Let’s see – จิมมี่ เหลียว : ฤดูใบไม้ผลิแห่งวงการหนังสือภาพประกอบ

บทความโดย : 24Octobers
จาก Let’s Comic ฉบับที่ 23 ประจำเดือน มกราคม ปี 2556

ถ้าเปรียบวงการหนังสือภาพประกอบเป็นเหมือนช่วงเวลาหนึ่งปี งานของชายขี้อายเจ้าของผลงานหนังสือภาพชื่อดังอย่าง A Chance of Sunshine ก็อาจจะเปรียบได้กับฤดูใบไม้ผลิ ฤดูที่อาจเหงาแต่ไม่หนาว แฝงไปด้วยความอบอุ่นทว่าไม่ร้อนแรง เป็นฤดูที่เต็มไปด้วยอารมณ์และชีวิตชีวา

จิมมี่ เหลียว (Jimmy Liao) ชายผู้ที่เขียนอธิบายตัวตนของเขาไว้บนหน้าปกหนังสือรวมเล่มผลงานของตนเองว่า เขาคือ นักเขียน นักทำภาพประกอบ กวี นักเล่าเรื่อง พ่อและเด็ก ซึ่งคนทั่วไปจะรู้จักเขาในฐานะเจ้าของผลงานหนังสือภาพประกอบชื่อดังหลายเรื่อง จิมมี่ เหลียวเกิดที่ไทเป จบการศึกษาสาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยแรกเริ่มก่อนที่เขาจะหันเหเข้าสู่เส้นทางสายภาพและตัวหนังสือ เขาเคยทำงานเป็น Art Director ให้กับเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่งเป็นเวลากว่า 12 ปี จากนั้นจึงได้เริ่มมีผลงานภาพประกอบลงในนิตยสาร และสุดท้ายเขาก็เข้ามารับบทบาทนักเขียนภาพประกอบอย่างเต็มตัว

ภาพ จิมมี่ เหลียว

ที่มา http://www.walker.co.uk/contributors/Jimmy-Liao-7619.aspx

“จิมมี่ เหลียวไม่รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตต่อไปอีกเท่าไร จึงหันกลับมาเขียนหนังสือที่มีภาพประกอบเพื่อที่ว่าเมื่อลูกของเขาเกิดมาจะได้อ่านผลงานที่ตัวเขาเขียนเอาไว้”

ช่วงชีวิตอันแสนเรียบง่ายภายในครอบครัวอันอบอุ่นของจิมมี่ เหลียว กลับต้องสะดุดลงในวันหนึ่งที่เขาต้องพบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานกว่า 5 เดือน ทว่าท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนับว่าโลกยังไม่โหดร้ายไปเสียทีเดียว เมื่อภรรยานำข่าวดีมาบอกกับเขาถึงการตั้งท้องลูกคนแรก ในช่วงเวลานั้น จิมมี่ เหลียวไม่รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตต่อไปอีกเท่าไร จึงหันกลับมาเขียนหนังสือที่มีภาพประกอบเพื่อที่ว่าเมื่อลูกของเขาเกิดมาจะได้อ่านผลงานที่ตัวเขาเขียนเอาไว้

จิมมี่ เหลียว เริ่มวาดภาพประกอบตั้งแต่ปี 1998 โดยเรื่องแรกที่เขาวาดคือ Secrets in the Woods และ A Fish that Smiled at Me ที่ต่อมาได้รับการทำเป็น Animation ในชื่อ A Fish With A Smile ที่จิมมี่ เหลียว นั่งแท่นเป็น Executive producer และมี C. Jay Shih, Alan Tuan and Poliang Lin เป็น directors ของโครงการนี้ ซึ่ง Animation ความยาวเพียงราวๆสิบนาทีนี้นอกจากจะได้สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ของจิมมี่ เหลียวแล้ว ยังเข้าตากรรมการจนได้รางวัลจาก Berlin Film Festival 2005 มาอีกด้วย

ที่มา https://www.pinterest.com/pin/397301998350553630/

ที่มา https://www.pinterest.com/pin/397301998349264641/

ที่มา http://www.andersen.it/jimmy-liao/ 

ภาพจากหนังสือ Secrets in the Woods

ที่มา http://www.chinesebookshop.com/english/jimmy-liao-secrets-in-the-wood-pocket-simplified-chinese-book.html

ภาพจาก หนังสือ A Fish that Smiled at Me

ที่มา http://www.chinasprout.com/shop/BSC166

“แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ทว่าแต่ละคนต่างก็ยุ่งอยู่กับชีวิตของตนเอง ทุกคนต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน”

หลังจากนั้นผลงานชิ้นถัดไป A Chance of Sunshine (แปลเป็นภาษาไทยโดยปราย พันแสงว่า ดวงตะวันส่องฉาย) หนังสื่อชื่อดังที่คนไทยรู้จักในชื่อ Turn Left, Turn Right หรือ ผู้หญิงเลี้ยวซ้ายผู้ชายเลี้ยวขวา ซึ่งเป็นชื่อของภาพยนตร์จากฝีมือผู้กำกับชาวฮ่องกงอย่าง Johnnie To และ Wai Ka Fai ที่นำผลงานหนังสือชิ้นนี้มาตีความเป็นภาษาภาพยนตร์ โดยเรื่องราวบอกเล่าถึงตัวละครสองคน ผู้หญิงและผู้ชายที่อยู่อพาร์ทเมนต์ติดกันทว่าทั้งสองคนมีนิสัยประจำตัวอย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าเวลาจะไปไหนผู้หญิงจะเลี้ยวซ้าย ในขณะที่ผู้ชายจะเลี้ยวขวา วิถีชีวิตของคนทั้งสองคล้ายจะคู่ขนานกันไปตลอดเวลา เดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน ใช้ชีวิตในเมืองเดียวกัน แต่กลับคล้ายว่าอยู่กันคนละโลก และแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ทว่าแต่ละคนต่างก็ยุ่งอยู่กับชีวิตของตนเอง ทุกคนต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน จิมมี่ เหลียว เล่าถึงที่มาของหนังสือภาพเรื่องนี้ว่า เกิดขึ้นจากวันหนึ่งที่ข้างบ้านทำการต่อเติมซ่อมแซมบ้านเสียงดังไม่หยุด เขาจึงลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าเพื่อนบ้านของเขาเป็นคนแบบไหน คนแปลกหน้าที่อยู่ใกล้ตัวเขาเองขนาดนี้แท้ที่จริงแล้วเป็นคนยังไง เขาจึงใช้ภาพตัวละครทั้งสองท่ามกลางเมืองใหญ่ ถ่ายทอดความอ้างว้าง เงียบงัน สุขสมหวัง รวมถึงความแปลกแยกจากสังคมที่แวดล้อมด้วยผู้คนมากมาย อารมณ์ความรู้สึกที่ละเมียดผ่านภาพและตัวอักษรนี้สะเทือนความรู้สึกของผู้อ่านจนกลายเป็นความนิยมในหนังสือเล่มนี้ A Chance of Sunshine จึงได้รับการแปลไปแล้วกว่า 11 ภาษา และมียอดจำหน่ายกว่าหนึ่งล้านเล่มทั่วโลก

ภาพจาก โปสเตอร์ภาพยนตร์ Turn Left, Turn Right หรือ ผู้หญิงเลี้ยวซ้ายผู้ชายเลี้ยวขวา

ที่มา http://epigramlover.blogspot.com/2011/02/turn-left-turn-right.html

ภาพจาก   A Chance of Sunshine (ฉบับภาษาไทย)

ที่มา http://prypansansangbooks.blogspot.com

นอกจาก A Chance of Sunshine ที่ถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์แล้ว ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์เช่นเดียวกันนั่นก็คือ Sound of colors หรือในชื่อภาษาไทยว่า ในใจไกลกว่าสายตา ซึ่งเขียนขึ้นในปี 2001 ในช่วงเวลาที่เขาเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่โรงพยาบาล จิมมี่ เหลียวเล่าว่า ห้อง 071 ที่โรงพยาบาลไทเป เป็นสถานที่แห่งความทรงจำในเรื่องของความเจ็บปวด เพราะตามปกติคนไข้ทุกคนที่นี่ จะมารักษาตัวในระยะเวลาสั้นๆ ไม่นานก็ตาย แต่เขาต้องอยู่รับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดนานถึง 5 เดือนเต็ม จึงเป็นช่วงเวลาเหมือนตายทั้งเป็น

เรื่องราวของ Sound of colors คล้ายจะเป็นการถ่ายทอดความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งมวลของจิมมี่ เหลียวในช่วงนั้นลงบนแผ่นกระดาษ เพราะเรื่องราวนั้นแฝงไปด้วยความเศร้าลึกที่สะท้อนออกมาในสภาพแวดล้อมที่ตัวละครต้องเผชิญ เรื่องราวเล่าถึงเด็กหญิงคนหนึ่งที่พบว่าในเช้าวันครบรอบวันเกิดอายุ 15 ปี ดวงตาของเธอนั้นก็เริ่มที่จะมองไม่เห็น เด็กหญิงยังคงต้องใช้ชีวิตต่อไปในเมืองใหญ่ จิมมี่ เหลียวถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดคำนึงของเด็กหญิงตาบอดขณะที่ต้องก้าวลงไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่เต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียด เธอจินตนาการโลกของเธอโดยอาศัยเพียงแค่เสียงและกลิ่น และนับจากนั้นโลกของเธอก็ไม่เหมือนเดิม

จิมมี่ เหลียวนับว่าโดดเด่นในการถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกของเขาออกมาในภาพวาดที่เผยให้เห็นถึงรายละเอียดของตัวละคร ฉาก สภาพแวดล้อม และในเรื่องราวที่ใช้ถ้อยคำสั้น กระชับ ทว่าสะเทือนความรู้สึกของผู้อ่านให้รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด ความตื่นเต้น ความเหงา ความเศร้า ความสุข อารมณ์ต่างๆของตัวละคร เอกลักษณ์อย่างหนึ่งในภาพของจิมมี่ เหลียว อยู่ที่การวาดแบบลงรายละเอียดให้เห็นถึงส่วนต่างๆในฉาก เช่น ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยใบไม้เต็มต้น รถไฟใต้ดินที่แออัดเบียดเสียดไปด้วยผู้คน เขาก็สามารถวาดให้เห็นรายละเอียดอิริยาบถต่างๆของผู้คนบนนั้น  รวมทั้งการใช้สีสันที่หลากหลาย สดใส เหมาะจะเป็นได้ทั้งนิทานภาพสำหรับเด็กและหนังสือภาพสำหรับผู้ใหญ่

 ภาพจากหนังสือ Sound of colors

ภาพจาก ภาพยนตร์ Sound of colors

ภาพจาก หนังสือ Sound of colors

ที่มา http://bfgb.wordpress.com/2008/02/27/the-sound-of-colors-a-journey-of-the-imagination-by-jimmy-liao/

——————————————————————————————————————————————————————————–

หนังสือชุด

ในบรรดานักวาดภาพประกอบที่มีชื่อเสียงและมีผลงานมายาวนาน หลายคนได้เขียนหนังสือชุดเอาไว้ จิมมี่ เหลียวก็เช่นเดียวกัน ในบรรดาผลงานกว่า 20 เล่มของเขา มีหนังสือภาพชุดที่ใช้ชื่อว่า Paradise Lost หรือในชื่อไทยว่า สวนสวรรค์ที่สาบสูญ โดยในชุดนี้ประกอบไปด้วยหนังสือ 5 เล่ม ได้แก่

เล่ม 1 เดียวดายในความอ้างว้าง

บรรดาเด็กน้อยแห่งสวนสวรรค์ที่สาบสูญ มีวิธีแสดงออกถึงความเหงาด้วยความอ่อนโยน พวกเขามักพูดกับตัวเองเงียบเงียบ คอยรอคนที่จะมาเข้าใจพวกเขาอย่างเงียบๆ

เล่ม 2 ความปวดร้าวอันงดงาม

เราจะไม่รู้สึกเสียใจบ้างเลยหรือไร หากเราไม่เคยคาดหวังสิ่งใดในชีวิต หากประตูแห่งความสุขไม่เคยเปิดออกมา อิสรภาพก็เป็นแค่จินตนาการ การรอคอยความสุข ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยแต่ประการใด สิ่งที่เราต้องการ ก็เพียงแค่อ้อมกอดอบอุ่น…เท่านั้นเอง!

เล่ม 3 ดอกไม้แห่งความลับผลิบานแล้ว

จากถ้อยคำของเด็กในสวนสวรรค์ที่สาบสูญ การมองทุกอย่างในชีวิตอย่างชัดเจน กับการไม่เข้าใจชีวิตนั้น น่าเบื่อพอกัน ฉะนั้น พวกเขาจึงเลือกรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากและน่าเอือมระอา ด้วยมุมมองของตัวเองต่อไป

เล่ม 4 อัศจรรย์พลันสลาย

จินตนาการและความเป็นจริง อยู่ห่างกันเพียงนิดเดียว โลกเป็นเพียงสิ่งที่เราเชื่อเท่านั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าโลกเราไม่ได้มีอะไรพิเศษ คุณก็จะเข้าใจความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เหมือนใครของชาวสวนสวรรค์

เล่ม 5 เมื่อปาฏิหาริย์เลือนหาย

ตามหาหรือถูกลืม มีบทสุดท้ายเฉกเช่นเดียวกัน แต่ในการแสวงหา เราอาจเจอสวนงดงามอย่างที่ไม่คาดคิด มองเห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้า แม้สุดท้ายจะไม่มีใครได้อะไรกลับไป แต่ช่วงเวลาที่หัวใจสั่นไหวเพราะความรู้สึกนั้น จะเปล่งแสงเป็นประกายวิบวับอยู่ตลอดกาล

“บางครั้งเราอาจจะพบว่าเหตุผลในการกระทำของตัวละครมันช่างงี่เง่าและเอาแต่ความคิดตนเองเป็นที่ตั้งเสียเหลือเกิน แต่หากเราลองมองย้อนถึงความเป็นไปของการใช้ชีวิตของเราดูก็จะพบว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น”

โดยในแต่ละเล่มประกอบไปด้วยเรื่องสั้นๆที่มีตัวละครแต่ละตัวออกมาโลดแล่นเป็นตัวเอก บ้างก็มีตัวละครจากเรื่องอื่นกระโดดเข้ามามีส่วนร่วม ตัวละครต่างๆล้วนแตกต่างด้วยความรู้สึก ความนึกคิดและการแสดงออก บ้างขี้เหงา บ้างทุกข์เศร้า บ้างแกร่งกล้า บ้างขี้อาย บ้างมีชีวิตวัยเยาว์ที่เจ็บปวด ซึ่งด้วยสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นแรงขับดันภายในสภาพจิตใจให้เกิดการกระทำต่างๆ จิมมี่ เหลียวใช้ภาพสีสันสดใสที่มีตัวละครเป็นจุดสนใจกลางภาพ ประกอบกับถ้อยความหรือบทสนทนาสั้นๆของตัวละครสะท้อนถึงภาวะต่างๆที่อยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ เขาให้ตัวละครต่างๆบนสวนสวรรค์เป็นตัวแทนจิตใจในด้านต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะพบว่าเหตุผลในการกระทำของตัวละครมันช่างงี่เง่าและเอาแต่ความคิดตนเองเป็นที่ตั้งเสียเหลือเกิน แต่หากเราลองมองย้อนถึงความเป็นไปของการใช้ชีวิตของเราดูก็จะพบว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น แต่ละคนต่างมีเหตุผลรองรับการกระทำของตัวเองที่แตกต่างกัน มีปฏิกิริยาตอบรับกับสภาวะหรือเหตุการณ์ต่างๆที่แตกต่างกัน

ภาพ หมีกากบาท

            มีเรื่องสั้นที่น่ารักเรื่องหนึ่งในเล่มความปวดร้าวอันงดงามที่อยากจะนำมาเล่าให้ฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเล่มที่มีชื่อว่า หมีกากบาท จิมมี่ เหลียว วาดตัวละครเป็นหมีสีขาวที่มีพลาสเตอร์ปิดแผลรูปกากบาทสีสันต่างๆแปะอยู่ทั่วทั้งตัว หมีกากบาทเป็นหมีที่มีอดีตอันเจ็บปวดปวดเพราะถูกทำร้ายมาตั้งแต่เล็ก ร่างกายยับเยินด้วยบาดแผล และหากใครถามเขาว่าเจ็บปวดตรงไหนที่สุด เขาจะแตะตรงหัวใจ เมื่อเขาถูกทำร้ายหรือมีเรื่องทุกข์เศร้า หมีกากบาทจะไปซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ที่งดงาม และเลือกอยู่แต่ในที่ที่มีความสุข มีประโยคหนึ่งในเรื่องที่หมีกากบาทพูดเอาไว้ว่า เจ็บปวดที่สุด ณ จุดใด ต้องทำแผลให้สวยที่สุดตรงจุดนั้น หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าจิมมี่ เหลียวฉลาดในการบอกเล่าปรัชญาผ่านภาพวาดและถ้อยคำง่ายๆเพื่อให้เด็กสามารถซึมซับได้ง่ายและผู้ใหญ่ก็ได้รับการสอนไปโดยไม่รู้ตัว เพราะภายใต้ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลและพลาสเตอร์แล้วสิ่งที่หมีกากบาทอาจต้องการจะบอกเราจริงๆก็คือ เมื่อเราทุกข์ที่ใดก็ไปแก้ไขที่เหตุแห่งทุกข์นั้นเมื่อนั้นเราก็จะมีความสุข ดีกว่ามานั่งจ่อมจมกับความทุกข์ที่ไม่มีวันสลายไปเอง

จิมมี่ เหลียว นับได้ว่าเป็นนักวาดภาพประกอบที่ประสบความสำเร็จและจุดประกายให้กับวงการหนังสือภาพประกอบคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะเป็นนักวาดภาพประกอบที่โด่งดังที่สุดในไต้หวันแล้ว เขายังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วเอเชียและต่างประเทศ หนังสือของเขาหลายเล่มได้รับการแปลไปหลายภาษา ทั้งยังคงมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และด้วยความที่มีแฟนหนังสือเป็นจำนวนมาก ทำให้ในปี 2009 เว็บไซต์ JimmySPA ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา นอกจากจะเป็นที่เก็บรวบรวมผลงานและเป็นที่พบปะของเหล่านักอ่านที่ชื่นชอบผลงานของเขาแล้ว JimmySPAยังมีหน้าที่จัดการลิขสิทธิ์งานต่างๆของเขา ซึ่งนอกจากหนังสือแล้วภาพของเขายังได้ถูกนำมาทำเป็นสินค้าต่างๆอีกด้วย

หลังจากได้อ่านผลงานของจิมมี่ เหลียวจบไปหลายเล่ม ก็คล้ายจะรู้สึกได้ว่าทำไมผลงานของจิมมี่ เหลียวถึงได้เป็นที่นิยมและครองใจแฟนๆ อย่างเหนียวแน่น นั่นก็เพราะไม่ใช่แค่เขาจะนำเสนอภาพและเรื่องราวออกมาในรูปแบบที่เข้าถึงผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย ทว่างานของเขายังเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยอารมณ์ ความละเมียดมะไมของทั้งภาพและตัวอักษร

บางครั้งถ้าโลกความจริงมันวุ่นวายเกินกว่าจะทนลืมตามองได้ ลองหลับตาและจ่อมจมลงไปยังโลกแห่งจินตนาการ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ใครจะรู้ว่า โลกนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร.

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"