โดย Robert Kirkman, Tony Moore และ Charlie Adlard ก่อนที่จะมีการค่อยๆ ปรับฉีกออกบ้างในช่วงหลังๆ นั่นเอง

I Kill Giants

สาวน้อย ผู้ล้มยักษ์ ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีในปี 2017 ที่กำกับโดย Anders Walter ซึ่งกระแสดูค่อนข้างเงียบในบ้านเรา โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ดัดแปลงจากคอมิคชื่อเดียวกันในเรื่อง I Kill Giants ที่สร้างโดย Joe Kelly และ Ken Niimura ซึ่งการ์ตูนเรื่องนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ International Manga Awards ครั้งที่ 5 ปีเดียวกับที่ผลงานของนักวาดไทยอย่าง “สะอาด” ได้รับรางวัลรองชนะเลิศด้วยนั่นเองครับผม

Spawn

ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ Todd McFarlane หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Image Comics ซึ่งฮีโร่พันธุ์นรกคนนี้เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วในปี 1997 ที่กำกับโดย Mark A.Z. Dippé (ไม่รู้ว่าจะมีใครเคยดูมั้ยนะ?) โดยตัวภาพยนตร์เองได้รับคำวิจารณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ซึ่งเวลาผ่านมา 20 กว่าปี ข่าวดีของแฟนๆ Spawn ก็มาถึง โดยมีการประกาศรีบู้ท Spawn โดยครั้งนี้ Todd McFarlane ลงมากุมบังเหียน ทั้งเขียนบทและกำกับเอง

โดยตัว Todd ได้เอ่ยถึงตัวหนังไว้คร่าวๆ ว่า “มันมืดมน น่าขยะแขยงที่สุดตลอดสองชั่วโมงในการฉายภาพยนตร์” กับ “ไม่มีมุมขบขัน” และ “ไม่มีความสุข” ซึ่งอำนวยการสร้างโดย Blumhouse Productions บิดาผู้สร้างลงมาทำเองขนาดนี้ พร้อมยืนยันว่าตัวหนังจะเป็นเรท R แฟนๆ คงมั่นใจได้ว่ามันจะออกมาดาร์คแบบสุดขั้วตรงกับจินตนาการของ Todd อย่างแน่นอน ตัวหนังเริ่มถ่ายทำช่วงกลางปี 2019 และคงได้ชมกันภายในปี 2020 นี้ครับ

—————————-

แถมๆๆๆ สัญลักษณ์สุดประหลาดจาก Brightburn

หลายคนคงได้ดู Brightburn เด็กพลังอสูรไปกันเรียบร้อย ซึ่งบางคนก็อาจสงสัยว่าสัญลักษณ์คล้ายเลข 8 มีขีดตรงกลางที่ Brandon Breyer วาดทั้งเรื่องนั้นคืออะไร? สำหรับสายมังงะนั้นคงนึกถึง Berserk ของ อ.มิอุระ เคนทาโร่ ซึ่งเป็นมังงะที่มีชื่อเสียงอย่างมากในช่วงปลายยุค 90 โดยสัญลักษณ์นี้ใน Berserk คือตราเครื่องเซ่นสังเวยสำหรับปีศาจ

ผู้ที่ถูกประทับตรานี้จะถูกปีศาจไล่ล่าและจับกินเป็นอาหาร ซึ่งสัญลักษณ์นี้ Brandon ในภาพยนตร์ Brightburn ก็ได้วาดไว้ในสมุดของเขาและสร้างสัญลักษณ์นี้เวลาจะสังหารผู้คนด้วยนั่นเอง

และสำหรับสายคอมมิค สัญลักษณ์นี้ยังปรากฏในคอมิคเรื่อง Nameless จาก Image Comics ที่เขียนโดย Chris Burnham และ Grant Morrison ซึ่งเจ้าสัญลักษณ์นี้ในคอมมิคนั้นมีความหมายคือ ความวิกลจริตของเทพเจ้าในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งสัญลักษณ์นี้อาจเป็น Doppelganger (แฝดปีศาจ) สำหรับ Brightburn เลยก็ว่าได้ โดยสิ่งที่ปรากฏในหนังนั้นแสดงถึงการใช้ความรุนแรงโดยไร้ความหมายนั่นเองคร้าบ

 

โอ้ววว ก็หวังว่าจะได้ข้อมูลกันพอสมควรนะครับสำหรับสำนักพิมพ์อินดี้อย่าง Image Comics ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้จักดีเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้ก็คงรู้จักกันไปพอหอมปากหอมคอแล้ว และก็ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจได้เห็นจักรวาลหนังของ Image Comics มาโลดแล่นกับในโรงภาพยนตร์เฉกแก้เลี่ยนจากสองค่ายหลักอย่าง Marvel หรือ DC ก็ได้นะเอ้ออ !

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจได้ในเว็บไซต์ Plotter จ้าาาาา

อ้างอิง

Shares