กระเบนราหู (Manta Ray) แด่โรฮิงญา และคนชายขอบ

รีวิวโดย บดินทร์ เทพรัตน์ (การให้ดาวและคะแนนเป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล)

*มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ‘กระเบนราหู (Manta Ray)’ ถือเป็นหนังไทยซึ่งเป็นที่รู้จักในบรรดาผู้ชมต่างชาติ (สายเทศกาลหนัง) มากที่สุด ด้วยความที่มันได้เข้าฉายในเทศกาลหนังทั่วโลกมากกว่า 50 เทศกาล (มากที่สุดนับตั้งแต่ ‘ดาวคะนอง (By the Time It Gets Dark)’ ในปี 2016) โดยคว้ามาได้ 11 รางวัลรวมถึงรางวัลใหญ่อย่างหนังยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti จากเทศกาลหนังเวนิสเมื่อเดือนกันยายน 2018

หลังจากเดินสายเข้าฉายในเทศกาลหนังต่างประเทศมานานเกือบปี ในที่สุดหนังเรื่องนี้ก็ได้เข้าฉายในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2019

กระเบนราหู มีลักษณะใกล้เคียงกับหนังอาร์ทเฮาส์ของไทยหลายเรื่อง (เช่น หนังของผู้กำกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) นั่นคือ มีความเรียบนิ่ง, ตัวละครพูดน้อย, มีฉากหลังในป่า, ถ่ายทอดแบบ realistic แต่สอดแทรกด้วยองค์ประกอบแฟนตาซี, มีการแบ่งหนังออกเป็น 2 องค์, มีการใส่สัญลักษณ์ชวนให้ตีความ ฯลฯ ทำให้มันไม่ใช่หนังที่ทุกคนจะชอบ แต่ด้วยความที่หนังสามารถสร้างโลกเฉพาะจนคนดูหลุดเข้าไปในหนัง บวกกับภาพและเสียงที่โดดเด่น ทำให้มันเป็นหนังที่เหมาะแก่การดูในโรงเพื่อที่ผู้ชมจะได้รับ Cinematic Experience อย่างเต็มที่

หนังเปิดตัวด้วย text ที่เขียนว่า ‘แด่โรฮิงญา’ ทำให้ผู้ชมบางคนเกิดความคาดหวังว่าหนังจะพูดถึงปัญหาเรื่องผู้อพยพโรฮิงยาแบบเฉพาะเจาะจง หรือแจกแจงถึงที่มาของปัญหาอย่างละเอียด แต่ตัวหนังกลับพูดถึงเรื่องผู้อพยพหรือคนชายขอบแบบนามธรรมและไม่เฉพาะเจาะจง โดยคนชายขอบในหนังสามารถถูกแทนได้ด้วยกลุ่มคนอื่นๆ เช่น ‘ชนชั้นแรงงาน’ ‘ผู้อพยพอื่นๆ ทั่วโลก’ นอกจากนั้นผู้ชมบางคนยังสามารถแทนเข้ากับตัวเองได้ในฐานะประชาชนที่ไม่มีสิทธิมีเสียงในประเทศนี้

หนังเล่าเรื่องราวของชาวประมงคนหนึ่ง (รับบทโดย วัลลภ รุ่งกำจัด) ซึ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพราะถูกเมียทิ้ง เขาได้ช่วยเหลือชายแปลกหน้า (รับบทโดย อภิสิทธิ์ หะมะ) ที่ถูกยิงบาดเจ็บและถูกทิ้งให้นอนรอความตายในป่าโกงกาง โดยพากลับมารักษาตัวที่บ้าน ชายแปลกหน้านั้นพูดไม่ได้และถูกตั้งชื่อใหม่ว่า ‘ธงไชย’ (ตามชื่อของ เบิร์ด – ธงไชย แมคอินไตย์)

ชาวประมงกับธงไชยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนเกิดเป็นมิตรภาพ โดยฝ่ายแรกได้พาฝ่ายหลังไปทำความรู้จักกับโลกที่เขาอยู่ ทั้งการทำงานบนเรือประมง การพาไปเก็บหินสีในป่าเพื่อใช้หลอกล่อปลากระเบน รวมถึงพาไปขึ้นชิงช้าสวรรค์, หัดขับรถ, ฝึกดำน้ำ ฯลฯ

วันหนึ่งชาวประมงได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ทำให้ธงไชยต้องอยู่คนเดียวในบ้านและเริ่มใช้ชีวิตแทนที่ชาวประมง ในขณะที่ สายใจ (รับบทโดย รัสมี เวระนะ) แฟนของชาวประมงก็กลับมาที่บ้านนี้อีกครั้ง

หนังเป็นผลงานกำกับของ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเขาคือการเป็นผู้กำกับภาพให้กับหนังอย่าง มหาสมุทรและสุสาน (The Island Funeral) (2015), Vanishing Point (2015) และกำกับหนังสั้นอย่าง ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel) (2015) ซึ่งคว้ารางวัลมาได้หลายเวที ด้วยความที่เป็นผู้กำกับภาพมาก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพในหนังจะออกมาสวยงามมีพลัง ซึ่งหนังเรื่องนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของภาพมากกว่าบทพูดหรือการแสดงอย่างเห็นได้ชัด

ภาพในหนังเรื่องนี้มีลักษณะมืดทึมและเน้นความสมจริงเหมือนสารคดี แต่ก็มีสิ่งที่สร้างความเหนือจริงให้กับตัวหนัง นั่นคือ อุปกรณ์สร้างแสงสีต่าง ๆ ที่ปรากฏในหลายฉาก เช่น ไฟดิสโก้ที่ถูกเปิดในบ้านตัวเอก, แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ในตลาดและบนชิงช้าสวรรค์, หินสีที่ผุดขึ้นในป่า, นักฆ่าถือปืนที่เอาหลอดไฟหลากสีมาพันตัว ฯลฯ จนเกิดเป็นความรู้สึกล่องลอยเหมือนอยู่ในความฝัน

ผู้กำกับได้กล่าวตอน Q&A ของรอบปฐมทัศน์ในไทยว่า แรงบันดาลใจเริ่มแรกที่ทำให้เขาพัฒนาโปรเจคต์นี้ไม่ใช่เรื่องโรฮิงญา แต่เป็นเรื่องของพรมแดน ซึ่งเป็นเส้นสมมติที่แบ่งเขตแดนประเทศและแบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน ทั้งที่มนุษย์ทั้งสองฟากดินแดนอาจมีความใกล้เคียงกันมากกว่าที่คิด ทั้งเรื่องรูปร่างหน้าตา มุมมองความคิด ชะตากรรม ความอยุติธรรมที่ได้พบเจอ ฯลฯ

ชาวโรฮิงญาเป็นกลุ่มชาวมุสลิมในพม่าที่พบเจอชะตากรรมอันโหดร้ายเนื่องจากการแบ่งเขตแดนของรัฐชาติสมัยใหม่ (ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่อังกฤษปกครองพม่า) จนทำให้พวกเขากลายเป็น ‘คนนอก’ ในประเทศตัวเอง ต่อมาในพม่าได้เกิดกระแสคลั่งชาติและการใช้ศาสนาพุทธมาปลุกปั่นเพื่อสร้างความเกลียดชัง ทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากถูกทำร้ายร่างกาย ฆ่า ข่มขืน ถูกเผาบ้านเรือน ต้องอพยพหนีออกนอกประเทศ ซึ่งพวกเขาตกเป็นข่าวดังจากการที่กลุ่มโรฮิงญาที่อพยพทางเรือถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาในน่านน้ำไทย หรือการพบศพโรฮิงญาฝังอยู่ในป่ามากมาย (ส่วนผู้ที่สนับสนุนการช่วยเหลือโรฮิงญาก็มักถูกโต้กลับด้วยคำกล่าวที่ว่า ‘รับไปเลี้ยงที่บ้านสักคนไหม’)

ธงไชยเป็นโรฮิงญาที่หนีจากพม่าข้ามมาอยู่ประเทศไทย (หนังถ่ายทำที่จังหวัดระนองซึ่งอยู่ในเขตชายแดนไทยพม่า) เขาเป็นตัวละครลึกลับที่ไม่มีภูมิหลัง ไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนาม พูดไม่ได้ – ซึ่งสามารถสะท้อนถึงชะตากรรมของโรฮิงญาในภาพรวมอย่างการไม่มีบ้านให้อยู่, ไม่มีปากมีเสียง, (ถูกทำให้) ไม่มีตัวตน, กลายเป็นคนที่ไม่มีอดีตและอนาคต ฯลฯ

การที่ธงไชยไม่พูดนั้น (โดยทำได้แค่เปล่งเสียงคราง) หนังไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าเกิดจากเขาเป็นใบ้ หรือเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจภาษาไทย ซึ่งการไม่พูดของตัวละครนี้สื่อถึงการเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคม (แต่ก็มีผู้ชมบางกลุ่มมีคำถามกับการกำหนดให้ธงไชยไม่พูด เพราะหนังอุตส่าห์มีตัวละครหลักเป็นโรฮิงญาแต่กลับไม่ให้เขาพูดจาสื่อสารความคิดความรู้สึกออกมา)

ส่วนตัวละครอย่างชาวประมงกับสายใจ ถึงแม้จะมีชะตากรรมที่ดีกว่าธงไชย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดีกว่ามากมาย โดยฝ่ายแรกเป็นชนชั้นแรงงานที่ต้องจำใจรับงานผิดกฎหมาย (ซึ่งงานของเขาคือการฝังศพชาวโรฮิงญาซึ่งเกี่ยวข้องกับธงไชยโดยตรง การที่เขาช่วยธงไชยสามารถมองได้ว่าเป็นการไถ่บาป) ส่วนสายใจเป็นสาวแรงงานที่กำลังตั้งครรภ์ เธอถูกทิ้งจากแฟนใหม่ที่เป็นทหารจนต้องกลับมาหาแฟนเก่า พวกเขาเป็นชนชั้นแรงงานที่ฝืดเคืยงทางเศรษฐกิจ พบเจอการกดขี่ ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสามารถถูกทำให้หายไปได้เฉยๆ (ในกรณีชาวประมง)

หนังมีการให้ความหวังว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่รุนแรงและชะตากรรมที่โหดร้าย มนุษย์ก็ยังคงปรารถนาดีต่อกันและช่วยเหลือกัน ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวประมงกับธงไชยจะให้ความรู้สึก queer ในหลายฉาก (ช่วง Q&A มีผู้ชมบอกว่าดูแล้วคิดถึงหนังเรื่อง I Don’t Want to Sleep Alone ของผู้กำกับ ไฉ้หมิงเลี่ยง ซึ่งผู้กำกับก็บอกว่าเรื่องนั้นถือเป็นหนังที่เขาชื่นชอบ) แต่สุดท้ายสิ่งที่หนังต้องการสื่อคือความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ที่ก้าวข้ามผ่านเชื้อชาติ เพศ วัย ชนชั้น อคติ ความเกลียดชัง

กล่าวคือ นอกเหนือจากพรมแดนประเทศแล้ว หนังยังพาไปสำรวจพรมแดนที่พร่าเลือนระหว่างความจริง/ความฝัน, เพศสภาพ รวมถึงพรมแดนทางตัวตนที่พร่าเลือน เมื่อชาวประมงหายตัวไป ธงชัยก็ได้เข้ามามีตัวตนแทนที่เขา โดยทำการครอบครองบ้าน เสื้อผ้าข้าวของ อาชีพ ภรรยา รูปลักษณ์ (โดยสายใจได้ย้อมผมให้ธงไชยจนดูเหมือนชาวประมง) แต่การแทนที่ดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้ 100% เมื่อชาวประมงที่คิดว่าตายไปแล้วได้กลับมา ธงไชยจึงต้องจากลาบ้านหลังนั้นแล้วกลับไปสู่ป่าที่เขาเคยถูกทิ้งไว้ให้รอความตายอีกครั้ง

นอกเหนือจากพรมแดนประเทศแล้ว หนังยังพาไปสำรวจพรมแดนที่พร่าเลือนระหว่างความจริง/ความฝัน, เพศสภาพ รวมถึงพรมแดนทางตัวตนที่พร่าเลือน

อีกหนึ่งหมายเหตุที่อยากบันทึกไว้คือ การที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ในงาน Bangkok ASEAN Film Festival 2019 ไล่เลี่ยกับ A Land Imagined หนังสิงคโปร์เจ้าของรางวัลเสือดาวทองคำที่เทศกาลหนังโลการ์โน (ตอนนี้สามารถดูได้ใน Netflix) ทำให้พบถึงความเชื่อมโยงกันของหนังทั้งสองเรื่อง นอกจากจะถูกสร้างและเข้าฉายในเทศกาลหนังต่างๆ ช่วงไล่เลี่ยกันแล้ว หนังทั้งสองเรื่องนี้ยังพูดถึงเรื่องชนชั้นแรงงาน ผู้อพยพต่างชาติ ตัวละครหลักสองตัวซึ่งคนหนึ่งพยายามเข้ามาแทนที่อีกคน ความล่องลอยเหมือนดั่งความฝัน และการที่ตัวร้ายของเรื่องไม่ใช่ตัวละครใดตัวละครหนึ่ง แต่เป็นระบบที่ใหญ่กว่านั้นซึ่งมีอำนาจล้นฟ้า และกดคนตัวเล็ก ๆ จนไม่อาจต่อสู้หรือขัดขืนได้

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า ระบบอยุติธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับใครหรือกลุ่มบุคคลใดแบบเฉพาะเจาะจง แต่เป็นสิ่งที่สามารถพบเจอได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นชนชาติหรือภาษาไหนก็ตาม

.

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก