BOWLING FOR COLUMBINE (2002) ดินแดนแห่งความป่วยไข้ และบททดสอบของการรู้เท่าทัน

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร จากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 887 เดือนมีนาคม 2561

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ (อดีต) นักเรียนคนหนึ่งใช้ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติกระหน่ำยิงเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนมัธยมสโตนแมน ดักลาส เมืองพาร์คแลนด์ มลรัฐฟลอริด้า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ที่ผ่านพ้นไป (เมื่อตอนที่นิตยสารออกวางแผง) อันส่งผลให้มีนักเรียนและครูเสียชีวิต 17 คน และได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 14 คน-นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุด อีกครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ว่าด้วยเหตุกราดยิงในสถานศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ส่วนที่นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อและฟังดูเหลวไหลมากๆ-ก็คือ แม้ว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุจะอยู่ในเดือนที่สองของปี แต่นี่ไม่ใช่เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนของประเทศสหรัฐฯ ครั้งแรก อันที่จริง ไม่ใช่แม้แต่ครั้งที่สองหรือสาม ข้อมูลในวิกิพีเดียบอกว่า นับตั้งแต่เปลี่ยนปฏิทินใหม่เป็นต้นมา มีการยิงกันในสถานศึกษารวมแล้วทั้งสิ้น 8 เหตุการณ์ หรือโดยเฉลี่ย เหตุอุกอาจเกิดขึ้นทุกๆ 5 วัน ขณะที่ข้อมูลจากสำนักข่าวเอ็นบีซี. บอกว่า จริงๆ แล้ว นับตั้งแต่ต้นปี มีการยิงกันในโรงเรียนอย่างน้อย 12 ครั้ง หรือเฉลี่ยทุกๆ 3-4 วัน

หรือถ้าใครนับย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ในช่วงทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา มีเหตุในลักษณะคล้ายคลึง-เท่าที่เก็บสถิติได้ สิริแล้วราวๆ 140 ครั้ง หรือเฉลี่ยเกิดขึ้นทุกๆ 2-3 สัปดาห์ หรือนับย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีก ในช่วงทศวรรษ 2000 มีเหตุการณ์การใช้อาวุธปืนในสถานศึกษานับได้ทั้งสิ้นเกือบสองร้อยครั้ง นั่นไม่ต้องเอ่ยถึงจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตาย-ซึ่งมีเป็นร้อยเป็นพันคน และเนื่องจากเหตุกราดยิงเกิดขึ้นในโรงเรียน เหยื่อเคราะห์ร้ายส่วนใหญ่จึงได้แก่เด็กนักเรียน ข้อมูลที่น่าเจ็บปวดยังบอกอีกด้วยว่า นักเรียนที่อายุน้อยที่สุดที่ต้องจบชีวิตจากเหตุการณ์เสียสติแบบนี้-มีอายุเพียงแค่หกขวบ (อันได้แก่กรณีการกราดยิงที่โรงเรียนอนุบาล แซนดี้ ฮุค รัฐคอนเน็คติกัต ซึ่งมีเด็กนักเรียนอายุ 6-7 ขวบถูกยิงตายถึง 20 คนพร้อมๆ กัน)

ทั้งหมดที่ไล่เรียงมายังไม่นับการใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้คนในสถานที่สาธารณะ เช่น ในโรงหนัง ฮอลล์คอนเสิร์ต ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่เปิดกว้างสำหรับคนทั่วไป ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอัตราเร่งที่น่าห่วงกังวลไม่แพ้กัน (สถิติจากหนังสือพิมพ์ ยูเอสเอ.ทูเดย์ บอกว่า ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา เหตุกราดยิงที่มีผู้คนเสียชีวิตตั้งแต่สี่คนขึ้นไปเกิดขึ้นทุกๆ 16 วัน)

ไม่ต้องสงสัยว่า เป็นใครก็คงต้องตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างหนึ่งที่สามารถสรุปได้ในเบื้องต้นแน่ๆ ก็คือ นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ หรือปัญหาในเชิงปัจเจกอีกต่อไป แต่การเกิดอย่างต่อเนื่องและซ้ำซาก และด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ-บอกอย่างอื่นไม่ได้นอกจากนี่เป็นปัญหาร้ายแรงของสังคม เป็นเสมือนโรคร้ายที่คนเป็นหมอรักษาไม่ถูกจุดหรือวินิจฉัยต้นสายปลายเหตุกันไปต่างๆนานา แต่จริงๆ แล้ว หากจะบอกว่า บรรดาคนที่เกี่ยวข้องมองไม่เห็นสมุฏฐานของปัญหา-ก็คงจะไม่ถูกต้อง เพราะหนึ่งในเงื่อนไขปัจจัยชี้เป็นชี้ตายก็เป็นอะไรที่สามารถมองเห็นได้อย่างโทนโท่ ข้อขัดข้องอยู่ตรงที่ความมหึมาของผลประโยชน์ทำให้กลุ่มคนที่มีอำนาจตัดสินใจทั้งหลาย-กลายเป็นคนสายตาสั้นไปตามๆ กัน  มิหนำซ้ำ บทบัญญัติแก้ไขข้อที่สองในรัฐธรรมนูญของสหรัฐ (second amendment) ก็ยังเขียนในลักษณะเปิดทางให้ปัญหานี้ดำรงอยู่ต่อไป และนั่นคือการให้สิทธิและเสรีภาพในการ ครอบครองและพกพาอาวุธ

มีหนังจำนวนมากที่พูดถึงหรือพาดพิงถึงเหตุกราดยิงครั้งแล้วครั้งเล่าในโรงเรียน แต่เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าไม่มีเรื่องไหนที่ผู้ชมนึกถึงเท่ากับหนังสารคดีของ ไมเคิล มัวร์ เรื่อง Bowling for Columbine (2002) ซึ่งมุ่งสำรวจประเด็นดังกล่าวอย่างจำเพาะเจาะจง และว่าไปแล้ว ความมุ่งมาดปรารถนาลึกๆ ของ ไมเคิล มัวร์ (Roger and Me) ในการทำหนังเรื่อง Bowling for Columbine น่าจะได้แก่การชี้ชวนให้ผู้ชมได้มองเห็นว่า ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังล้มป่วยด้วยโรคอะไร ทำนองว่าหากได้รับรู้ลักษณะของความเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว การจัดการกับปัญหาก็น่าจะไม่ใช่เรื่องยากเย็น

ความมุ่งมาดปรารถนาลึกๆ ของ ไมเคิล มัวร์ ในการทำหนังเรื่อง Bowling for Columbine น่าจะได้แก่การชี้ชวนให้ผู้ชมได้มองเห็นว่า ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังล้มป่วยด้วยโรคอะไร

จุดประทุที่นำพาให้ไมเคิล มัวร์ สร้างหนังเรื่อง Bowling for Columbine มาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน ปี 1999 นักเรียนสองคนอันได้แก่ เอริค แฮร์ริส และ ไดแลน คลีโบลด์ พร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าไปในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ณ เมืองลิตเทิลตัน รัฐโคโลราโด้ และยิงใส่ผู้คนในห้องสมุดและห้องอาหารอย่างไม่แยกแยะว่าใครเป็นใคร ในช่วงเวลาเพียงแค่ 16 นาที สองมือปืนฆ่าคนไปทั้งสิ้น 13 คน หนึ่งในนั้นเป็นครู และอีก 21 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์ทั้งหมดยุติลงเมื่อคนทั้งสองปลิดชีพตัวเองด้วยอาวุธที่ติดตัวมา นับจนถึงตอนนั้น นี่คือโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ความรุนแรงร่วมสมัยที่เกิดขึ้นในโรงเรียน

หากจะมองย้อนกลับไป ส่วนที่เหมือนกับจะเป็นเรื่องน่าเศร้า-เมื่อพิจารณาประกอบกับเหตุร้ายล่าสุดที่เมืองพาร์คแลนด์ ฟลอริด้า ก็คือ ไม่ว่าหนังของ ไมเคิล มัวร์ จะสร้างการตระหนักรู้ให้กับผู้คนในสังคม ณ ตอนนั้น-มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากพิจารณาทั้งจากความสำเร็จด้านรายได้ ชัยชนะบนเวทีประกวดรางวัล โดยเฉพาะรางวัลออสการ์หนังสารคดียอดเยี่ยม-ก็ต้องบอกว่าหนังของ ไมเคิล มัวร์ เรื่องนี้เป็นรู้จักในวงกว้าง ทว่าดังที่ได้ไล่เรียงข้างต้น ความโด่งดังของหนังดูประหนึ่งว่าจะไม่ได้ช่วยให้สถิติของเหตุโศกนาฏกรรมในลักษณะดังกล่าว-ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด กลับตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เหมือนกับสังคมไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย หนักข้อยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ว่ากันว่า-กรณีกราดยิงในโรงเรียนโคลัมไบน์ได้กลายเป็นแนวทางให้มือปืนรุ่นหลังใช้เป็นต้นแบบลอกเลียน แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้จำนวนครั้งของการกราดยิงในโรงเรียนจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นตลกร้ายและการวบลูปที่ซ้ำซาก อีกมุมมองผ่านรายงานของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในช่วงปลายปี 2015 บอกว่า กรณีโคลัมไบน์มีส่วนทำให้ผู้คนในสังคมช่วยกันสอดส่องโอกาสและความสุ่มเสี่ยงอย่างเข้มข้นมากขึ้น และว่ากันว่าสามารถป้องกันเหตุสังหารหมู่ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิด-ได้นับไม่ถ้วน

ไม่ว่าผู้คนในสังคมจะมองปรากฏการณ์ดังกล่าวในแง่บวกหรือลบอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนังเรื่อง Bowling for Columbine ของ ไมเคิล มัวร์ ถ่ายทอดให้ผู้ชมรับรู้ถึงรากเหง้าของปัญหาได้อย่างหว่านล้อมและชวนให้ติดตาม ทั้งนี้ก็ด้วย วาทศิลป์ ทั้งทางด้านภาพและเสียงและแท็กติคในการนำเสนอเนื้อหาที่หวือหวาและแพรวพราว จนกลายเป็นเรื่องยากที่ใครจะไม่เคลิบเคลิ้มไปกับคารมอันสุดแสนคมคาย และที่ขาดไม่ได้ก็คือการสอดแทรกทัศนะเสียดสีเย้ยหยัน-ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าเจ็บปวดขื่นขมเหลือเกิน

หนึ่งในนั้นได้แก่การตั้งชื่อของหนังที่ในเบื้องต้น น่าจะสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับผู้ชม และจริงๆ แล้ว ที่มาของชื่อดังกล่าวก็ได้แก่ข้อมูลที่ดูเหมือนไม่เป็นแก่นสาร กระนั้นก็ตาม-ก็ไม่ได้ถึงกับปราศจากความหมาย นั่นคือการที่ ไมเคิล มัวร์ ไปได้รู้มาว่า-สองมือปืนพากันไปเล่นโบว์ลิ่งในตอนเช้าตรู่ของวันที่พวกเขาลงมือปฏิบัติการ ไม่มากไม่น้อย มัวร์เลยตั้งข้อสังเกตอย่างยียวนกวนประสาททำนองว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า การเล่นโบว์ลิ่งอาจจะเป็นชนวนให้เกิดการสังหารหมู่ ณ โรงเรียนโคลัมไบน์ แน่นอนว่ามันเป็นสมมติฐานที่เหลวไหลไร้สาระ แต่อย่างน้อยที่สุด ชื่อซึ่งมีลักษณะแดกดันและถากถางนี้ ก็กำหนดทิศทางในการดำเนินเนื้อหาทั้งหมดโดยปริยาย นั่นคือถ้าหากไม่ใช่การเล่นโบว์ลิ่งที่ปัจจัยกระตุ้นเร้า งั้นอะไรกันแน่ที่เป็นต้นสายปลายเหตุให้เกิดเรื่องน่าเศร้านี้

กล่าวได้ว่า คุณูปการอันใหญ่หลวงประการหนึ่งของหนังเรื่อง Bowling for Columbine และอาจจะเป็นสิ่งที่ผู้คนในตอนนั้นนึกไม่ถึงว่าจะได้พบเห็น-ก็คือการที่ ไมเคิล มัวร์ ช่วยทำให้หนังประเภทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยานอนหลับชั้นดีสำหรับผู้ชมทั่วไปอย่างเช่นหนังสารคดี กลายเป็นหนังที่ดูสนุก ตลก ไม่แตกต่างไปจากหนังบันเทิงคดี หรือจริงๆ แล้ว สนุกและตลกกว่าด้วยซ้ำ อีกทั้งความรุนแรง (ซึ่งเป็นอะไรที่ขายได้อยู่เสมอ) ตามที่ได้รับการนำเสนอในหนัง-ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เงื่อนไขปัจจัยสำคัญก็เป็นดังที่ได้เกริ่นไว้ก่อนหน้า นั่นคือความเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอดของตัวไมเคิล มัวร์ ซึ่งถูกแสดงผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งเสียงบรรยายที่ผู้ชมไม่ต้องถามหาความเป็นกลาง ยังแอบแฝงไว้ด้วยท่าทีเหน็บแนมและจิกกัดอย่างไม่บันยะบันยัง (โมโนล็อคช่วงเปิดเรื่องที่เจ้าตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์เป็นเครื่องบ่งบอกได้อย่างไม่ต้องอธิบายให้มากความ) หรือในฐานะผู้สัมภาษณ์ที่นอกจากไม่ได้แอบซ่อนอยู่หลังกล้อง หากยังมีสถานะไม่แตกต่างจากตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดเรื่องอย่างกระตุ้นเร้าและยั่วยุ ผ่านวิธีการยิงคำถามแบบทะลุกลางปล้อง หรือการนำพาผู้ชมบุกตะลุยไปเผชิญหน้ากับปมปัญหาและความขัดแย้งอย่างชนิด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งหลายครั้งหลายครา-สามารถทำให้พวกเราสำลักน้ำอัดลมหรือข้าวโพดคั่วได้อย่างง่ายดาย

ยกตัวอย่างตอนที่เขาพูดคุยกับ เจมส์ นิโคลส์ พี่ชายของ เทอร์รี่ นิโคลส์ หนึ่งในสองมือระเบิดในเหตุก่อวินาศกรรมที่เมืองโอคลาโฮม่าเมื่อปี 1995 ซึ่งส่งผลให้มีคนตาย 168 คน เมื่อ เจมส์ นิโคลส์ คู่สนทนาของเขายืนกรานว่า ทุกคนมีสิทธิ์ครอบครองอาวุธตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มัวร์ก็เอ่ยทำนองประชดว่า แทนที่คุณจะพกปืนซึ่งมีสถานะเป็นอาวุธ ทำไมคุณไม่พกระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งก็มีสถานะเป็นอาวุธเช่นกันไปซะเลยล่ะ พร้อมกันนั้นก็ถามความเห็นของนิโคลส์ว่า เขาคิดว่าตัวเองควรมีระเบิดนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองหรือไม่ ใครที่ได้ดูฉากนี้คงตระหนักได้ว่า สาระสำคัญไม่ได้อยู่ในคำตอบของนิโคลส์เท่ากับคำถาม บ้าบอคอแตก ของมัวร์ที่เผยให้เห็นอากัปกิริยาที่ดูไม่ปกติ หรือแม้กระทั่งประสาทแด-ของตัวนิโคลส์เอง

หรืออีกตอนหนึ่งที่ไมเคิล มัวร์ สัมภาษณ์ อีแวน แม็คคอลลั่ม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของบริษัทล็อคฮีดมาร์ติน ซึ่งจากคำบอกเล่าของมัวร์ นี่เป็นบริษัทผลิตขีปนาวุธที่ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกับโรงเรียนโคลัมไบน์ และคำถามแบบจับแพะชนแกะของมัวร์ที่พยายามเชื่อมโยงบริษัทที่ผลิตอาวุธทำลายล้างกับเหตุกราดยิง ทำนองว่านี่เป็นตัวอย่างให้เด็กๆ ที่โคลัมไบน์ลอกเลียนใช่หรือไม่-อาจจะฟังดูเหลวไหลไร้สาระ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความเป็นคนช่าง หาเรื่อง ของมัวร์-ช่วยทำให้หนังหลุดพ้นจากความน่าเบื่อและดูสนุกขึ้นเป็นกอง อีกทั้งเมื่อนึกทบทวนจริงๆ ข้อสงสัยของไมเคิล มัวร์ ก็ไม่ได้ถึงกับมั่วซั่ว และพอจะมีร่องรอยของตรรกะให้เชื่อมโยง

ทำนองเดียวกัน ฉากที่เขาพานักเรียนสองคนที่รอดชีวิตจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนโคลัมไบน์ ทว่ากระสุนยังฝังอยู่ในร่างกายของพวกเขา-ไปประท้วงที่สำนักงานใหญ่ของห้างสรรพสินค้าเคมาร์ท นัยว่าต้องการจะนำ สินค้า ไปขอเงินคืน พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องให้ฝ่ายหลังยุติการจำหน่ายกระสุนปืน และใช้แท็คติกกดดันฝ่ายบริหารด้วยการไปกว้านซื้อกระสุนปืนจากห้างเคมาร์ทที่อยู่ใกล้ๆ-เพื่อนำกลับไปประจานที่สำนักงานใหญ่ต่อหน้ากองทัพสื่อมวลชน ก็นับเป็นวิธีการที่ทั้ง เล่นใหญ่ และเจ้าเล่ห์แสนกล อีกทั้งการสร้างสถานการณ์แบบ เดวิดปะทะยักษ์ใหญ่อย่างโกไลแอ็ต ก็สามารถดึงความรู้สึกร่วมและช่วยโหมกระพือแง่มุมทางด้านดราม่าได้อย่างง่ายดาย และไม่ว่า การเดิมพัน ของไมเคิล มัวร์ครั้งนี้จะผ่านกระบวนการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนรอบด้านหรือไม่อย่างไร เขายังมาพร้อมกับเทพีแห่งโชค-เมื่อผลปรากฏว่า วิธีการตีแสกหน้าครั้งนี้ของเขาลงเอยแบบแฮปปี้เอนดิ้ง และโดยอ้อม กลายเป็นเครื่องยืนยันว่า วิธีการโฉ่งฉ่างและถึงลูกถึงคนแบบนี้ถูกต้องและใช้การได้

แต่กล่าวอย่างสะเด็ดน้ำจริงๆ ไม้ตาย ในแง่ของการเล่าเรื่องของ Bowling for Columbine ก็ได้แก่การชี้นิ้วไปเลยตรงๆว่า งานนี้-ใครกันแน่ที่เป็นผู้ร้าย และหากสรุปอย่างไม่อ้อมค้อม ตำแหน่งดังกล่าวได้แก่สมาคมปืนไรเฟิลแห่งอเมริกาหรือ NRA (National Rifle Association of America) ซึ่งในมุมมองของคนทำหนัง หน่วยงานที่ทรงอิทธิพลดังกล่าว (และนักการเมืองพากันเกรงอกเกรงใจ) เป็นตัวการสำคัญที่ต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการใช้ปืน

นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่หนังของ ไมเคิล มัวร์ นำเสนอโฉมหน้าของตัวร้ายในลักษณะที่ดูไม่ประเทืองสติปัญญาเท่าใดนัก ทว่าน่าสนุกและชวนให้จดจ่อติดตามเหลือเกิน โดยรูปการณ์แล้ว มันได้รับการบอกเล่าในลักษณะไม่แตกต่างจากหนังบุกเบิกตะวันตกที่ความบาดหมางระหว่างพระเอกกับผู้ร้ายได้รับการแนะนำในตอนต้น ก่อนที่ความเป็นปฏิปักษ์จะค่อยๆ สั่งสมและพัฒนาไปสู่การเผชิญหน้าในตอนท้ายแบบตัวต่อตัว และในขณะที่หนังเชื้อเชิญและโน้มน้าวให้ผู้ชมสรุปว่ามัวร์เป็นฝ่ายพระเอกหรือธรรมะ หัวโจกของพวกผู้ร้ายหรือฝ่ายอธรรมในที่นี้-ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ชาร์ลตัน เฮสตัน ซุปเปอร์สตาร์ของฮอลลีวู้ดที่นักดูหนังทั่วโลกรู้จักเขาในบทบาทมหาบุรุษโมเสสจากหนังเรื่อง Ten Commandments หรือ บัญญัติสิบประการ นั่นเอง กระนั้นก็ตาม อีกสถานะหนึ่งของเฮสตันที่ทำให้เขากลายเป็นผู้ร้ายอย่างเต็มภาคภูมิในหนังเรื่องนี้ก็คือประธานของสมาคมปืนไรเฟิลแห่งอเมริกา และเพื่อเติมความขัดแย้งให้ยิ่งดูมีรสชาติจัดจ้านมากขึ้น มัวร์บอกว่าเขากับเฮสตันเป็นคนบ้านเดียวกัน นั่นคือมิชิแกน มากยิ่งไปกว่านั้น มัวร์ยังเล่นตลกในช่วงต้นเรื่องด้วยการตัดต่อภาพให้เห็นการดวลปืนครั้งแรกระหว่างทั้งสองคน (และกินกันไม่ลง) นัยว่าเพื่อเป็นสถาปนาความขัดแย้งอย่างเป็นทางการ

และยิ่งเวลาผ่านพ้นไป หนังก็แสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตรกับเฮสตันและสมาคมปืนไรเฟิลอย่างไม่ต้องปิดบังอำพราง และทั้งนี้ก็ด้วยความร่วมมือของเฮสตันและสมาคมปืนไรเฟิล-ไม่ว่าพวกเขาจะรู้เท่าถึงการณ์หรือไม่ก็ตาม ขยายความสั้นๆ ก็คือ หลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนโคลัมไบน์ได้เพียงสิบวัน แทนที่ ชาร์ลตัน เฮสตัน ในฐานะประธานสมาคมปืนไรเฟิลจะยกเลิกการจัดงานประชุมสามัญประจำปี ณ เมืองเดนเวอร์ ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากเมืองลิตเทิลตัน อันเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนเกิดเหตุและผู้คนยังคงไม่คลายจากภาวะโศกเศร้า และจริงๆ แล้ว นายกเทศมนตรีของเมืองเดนเวอร์ก็ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกร้องขอให้มีการทบทวนเรื่องการจัดงาน ทว่าจากที่หนังของมัวร์นำเสนอ ชาร์ลตัน เฮสตัน กลับตอบสนองด้วยท่าทีตรงกันข้าม และกลายเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ ไมเคิล มัวร์ จะอาศัยจังหวะและโอกาสนี้เติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้งนี้ให้ยิ่งโหมกระพือ ด้วยเทคนิคการลำดับภาพที่สร้างความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจให้กับผู้ชม

กล่าวคือ ขณะที่หนังเรียงร้อยฟุตเตจของเด็กๆ ในโรงเรียนโคลัมไบน์ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งเลวร้ายที่สุดในชีวิตด้วยท่าทีตื่นตระหนก น้ำเสียงระล่ำระลักและใบหน้าเจิ่งนองไปด้วยน้ำตา อีกทั้งเรื่องราวที่ผู้ชมได้รับรู้จากปากคำของพวกเขา-ก็ช่างบั่นทอนความรู้สึกอย่างสุดจะบรรยาย จู่ๆ หนังก็เปลี่ยนมุมมองในการเล่าไปที่ตัวเฮสตันบนเวทีการประชุม มือขวาของเขาถือปืนไรเฟิล และประโยคที่เขาเอ่ยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสโลแกนของ NRA (“from my cold dead hands”) ก็ช่างอุกอาจและท้าทาย โดยอ้อม มันชวนให้สรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก ชาร์ลตัน เฮสตัน และพวก NRA ปราศจากทั้งความอ่อนไหว และความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

จริงๆ แล้ว หนังของ ไมเคิล มัวร์ ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว อีกครั้งหนึ่งที่ผู้ชมได้เห็น ชาร์ลตัน เฮสตัน ในภาพลักษณ์ของบุคคลที่ปราศจากความรู้สึกรู้สม ได้แก่ช่วงที่เขายังคงเดินหน้ารณรงค์ให้กับกิจการของสมาคมปืนไรเฟิล ณ เมืองฟลินท์ บ้านเกิดของ ไมเคิล มัวร์ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน เพิ่งจะเกิดเหตุที่ชวนสลดหดหู่เมื่อเด็กนักเรียนชายอายุ 6 ขวบใช้อาวุธปืนยิงเด็กนักเรียนหญิงอายุไล่เลี่ยกันเสียชีวิตในโรงเรียน และสร้างสถิติมือปืนอายุน้อยที่สุด

สมมติเล่นๆ ว่านี่เป็นหนังผูกเรื่องขึ้น วิธี ใส่ไฟ ของมัวร์ก็คงจะเรียกได้ว่าเป็นลูกเล่นทางด้านดราม่าที่ช่วยเพิ่มดีกรีของความเข้มข้น-ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ทั้งนี้ความหนักแน่นและน่าเชื่อถือของหนังขึ้นอยู่กับทักษะและความสามารถในการทำให้มันออกมาดูแนบเนียนและกลมกลืน ทว่าภายใต้กรอบเนื้อหาแบบหนังสารคดี ซึ่งมุ่งใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงสนับสนุนสมมติฐานของตัวเอง การพยายามเล่นแร่แปรธาตุในหลายๆ ช่วงก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากการนำข้อเท็จจริงมาตัดแต่งพันธุกรรม หรือพูดง่ายๆ การหยิบโน่นผสมนี่ของมัวร์ก็นับว่าล่อแหลมและเฉียดฉิวกับการไม่พูดความจริง มีลักษณะคาบลูกคาบดอกกับการบิดเบือน ซึ่งทำให้หนังของเขามีปัญหาในแง่ของความน่าไว้เนื้อเชื่อใจ

ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งหลายทั้งปวงที่หนังบอกเล่าเกี่ยวกับ ชาร์ลตัน เฮสตัน ในฐานะประธานของสมาคมปืนไรเฟิลแห่งอเมริกา-ก็ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ ไมเคิล มัวร์ ได้บุกเข้าไปถึงแหล่งกบดานของดาวร้ายมือวางอันดับหนึ่งตามลำพังในตอนจบเรื่อง และอย่างที่แฟนหนังบุกเบิกตะวันตกน่าจะคาดเดาได้ การเผชิญหน้ากันเป็นครั้งสุดท้ายลงเอยด้วย ชาร์ลตัน เฮสตัน ผู้น่าสงสาร และไม่ล่วงรู้พิษสงและความร้ายกาจของไมเคิล มัวร์-ก็เสียท่าและเพลี่ยงพล้ำในเวลาอันรวดเร็วและอย่างน่าเวทนา

หากจะพูดอย่างให้ความเป็นธรรม สมาคมปืนไรเฟิลแห่งอเมริกาไม่ว่าจะในยุคที่ ชาร์ลตัน เฮสตัน เป็นประธานหรือไม่ก็ตาม-น่าจะมีเอี่ยวไม่มากก็น้อยต่อเหตุโศกนาฏกรรมน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกัน (อย่างน้อย อุดมการณ์ของการสนับสนุนให้คนมีอาวุธปืนในครอบครองและรวมไปถึงการพกพาก็เป็นสองในหลายๆ เงื่อนไขปัจจัยให้เกิดความรุนแรงและโศกนาฏกรรม) ทว่าวิธีการที่มัวร์โยนความผิดบาปทั้งหมด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความตายของเด็กหญิงวัยหกขวบที่เอ่ยถึงก่อนหน้า-ให้กับ ชาร์ลตัน เฮสตัน ออกจะเป็นการปรักปรำที่เกินกว่าเหตุไปซักนิด และลดทอนความสลับซับซ้อนของปมปัญหาอย่างขาดความรับผิดชอบ

แต่ก็อีกนั่นแหละ ด้านหนึ่งของหนังเรื่อง Bowling for Columbine อาจจะมีปัญหาในแง่ของความน่าเชื่อถือ (จากการที่คนทำหนัง มีธง อยู่ในใจตั้งแต่เริ่มต้น) แต่อีกด้านหนึ่ง-ก็ยังคงต้องให้เครดิตกับหนังของ ไมเคิล มัวร์ ในแง่ที่มันไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับการท้าตีท้าต่อยกับ ชาร์ลตัน เฮสตัน และสมาคมปืนไรเฟิลเพียงอย่างเดียว การพยายามสำรวจตรวจสอบต้นตอของปัญหาในแง่มุมต่างๆ อาทิ บทบาทของสื่อที่มุ่งขายข่าวและความรุนแรงมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริง ตลอดจนการโหมโปรโมทความหวาดกลัวในรูปแบบต่างๆ เพื่อผลในทางการค้า หรือการเป็นประเทศที่มีนโยบายเกกมะเหรกเกเรและแทรกแซงกิจการของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก (ผ่านมิวสิควิดีโอเพลง What a Wonderful World” ของ หลุยส์ อาร์มสตรอง ที่ภาพกับเสียงขัดแย้งกันอย่างชนิดฟ้ากับเหว) ปัญหาการเหยียดสีผิว ความโหดร้ายของระบบทุนนิยม ล้วนแล้วชวนให้เชื่ออย่างมีเหตุมีผลว่า สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงและเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้ความรุนแรงในสถานศึกษากลายเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วยที่นอกจากรักษาไม่หายขาดแล้ว ยังเป็นโรคเรื้อรัง

กล่าวในท้ายที่สุดจริงๆ ความน่าสนุกของการดูหนังเรื่อง Bowling for Columbine ก็อยู่ตรงนี้เหมือนกัน หนังไม่ได้ถึงกับ โกหกหลอกลวง เพราะข้อมูลหลายๆ ส่วนช่วยทำให้คนดูที่เป็นคนนอกอย่างเราๆท่านๆ มองเห็นรากเหง้าของปัญหาในแง่มุมที่แจ่มแจ้งมากขึ้น กระนั้นก็ตาม การต้องแยกแยะให้ได้ว่า อะไรต่ออะไรที่หนังถ่ายทอดเป็นเพียงแค่ความคิดเห็น สมมติฐาน การเล่นเล่ห์เพทุบายของคนทำหนัง หรือเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่สามารถยึดถือได้-ก็เรียกได้ว่า เป็นการทดสอบความสามารถในการ รู้เท่าทันสื่อ หรือ รู้เท่าทันคนทำหนัง ของผู้ชมอย่างมโหฬาร และนั่นเป็นเรื่องท้าทาย

 

BOWLING FOR COLUMBINE (2002)

กำกับ, เขียนบทไมเคิล มัวร์/อำนวยการสร้างไมเคิล มัวร์, แคธลีน กลินน์, จิม ซาคเน็คกี้, ฯลฯ/ดนตรีเจฟฟ์ กิบบ์ส/ลำดับภาพเคิร์ท อิงเฟห์ร/ถ่ายภาพไบรอัน ดานิทซ์, ไมเคิล แม็คโดนัฟ/ให้เสียงบรรยายไมเคิล มัวร์/สี/ความยาว 120 นาที

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก