รัก 2 ปียินดีคืนเงิน – เสี่ยงแค่ไหนที่จะรัก

รีวิวโดย บุษบา เตชศรีสุธี (การให้ดาวและคะแนนเป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล)

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ”

ประโยคนี้แม้ว่าจะถูกอ่านแบบรวบรัดแค่ไหน (ในตอนท้ายสปอตโฆษณา) หรือเป็นแค่ตัวอักษรเล็กเท่าขี้มด (ในเอกสารชี้ชวนการลงทุน) เราก็ต้องพึงสังวรณ์เอาไว้ทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว

ซึ่ง ‘ความรัก’ ก็ถือเป็นการลงทุนประเภทหนึ่งเหมือนกัน แถมยังเป็นการลงทุนที่มีเดิมพันสูงมากด้วย มีความเสี่ยงที่จะต้องโดนทิ้ง โดนหักหลัง เสียทั้งเงินทั้งเวลา เสียหน้า เสียตัว และที่สำคัญ…เสียใจ ถ้าคนที่เราคิดจะฝากอนาคตฝากชีวิตไว้ด้วยนั้นเกิดไปกันไม่รอด

หากคนเราก็มักจะไม่ค่อยคำนึงถึงความเสี่ยงเท่าไหร่เวลาตกหลุมรัก เพราะ ‘ดอกเบี้ย’ ที่ความรักมอบให้นั้นมันคือความสุข ความหอมหวานอิ่มเอมใจ ชื่นมื่นราวกับล่องลอยอยู่บนบอลลูนกลางทุ่งลาเวนเดอร์ในยามที่อยู่ใกล้เธอ ดังนั้นมันจึงเกิดประโยคที่ว่า รักทำให้คนตาบอด หูหนวก หรือหลงมัวเมาโง่งมงายขึ้นมา

“ความรักเป็นเรื่องของหัวใจ หรือเป็นเรื่องที่ควรใช้สมองคิด” จึงเป็นดั่งขั้วตรงข้ามหรือคำถามโลกแตก เป็น pro-con ที่ถูกนำมาผูกโยงกับบุคลิกของเพศหญิงและเพศชาย ไปจนถึงความเป็นคนอบอุ่นอ่อนไหวหรือเฉียบคมเย็นชา เหมือนกับสองพระนางในเรื่องนี้ แทน (ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโนทัย) นักคณิตศาสตร์ประกันภัยผู้ช่ำชองด้านตัวเลขสถิติ กับ จี๊ด (เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา) กูรูสาวผู้เชี่ยวชาญการจัดหาคู่ ที่ต้องมาแบทเทิลคัดง้างกันในศึกกรมธรรม์วัดใจ รักแท้ 2 ปีทวีทรัพย์ ว่าจะมีคู่ที่รอดหรือเลิกมากกว่า

เอาจริงๆ โจทย์ของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ถึงกับแปลกใหม่อะไร ออกจะ cliché ด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องที่หลายคนอาจพอคาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะไปทางไหน รวมถึงพล็อตโรแมนติกของคู่กัดที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนมาเป็นคู่รักด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือการนำเสนอความเสี่ยงในความรักได้อย่างเห็นภาพ ผ่านเคสของคู่รักหลากหลายประเภทที่มีอุปสรรคแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น เน็ตไอดอลกับคุณหญิงหม่อมแม่, เจ๊ใหญ่สายเปย์กับเทรนเนอร์กล้ามปู, แร็พเพอร์ดาวรุ่งกับแฟนสาวเชียร์เบียร์ ฯลฯ ซึ่งหลายกรณีเรามองปุ๊บก็เดาว่าไม่น่ารอด ต้องเลิกกันด้วยสาเหตุนี้แน่ๆ แต่บางครั้งหนังก็ยังเสริมรายละเอียดให้เห็นว่า แม้ในสถานการณ์ที่พลิกผันมาเป็นบวก ความรักก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และมีปัจจัยอีกมากมายที่พร้อมจะทำให้คนสองคนแยกทางกันไปได้เสมอ ดังที่หนังได้แจกแจงสถิติมาให้เห็นเป็นเปอร์เซ็นต์เลยว่า อุปสรรคของรักแท้นั้นมีอะไรบ้าง และมันส่งผลกระทบเป็นตัวเลขมากน้อยแค่ไหน

เช่นเดียวกับการแสดงให้เห็นว่า แม้ตัวเลขจะมีอิทธิพลต่อจิตใจคนเรา (โดยเฉพาะผู้หญิง) มากแค่ไหน แต่ความซับซ้อนละเอียดอ่อนในหัวใจของมนุษย์ (โดยเฉพาะผู้หญิงอีกเช่นกัน) นั้นก็ยากเกินกว่าที่จะวัดด้วยสูตรสถิติใดๆ ได้

อีกส่วนที่หนังทำได้ไม่เลว คือการพยายามสร้างมิติให้กับตัวละคร แทน พระเอกนักคำนวณบ้าตัวเลข ผู้ค่อยๆ เผยตัวตนความเป็นมนุษย์ออกมา รวมถึงบาดแผลจากความรักในอดีต ซึ่งทำให้คนดูได้รู้จักที่มาที่ไปและเข้าอกเข้าใจตัวละครนี้มากขึ้นไปพร้อมๆ กับนางเอก แม้ว่าเวลาบนหน้าจอสำหรับการพัฒนาตัวละคร พระนาง จะไม่ได้มีเยอะนัก เพราะต้องเฉลี่ยให้กับการเล่าเรื่องของเคสคู่รักอื่นๆ ด้วย แต่ถึงจุดหนึ่งหนังก็ประสานทั้งสองเส้นเรื่องเข้าด้วยกัน และมอบฉากไคลแม็กซ์รวมถึงบทเรียนให้กับตัวละคร แทน ได้อย่างลงตัวในระดับหนึ่ง (แม้ว่าบทจะยังมีความล้นเกินอยู่บ้างและปั้นจั่นจะเล่นแข็งไปหน่อย แต่ก็ได้เสน่ห์ของนางเอก เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา มาช่วยเสริม)

โดยรวมแล้ว รัก 2 ปียินดีคืนเงิน แม้ว่าจะยังไม่ขยี้ใจได้เท่ากับ ยอดมนุษย์เงินเดือน ผลงานเรื่องก่อนของผู้กำกับ วิรัตน์ เฮงคงดี แต่ก็ยังมีประโยคโดนๆ ให้เก็บไปคิดอยู่ไม่น้อย และถือเป็นหนังรักที่ขุดเอาหลากหลายมิติของความรัก / ชีวิตคู่ มานำเสนออย่างรอบด้าน เพื่อให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญปัจจัยและความเสี่ยงต่างๆ แต่ขณะเดียวกัน มันก็ตอกย้ำมุมมองอันเป็นสัจธรรม นั่นคือ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม หากเราก็ไม่ควรตัดสินอะไรโดยประเมินจากความผิดพลั้งแค่ครั้งเดียว ที่สำคัญ ความรักไม่ได้วัดกันด้วยระยะเวลา 2 ปี หรือ 7 ปี บางคนอาจใช้เวลาครึ่งค่อนชีวิตเพื่อที่จะเรียนรู้จากความผิดหวัง ความรักมีวันหมดอายุ แต่ก็มีวันเริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน ถ้าคนเราใช้ทั้งสมองและหัวใจในการลงทุนกับความรัก โอกาสครั้งที่สองก็มักจะบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้นเสมอ

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก