GRAVE OF THE FIREFLIES (1988) – War is Hell

142

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร  (จากคอลัมน์ REPLAY ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 797 ปักษ์หลังเดือนเมษายน 2011)

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งมโหฬารถึงขนาด 9.0 ริคเตอร์ ณ ประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านพ้นไป (มีนาคม 2011) อันก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิขนาดความสูงนับสิบเมตรที่ถาโถมเข้ากระหน่ำชายฝั่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนนำพาให้มีผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายหมื่นคน และอีกหลายแสนไม่มีที่อยู่อาศัย มิหนำซ้ำ ยังตามติดมาด้วยการระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีในระดับที่เป็นอันตรายร้ายแรง และนับจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปเป็นเดือน ยังไม่ปรากฏวี่แววว่า หายนะครั้งนี้จะสิ้นสุดลงไปได้อย่างไร ทั้งหมดทั้งมวล-ตอกย้ำอีกครั้งว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้ อธิบายได้ด้วยสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า ‘วิบากกรรม’

เป็นดังที่บรรดานักธรณีวิทยาระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า โดยสภาพของภูมิประเทศของญี่ปุ่นที่เป็นเกาะ และตั้งอยู่บนรอยแยกของเปลือกโลกที่มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวตลอดเวลา มันส่งผลให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด ตลอดจนการเกิดคลื่นขนาดยักษ์ เป็นเสมือนเงื่อนไขหนึ่งในการดำเนินชีวิตของผู้คนที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ได้ในตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านพ้นไป

แต่ในขณะที่ลักษณะทางกายภาพของประเทศเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำพาให้การดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่ออยู่รอด-ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย (และไม่มากไม่น้อย มันน่าจะมีส่วนฝึกฝนและขัดเกลาความมีระเบียบวินัย และการนึกถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมของผู้คนเป็นลำดับแรก เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ชีวิตคงจะยิ่งเพิ่มความยากลำบากและโกลาหลอีกเป็นทวีคูณ) อย่างที่รู้กันว่าในมิติของการเมืองการปกครอง ญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ชื่อว่าร่วมก่อสงครามโลกครั้งที่สอง-ก็ต้องพบกับความบอบช้ำและสะบักสะบอมในฐานะของผู้แพ้สงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการถูกสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถึงสองลูกซ้อน ณ เมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิ อันส่งผลให้มีคนตายเกินกว่าสองแสนคน และนั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงจำนวนตัวเลขของผู้ที่เสียชีวิตโดยรวมที่มากถึงเกินกว่าสามล้านคน และบ้านเมืองในช่วงท้ายของการสู้รบก็ตกอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าราบเรียบเป็นหน้ากลอง ถึงขนาดที่ว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศอเมริกันในตอนนั้น-ไม่เหลือเป้าหมายในทางยุทธศาสตร์ให้บอมบ์อีกต่อไป

พูดอย่างรวบรัดก็คือ ญี่ปุ่นน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่ชีวิตของผู้คนหลีกหนีไม่พ้นวังวนของคำว่า ‘หายนะ’ และ ‘โศกนาฏกรรม’ จากการที่พวกเขาต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ในระดับอภิมหากาพย์ทั้งที่เกิดจากความไม่เมตตาปรานีของธรรมชาติ และจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกัน แต่กระนั้นก็ตาม ต้องบอกว่าทั้งๆ ที่พวกเขาต้องเจอกับ ‘โจทย์’ ที่ยากกว่าใครเพื่อน (มองในแง่นี้แล้ว มันก็เกือบจะทำให้บ้านเรากลายเป็นสรวงสวรรค์เลยทีเดียว) พวกเขากลับยังคงรักษา ‘ความยิ่งใหญ่ ความเป็นปึกแผ่น และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน’ อยู่ได้อย่างน่าทึ่งและควรได้รับการยกย่องชื่นชม

เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความเสียใจ รวมทั้งเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ประสบเหตุร้าย ณ แดนไกลในขณะนี้ หนังที่เลือกมาเขียนถึง-อาจไม่ได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นโดยตรง แต่อย่างน้อย มันก็น่าจะเรียกร้องให้ผู้ชมเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และโดยไม่จำเป็นต้องนำเอาเรื่องของความเป็นชาติในมิติที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยก ตลอดจนประเด็นขัดแย้งทางการเมือง-มาบดบังวิสัยทัศน์และมุมมอง และด้วยหวังว่าระดับของการเบียดเบียนซึ่งกันและกันจะลดน้อยลง และความสมานฉันท์ปรองดอง ทั้งกับมนุษย์ด้วยกันเองและธรรมชาติ-จะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่พูดกันไปอย่างเพ้อฝันและสวยหรู และไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

กล่าวเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ เป็นไปได้ว่า สถานะของการเป็นผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองของประเทศญี่ปุ่น-ทำให้พวกเขา ‘พูด’ หรือป่าวร้องอะไรไม่ได้มากนัก หรือเป็นไปได้ว่า ไม่มีใครอยากจะฟังคนแพ้แก้ตัว ดังจะเห็นได้จากการที่หนังที่เล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งสองจากทางฟากของผู้สร้างญี่ปุ่น-ไม่ค่อยได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง หรืออันที่จริง ถูกสร้างออกมาน้อยมาก-เมื่อเปรียบกับหนังจากฮอลลีวู้ดและรวมถึงประเทศพันธมิตรที่ชนะสงครามที่ถูกสร้างและออกฉายอย่างต่อเนื่อง และถึงขนาดมีการจัดประเภทและหมวดหมู่เป็นการจำเพาะของมัน (นั่นคือ World War II movies ซึ่งมีขนบและธรรมเนียมปฏิบัติ ตลอดจนกรอบเนื้อหาที่แตกต่างไปจากหนังสงครามโดยทั่วไป)

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในขณะที่ผู้ชมทั่วโลกได้รับรู้ว่าคนอเมริกัน-คิดเห็นอย่างไรกับสงคราม ซึ่งก็มีทั้งที่ ‘โปร’ และ ‘คอน’ และเกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีแง่มุมใดที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสงคราม ตั้งแต่การรบในสมรภูมิปลีกย่อย ไปจนถึงเรื่องราวของชีวิตผู้คนที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่แนวหลัง-ที่ถูกหลงลืม และไม่ได้ถูกนำมาบันทึกไว้บนแผ่นฟิล์มและไม่ว่าจะอยู่ในรูปของหนังสารคดีหรือบันเทิงคดี

ในทางกลับกัน อีกฟากหนึ่งของความขัดแย้งกลับเงียบเชียบ และผู้ชมแทบไม่สามารถหยั่งรู้ได้เลยว่า ทัศนคติหรือห้วงคิดคำนึงของคนญี่ปุ่นต่อสงครามที่พวกเขาพ่ายแพ้อย่างชนิดย่อยยับ-คืออะไร

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะนี่เป็นเรื่องอ่อนไหวเปราะบาง และการทำหนังที่แสดงความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของตัวเอง-อาจจะยิ่งเป็นการไปเติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้งและโกรธแค้นให้กับชาติอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นได้เข้าไปก่อกรรมทำเข็ญในช่วงของการเข้าไปรุกรานและยึดครอง อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เป็นคนที่เขียนประวัติศาสตร์หน้านี้ด้วยตัวเอง และมันคงจะไม่ใช่เรื่องน่าสนุกกับการทำหนังสงครามที่พวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้

ไม่ว่าจะอย่างไร Grave of the Fireflies (1988) เป็นหนังที่ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่สองจากมุมมองของผู้สร้างแดนอาทิตย์อุทัยเรื่องแรกๆ ที่เปิดเผยให้ ‘คนนอก’ ได้เรียนรู้ว่า พวกเขาก็มีความ ‘รู้สึกรู้สม’ และเจ็บปวดระทมทุกข์อย่างแสนสาหัส และเป็นที่น่าสังเกตว่าคนทำหนังหลีกเลี่ยงที่จะไม่แตะต้องปมขัดแย้งของสงคราม ในทำนองของการยัดเยียดบทบาท ‘ผู้ร้าย’ ให้กับฝ่ายศัตรู ซึ่งในที่นี้ได้แก่เครื่องบินทิ้งระเบิดของพวกอเมริกัน ผู้ชมไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงก่นด่าของตัวละคร และหนังเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านตัวละครที่เป็นเด็กสองคนที่แม้ว่าผู้ที่เป็นพี่ชายซึ่งอยู่ในวัยสิบต้นๆ-จะตระหนักได้ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ในสถานะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และต้องประสบเคราะห์กรรมจาก ‘ความยุ่งยาก’ ของพวกผู้ใหญ่อย่างน่าเวทนา

Grave of the Fireflies (1988) เป็นหนังที่ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่สองจากมุมมองของผู้สร้างแดนอาทิตย์อุทัยเรื่องแรกๆ ที่เปิดเผยให้ ‘คนนอก’ ได้เรียนรู้ว่า พวกเขาก็มีความ ‘รู้สึกรู้สม’ และเจ็บปวดระทมทุกข์อย่างแสนสาหัส

อย่างที่แฟนพันธุ์แท้ ‘อะนิเมะ’ หรือหนังการ์ตูนญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสตูดิโอจิบลิ บริษัทสร้างหนังการ์ตูนที่นับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของดีสนี่ย์ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านไป รับรู้เป็นอย่างดี-ว่า นอกจาก Grave of the Fireflies ไม่ใช่หนังการ์ตูนที่มีเนื้อหาสำหรับเด็กๆ แล้ว (แม้ว่ามันจะบอกเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กก็ตาม) ยังได้ชื่อว่าเป็นหนังที่เศร้าที่สุดเรื่องหนึ่ง (และนั่นนับรวมกับหนังที่เป็น live-action ทั่วไป) อีกทั้งสามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า-ไม่มีทางที่ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ (ไม่ว่าเขาจะใจทมิฬหินชาติขนาดไหน) แล้วจะไม่เสียน้ำตาหรืออย่างน้อยที่สุด สะเทือนอารมณ์ไปกับความโชคร้ายของตัวละคร

ข้อที่ควรได้รับการระบุควบคู่กันไปก็คือ ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้เป็นผลมาจากการเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการหรือชักจูงชี้นำอย่างเกินเลยของคนทำหนัง-ด้วยเทคนิคทั้งทางด้านภาพและเสียงอย่างรกรุงรังจนสูญเสียความเป็นธรรมชาติแต่อย่างใด หากเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม หมายความว่าความเศร้าและความบีบคั้นในหลายๆ ฉาก-ระอุขึ้นมาจากการหยุดนิ่ง หรือแม้กระทั่งความเงียบเชียบ ตลอดจนกลวิธีในแบบที่เรียกได้ว่า minimalist หรือการแสดงออกแต่เพียงเล็กน้อย หากทว่ากลับได้ผลลัพธ์ในแง่ของการเร้าอารมณ์อย่างงดงามและเปี่ยมด้วยพลัง (บางช็อทหรือบางฉากในหนัง-ถึงกับใช้ภาพเขียนสีน้ำในลักษณะที่ไม่แตกต่างไปจากที่เราจะพบได้ในแกลเลอรี่ และไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเคลื่อนไหวใดๆ)

ฉากหนึ่งที่อธิบายถึงคุณลักษณะดังกล่าวได้อย่างแจ่มแจ้ง-อยู่ในตอนต้นเรื่องที่น้องสาววัยสี่ขวบรบเร้าที่จะไปหาแม่ โดยหารู้ไม่ว่าฝ่ายหลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากระเบิดเพลิงที่เครื่องบินรบของพวกอเมริกันทิ้งลงมา และโอกาสรอดก็ริบหรี่เต็มทน หากทว่าผู้เป็นพี่ชายจำเป็นต้องปิดบังความจริงนี้ด้วยเกรงว่าเรื่องดังกล่าวอาจจะกระทบกระเทือนจิตใจน้องสาวจนไม่อาจทำจิตใจให้ยอมรับ

ภาพในลักษณะลองช็อทเผยให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างหันหน้ากันไปคนละทิศละทาง และต่างก็อยู่ในห้วงอารมณ์อันหนักอึ้งของแต่ละคน คนหนึ่งคิดถึงแม่อย่างสุดซึ้งและได้แต่น้ำตาไหลอยู่เงียบๆ คนเดียว อีกคนหนึ่งก็กลัดกลุ้มอยู่กับความเจ็บไข้ได้ป่วยของแม่ และไม่รู้ว่าอนาคตที่เฝ้าคอยเบื้องหน้าจะซุกซ่อนความเลวร้ายอะไรเอาไว้ ฉากนี้จบลงด้วยภาพขนาดไกลมาก (extreme long shot) ที่เผยให้เห็นเด็กหญิงนั่งคุดคู้ร้องไห้กระซิกๆ และมีแสงเงาจากพระอาทิตย์ในช่วงยามเย็นทอดยาว ส่วนพี่ชายพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของน้องสาวด้วยการโหนบาร์เดี่ยวในสถานที่ที่ครั้งหนึ่ง คงจะเป็นสนามเด็กเล่นหรือที่ออกกำลังกาย ดังที่กล่าวนั่นเอง ผู้ชมแทบจะถูกปล่อยให้เฝ้ามองเหตุการณ์จากระยะไกล และมีเพียงเสียงดนตรีที่ทำหน้าที่บรรยายสภาวะอันสุดแสนรันทดนี้อย่างพอเหมาะพอควร ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

อีกแง่มุมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกลวิธีในการนำเสนอของตัวหนังที่ควรได้รับการกล่าวถึง-ก็คือ ความละเอียดอ่อนไหว ความประณีตพิถีพิถัน และเหนืออื่นใด ความไม่ประนีประนอม ฉากที่เป็นเสมือนกับการกระทุ้งให้ผู้ชมได้ ‘ตื่น’ และตระหนักว่า พวกเราไม่ได้อยู่ในอาณาจักรแห่งความฟุ้งเฟ้อเพ้อฝันของดีสนี่ย์ที่เชิงเทียนและกาน้ำพูดได้อีกต่อไป ก็ได้แก่ตอนที่หนังเผยให้เห็นภาพอันน่าสยดสยองของผู้เป็นแม่ของเด็กชายที่อยู่ในสภาพที่มีผ้าพันแผลรอบตัว และเกรอะกรังไปด้วยเลือดที่แทรกซึมออกมาจากการถูกไฟลวกอย่างรุนแรง เหนืออื่นใด ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ มาเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงที่ว่าในเวลาต่อมา เธอต้องจบชีวิตในสภาพที่น่าอเนจอนาถและบั่นทอนความรู้สึกของผู้ชม และผู้สร้างเลือกที่จะไม่ ‘พาสเจอร์ไรซ์’ เหตุการณ์ดังกล่าว และปล่อยให้ผู้ชมได้เห็นภาพของบาดแผลที่พุพอง ตลอดจนตัวหนอนที่ชอนไชร่างที่กำลังเน่าเปื่อยของเธอ อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ซึ่งล้วนแล้วเป็นความเป็นจริงอันน่าตกตะลึง

ทั้งหลายทั้งปวง มันสะท้อนความจริงที่ว่า แม้ว่าเทคนิคในการนำเสนอของหนังแอนนิเมชั่นเรื่อง Grave of the Fireflies จะเป็นเพียง ‘การ์ตูน’ สองมิติ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเนรมิตขึ้นจากการลากเส้นและลงสีบนแผ่นกระดาษ และไม่มีอะไรซักอย่างที่เป็นของจริง (ไม่มีแม้แต่เทคนิคคอมพิวเตอร์มาช่วยทุ่นแรง) แต่ผู้สร้างอันได้แก่ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ในฐานะของคนเขียนบทและผู้กำกับ ก็ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคแม้แต่น้อยในการนำพาผู้ชมไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่แสนโหดร้าย ไม่ปลอบประโลมและถึงขั้นไม่เจริญหูเจริญตา

และนั่นไม่ต้องเอ่ยถึงมนต์ขลังและเวทมนตร์คาถาของ ‘ความเป็นการ์ตูน’ ที่สามารถดึงให้ผู้ชมคล้อยตามและมีส่วนร่วมได้ไม่มีอะไรที่ผิดแผกแตกต่างไปจากหนังที่ใช้คนจริงๆ แสดง หรือในหลายกรณี กลับจะยิ่งได้เปรียบมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในแง่ของการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งในส่วนของการเล่าเรื่อง เทคนิคทางด้านภาพ ตลอดจน อากัปกิริยาใน ‘การแสดง’ ของตัวละครทั้งที่มองเห็นได้อย่างชัดแจ้งและซ่อนอยู่ในส่วนปลีกย่อย-ให้เป็นอย่างที่ต้องการได้อย่างอยู่มือ พิจารณาในแง่นี้แล้ว-ต้องให้เครดิตเพิ่มเติมกับนักแสดงที่ให้เสียงพากย์ อันได้แก่ อายาโนะ ชิราอิชิ และ ซึโตมุ ทัตสุมิ ในบทน้องสาวและพี่ชาย-ที่น้ำเสียงของพวกเขาทั้งหลอมรวมและควบแน่นกับตัวละครเป็นเนื้อเดียว และบันดาลให้คาแรคเตอร์เหล่านั้นมีเลือดมีเนื้อตลอดจนชีวิตชีวาได้อย่างน่าอัศจรรย์

Grave of the Fireflies เล่าเรื่องที่มองอย่างผิวเผินแล้ว นับว่าเรียบง่ายทีเดียว เรื่องของพี่น้องสองคน อันได้แก่ ไซตะ พี่ชายวัยสิบสี่ขวบ และเซซึโกะ น้องสาววัยสี่ขวบที่ผู้เป็นพ่อของทั้งสองออกไปรบและไม่มีใครรู้ชะตากรรม ส่วนแม่ก็ตายตั้งแต่ต้นเรื่องจากระเบิดของข้าศึก และทิ้งให้ทั้งสองต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อความอยู่รอดทุกหนทางในช่วงบั้นปลายของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งบ้านเมือง (ในที่นี้ได้แก่เมืองโกเบ) อยู่ในสภาพพังพินาศย่อยยับและผู้คนล้วนตกอยู่ในสภาพที่ขัดสนฝืดเคือง

โดยไม่จำเป็นต้องให้ตัวละครคนไหนเอ่ยออกมาตรงๆ หนังประสบความสำเร็จอย่างเหลือล้นในการทำให้ผู้ชมตระหนักและสัมผัสได้ถึงความโหดร้ายของสงคราม และไม่ใช่ด้วยภาพของความวินาศสันตะโรจากการทำลายล้าง หรือความบาดเจ็บล้มตายของผู้คน-ซึ่งมีอยู่อย่างประปราย หากผ่านการบอกเล่าถึงผลลัพธ์ที่ตกค้างอยู่กับเด็กน้อยตาดำๆที่นอกจากโลกของพวกเขาไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ยังตกเป็นเหยื่อลำดับแรกๆ เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้ดูหนังเรื่องนี้คงจะต้องสังเกตเห็นสีหน้าที่ตื่นตระหนกและอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นของสาวน้อยในตอนที่พี่ชายของเธอพาหนีระเบิดเพลิงของเครื่องบินรบอเมริกัน หรือฉากที่กล่าวถึงข้างต้น เด็กหญิงปรารถนาที่จะได้เจอหน้าแม่และโหยหาอ้อมกอดของเธอจนน้ำตาไหลออกมาเอง โดยหารู้ไม่ว่าโอกาสเช่นนั้น-จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกต่อไป หรือการต้องอยู่ร่วมกับความอดอยากหิวโหยที่เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน อันเป็นเงื่อนไขที่บีบบังคับให้ ไซตะ ผู้เป็นพี่ชายที่อยู่ในภาวะจนตรอก-ต้องเป็นหัวขโมย (ส่วนที่เย้ยหยันอย่างถึงที่สุดก็คือ กลายเป็นว่าในช่วงท้ายเรื่อง โอกาสของความอยู่รอดของไซตะและน้องสาวได้แก่ตอนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดบุกมาโจมตี เพราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านจะพากันหนีไปอยู่ในหลุมหลบภัย และเปิดช่องให้เขาได้เข้าไปหยิบฉวยข้าวของในบ้านของผู้คนเพื่อนำไปขายและแลกซื้อเป็นอาหารเพื่อประทังชีวิต) หรือความเจ็บไข้ได้ป่วยที่มาเยือน ซึ่งในที่สุด เป็นเงื่อนไขที่ปลดปล่อยให้สาวน้อยหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน

และไม่ว่าจะเป็นเจตนาของคนทำหนังหรือไม่อย่างไร น่าเชื่อว่าผู้ชมจำนวนไม่น้อยคงจะอดรู้สึกเหมือนๆ กันไม่ได้ว่า นอกจากความตายจะไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไปแล้ว ในกรณีของตัวละครในหนังเรื่องนี้-ยังอาจจะถือเป็นสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับชีวิตอันสุดแสนทุกข์ระทมของทั้งสองคน

แต่นอกเหนือจากการแสดงความโหดร้ายของสงครามผ่านความยากแค้นลำเค็ญที่เด็กๆ ในหนังเรื่องนี้ต้องเผชิญ ผู้ชมยังได้เห็นอีกด้วยว่าสงครามดึงเอาด้านมืดของผู้คนออกมา และตัวละครที่แสดงออกถึงด้านที่อัปลักษณ์ของตัวเอง-หนีไม่พ้นผู้เป็นป้าของเด็กๆ ทั้งสองคนที่ไม่ได้หยิบยื่นความเมตตาปรานีอย่างที่ควร แถมยังเอารัดเอาเปรียบและฉวยโอกาส จากการนำเอาชุดกิโมโนของแม่ของเด็กๆ ไปขายเพื่อแลกกับข้าวสาร และแบ่งสรรปันส่วนให้อย่างไม่เป็นธรรม (เหตุการณ์นี้นำไปสู่อีกฉากหนึ่งที่กัดกร่อนความรู้สึกของผู้ชม เซซึโกะผู้ซึ่งยังเชื่อว่าแม่ของเธอจะหายป่วยในเร็ววัน-พยายามขัดขวางทุกหนทาง เพราะกิโมโนเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งอย่างที่เชื่อมโยงเธอกับผู้เป็นแม่เข้าด้วยกัน แฟลชแบ็คที่แทรกเข้ามาในระหว่างนี้อธิบายความหมายดังกล่าวได้อย่างที่น่าจะทำให้ผู้ชมหัวใจสลายทีเดียว แต่จนแล้วจนรอด สาวน้อยก็ไม่มีพละกำลังมากพอที่จะขัดขืนและทัดทาน) กระนั้นก็ตาม ญาติของเด็กๆ ก็ไม่ใช่คนเดียว หากรวมถึงคนในสังคมที่อาจกล่าวได้ว่ามีส่วนในการปล่อยปละละเลย หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การที่เด็กสองคนต้องระเห็จไปอยู่ในหลุมหลบภัยที่ถูกทิ้งร้างตามลำพังในช่วงท้ายเรื่อง-เป็นสิ่งที่ไม่มากก็น้อย คนในสังคมต้องร่วมแสดงความรับผิดชอบ

ไม่ว่าจะอย่างไร ตัวละครอย่างเซซึโกะกลับมีวิธีรับมือกับความโหดร้ายในโลกของพวกผู้ใหญ่ได้อย่างน่าอัศจรรย์และมันแทบจะไม่ได้กระทบกระเทือนมุมมองโลกที่ไร้เดียงสาของเธอ ผู้ชมได้เห็นว่าสาวน้อยสามารถจะมีความสุขได้กับเรื่องที่เรียบง่ายมากๆ เพียงแค่ลูกอมผลไม้เม็ดเล็กๆ -ก็สามารถทำให้เธอลืมความทุกข์ทั้งมวลและหัวเราะร่าเริง หรือช่วงเวลาที่เธอสนุกที่สุดหลังจากที่พลัดพรากกับแม่-ก็คือตอนที่เธอได้เล่นน้ำทะเลกับพี่ชาย ซึ่งในฉากเดียวกันนี้เองที่ดูเหมือนเซซึโกะได้พบกับความตายเป็นครั้งแรก และเธอก็ได้แต่ทำสีหน้างงๆ ด้วยไม่เข้าใจว่าใครคนนี้มานอนบนชายหาดทำไม-ซึ่งไซตะก็ไม่ได้พยายามอธิบาย หรือฉากที่น่าปวดร้าวในช่วงท้ายที่ภายหลังจากสาวน้อย ‘ไม่อยู่’ แล้ว การลำดับภาพแบบ montage ในลักษณะย้อนอดีตเปิดเผยให้ผู้ชมได้เห็นว่ากิจวัตรในแต่ละวันของสาวน้อยตอนที่ยังอยู่-มีเรื่องน่าสนุกอะไรบ้าง ตั้งแต่การวิ่งเล่นไปมา กวาดบ้าน เย็บผ้า หรือแม้กระทั่งเล่นเป่ายิ้งฉุบกับเงาของตัวเองบนผืนน้ำ

แต่ฉากที่ทั้งไซตะและผู้ชมต้องพบด้วยความประหลาดใจว่าเซซึโกะไม่ได้เพิกเฉยต่อโลกของความเป็นจริงอันโหดร้าย-ก็คือตอนที่สาวน้อยเปิดเผยให้ได้รู้ว่าเธอล่วงรู้เกี่ยวกับความตายของแม่มาพอสมควร ทว่านั่นไม่สำคัญเท่ากับหนทางที่เธอซึมซับและทำความเข้าใจกับข่าวร้ายนี้ได้อย่างสงบนิ่งและไม่ได้คร่ำครวญฟูมฟายเหมือนอย่างที่ผู้เป็นพี่ชายหวั่นเกรง ข้อสำคัญ มันเป็นฉากที่ถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ที่โยงอยู่กับ ‘หิ่งห้อย’ ได้อย่างแยบยล

ก่อนหน้าที่จะถึงฉากดังกล่าวนี้ สองพี่น้องซึ่งอพยพมาอยู่ในหลุมหลบภัยร้างด้วยกันตามลำพัง ช่วยกันจับตัวหิ่งห้อยที่บินส่องแสงไปมาอยู่ทั่วบริเวณมาปล่อยไว้ในมุ้ง เพื่อว่าในยามค่ำคืน มันจะได้ไม่มืดเกินไป และแสงจากปลายหางของหิ่งห้อยนับสิบนับร้อยตัว-ก็ไม่เพียงสร้างบรรยากาศที่สวยสดงดงาม หากยังขยับขยายจินตนาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งของไซตะให้เตลิดเปิดเปิงไปถึงอดีตของทั้งบ้านเมืองและตัวเองที่เคยรุ่งโรจน์, สว่างไสวและเกริกไกร ก่อนที่ในที่สุด ความเป็นจริงของชีวิตจะวิ่งไล่กวดมาทัน และผู้ชมได้เห็นว่าเขาจมอยู่ในความ ‘มืดมน’ ทั้งกับการไม่ได้ข่าวคราวจากผู้เป็นพ่อ (ซึ่งน่าเชื่อว่าคงไม่มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว) และกับอนาคตของน้องและตัวเอง

เช้าวันถัดมา ไซตะตื่นขึ้นมาพบน้องสาวกำลังขุดดินเพื่อฝังอะไรซักอย่าง และเมื่อสอบถาม เด็กหนุ่มก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่-กับคำตอบที่ว่า เธอกำลังขุดหลุมฝังซากของหิ่งห้อยในทำนองเดียวกันกับที่ผู้เป็นแม่ที่จากไปต้องถูกขุดหลุมฝังเช่นเดียวกัน (หนังถึงกับตัดให้เห็นภาพของร่างที่ห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าพันแผลของแม่ที่ถูกโยนลงไปในหลุมขนาดใหญ่รวมกับศพของเหยื่อเคราะห์ร้ายคนอื่นๆ เหมือนกับซากหิ่งห้อย) หนังไม่ได้บอกว่าสาวน้อยล่วงรู้ความจริงข้อนี้มาเนิ่นนานเพียงใด แต่ก็เป็นดังที่กล่าวก่อนหน้า เธอไม่ได้แสดงท่าทีประท้วงหรือไม่ยอมรับในความตาย และคงก้มหน้าก้มตาขุดหลุมฝังหิ่งห้อยเหมือนกับตระหนักดีว่านั่นเป็นสิ่งที่พึงต้องกระทำ และความตายเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจอยู่ในประโยคถัดมาที่เจ้าตัวเอ่ยว่า “ทำไมหิ่งห้อยถึงมีชีวิตที่แสนสั้นเหลือเกิน”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหิ่งห้อยในหนังเรื่องนี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในหลายระดับด้วยกัน อย่างน้อยที่สุด มันก็เปรียบได้กับความสุขที่แสนสั้น และผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว-ซึ่งถูกตอกย้ำด้วยฉากแฟลชแบ็คสองสามครั้งที่หนังพาผู้ชมและตัวละครย้อนกลับไปในอดีตที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ในที่ทางของมัน หิ่งห้อยยังอาจหมายถึงชีวิตของผู้คนทั้งหลายที่ต้องบาดเจ็บล้มตายจากระเบิดเพลิงของศัตรู แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หิ่งห้อยก็คือตัวเซซึโกะนั่นเองที่เป็นเพราะความโหดร้ายของสงคราม-ที่นำพาให้เธอมีช่วงเวลาของการส่องแสงสว่างไสวน้อยไป มองในแง่มุมหนึ่ง ความตายของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อันเนื่องมาจากความขัดแย้งของพวกผู้ใหญ่ตัวโตๆ เป็นเรื่องที่น่าโกรธแค้นขัดเคืองสิ้นดี แต่ถึงกระนั้นก็ตาม คนทำหนังก็สามารถพาผู้ชมออกไปจากเรื่องที่สิ้นสุดลงอย่างบีบคั้นและรันทดได้อย่างชนิดที่ไม่ทำร้ายความรู้สึกจนเกินเลย แม้ว่าหลายคนจะยังคงพบว่าตัวเองไม่อาจจะถอนตัวออกมาจากห้วงอารมณ์ที่แสนจะท่วมท้นตื้นตันก็ตาม

และคงต้องกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า ทั้งหมดไม่ได้เป็นการโหมหรือประโคมบรรยากาศที่สุดแสนเศร้าสร้อยนี้ตามอำเภอใจหรือโดยพลการและปราศจากเหตุผลอันเหมาะควร ตรงกันข้าม เป้าหมายที่หนังมุ่งไป-ก็แสดงตัวมันเองอย่างชัดแจ้งตั้งแต่ฉากเริ่มแรกของเรื่อง (อันได้แก่การตอกย้ำถึงความโหดร้ายของสงคราม) กระนั้นก็ตาม องค์ประกอบที่ยิ่งเพิ่มความหนักแน่นและชอบธรรมในการบอกเล่าเรื่องที่ทั้งบีบคั้นและสะเทือนอารมณ์ของ Grave of the Fireflies มากขึ้นไปอีก-ก็ได้แก่การที่มันสร้างมาจากเรื่องจริง

นิยายต้นฉบับที่ใช้เป็นกรอบในการบอกเล่า-ก็คืออัตชีวประวัติของ อากิยูกิ โนซากะ นักเขียนที่ต้องสูญเสียน้องสาวในสงครามจากความอดอยากหิวโหยและขาดสารอาหาร และข้อมูลระบุว่า การที่เขารอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายนั้นเพียงลำพัง-กลายเป็นปมแห่งความรู้สึกผิดบาปที่ไม่อาจลบเลือน และนิยายเรื่องนี้-ก็เป็นเสมือนความพยายามที่จะชดใช้หรือชำระล้าง หรืออย่างน้อย ลดทอนความเจ็บปวดรวดร้าวของข้อเท็จจริงที่ว่าตัวเขาไม่ตาย และเป็นน้องสาวของตัวเอง

แต่สมมติว่าจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจริงๆ แล้ว ความผิดบาปไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนเขียนนิยายเรื่องนี้ และตัวเขากับน้องสาว-ก็อยู่ในสถานะเดียวกัน เหยื่อที่เคราะห์ร้ายของสงคราม เขาแตกต่างจากน้องสาวตรงที่เขารอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องนับเป็นความโชคดีของผู้อ่านนิยายของอากิยูกิและโดยเฉพาะผู้ชมหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นของ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ-ที่เรื่องราวของเขากับน้องสาวไม่ได้ถูกเก็บงำเอาไว้ในห้วงแห่งความเศร้าสร้อยของเจ้าตัวและถูกนำมาแบ่งปันด้วยกลวิธีที่ชักจูง ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมและความเคลื่อนไหว และเปี่ยมไปด้วยชั้นเชิง

และไม่มีทางกล่าวเป็นอย่างอื่นนอกจากบอกว่า นี่คือหนังที่ระดับความลึกซึ้งของมัน-สัมผัสจิตวิญญาณของผู้ชม ข้อสำคัญ มันเป็นหนังที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านพ้นไปเนิ่นนานแค่ไหน-ก็ยังจำเป็นต้องดู ตราบเท่าที่มนุษย์ยังไม่ยอมสำนึกว่า การประหัตประหารและฆ่าฟันกันไม่เคยนำมาซึ่งอะไรนอกจากการประหัตประหารและฆ่าฟันกันมากขึ้น ซึ่งติดตามมาด้วยความบาดเจ็บ สูญเสีย การพลัดพรากและความตาย แย่ยิ่งไปกว่าอะไรก็คือ คนที่มักจะได้รับเคราะห์กรรมเป็นลำดับแรกๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม-ก็คือเด็กๆ ที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้งของพวกผู้ใหญ่ด้วยประการทั้งปวง

 

GRAVE OF THE FIREFLIES (HOTARU NO HAKA) (1988)

กำกับ-อิซาโอะ ทาคาฮาตะ / อำนวยการสร้าง-โทรุ ฮาระ / บทภาพยนตร์-อิซาโอะ ทาคาฮาตะ จากนิยายชื่อเรื่องเดียวกันของ อากิยูกิ โนซากะ / กำกับภาพ-โนบุโอะ โคยามะ / ลำดับภาพ-ทาเคชิ เซยามะ/ออกแบบงานสร้าง-เรียวอิชิ ซาโตะ / กำกับศิลป์-นิซูอุ ยามาโมโต้ / ดนตรีประกอบ-มิชิโอะ มามิยะ / ผู้พากย์-ซึโตมุ ทัตสุมิ, อายาโนะ ชิราอิชิ, โยชิโกะ ชิโนฮาระ, อาเคมิ ยามากูชิ / สี / ความยาว 88 นาที

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก