พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง กับ MANTA RAY กระเบนราหู ภาพยนตร์แด่ผู้ลี้ภัย

174

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย บุษบา (บทความจากนิตยสาร ดาราภาพ Starpics ฉบับที่ 895 เดือนธันวาคม 2018)

แม้ว่าปีนี้วงการภาพยนตร์ไทยในประเทศจะดูเรียบๆ เงียบๆ คล้ายไม่ได้มีอะไรคึกคักหวือหวา แต่นอกอ่าวไทยก็ยังมีหนังไทยเรื่องหนึ่งที่กำลังแหวกว่ายในน่านน้ำสากลอย่างสง่าผ่าเผย  เดินทางไปฉายอวดโฉมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาแล้วทั่วโลกพร้อมกับคว้ารางวัลมากมาย นั่นก็คือ กระเบนราหู (Manta Ray) ผลงานหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับหนุ่มไทยวัย 40 ปี พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ที่สามารถคว้ารางวัล Best Film ในสาย Orizzonti​ Awards ของเทศกาลภาพยนตร์เวนิส และยังถูกจัดให้อยู่อันดับ 15 ของหนังยอดเยี่ยมประจำปี 2018 โดยนิตยสารภาพยนตร์ชั้นนำ Film Comment ในส่วนของหนังที่ยังไม่จัดจำหน่ายในอเมริกา (หนังสือ Film Comment จะแยกรายชื่อหนังยอดเยี่ยมประจำปี ระหว่างหนังที่เข้าโรงในอเมริกา กับหนังที่ยังไม่เข้าโรง)

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนอ่าน Starpics และผู้ชมในเมืองไทยส่วนใหญ่คงยังไม่รู้จักเขาเท่าใดนัก รวมไปถึงความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ที่มีความหมายซุกซ่อนอยู่ตั้งแต่ในชื่อเรื่อง ‘กระเบนราหู’ – ปลาลึกลับขนาดใหญ่สีทะมึนที่อาศัยอยู่ในทะเล โดยเฉพาะอันดามัน เส้นทางที่ผู้อพยพใช้เดินทาง ซึ่งรูปร่างลักษณะของมันทำให้ถูกมองว่าเป็นสัตว์นำโชคร้าย แต่ปัจจุบันมันกำลังอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง …เช่นเดียวกับสถานการณ์ความดิ้นรนที่คนบางเผ่าพันธุ์บนโลกใบนี้กำลังต้องเผชิญก็ไม่ต่างกัน

ระหว่างการพักช่วงสั้นๆ ก่อนออกตระเวนพาหนังเดินทางต่อไปตามเทศกาลต่างๆ เราได้โอกาสนัดหมาย พุทธิพงษ์ หรือ พี่ป้อม มาพูดคุยกันในบ่ายหนึ่ง ซึ่งทำให้ได้สำรวจหลากหลายแง่มุมชวนคิด ทั้งในเรื่องทัศนคติ อัตลักษณ์และความเปราะบางของมนุษย์ ที่เป็นแรงบันดาลใจสู่หนัง กระเบนราหู รวมไปถึงหนทางการอยู่รอดของคนทำหนังนอกกระแส ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ปัจจุบันที่แต่ละหย่อมหญ้าล้วนถูกจับจอง

 

นี่เป็นผลงานหนังยาวเรื่องแรกของพี่ แต่ก่อนหน้านี้ก็เห็นเคยทำหนังสั้นเรื่อง ชิงช้าสวรรค์ ที่ประเด็นดูใกล้เคียงกัน

ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel)

คือโปรเจกท์หนังที่เราพัฒนามาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้วมันชื่อว่า Departure day มีสคริปต์ประมาณ 70 หน้า จะแบ่งเป็น 2 พาร์ท พาร์ทนึงเกี่ยวกับผู้หญิงคนนึงจากพม่าข้ามแม่น้ำมาแล้วก็ตั้งท้อง จะมาคลอดลูกที่เมืองไทย แต่ระหว่างทางแฟนเขาหายตัวไป ส่วนพาร์ทหลังก็คือพาร์ทของหนัง กระเบนราหู คือเป็นเรื่องของการที่อยู่ๆ ก็มีชนแปลกหน้าลอยมาติดทะเล ซึ่งจริงๆ เราก็พยายามจะทำให้มันลิ้งค์กัน เหมือนกับว่า เอ๊ะ คนนั้นมันเป็นคนคนเดียวกันรึเปล่า แต่ปรากฏว่าตอนที่ได้ทุนทำหนังสั้นจากปูซานแล้วมันมีเวลาไม่มาก เราก็คิดว่าเอาโปรเจ็คนี้มาย่อยดีกว่า เดี๋ยวก็อาจจะพัฒนามันขึ้นมาเป็นหนังยาวได้อีก เลยเอาพาร์ทแรกที่เป็นเรื่องของแม่ที่ข้ามแม่น้ำมาทำเป็น ชิงช้าสวรรค์ แต่เปลี่ยนใจไม่ให้เป็นผู้หญิงท้องเพราะเดี๋ยวเรื่องจะไม่จบ เพราะฉะนั้น กระเบนราหู มันก็อยู่ในโปรเจ็คเดียวกันมา เพียงแต่ส่วนหัวเรื่องมันถูกทำออกไปก่อน

เริ่มเขียนบทตั้งแต่เมื่อไหร่

ปี 2009

หนังของเรามันจะขึ้นข้อความตอนต้นเรื่องว่า ‘แด่ โรฮิงญา’  แต่เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องของผู้ชายสองคนที่ช่วยกัน ดูแลกัน

สนใจประเด็นเรื่องผู้อพยพตั้งแต่ตอนนั้น?

จริงๆ แล้วเราไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เราสนใจเรื่องการยึดติดในอัตลักษณ์บางอย่าง หรือพูดตรงๆ เลยก็คือเรื่องของชาตินิยม แล้วเรารู้สึกว่ามันมีผลเสียจากที่เราเผชิญ เราเห็นถึงผลเสียนั้นมาตลอด ประกอบกับตอนนั้นเราได้ทุนพัฒนาสคริปท์จากปูซาน ทุนแรกเลย ได้เงินมา 3 แสน ก็เอาเงินก้อนนั้นไปเที่ยวดูว่าชายแดนเรามีอะไรบ้าง เผอิญช่วงนั้นไปเจอเรื่องโรฮิงญา มีเพื่อนเราคนนึงที่ได้ทุนเหมือนกันเขาเป็นนักวิจัย เขาก็บอกว่ามาดูแคมป์สิ เพราะตอนนั้นรัฐบาลหรือบ้านเราไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้จักเลย นั่นทำให้เราได้รู้จักโรฮิงญา แล้วก็ตามมาตลอด

แต่สิ่งที่มันเศร้ามากที่สุดคือ มันมีคนที่แบบเกลียดพวกเขาตั้งแต่ยังไม่เคยเจอ ซึ่งอันนี้มันก็ย้อนมาถึงเรื่องของความเป็นชาตินิยมที่เราเคยสงสัยกับมันแล้วรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นผลร้าย จริงๆ เราไม่ได้แบบว่าไปรัก ไปเชิดชูโรฮิงญาอะไรหรอก แต่เรารู้สึกว่าทำไมเวลาเกลียดถึงไม่เกลียดเป็นรายคน แต่กลับเกลียดแบบเหมาไปเลยว่าเป็นโรฮิงญา

เอาจริงๆ หนังของเรามันจะขึ้นข้อความตอนต้นเรื่องว่า ‘แด่ โรฮิงญา’ แต่เนื้อเรื่องทั้งหมดมันเป็นเรื่องของผู้ชายสองคนที่ช่วยกัน ดูแลกัน มันไม่ได้บอกเลยว่าเป็นโรฮิงญาทั้งเรื่อง บางครั้งคนที่เข้าไปดูเขาก็ผิดหวังเหมือนกัน เพราะคิดว่าเขาจะได้ข้อมูลของโรฮิงญา แต่มันไม่มีในนั้นเลย

ในเรื่องมันคือช่วยเหลือเขามาแล้วตัวเองไม่อยู่บ้าน จนวันหนึ่งคนที่ช่วยก็มาใช้ชีวิตแทนเราในบ้านเรา ซึ่งเราว่านี่เป็นเหมือนสิ่งที่ทุกคนในเมืองกลัว ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นทั่วโลกเลย ผู้อพยพจากซีเรีย เจ้าบ้านก็คิดอย่างนี้ เวลาเราโดน Q&A ทุกคนก็ถามแบบนี้หมด เราก็เลยบอกว่าถ้าเราเปลี่ยนคำว่า ‘แด่ โรฮิงญา’ ให้เป็น ‘แด่ ซีเรียน’ มันก็กลายเป็นหนังของซีเรียนได้นะ

ตอนแรกมันก็มีคนพูดเหมือนกันว่า อ๋อ เราทำหนังเพื่อจะได้เข้ากับเหตุการณ์ที่กำลังฮิต แต่เราก็บอกว่าจริงๆ คิดบทมานานแล้ว

สิ่งที่เศร้ามากที่สุดคือ มีคนที่เกลียดพวกเขาตั้งแต่ยังไม่เคยเจอ ซึ่งมันก็ย้อนมาถึงเรื่องของความเป็นชาตินิยมที่เราเคยสงสัย   แล้วรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นผลร้าย

นักแสดงที่มาเล่นเป็นคนไทย?

คนที่เล่นเป็นชาวประมงคนไทย คือ วัลลภ รุ่งกำจัด คนที่เคยเล่นหนังเรื่อง ที่รัก กับ 36 ของ เต๋อ นวพล แล้วก็หนังของพี่นุช พิมพกา (โตวิระ) คือช่วงที่หาทุนเพื่อทำโปรเจกท์นี้ เราไม่รู้จะเอาใครมาเล่นเพื่อถ่ายเป็นตัวอย่างหนังไปใช้ขอทุน เลยเอาเขามาเล่นเมื่อประมาณปี 2011-12 แล้วหลังจากนั้นเราก็ติดภาพเขามาตลอด ส่วน อภิสิทธิ์ หะมะ ที่เล่นเป็นผู้ชายอีกคนนึง เป็นคนปัตตานี จากอำเภอสายบุรี คือบทนี้มีคนมาแคสต์ 30-40 คน ตอนแรกเราดูแค่ลุคอย่างเดียวว่าให้คล้ายผู้อพยพมุสลิม แต่พี่คนนี้เขามีคำพูดที่ทำให้เราชอบมาก เขาบอกว่าเขามาอยู่กรุงเทพฯ สิบกว่าปี แต่ทุกครั้งที่คนกรุงเทพฯ หรือเพื่อนรู้ว่าเขาเป็นคนมุสลิมมาจากปัตตานี โดยเฉพาะอำเภอสายบุรีที่มีเหตุการณ์ยิงในโรงพัก 5 ศพ ทุกคนก็จะมองเขาแปลกไป ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนนอก ตอนที่สัมภาษณ์แล้วเขาพูดแบบนี้มา เราก็เลยเลือกเขา

พัฒนาบทมาตั้งแต่ปี 2009 ได้ถ่ายจริงๆ ต้นปี 2017 กว่าจะทำเป็นหนังได้นี่ต้องผ่านอะไรบ้าง

คือหลังจากเราได้ทุนสคริปท์เดเวลล็อปเมนท์ที่ปูซาน แล้วก็ไปร่วมเวิร์คช็อปที่ฝรั่งเศส ไปหาโปรดิวเซอร์ที่ฮ่องกงฟิล์มมาร์ทในปี 2011 ด้วย แต่ที่ฝรั่งเศส เราได้โปรดิวเซอร์คนนึงที่เป็นเหมือนเมนเทอร์มาช่วยดูโปรเจ็ค หลังจากนั้นเราก็ขาดการติดต่อกันไป พอมาปี 2015 เทศกาลปูซานเขาประกาศให้เราส่งโปรเจ็คไป เพราะเราเคยเป็นศิษย์เก่าของ Asian Film Academy จาก 40 กว่าโปรเจ็ค เลือกเอา 2 โปรเจ็คให้เงินมาทำหนังสั้น ก็คือ ชิงช้าสวรรค์ หนังสั้นทั้งหมดมี 4 สี่เรื่อง ปูซานเลือก 2 เรื่อง ทางจีนเลือก 2 เรื่อง เงินก้อนนี้มาจากเมืองจีนชื่อว่า Youku Tudou เหมือนกับ Youtube แล้วก็เอากรรมการมาตัดสิน จาก 4 เรื่องนี้ถ้าใครชนะจะได้เงินทำหนังใหญ่ ซึ่งปรากฏว่าเราได้ อันนั้นคือเริ่มจากการร่วมทุนกับเมืองจีน เขาให้เงินก้อนนึงมา ทำให้เปิดกล้องได้ พอหลังจากนั้นเงินมันไม่พอ เราก็คิดว่าทำไงดี โปรดิวเซอร์ของเราคนนึงชื่อเมย์ เขาก็บอกว่าให้ลองติดต่อไปทางฝรั่งเศส เพราะเขามีทุน Aide aux Cinémas du Monde ที่มีเงื่อนไขว่าต้องมี co-producer เป็นคนฝรั่งเศส กับต้องใช้เงินที่ฝรั่งเศส 50% พอเราสมัครไปก็ได้เงินกลับมา เลยทำให้ได้ร่วมทุนฝรั่งเศส ร่วมทุนจีน

เวลาได้รางวัลจากเทศกาลต่างๆ เขาก็ฮือฮาว่าเป็นหนังไทย คนต่างชาติรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ในฐานะหนังไทย

คือหนังเราถึงแม้มันร่วมทุนสามประเทศ แต่มันพูดภาษาไทยและโลเคชั่นอยู่ที่เมืองไทย เขาก็เลยพิจารณาว่ามันเป็นหนังไทยอยู่แล้ว พอเราไปฉายที่เมืองนอก ต่างประเทศเขารู้จักผู้กำกับไทยอยู่ไม่กี่คน ที่รู้จักมากๆ คือพี่เจ้ย ทุกครั้งที่ไปก็เลยจะมีฟีดแบ็คกลับมาว่าเราจะเป็นโรงเรียนเดียวกับพี่เจ้ย Thai Cinema School เดียวกัน แล้วหนังเรามีความเป็นป่า มีฉากเซอร์เรียลิสม์ แต่เราก็บอกว่าเราชอบงานพี่เจ้ย เราไม่ปฏิเสธว่าได้รับอิทธิพล (หัวเราะ) แล้วจริงๆ พี่เจ้ยก็มีส่วนที่ทำให้เราได้เงินช่วย คือตอนที่ ชิงช้าสวรรค์ เป็นหนังสั้น แล้วได้รับพิจารณา 4 เรื่องเพื่อให้ทุนทำหนังใหญ่ หนึ่งในกรรมการที่ตัดสินตอนนั้นก็คือพี่เจ้ย

ก่อนหน้านี้ทำหนังสั้นมาแล้วกี่เรื่อง

ก็ทำมาเรื่อยๆ น่าจะประมาณ 7-8 เรื่อง แต่มีช่วงนึงที่เราไม่ได้ทำเลย ก็คือข่วงที่ไปเป็นช่างภาพ ถ่ายให้หนัง มหาสมุทรและสุสาน, Vanishing Point รับงานถ่ายอย่างเดียวเลย จริงๆ แล้วเราก็อยากจะทำหนังของเราตั้งแต่ต้นแหละ เพียงแต่มันมีโอกาสได้ถ่ายก่อนเท่านั้นเอง

รู้สึกว่าการเป็นผู้กำกับภาพมาก่อนเป็นข้อดีหรือจุดเด่นมั้ย

ข้อดีจริงๆ คือมันมีประสบการณ์ตอนถ่ายเยอะขึ้น เหมือนเราได้เรียนรู้กับทีมงาน กับผู้กำกับที่เปลี่ยนไปตลอด ได้เห็นความคิดของคน แล้วพอถึงช่วงโปรดักชั่นที่ถ่ายทำ เรารู้สึกว่าเรามีประสบการณ์ที่จะคอนโทรลมันได้ คือพอตอนถ่ายจริงเราต้องปรับบทให้เป็น shooting script (บทสำหรับถ่ายทำ) มันก็จะอยู่ในหัวว่าช่วงนี้สามารถถ่ายแบบนี้ได้ รู้เทคนิคทางภาพยนตร์ในการถ่ายทำมากขึ้น แล้วทำให้ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนคนอื่น อะไรที่เสียเวลาในการทำมากๆ เราก็พยายามเลี่ยงไปทำอย่างอื่นที่มันน่าจะให้ผลมากกว่า

แต่มันก็มีข้อเสียที่เราพยายามจะหนีเหมือนกันนะ อย่างเราถ่ายพวกหนังโฆษณาด้วยไง แล้วทุกอย่างมันจะมีความเหมือนกับโฆษณา อย่างเช่นความเนี้ยบ ซึ่งตอนที่วางแผนถ่ายเราก็พยายามจะไม่เอาแบบนั้น อย่างพวกสีสัน เสื้อผ้า ที่หลายคนเขาชอบเลือกกัน เราก็บอกว่าอะไรก็ได้เอามาเลย (หัวเราะ)

แต่ภาพในหนังที่ออกมามันก็ยังสวยนะ ดูสวยแบบคุมโทน

จริงๆ เราก็อยากให้มันดูดิบกว่านั้น คือได้ฟีดแบ็คจากหลายๆ คนตอนทำ ชิงช้าสวรรค์ ว่ามันเหมือนกับหนังสั้นโฆษณาไปหน่อย มันดูเนี้ยบเกิน ทำให้ความเป็นผู้อพยพมันโดนผลักไป เราก็เก็บมาพยายามพัฒนาต่อไป

พี่กำกับภาพเองมั้ยในเรื่องนี้

ถ่ายโดย เบิ้ล นวโรภาส รุ่งพิบูลโสภิษฐ์ เป็นผู้ช่วยที่ทำงานกับเรามาตลอด คือเราทำงานเป็นช่างภาพมาก่อนหน้านี้ แล้วน้องคนนี้เขาช่วยเรามา 7-8 ปีแล้ว พอได้โอกาสกำกับเราเลยอยากจะให้เขาได้โอกาสขึ้นมาด้วยกัน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกของเขาเหมือนกันในการถ่าย

ช่วยเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยเรียนหน่อยว่ามาทำหนังได้ยังไง

พอเราเรียนจบจิตรกรรม (ศิลปากร) แล้วไม่รู้จะทำอะไร ก็มีรุ่นพี่ชวนไปทำอาร์ตไดในหนัง ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเลยว่าอาร์ตไดคืออะไร ไม่รู้จักวงการภาพยนตร์มาก่อน เราก็เออ ลองไปทำแล้วกัน เห็นมันชื่ออาร์ตไดเรคเตอร์ ก็ดูดีเนอะ ก็ไปทำพร็อพ จัดฉาก ฟังดูดีแต่เหนื่อยมาก (หัวเราะ) เป็นกรรมกรเลยล่ะ ทำ  999-9999 ต่อติดตาย, สตรีเหล็ก 2, Beautiful Boxer แล้วก็ ธิดาช้าง เป็น 4 เรื่องที่เราทำเป็นอาร์ตไดเต็มตัว กินเวลาไป 3-4 ปีเหมือนกันนะ แล้วช่วงนั้นก็ทำอาร์ตไดในโฆษณาเยอะมาก สองสามร้อยตัวเลย

เราไปสนิทกับโปรดักชั่นเฮ้าส์นึงซึ่งมีแก๊งโปรดิวเซอร์เป็นเด็กนักเรียนนอก เขาก็มาบอกเราว่า พุท มึงไปเทคคอร์สอะไรก็ได้มาจากเมืองนอกสองเดือน แล้วกลับมาเป็นตากล้อง คือตอนนั้นเราอยากเป็นตากล้อง เขาก็บอกว่าเนี่ย กลับมาแล้วมาถ่ายเฮ้าส์พี่ก็ได้ เราก็บอกว่าจริงเหรอ เขาก็บอกว่า จริง คนไทยแม่งไม่ดูโชว์รีลหรอก เขาดูว่ามึงจบที่ไหนมา อันนี้คือความคิดของพวกเขานะ เราก็ไป แต่ว่ามันสนุก สุดท้ายก็อยู่ถึงสี่ปีเลยที่โน่น

แต่พอไปแล้วความอยากที่จะทำช่างภาพมันก็หมดไปละ เหมือนเริ่มไปเห็นพวกพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แล้วกลับมาดูงานอาร์ตที่เราเคยเรียน ก็คิดว่าไม่เอาดีกว่า ไปทำโปรดักชั่นภาพยนตร์ ไปทำวิดีโออาร์ต ช่วงอยู่ที่นั่นก็พยายามหาทุนทำงานในมิวเซียมให้ได้ แบบให้มีงานแสดง แล้วเราก็ได้จากที่ญี่ปุ่น ที่ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ อะไรพวกนี้ แต่มันก็เล็กๆ ที่ญี่ปุ่นเราได้ทุนไปอยู่สามเดือน แล้วก็มีทุน Follow up อีกอันนึงได้ไปอยู่ปีครึ่ง ไปอยู่ไอร์แลนด์ 6 เดือน ไปทำงานวิดีโออาร์ต ได้เรียนรู้เรื่องการตัดต่อ การถ่าย ซึ่งเป็นสื่อที่ตอนเรียนศิลปากรไม่เคยรู้จัก รู้จักแต่แบบ image ไม่รู้จักเรื่องจริงๆ พอเข้าไปเจอก็รู้สึกมันตื่นเต้นดี

เรากลับมาเมืองไทยอีกทีตอนปี 2009 ก็ไม่รู้ทำอะไรอีกแล้ว พอดีมีโปรดักชั่นเฮ้าส์นึงเขาสนใจ ก็ลองให้เราไปกำกับ แต่พอไปทำแล้วก็ยิ่งไม่ชอบเลยการกำกับหนังโฆษณา มันน่าเบื่อมาก แต่มันได้เงินเยอะ พอได้เงินมาอยู่ในมือแล้วรู้สึกว่าถ้าต้องหาเงินแล้วเราทำอะไรดีวะในโปรดักชั่นหนัง งานอาร์ตไดก็ไม่อยากทำแล้ว เหนื่อยเกิน เหมือนตัวเองต้องกลับไป 8 ปีที่แล้วอีกครั้ง ก็เลยลองเป็นช่างภาพดู ก็บอกเจ้าของโปรดักชั่นเฮ้าส์คนนั้นว่า ต่อไปผมไม่กำกับแล้วนะ ให้ผมถ่ายเหอะ แล้วก็มีโอกาสได้เริ่มถ่ายจากนิดๆ หน่อยๆ มีคนบอกต่อก็เลยเริ่มเป็นช่างภาพตั้งแต่ปีนั้น ปี 2009

แล้วที่เขาบอกว่าไปเรียนเอาดีกรีกลับมาอัพเลเวลได้นี่จริงมั้ย

เราว่าไม่จริงอ่ะ เพราะเรากลับมาโปรดักชั่นเฮ้าส์นั้นก็ปิดตัว (หัวเราะ) เราว่ามันไม่ได้ช่วยจริงในเรื่องนั้น เราว่าสุดท้ายแล้วคนเขาก็ฉลาดพอที่จะดูโชว์รีล ดูความสามารถเรามากกว่า ไม่เกี่ยวกับดีกรี

คิดว่าระหว่างเมืองนอกกับเมืองไทย ที่ไหนมีโอกาสมากกว่ากัน

จริงๆ เมืองไทยก็มีโอกาสที่ดี แต่เมืองนอกเราว่าน่าจะไปในฐานะการเรียนรู้ ให้เรามีโอกาสกว้างขึ้นที่จะไปรู้จักอะไรบางอย่าง เช่นวิดีโออาร์ตที่เราได้ไปรู้จักตรงนั้นก่อน แต่ถ้าถามว่าเมืองไทยมีโอกาสมั้ย เมืองไทยมีโอกาสมากกว่า เพราะจริงๆ เราไปอยู่เมืองนอกก็เป็นเหมือนแรงงาน เป็นพลเมืองชั้นสอง แต่เมื่อเราอยู่เมืองไทย มันจะมีเมืองนอกที่เขาชอบสนับสนุนประเทศโลกที่สามอย่างเรา มีหลายที่มากอย่างเวิร์คช็อปที่ฝรั่งเศสที่เราไปทำตอนปี 2011 นั่นก็ช่วยเฉพาะคนทำหนังจากประเทศโลกที่สาม แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนเมืองไทย เงินที่ได้เป็นกอบเป็นกำในการทำงานจริงๆ น่าจะเป็นของกระทรวงวัฒนธรรม หรือ สศร. ที่ให้ทุนทำวิดีทัศน์ ภาพยนตร์ ซึ่งเราก็โชคดีได้หลายครั้งเหมือนกัน

จริงๆ เมืองไทยก็มีโอกาสที่ดี แต่เมืองนอกเราว่าน่าจะไปในฐานะการเรียนรู้ ให้เรามีโอกาสกว้างขึ้นที่จะไปรู้จักอะไรบางอย่าง

ทุนของเมืองไทยมีเงื่อนไขเยอะมั้ย

ไม่มีเลย จริงๆ แล้วดีมาก แต่ความที่ไม่มีเงื่อนไขเนี่ยมันกลายเป็นปัญหา อย่างการให้ทุนก้อนใหญ่กับหนังเรื่องเดียว ซึ่งมันสามารถเอามาขับเคลื่อนให้คนทำหนังหน้าใหม่ได้อีกเยอะ แต่ตอนนี้เราไม่ชัวร์ว่าเขาเริ่มเอาคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เข้าไปเป็นกรรมการ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์หลัก เขาเอาคนที่ทำหนังอิสระเข้าไปด้วย เราเชื่อว่าก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนทุนของกระทรวงมันไม่บอกว่าให้เท่าไหร่จนกว่าผลจะออก แต่ถ้าเป็นเมืองนอกเขาจะบอกจำนวนมาเลย เช่นอันนี้จะให้ทุนถ่ายทำ 4 ล้านบาท แต่นี่ บางคนได้ตั้งร้อยล้าน บางคนได้สามแสน แต่เขาให้เรายื่นข้อเสนอไปก่อนนะว่าโปรเจ็คของเราจะใช้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะได้น้อยกว่าหรือเท่าๆ กับที่เราขอ

แล้วในเชิงพาณิชย์ การฉายในเมืองไทยมันมีเงื่อนไขมากมั้ย

มันมีค่าโปรเจคเตอร์ที่เรียกว่า VPF อะไรเนี่ย ต่อรอบ ซึ่งจริงๆ เขาเก็บมาจนคุ้มแล้ว ปัจจุบันคนทำหนังก็ยังต้องแบกภาระช่วยโรงอยู่อีก แต่ระบบธุรกิจนี้มันซับซ้อนสำหรับเราเหมือนกัน คือเข้าใจว่าเขามีโรง เขาจ้างคน เขาเสียค่าเช่า เขาก็ย่อมอยากได้หนังที่มันทำเงิน เราก็ไม่รู้ว่าแล้วหนังที่เล็กๆ มันจะทำยังไง ถ้าถาม เราว่าประเทศเราน่าจะมีแบบ cinematheque ที่รัฐสนับสนุนในการทำโรงเล็กหน่อยแต่มีคุณภาพที่ดีเพื่อให้คนเข้ามาดู หรืออาจจะสนับสนุนในแง่การจัดจำหน่ายให้ มันน่าจะดีกว่าการไปพึ่งโรงใหญ่ๆ ที่เขาก็ทำธุรกิจของเขา

หนังเรื่องนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการเซ็นเซอร์

เราคิดว่าไม่มี เพราะเราเคยไปฉายที่เมืองจีนซึ่งเรื่องเซ็นเซอร์หนักแต่ก็ผ่าน เลยคิดว่าเมืองไทยไม่น่าจะมี

แต่การทำเรื่องผู้อพยพก็มีแรงเสียดทานใช่มั้ย

ถ้าทำเรื่องผู้อพยพอื่นคงไม่เป็นไร แต่เราดันมาทำโรฮิงญา ซึ่งคนในประเทศไทยส่วนใหญ่เกลียดเขา มันก็มีสื่อออนไลน์ไปลงข่าวเราแล้วเขียนว่า เรื่องนี้แด่ โรฮิงญา โอ้โห มีคนด่าเต็มเลย (หัวเราะ) ว่าจะทำให้พวกมันทำไม เอาไปเลี้ยงสิไม่ต้องมาทำหนัง เมื่อสามวันก่อนเราไปร่วมงานที่ออสเตรเลีย ก็มีคนไทยที่ทำสื่อในออสเตรเลียมาสัมภาษณ์ ซึ่งเขาก็ไปอ่านมาเยอะมั้ง เขาบอกว่าพี่คิดยังไงกับคำพูดว่า เอาไปเลี้ยงที่บ้านสักตัวนึงสิ (หัวเราะ) คือเจอคำถามนี้มาทำให้เรารู้ว่าเขาไม่ได้มองคนพวกนั้นเป็นมนุษย์ เขามองคนเหล่านั้นเป็นสัตว์ ซึ่งเราว่านี่มันเป็นปัญหา ประเทศเราไม่ใช่ปัญหาผู้ลี้ภัย แต่เป็นปัญหาเรื่องทัศนคติกับคน

เขาไม่ได้มองคนพวกนั้นเป็นมนุษย์ เขามองคนเหล่านั้นเป็นสัตว์ ซึ่งเราว่านี่มันเป็นปัญหา ประเทศเราไม่ใช่ปัญหาผู้ลี้ภัย แต่เป็นปัญหาเรื่องทัศนคติกับคน

แล้วในเรื่องของการจัดจำหน่ายเคยคิดถึงสตรีมมิ่งมั้ย

ตอนนี้เอาจริงๆ แล้วยัง เราอยากจะให้หนังมันฉายโรง เราไม่แน่ใจว่าลักษณะหนังเรามันเหมาะกับสตรีมมิ่งหรือเปล่า แต่เราก็ไม่ได้รังเกียจว่ามันจะไม่ได้ แต่แผนของพวกเรา ขนาดดีวีดียังไม่กล้าคิดเลย แผนของเราคืออยากให้มันฉายตามเทศกาลต่างๆ เรามีเซลล์เอเจนต์เป็นคนฝรั่งเศสถือสิทธิจัดจำหน่ายทั่วโลกยกเว้นประเทศไทยกับจีน เพราะจีนก็เอาของเขาไป ในต่างประเทศเราก็ไม่ได้วางแผนอะไรเลยเพราะมีคนทำให้แล้ว เราวางเฉพาะเมืองไทยเนี่ยแหละว่าจะเอายังไง จริงๆ สิ่งที่น่าจะพอได้เงินหรืออะไรกลับมาคือการขายของชำร่วย อะไรยังงี้ (หัวเราะ)

ก่อนหน้านี้เราไปฉายหนังที่กรีซ เมืองเทสซาโลนิกิ สิ่งที่เทศกาลเขาทำแล้วน่าสนใจ คือหนังสายประกวดมี 15 เรื่อง เขาก็คัดเลือกศิลปิน 15 คนมาประกบกับหนัง ให้ดูหนังแล้วก็ทำงานศิลปะขึ้นมาชิ้นนึง ในเทศกาลภาพยนตร์ก็มีทั้งหนังและ exhibition งานศิลปะอีกหนึ่งเซ็ตคู่กันไป แล้วมันเวิร์คตรงที่คนเยอะมาก มาดูงานศิลปะแล้วก็กลับไปดูหนัง เราไปฉายที่กรีซ 3 รอบ คนเต็มโรงทุกครั้งเลย เราก็ เอ๊ย มันอาจจะเวิร์ค เราก็ไปคุยกับโปรดิวเซอร์ที่ฝรั่งเศส เขาก็สนใจว่าจะเอางานศิลปินชิ้นนั้นเลยที่กรีซ หรือจะทำรูปแบบเดียวกัน คือสร้าง exhibition ขึ้นมาในงานเปิดตัวหนัง เพราะว่าขนาดที่ฝรั่งเศสเอง ปีนี้มันมีหนังเรื่องนึงที่ได้รางวัลสูงสุดจากเบอร์ลิน เป็นหนังเรื่องแรกของผู้กำกับหญิง ซึ่งมันน่าจะขายได้ในยุโรปมากๆ เพราะว่าเขาขายได้ 19 ประเทศ แต่ปรากฏว่าตอนไปฉายที่ฝรั่งเศส 300 โรง ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีคนดู 50,000 คนขึ้นไป แต่ปรากฏว่ายอดจริงๆ แค่ 3,000 คน แสดงว่าหนังระดับชนะเบอร์ลินสูงสุดยังขายไม่ได้ เขาก็มีปัญหาเหมือนเราแหละ เขาก็เลยรู้สึกว่ามันต้องทำอะไรบางอย่างกับหนัง ให้มันฉายให้ได้

เหมือนว่าตอนนี้ต้องพยายามดึงคนไปเข้าโรง เพราะคนมีทางเลือกอื่นๆ เยอะนอกจากโรงหนัง

เราคิดเสมอแหละว่าภาพยนตร์มันเป็นสื่อที่เรียกร้องเยอะ ต้องมาอยู่ในที่มืดๆ 2 ชั่วโมงเพื่อที่จะมาดู และตอนนี้คนก็สามารถทำอะไรก็ได้ในมือถือ

มีคนเคยยกตัวอย่างนึงให้ฟัง คือหนังสารคดีของคนไทยซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นปรากฏการณ์เหมือนกันนะ เพราะหน้าหนังแบบสารคดีมันไม่น่าจะขายได้ในไทย แต่ปรากฏว่ามันไป touch กับกลุ่มคนที่ชอบแบ็คแพ็ค คนนั่งรถไฟเที่ยว ชอบถ่ายรูป ตอนแรกเขาคิดว่ามันน่าจะได้ประมาณสี่หมื่น ปรากฏว่ามันได้เป็นหลักล้าน ซึ่งก็น่าแปลกเหมือนกัน

อย่างนี้เวลาทำหนังเราต้องคิดในเชิงธีมหรือจุดขายมากขึ้นด้วยมั้ย

คือถ้าเรามีอะไรตั้งมั่นในชีวิตอย่างนึง เราไม่อยากให้มันโดนอะไรอย่างอื่นมาแปลกปลอม ตอบไปก็เหมือนกับว่าไม่อยากให้หนังขายได้ จริงๆ ก็อยากให้หนังขายได้แหละ แต่เหมือนกับสู้กับตัวเอง ถ้าเกิดความคิดอย่างนั้นไป เราก็จะไม่มีอะไรยึดแล้ว มันก็ไม่ต่างกับที่เราไปถ่ายโฆษณาหรอก

กระเบนราหู เป็นเรื่องของผู้อพยพ มีองค์กรต่างๆ อย่าง UNHCR ติดต่อมาขอดีลด้วยมั้ย

จริงๆ เริ่มมีเหมือนกันนะ แต่เพราะหนังยังไม่ได้ออกฉาย เราก็เลยเก็บไว้ก่อน แต่เราเคยมาดูตัวเลขรายได้เฉลี่ยของหนังไทยอิสระที่ผ่านมาแล้วก็คิดกันในทีมว่าถ้าอย่างนั้นไม่เอาเงินก็ได้นะ เราเอาไปทำอะไรให้มันเกิดประโยชน์ดีกว่ามั้ย (หัวเราะ) อย่างเช่นเอาไปฉายตามมูลนิธิหรืออะไรที่เขาติดต่อมา หรือว่าฉายในมิวเซียมอย่างเดียว แต่เราก็จะติดปัญหาว่า หนังมันอุตส่าห์ลงทุนระบบเพื่อภาพยนตร์มา ถ้าเกิดมี cinematheque เราก็จะได้ระบบนั้นเพื่อให้คนดูเต็มรูปแบบอย่างที่เราอยากได้  เพราะถ้าเราไม่ต้องทำเป็น cinema หรือทำเป็นวิดีโอ เราใช้ cost น้อยลงกว่านี้เยอะมาก ก็เลยอยากจะให้เห็นความสามารถของทั้งหมดออกไปให้ได้

ตอนนี้มีแพลนจะทำอะไรต่อไป

ตอนนี้ก็มีโปรดิวเซอร์หลายที่ที่สนใจอยากร่วมงานกัน เพราะเห็นหนังได้รางวัลแหละ ก็คิดว่าอยากจะทำเร็วๆ นี้ พยายามคิดโครง สร้างโปรเจ็คออกมาก่อน

หลังจากได้รางวัลทำให้ง่ายขึ้นมั้ย

มีคนสนใจตัวเรามากขึ้น แต่เราไม่รู้ว่ากระบวนการต่อจากนี้อย่างมันจะได้เงินรึเปล่าเนี่ยมันจะง่ายขึ้นรึเปล่า

ถ้าเราไม่ได้ทำเชิงพานิชย์ แต่ไปขอทุนมาแล้วทำก็อยู่ได้มั้ย

คือถ้าพูดถึงรายได้ของตัวเราเองกับทีมงานหลักๆ อย่างโปรดิวเซอร์ ถึงวันที่หนังได้รางวัลมาเนี่ยได้กันไม่เยอะหรอก แต่ทีมงานทั้งหมดเราจ่ายเต็มอัตรานะ ส่วนคนหลักๆ เราถือว่าเป็นโปรดิวเซอร์ ถ้าเกิดหนังขายได้หรือได้ผลกำไรค่อยมาแบ่งกัน ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่ผิดนะในการทำ… คือเรามองว่าถ้าเกิดจะทำหนังเรื่องนึง ไม่ใช่ว่าเงินน้อยแล้วทำได้ มันก็ต้องให้คนที่มาร่วมกับเราได้ผลตอบรับที่เหมาะสมกับตัวเขาด้วย

เรื่องนี้ใครเป็นโปรดิวเซอร์บ้าง

ก็มี เก่ง จักรวาล (นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Vanishing Point) แล้วก็ โก้ ชาติชาย (ไชยยนต์ โปรดิวเซอร์) เราทำงานกันสามคนมาตลอด คือผลัดกันน่ะ วนกันไป ตอนแรกเลยในบริษัทมีแค่สามคนเท่านั้น แต่มันหาเงินไม่ได้ ก็เลยดึงอีกคนนึงชื่อว่า เมย์ วิทวัส เมฆสวรรค์ ที่เคยเป็นหุ้นส่วนกับบริษัท เอ็กซ์ตร้า เวอร์จิน คือหนังเรามันจะเป็น co-production เราอยากหาคนที่ชำนาญการติดต่อธุรกิจกับเมืองนอก รู้เรื่องวงการภาพยนตร์ที่กว้างกว่าพวกเรา เมย์เขาเคยทำเทศกาล Bangkok Film รู้จักโปรแกรมเมอร์ทั่วโลก ก็เลยดึงเขาเข้ามาช่วย กลายเป็น 3 สามคน เมย์ เก่ง โก้ แล้วก็คนฝรั่งเศสที่เราขอให้เขามาโปรดิวซ์หาทุนให้

แล้วเรื่องต่อไปของ mit-out sound คือ

Anatomy of Time ของเก่ง ก็ได้ co-producer เป็นฝรั่งเศสเหมือนกัน ได้ทุนมาแล้วก้อนนึงว่าจะถ่ายปีหน้า

จริงๆ การมีโปรดิวเซอร์ร่วมมันก็เป็นโมเดลธุรกิจแบบนึงเหมือนกันใช่มั้ย

ถ้าเรามีโปรดิวเซอร์เยอะ ข้อดีคือเราจะได้ทุนเยอะ แล้วก็มีคนช่วยเราผลักดันหนังไป แต่ข้อเสียคือการแชร์รายได้ตอนหลัง เพราะถ้าโปรดิวเซอร์มาจากเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน เขาก็จะขอสิทธิจัดจำหน่ายในประเทศของเขา ถ้าเกิดมีโปรดิวเซอร์ห้าคน นอกเหนือจากห้าประเทศนี้แล้ว เราก็ต้องมาแชร์ห้า เราก็จะได้เต็มๆ ในเมืองไทยเราอย่างเดียว ซึ่งเมืองไทยรายได้เราก็ย่ำแย่ (หัวเราะ)

คือการ co-production มันต้องมีตัวแทนขาย แต่เขาจะเว้นให้กับโปรดิวเซอร์นั้นๆ อย่างเช่นของเราก็ยกเว้นฝรั่งเศส จีน ไทย เสร็จแล้วรายได้ทั่วโลกเขาก็จะเอาผลกำไรเข้าบริษัทตัวแทนของเขาก่อน แล้วค่อยแบ่งกลับไปให้โปรดิวเซอร์อีกสามประเทศที่เหลือ แต่ถ้าเกิดเรามีโปรดิวเซอร์เยอะกว่านั้นก็จะหารเยอะขึ้นอีก และก็จะเสียประเทศไปให้โปรดิวเซอร์เหล่านั้นด้วย คือได้น้อยลง แต่จะได้ budget มากขึ้น ก็ต้องเสี่ยงดวงเอา

ถ้าเกิดผลกำไรทางธุรกิจที่ดีที่สุดคือ ทำเอง จ่ายเอง เอาเงินกลับมาเองให้ได้ ก็ต้องเสี่ยงเอง (หัวเราะ) แต่ถ้ารัฐบาลไทยซัพพอร์ต เขาไม่ได้ต้องการอะไรกลับมา หนังไปขายเราก็ได้ทั่วโลกเลย มันก็เป็นข้อดีข้อเสีย บางคนก็ยังกลัวในการที่จะ co-production กับฝรั่ง

แล้วมันมีปัญหาอะไรมั้ยกับการ co-production

เรื่องแรกเลยที่ทุกคนกลัวมากที่สุดคือ เขาจะมายุ่งเรื่องเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ เขาจะมาดูสคริปท์แล้วรู้สึกว่ามันขายไม่ได้ในประเทศเขาแล้วจะขอเปลี่ยน แต่ในกรณีเรา เราไม่โดน เรากลับรู้สึกว่าเราได้รับฟีดแบ็คจากเขามากกว่าด้วยซ้ำ คือเขาไม่ได้ต้องการให้เราเปลี่ยนแต่เขาจะคอมเมนต์ว่าเขารู้สึกยังไงกับบท ซึ่งมันก็เวิร์คกับเราเพราะนี่เป็นหนังเรื่องแรกของเราด้วย โปรดิวเซอร์เราทำหนังมาแบบเกือบร้อยเรื่องแล้วอ่ะ เราก็รู้สึกว่าได้เรียนรู้กับคนที่มีประสบการณ์การขาย

อันนี้เป็นวิถีของหนังอินดี้ไทยส่วนใหญ่?

แต่ในช่วงรอบที่ผ่านมา เราคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครที่ co-production กับต่างประเทศ อาจจะมีพี่เจ้ยที่โมเดลชัดมากๆ… แต่อย่างของพี่สืบ (บุญส่ง นาคภู่) ที่มีนายทุนคนไทยสนับสนุนหนังของเขา ก็เป็นอีกลู่ทางนึงที่น่าสนใจ

เห็นว่าเคยไปถ่ายหนังที่พม่าด้วย

เราเคยถ่ายหนังพม่าในปี 2015 ซึ่งก็มีชวนมาบ่อยๆ เราไปถ่ายโฆษณาพม่าเป็นร้อยๆ ตัวเลย แต่หนังเพิ่งเคยถ่ายเรื่องเดียว พม่าเวลาถ่ายหนังเขาถ่ายกันสามสิบวันไม่พักเลย เท่ากับว่าเราต้องใช้เวลาอยู่ในพม่า 40 วันรวด 30 วันถ่าย อีก 10 วันเตรียมการ เหนื่อยมาก

เราเรียนประวัติศาสตร์มาว่าพม่าคือประเทศศัตรูของเรามาตลอด… แต่ครั้งแรกๆ ที่ไป… ผู้กำกับพม่าคนนึงถามว่า เราเคยรบกันด้วยเหรอ

คนไทยชอบมีภาพลักษณ์เกี่ยวกับพม่าที่ออกแนวโบราณๆ แล้วที่พม่าเขามองเรายังไงบ้าง

สิ่งแรกที่เราไปแล้วรู้สึกประหลาดใจมาก คือเราเรียนประวัติศาสตร์มาว่าพม่าคือประเทศศัตรูของเรามาตลอด แต่ครั้งแรกๆ ที่ไป มีคนพม่าเขาอยากจะทำหนังกับเรา ก็เลยมาคิดกันว่ามีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้าง เราก็บอกว่าทำนี่มั้ยล่ะ หนังสงคราม ไทย-พม่า แต่ทำให้มันรักกัน แบบไม่ต้องทำหนังให้มันรบกันอ่ะ ผู้กำกับพม่าคนนึงถามว่า เราเคยรบกันด้วยเหรอ เราก็เลยบอกว่า อ้าว ก็มีคนในประวัติศาสตร์มาพยายามพูดให้เราฟัง เขาก็บอกว่า อ๋อ แต่เราจำไม่ได้ เออๆ ใช่ๆ เราเคยรบกันสมัยอยุธยา แต่มันไม่ได้โดนฝังว่าเราเป็นศัตรูกันกับเขา แต่ทำไมเรามองเขาว่าเป็นศัตรูนะ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าประหลาด

แล้ววงการหนังที่พม่าเป็นยังไง

จริงๆ ก็น่าจะดีนะ แต่ตัวเลขรวมอาจจะไม่เท่าไหร่ คือพม่าเขายังอยู่ในโลกที่ออนไลน์สตรีมมิ่งยังไม่เร็วพอ คนต่างจังหวัดของเขายังซื้อดีวีดี มาดูหนัง มันเลยเกิดอุตสาหกรรมหนังแผ่น ซึ่งแต่ก่อนไทยก็เคยมีนะ ผู้กำกับพม่าที่เราเคยไปทำงานด้วย เขาบอกว่าเขากำกับหนังมาร้อยเรื่อง แล้วเขาอายุน้อยกว่าเราอีกอ่ะ คือทำเดือนละ 2-3 เรื่อง ซึ่งมันคือหนังแผ่น เราเลยเริ่มเข้าใจว่าอุตสาหกรรมเขายังแข็งแรงอยู่

โรงหนังเขามีน้อย แต่เหมือนเขามีคิวที่ต้องวนเข้า คือสมมติว่าเป็นสล็อตของหนังพม่า เมื่อผ่านเซ็นเซอร์แล้วมันจะโดนจองให้เข้าฉายเป็นช่วง แล้วก็โดนจัดระบบว่ามีหนังฮอลลีวู้ดกี่เรื่องในช่วงเวลานั้น หนังฮอลลีวู้ดมันจะอยู่อีกสล็อตนึง มันจะมีโรงฉายหนังท้องถิ่นกับโรงที่ฉายหนังต่างประเทศ มันวนสล็อตอย่างนี้ เราเลยคิดของเราเองนะว่า มันน่าจะไม่มีการถอดออกเร็วรึเปล่า เพราะหนังพม่าที่เข้าไปแล้วโดนสล็อตสองอาทิตย์ มันก็ต้องยืนโรงฉายสองอาทิตย์ให้ได้

คนไทยจะได้ดู กระเบนราหู กันเมื่อไหร่

หนังกำลังจะเข้าฉายกลางปีนี้ เหตุผลคือเราจะรอผลทุนก่อน เพราะมันมีทุนของการจัดจำหน่ายอีกก้อนนึง ซึ่งถ้าได้ทุนก้อนนี้มาเราก็ไม่ห่วงเรื่องรายได้แล้ว เพราะรายได้จากการฉายที่มีคนเคยประเมินให้ สำหรับหนังไทยอิสระปกติก็คือ ต่ำสุด 70,000 ถึงสูงสุดประมาณไม่เกินสามสี่แสน

แล้วจริงๆ ยังมีอีกช่องทางนึงในการขายคือลงจอทีวี ซึ่งมีเจ้าที่เขาซื้อหนังไทยที่ออกจากโรงไปฉายแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว คือเขาจะให้เงินหลักแสน ซึ่งตอนนี้ทางโปรดิวเซอร์เราก็พยายามไปขายให้ได้มากที่สุด อย่าง Vanishing Point ก็เคยขายไป

อย่าง Vanishing Point นี่ได้กำไรมั้ย

ไม่ได้กำไรเลย (หัวเราะ) แต่มันไม่มีต้นทุนไง มันได้ funding มา ต้นทุนคือแรงงานและเวลาของพวกเรา แล้วตอนนั้นเราทำกันสามคนเอง ก็ได้เงินกันหลักๆ จากการขายลงทีวีนี่แหละ ในโรงยอดขายตั๋วโดนหักไปครึ่งนึงออกมายังไม่พอจ่ายค่าจัดงานรอบพิเศษ ซึ่งหมดไปเป็นแสน (หัวเราะ) แต่ก็ยังได้แกลอรี่หนึ่งช่วย แล้วก็มีได้จากการขายดีวีดีบ้าง เสื้อยืดบ้าง

อย่างหนังบางเรื่อง ขายเสื้อยืดได้ดีกว่าหนังอีกอ่ะ (หัวเราะ) เสื้อต้นทุน 60 บาท ขายสองสามร้อย ได้กำไรมากกว่าตั๋วหนังอีก แล้วบางคนก็ซื้อโดยที่ไม่ได้ดูหนังด้วยซ้ำ

คิดว่าค่าตั๋วหนังมันถูกไปมั้ย คือในระบบ อุปสงค์-อุปทาน ถ้าของมีที่คนซื้อน้อยมันน่าจะต้องราคาสูงถึงจะอยู่ได้หรือเปล่า

เราเพิ่งไปฟังมาสเตอร์คลาสของ ไฉ้หมิงเลี่ยง มา พูดถึงโมเดลการขายหนังเลย เขาพูดเล่นๆ กับสาธารณะว่า คนจีนที่ชอบหนังของเขาน่าจะมีสัก 7% แต่ครึ่งนึงในนั้นอ่ะ ไม่เคยดูหนังเขาเลย (หัวเราะ) คือรู้ว่าเป็นหนังอาร์ตที่ทั่วโลกชอบ ก็เลยชอบไปด้วย แล้วหนังเขาฉายตอนเช้า ตอนบ่ายออกเป็นดีวีดีก็อปปี้เรียบร้อย ขนาดหนังเขาเป็นหนังอินดี้อาร์ตแบบไม่มีคนดูเลยนะ

แต่เขาบอกว่านี่คือการเอาตัวรอดของเขา เขารู้ว่าระบบก็อปปี้ดีวีดีเขาแก้ไม่ได้ เขาจะไปฟ้องร้องก็ทำไม่ได้ สิ่งที่เขาทำได้คือเขาโทรไปหาเจ้าของบริษัท อธิบายว่าเขาลำบากขนาดไหนในการทำหนังเรื่องนึง แล้วเขาบอกว่ามันได้ผลนะ เว็บไซต์ต่างๆ เอาหนังเขาออกหมดเลย เหมือนกับใช้การทำความเข้าใจกับคน

*หมายเหตุ ล่าสุด กระเบนราหู มีกำหนดเข้าฉายในเมืองไทยแล้ว คือวันที่ 11 กรกฏาคม 2562 ติดตามข่าวอัพเดทได้ที่เฟซบุ้คเพจ Manta Ray กระเบนราหู (www.facebook.com/krabenrahu)

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก