ดูหนังจากหนังสือ เมื่อวรรณกรรมไทยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์

944

เขียนโดย บดินทร์ เทพรัตน์ (จากบทความในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 780 ปักษ์แรก สิงหาคม 2553)

การนำหนังสือหรือสิ่งบันเทิงอื่นๆ อาทิ วิดีโอเกม, อนิเมชั่น, รายการทีวี, บทความจากหนังสือพิมพ์, ชีวประวัติคนดัง หรือแม้กระทั่งเครื่องเล่นในสวนสนุก (ก็ Pirates of the Caribbean นั่นไง!) อาจเรียกได้ว่ามีปริมาณครึ่งต่อครึ่ง เมื่อเทียบกับจำนวนหนังที่มีการสร้างทั้งหมด (ไม่งั้น ออสการ์คงไม่แบ่งรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมออกเป็น 2 ประเภท-บทดั้งเดิมกับบทดัดแปลง หรอก)

ความนิยมในการนำวัตถุดิบอื่นมาดัดแปลงเป็นหนัง เกิดจากสาเหตุหลัก 2 ข้อ ข้อแรกคือวัตถุดิบดั้งเดิมที่คุณภาพดีพอ จนสมควรที่จะถูกนำมาสร้างเป็นหนังนั้นมีน้อยแสนน้อย จนไม่พอกับความต้องการของผู้สร้างหนัง ถ้าเป็นเช่นนั้นจะมัวรอวัตถุดิบดั้งเดิมอยู่ทำไม สู้ไปหาวัตถุดิบมาจากหนังสือ เกม หรือสิ่งที่ประสบความสำเร็จหรือมีคุณภาพดีอยู่แล้วยังจะดีกว่า

สาเหตุข้อที่สอง คือ ทำให้หนังเรื่องนั้นได้กลุ่มลูกค้าเพิ่มเติม เพราะถือเป็นการช่วยดึงคนที่เป็นแฟนหนังสือเข้ามาอุดหนุนหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือเล่มนั้น แต่ก็อีกนั่นแหละ หนังที่สร้างมาจากหนังสือขายดีหลายเรื่อง จนวางแผนจะทำเป็นภาคต่อเสียดิบดี ก็มีที่ท่าดีทีเหลว เจ๊งจนนับนิ้วไม่ไหวอีกเช่นกัน

สำหรับวงการหนังไทยในยุคปัจจุบัน จะเห็นว่ายังไม่ค่อยมีหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือมากมายสักเท่าไร แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าวงการวรรณกรรมหรือหนังสือจะไร้ซึ่งการเหลียวแลจากวงการหนัง เพราะในปัจจุบันก็ได้มีหนังบางเรื่องที่นำหนังสือขายดีมาดัดแปลง (แน่นอนว่า หนังสือขายดีย่อมได้รับการเหลียวแลมากกว่าหนังสือขายยากหรือวรรณกรรมฮาร์ดคอร์อ่านยาก ซึ่งนั่นก็แปลว่า เราคงยังไม่เห็น “เงาสีขาว” ของ แดนอรัญ แสงทอง ถูกสร้างเป็นหนังเร็วๆ นี้แน่นอน)

บทความนี้จะขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจว่า ในยุคปัจจุบันนี้มีหนังเรื่องไหนที่ดัดแปลงมาจากอะไรบ้าง

*อนึ่ง หนังที่ถูกนำมายกตัวอย่างในบทความนี้ จะขอนับถึงแค่หนังไทยยุคใหม่ช่วงหลัง พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา อีกทั้งหนังเรื่องนั้นจะต้องสร้างจากบทประพันธ์ที่มีอยู่แล้ว ไม่นับหนังที่นำบทภาพยนตร์มาแปลงเป็นหนังสืออีกทีอย่าง ปืนใหญ่จอมสลัด, Last Live in the Universe หรือ ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น

 

หนังสือดีซีไรท์

ว่ากันว่า บรรดาหนังสือเรื่องสั้น นิยาย หรือบทกวีน้ำดี จะมีฤดูกาลเก็บเกี่ยวตักตวงอยู่ปีละช่วง นั่นคือ ช่วงประกาศผลรางวัลซีไรท์ ซึ่งผลงานที่ได้รางวัลจะเป็นที่กล่าวขวัญจากผู้อ่านและมียอดขายพุ่งขึ้นสูงกว่าเดิมหลายเท่า แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นแค่ไหน แต่หนังสือรางวัลซีไรท์กลับถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์น้อยเรื่องมาก หลังจากภาพยนตร์เรื่อง ลูกอีสาน กับ คำพิพากษา แล้วก็แทบไม่มีหนังสือรางวัลซีไรท์เล่มไหนถูกสร้างเป็นหนังอีกเลย มีที่ฝ่าวงล้อมอำมหิต หลุดรอดออกมาเป็นภาพยนตร์ได้ 2 เรื่อง ดังต่อไปนี้

 

ไอ้ฟัก (The Judgement) พ.ศ. ๒๕๔๗

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “คำพิพากษา” ของ ชาติ กอบจิตติ

ผู้กำกับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ นักแสดง ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์, บงกช คงมาลัย

เรื่องราว ไอ้ฟัก ทิดสึกใหม่ผู้ทำหน้าที่เป็นภารโรงในโรงเรียน ถูกคนในหมู่บ้านมองว่าเป็นคนเลว จากข้อหาเอา สมทรง-ซึ่งเป็นเมียพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตไป-มาเป็นเมียตัวเอง ทั้งที่มันเป็นเพียงเรื่องเท็จที่ลือจากลมปากชาวบ้าน ทำให้เขาถูกคนในหมู่บ้านต่อต้านไม่คบหา

หนังกับหนังสือ หนังสือเรื่อง “คำพิพากษา” สะท้อนถึงสภาพสังคมและความเลวร้ายของมนุษย์ได้อย่างถึงแก่น ทำให้นิยายอันแสนหดหู่เล่มนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนิยายรางวัลซีไรท์ที่ดีที่สุด สำหรับหนังเวอร์ชั่นใหม่นี้ ผู้กำกับพันธุ์ธัมม์เปลี่ยนชื่อหนังของเขาเป็น ไอ้ฟัก เพื่อไม่ให้ผู้ชมยึดติดกับเรื่องราวในหนังสือมากเกินไป โดยสิ่งที่พันธุ์ธัมม์เพิ่มลงไปในหนังคือ บทบาทของสมทรงที่มีมากขึ้นเดิม จากเดิมที่เป็นตัวละครมิติเดียว และไม่มีใครเหลียวแล ในหนังเรื่องนี้ สมทรงกลายเป็นเหมือนนางเอกกลายๆ แถมทางผู้สร้างยังเพิ่มความสดใส มุกตลก และเรื่องราวโรแมนติกลงไปในช่วงแรก แต่พอเข้าสู่ช่วงหลัง หนังก็เข้าสู่ความหดหู่และสิ้นหวัง ซึ่งยิ่งนำมาเปรียบเทียบกับช่วงแรกที่ดูสดใสแล้ว ก็ยิ่งช่วยขับเน้นให้เห็นถึงความเลวร้ายของชะตาชีวิตตัวละครในครึ่งหลังมากขึ้น สิ่งที่พันธุ์ธัมม์ได้รับคำชมอย่างมากอีกอย่าง คือ การกล้าเปลี่ยนองค์ประกอบสำคัญหลายอย่างเพื่อให้หนังดูลงตัวและกระชับมากขึ้น ทั้งตอนจบ ตัดตัวละครสำคัญบางตัวทิ้ง และเปลี่ยนโทนหนังให้มีโทนของโรแมนติคคอเมดี้แทรกอยู่

ผลตอบรับ หนังทำเงินไปพอสมควร และได้รับคำชมหลายอย่าง ทั้งตัวหนัง บทภาพยนตร์ การแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงของ ปิติศักดิ์ ที่รับบทเป็นไอ้ฟัก ซึ่งกวาดรางวัลดารานำชายไปเกือบทุกเวที แต่น่าเสียดายที่หนังมีเหตุการณ์อื้อฉาวเกิดขึ้นนอกจอมากมาย ทั้งเรื่องปัญหากับกองเซ็นเซอร์ ภาพหลุดจากกองถ่าย และคดีระหว่างนางเอกกับนักเล่นเว็บบอร์ดชื่อดังแห่งหนึ่ง

 

ความสุขของกะทิ (The Happiness of Kati) พ.ศ.๒๕๕๒

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “ความสุขของกะทิ” ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ

ผู้กำกับ เจนไวยย์ ทองดีนอก นักแสดง ภัสสร คงมีสุข, สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์, จารุวรรณ ปัญโญภาส

เรื่องราว กะทิ เป็นเด็กหญิงวัย 9 ขวบ อาศัยอยู่กับตายายที่บ้านต่างจังหวัด โดยเธอได้รับการดูแลอย่างดีจากคนที่อยู่รอบตัวเธอ รวมถึง ทอง เพื่อนสนิทของกะทิซึ่งเป็นเด็กวัด แต่ถึงกระนั้น กะทิก็ยังคิดถึงแม่ผู้ให้กำเนิดซึ่งเธอไม่เคยเห็นหน้าอยู่ดี และแล้วในวันหนึ่ง ความจริงเกี่ยวกับแม่ของกะทิและชาติกำเนิดของกะทิเองก็ถูกเปิดเผย

หนังกับหนังสือ ความสุขของกะทิ” เป็นนิยายซีไรท์ที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในบรรดาหนังสือซีไรท์ทั้งหมด อาจเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เข้าถึงผู้อ่านง่าย ความยาวไม่มาก เนื้อหาและสำนวนที่ใช้มีความงดงามอ่านแล้วเพลิดเพลิน ถูกพิมพ์ซ้ำหลายครั้งทั้งยังถูกแปลเป็นฉบับต่างประเทศอีกหลายภาษาอีกด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือรางวัลซีไรท์ที่ถูกวิจารณ์ในแง่ลบ ทั้งเรื่องมายาคติที่แฝงอยู่ในนิยาย หรือคุณภาพโดยรวม สำหรับเวอร์ชั่นหนัง สามารถเก็บเอาสไตล์และเนื้อหาใจความโดยรวมของหนังสือมาได้อย่างครบถ้วน แม้คนที่ไม่ชอบหนังสือก็จะยังคงไม่ชอบตัวหนังอยู่ดี แต่หากพิจารณาดีๆ แล้ว หนังเรื่องนี้ถือว่ามีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าสนใจ อย่างน้อยที่สุดคือมีความกล้าหาญที่จะฉีกขนบหนังสำหรับเด็กหลายอย่าง อาทิเช่น การดำเนินเรื่องที่เนิบช้าและทิ้งช่องว่างให้ผู้ชมเก็บไปคิดเองหลายเรื่องเหมือนหนังยุโรปและหนังอาร์ทเฮาส์อเมริกา อีกทั้งฉากที่สื่อสัญลักษณ์ชวนให้ตีความต่อ (เช่น ฉากม้า)

ผลตอบรับ แม้ว่าหนังจะเข้าฉายในช่วงวันเด็ก แต่ก็ทำเงินไปน้อยมาก อาจเป็นเพราะหนังทำออกมาอาร์ทตัวพ่อไปหน่อย จนเด็กงง อีกทั้งเป็นหนังที่ไม่ถูกปากคนส่วนใหญ่ จนกระแสปากต่อปากปลุกไม่ขึ้น จนทำให้สุดท้ายหนังปิดโปรแกรมไปที่ 10 ล้านบาทเท่านั้นเอง

 

วรรณกรรมคลาสสิค

 

มหา’ลัยเหมืองแร่ (The Tin Mine) พ.ศ.๒๕๔๘

ดัดแปลงมาจาก หนังสือชุด “เหมืองแร่” ของอาจินต์ ปัญจพรรค์

ผู้กำกับ จิระ มะลิกุล ผู้แสดง พิชญะ วัชจิตพันธ์, ดลยา หมัดชา, สนธยา ชิตมณี

เรื่องราว เรื่องราวในหนังสือถูกเขียนมาจากเรื่องจริงของผู้ประพันธ์ นั่นคือ อาจินต์ ปัญจพรรค์ อดีตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัย จนเขาเลือกที่จะหันเหชีวิตไปอีกทางนั่นคือ ไปสมัครงานเป็นคนงานเหมืองแร่ที่จังหวัดพังงา ที่นั่นเขาได้เรียนรู้ถึงบทเรียนชีวิตมากมายที่มหาวิทยาลัยไม่มีสอน

หนังกับหนังสือ หนังสือชุด “เหมืองแร่” ถูกยกย่องให้เป็น 1 ใน 100 เล่มหนังสือที่คนไทยควรอ่าน แต่ที่ผ่านมา อาจินต์กลับไม่เคยอนุญาตให้ใครนำไปดัดแปลงเป็นหนังเลย โดยเขาให้คำอธิบายไว้ในคำนำในหนังสือของเขาว่า “เรื่องชุดเหมืองแร่ของข้าพเจ้าไม่มีแอ๊คชั่นสำหรับแสดง แต่มันเป็นเรื่องของอีโมชั่นสำหรับอ่าน” อีกทั้งเหมืองแร่ยังไม่ได้มีลักษณะเป็นนิยายขนาดยาวที่มีการดำเนินเรื่องแบบต้น-กลาง-จบ แต่เป็นรวมเรื่องสั้นแนวหักมุมจบเสียมากกว่า ทำให้เหมาะที่สร้างเป็นซีรีย์ทางโทรทัศน์มากกว่าหนังยาว แต่ในที่สุดอาจินต์ก็ใจอ่อนยอมขายลิขสิทธิ์ให้กับ จิระ มะลิกุล แห่ง GTH จนได้ จิระใช้วิธีคัดเลือกเหตุการณ์ตอนเด็ดๆ ทั้งหมดในหนังสือมาร้อยเรียงกันให้มีเส้นเรื่องบางๆ โดยเปรียบเปรยการใช้ชีวิตในเหมืองแร่ให้เหมือนการเรียนมหาวิทยาลัย มีรับน้องใหม่ มีเลื่อนชั้น และจบการศึกษา

ผลตอบรับ หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นโปรเจคท์ยักษ์ล้มของค่าย GTH เมื่อพิจารณาว่าหนังใช้ทุนสร้างสูงกว่า 70 ล้านบาท แต่เก็บรายได้แค่เพียง 20 ล้าน สำหรับเสียงวิจารณ์ หนังได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องงานสร้างว่าทำออกมาได้อลังการและพิถีพิถัน แต่ตัวหนังโดยรวมกลับได้รับเสียงวิจารณ์ในแบบ “Good but not great” หรือ ดีแต่ไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยม อาจเป็นเพราะความพยายามใส่องค์ประกอบเด็ดๆ จากในหนังสือลงไปในหนังมากเกินไป จนทำให้ มหา’ลัยเหมืองแร่ เหมือนเป็นชุดเหตุการณ์เด็ดๆ ที่นำมาแปะรวมกันมากกว่าเป็นหนังเรื่องยาวเรื่องหนึ่ง

 

ทวิภพ (The Siam Renaissance) พ.ศ.๒๕๔๖

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “ทวิภพ” ของ “ทมยันตี”

ผู้กำกับ สุรพงษ์ พินิจค้า นักแสดง ฟลอเรนซ์ วนิดา เฟเวอร์, รังสิโรจน์ พันธุ์เพ็ง, พิเศก อินทรครรชิต

เรื่องราว มณีจันทร์ หญิงสาวผู้ทำงานในสถานทูตฝรั่งเศส ค้นพบกระจกที่สามารถใช้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตในยุคสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมณีจันทร์ที่ย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ใช้ความสามารถทางด้านภาษาและการเจรจาทางการทูต ช่วยหาแนวทางแก้ไขปัญหาความมั่นคงของสยาม

หนังกับหนังสือ เนื้อหาในหนังสือเน้นที่ความรักสลับกับเรื่องการเมือง แต่พอเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ผู้สร้างได้ชูประเด็นการเมืองขึ้นมาเป็นหลักและลดทอนประเด็นเรื่องรักออกไป หากคนที่เป็นแฟนหนังสือทวิภพ หรือเคยผ่านตาหนังหรือละครเวอร์ชั่นเก่ามาก่อน ถ้ามาเจอเวอร์ชั่นนี้อาจมีเหวอรับประทานได้ เพราะทวิภพเวอร์ชั่นนี้ถือเป็นการนำโครงร่างคร่าวๆ ของทวิภพมาตีความและแต่งเติมเรื่องราวใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม (ทมยันตีก็ให้สัมภาษณ์ในเชิงตัดพ้อว่า นี่ไม่ใช่ทวิภพที่เธอรู้จัก)

แต่ถึงกระนั้น ด้วยความตั้งใจของผู้สร้างหนังและทุนสร้างมหาศาลจากนายทุน ทำให้หนังที่ออกมา ‘เกินคาด’ ในหลายๆ เรื่อง ทั้งงานสร้างที่อลังการ การแทรกประเด็นทางการเมืองและสังคมที่หนักอึ้ง บวกกับการเล่าเรื่องที่สลับซับซ้อนและดูยากกว่าหนังตลาดทั่วไป อาจเรียกได้ว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็นความกล้าหาญของผู้สร้างหนังและนายทุนอย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายที่หนังเวอร์ชั่นฉายโรงทั่วไปถูกบังคับให้ตัดต่อให้สั้นลง ทำให้ตัวหนังดูกระท่อนกระแท่นไปหน่อยโดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่องที่รวบรัดตัดตอนค่อนข้างมาก

ผลตอบรับ ค่อนข้างเงียบเหงา อาจเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ออกฉายในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ โหมโรง ซึ่งกำลังเป็นขวัญใจมหาชนอยู่ในขณะนั้น แต่พอผู้ชมพบว่าเป็นหนังประเภท ‘ขอบันไดหน่อย’ ผิดความคาดหมายแบบนี้ ก็ทำให้เสียงตอบรับเป็นไปในด้านลบ สุดท้ายหนังเรื่องนี้กลายเป็นอีกหนึ่งยักษ์ล้ม ส่วนผู้กำกับสุรพงษ์ที่หลายคนชื่นชมฝีมือ ภายหลังประสบปัญหาสุขภาพ จนทำให้หนังเรื่องนี้อาจเป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่เขาจะได้ทำ

 

แม่เบี้ย พ.ศ. ๒๕๔๔

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “แม่เบี้ย” ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์

ผู้กำกับ สมจริง ศรีสุภาพ นักแสดง – พุฒิชัย อมาตยกุล, นภคปภา นาคประสิทธิ์

เรื่องราว เมขลา ไกด์สาวผู้อาศัยอยู่ในเรือนไทยโบราณริมน้ำกับงูอีกหนึ่งตัว เธอได้พบรักกับ ชนะชล นักธุรกิจนักเรียนนอก ผู้มีภรรยาและลูกสาวที่น่ารักและมีครอบครัวที่อบอุ่นอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดเป็นรักต้องห้าม ซึ่งเมื่อเวลายิ่งผ่านไป เรื่องราวความรักอันเร่าร้อนของทั้งคู่ก็ยิ่งถลำลึกพร้อมกันกับที่งูในบ้านก็เริ่มทวีความดุร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ

หนังกับหนังสือ เสน่ห์ของนิยายเรื่องนี้อยู่ที่ความลึกลับ ไม่น่าไว้ใจของจิตใจมนุษย์ ตัณหา ราคะ และสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยมีการใช้งูเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความลุ่มหลงในกิเลศตัณหาของตัวละคร บวกกับการดำเนินเรื่องที่พลิกผันสุดเร้าใจและสำนวนเท่เหลือกินเหลือใช้ของวาณิช ทำให้ แม่เบี้ย ถือเป็นนิยายระดับมาสเตอร์พีซของวาณิชเลยทีเดียว ซึ่งวาณิชเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาชอบผลงานเรื่องนี้ที่สุด (โดยเขาบอกว่า เรื่องนี้เหมือนมีผีจับเขียน จนทำให้เขาไม่สามารถเขียนนิยายในระดับนี้ได้อีกแล้ว)

แต่น่าเสียดายที่ความลุ่มลึกของจิตใจมนุษย์ ความน่ากลัวและน่าหลงใหลของกิเลสตัณหาในหนังสือได้ตกหล่นหายไป จนทำให้สุดท้ายหนัง แม่เบี้ย ถูกจดจำในฐานะหนังอีโรติคสยองขวัญ เช่นเดียวกับแม่เบี้ยเวอร์ชั่นนี้ ซึ่งสิ่งที่ผู้ชมทั่วไปจดจำเหลือเพียงแค่ภาพของนางเอกนภคปภากำลังนุ่งกระโจมอกขูดมะพร้าวเท่านั้นเอง

ผลตอบรับ หนังทำเงินไปได้พอสมน้ำสมเนื้อ แต่ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มแฟนหนังสือ แต่ถึงกระนั้น สองนักแสดงนำซึ่งเล่นแข็งทั้งคู่ในเรื่องนี้ต่างก็พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นนักแสดงขายฝีมือได้อย่างน่าชื่นชม

 

สนิมสร้อย (Feathers of Passion) พ.ศ.๒๕๔๖

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “สนิมสร้อย” ของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

ผู้กำกับ จรูญ วรรธนะสิน นักแสดง หทัยทิพย์ สีสังข์, ฌานิศ ใหญ่เสมอ, เฮเลน นิมา

เรื่องราว เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว มีซ่องโสเภณีชื่อดังที่สุดซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหน้าไหน ต่างก็แวะเวียนมาใช้บริการอยู่เสมอ โดยซ่องแห่งนี้มี พี่สมร ผู้ไม่เชื่อถือในความรักเป็นเจ้าของ โดยมีหญิงสาวที่ทำงานในบ้านโสเภณีหลังนี้มากมาย ชีวิตของพวกเธอแต่ละคนล้วนซับซ้อนและไม่ง่ายดาย

หนังกับหนังสือ นักอ่านหลายคนยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของคุณ’รงค์ ด้วยความที่’รงค์ถ่ายทอดชีวิตคนธรรมดาออกมาได้อย่างมีเลือดเนื้อ และถ่ายทอดภาพคนชายขอบของสังคมออกมาได้อย่างสมจริงมีสีสัน พอนิยายเล่มนี้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ได้กลายเป็นหนังพีเรียดฟอร์มยักษ์ หนังมีองค์ประกอบที่ดีเยี่ยมทั้งงานสร้าง ฉาก เครื่องแต่งกาย แต่เนื่องจากหนังสือคลาสสิคเล่มนี้มีความยาวเกือบ 500 หน้า ทำให้เวอร์ชั่นหนังต้องตัดทอนรายละเอียดปลีกย่อยจากหนังสือออกไปเยอะมาก สำหรับบทพูดในหนังได้มีการนำคำจากในหนังสือของ’รงค์ มาใช้ (คุณ’รงค์ให้คำจำกัดความสำนวนตัวเองว่าเป็นสำนวนเพรียวนม) ทั้งจากหนังสือเล่มนี้ และเล่มอื่นๆ เสมือนเป็นการบูชาครู แต่ภาษาของ’รงค์อาจจะดูดีเวลาอยู่ในหนังสือ มากกว่าอยู่บนจอภาพยนตร์

ผลตอบรับ ด้วยความที่หนังโดยรวมไม่ลงตัวเท่าไร อีกทั้งด้วยการประชาสัมพันธ์ที่เน้นไปที่ฉากเซ็กซ์มากกว่าดราม่า ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย กลายเป็นหนังที่ขาดทุนมหาศาลอีกเรื่อง

 

มนต์รักทรานซิสเตอร์ พ.ศ.๒๕๔๔

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ของ วัฒน์ วรรลยางกูล

ผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง นักแสดง ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ, สิริยากร พุกกะเวส, สมเล็ก ศักดิกุล

เรื่องราว แผน หนุ่มบ้านนอกผู้รักเสียงเพลง เขามีภรรยาชื่อ สะเดา หญิงสาวผู้ชอบฟังเพลงลูกทุ่งเป็นชีวิตจิตใจไม่แพ้กัน ต่อมาแผนถูกเกณฑ์เป็นทหารขณะที่สะเดากำลังตั้งท้อง เขาตั้งใจว่าพอพ้นกำหนดแล้วจะรีบกลับมาหาเธอ แต่พอแผนแอบออกมาจากค่ายทหารเพื่อไปประกวดร้องเพลงแล้วดันได้รางวัลขึ้นมา ทำให้เขาเริ่มหวังไกล จนชีวิตเปลี่ยนแปลงไป

หนังกับหนังสือ วัฒน์ วรรลยางกูล ถือว่าเป็นนักเขียนที่เป็นปากเสียงของคนยากจนมาช้านาน นิยายส่วนใหญ่ของเขาสะท้อนเรื่องราวชีวิตในชนบทและคนต่างจังหวัดที่ออกมาสมจริง ตรงข้ามกับเป็นเอกซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในกทม.และต่างประเทศ ทำให้ผลงานโฆษณาและหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเสียส่วนใหญ่ จนเป็นเอกเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาต้องไปศึกษาชีวิตชนบทก่อนทำหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าตัวหนังที่ออกมาจะไม่ใช่หนังที่มีสไตล์และมุมมองแบบชนบทแท้ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเอกได้ใส่ความบันเทิงและสไตล์ที่น่าสนใจลงในหนังเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม หนังออกมาจัดจ้าน ทั้งการใส่มุกตลกร้าย แง่มุมดรามาของตัวละคร การเล่าเรื่องและบทภาพยนตร์ การแสดงของนักแสดงนำทั้งคู่ หรือเพลงลูกทุ่งคลาสสิคมากมายซึ่งถูกใส่เข้ามาในเรื่องได้อย่างถูกจังหวะ

ผลตอบรับ หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จทางด้านเสียงวิจารณ์และรางวัลมากที่สุดในเรื่องหนังที่ดัดแปลงจากนิยาย และเป็นหนังที่แฟนหนังทั่วไปของเป็นเอกชอบมากที่สุด (สูสีกับ Last Life in the Universe)

 

ข้างหลังภาพ (Behind the Painting ) พ.ศ.๒๕๔๔

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “ข้างหลังภาพ” ของ ศรีบูรพา

ผู้กำกับ  เชิด ทรงศรี นักแสดง คาร่า พลสิทธิ์, ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์

เรื่องราว ข้างหลังภาพ เป็นเรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่าง คุณหญิงกีรติ หญิงสาววัย 30 ปีผู้แต่งงานกับสามีสูงวัย และ นพพร ชายหนุ่มนักศึกษาผู้หลงรักเธอ พวกเขาพบกันในขณะที่ฝ่ายหญิงไปฮันนีมูนที่ญี่ปุ่นและฝ่ายชายซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่นั่นได้รับมอบหมายให้พาคุณหญิงไปเที่ยว แม้ทั้งคู่จะมีใจให้แก่กันแต่ด้วยสถานภาพทางสังคมที่เป็นไปไม่ได้ จึงต้องหักห้ามใจ

หนังสือกับหนัง ต้องถือว่านี่เป็นหนังที่ถ่ายทอดจากหนังสือได้ตรงที่สุด ทั้งการดำเนินเรื่องและบทสนทนาที่ดำเนินรอยตามหนังสือทุกกระเบียดนิ้ว อีกทั้งการถ่ายทำที่ตามไปถ่ายในสถานที่ที่ระบุไว้ถึงญี่ปุ่นจนเกือบครบ จนทำให้ผู้ชมหลายท่านอาจจะมองว่าตรงเกินไปหรือเปล่า แต่ถึงจะตรงขนาดนั้น แต่หนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นหนังที่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมทั้งสองฝั่งแบบสุดขั้ว นั่นคือ ถ้าไม่ชอบมากก็เกลียดกันไปเลย ฝ่ายที่ไม่ชอบก็อาจจะมองว่าเชย นักแสดงเล่นแข็ง ฉากและงานสร้างไร้ความสมจริง ฝ่ายที่ชอบก็มองว่า เป็นหนังที่ถ่ายทอดได้แบบซื่อตรงไร้จริต ในรูปแบบ Old Fashion แต่ถึงกระนั้น เราก็ต้องยอมรับว่า เชิด ทรงศรี ถือเป็นผู้กำกับที่รักษาเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม

ผลตอบรับ ด้วยเสียงตอบรับที่ก้ำกึ่ง ทำให้สุดท้ายหนังเรื่องนี้ทำรายได้ไปได้แค่พอประมาณ แต่ถึงกระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นการปิดตำนานการกำกับหนังเรื่องสุดท้ายของผู้กำกับอย่าง เชิด ทรงศรี ได้อย่างน่าประทับใจ

 

จัน ดารา (Jan Dara) พ.ศ.๒๕๔๔

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “เรื่องของจัน ดารา” โดย อุษณา เพลิงธรรม

ผู้กำกับ นนทรีย์ นิมิบุตร นักแสดง สันติสุข พรหมศิริ, วิภาวี เจริญปุระ, คริสตี้ ชุง, เอกรัตน์ สารสุข, สุวินิต ปัญจมะวัต, ภัทรวรินทร์ ทิมกุล

เรื่องราว หนังอีโรติคตลกร้ายเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวชีวิตของ จัน (ย่อมาจากคำว่าจัญไร) ดารา ผู้เกิดมาในคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยราคะและตัณหา แม่ของจันเสียชีวิตหลังคลอดจันออกมา โดยจันได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อเลี้ยงอย่างคุณหลวงซึ่งเกลียดจันเข้าไส้ คุณหลวงเริ่มหาความสุขทางเพศจากบรรดาสาวๆ ทั้งหลายในบ้านหลังจากที่แม่ของจันจากไป ด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้ในเวลาต่อมา จันเริ่มที่จะเรียนรู้เรื่องเพศรสตามรอยคุณหลวง

หนังกับหนังสือ หลายคนบอกตรงกันว่ายากที่ทำเป็นหนัง เนื่องจากมีฉากเสพสังวาสและพฤติกรรมผิดศีลธรรมของตัวละครตลอดทั้งเรื่อง จนถ้าหนังทำเหมือนหนังสือทุกอย่าง คงถูกกองเซ็นเซอร์ผู้รักศีลธรรมของไทยสั่งให้ห้ามฉายแน่นอน สุดท้ายตัวหนังเลยออกมาเบากว่าที่คิด จนต้องตัดเนื้อหาบางส่วนออกไป แต่ถึงกระนั้นก็ต้องถือว่าหนังเรื่องนี้พยายามรักษาเนื้อเรื่องหลักๆ และบรรยากาศของหนังไว้ได้ดี แต่น่าเสียดายที่โทนเสียดสีของหนังสือหล่นหายไปจากฉบับหนังตามฉากโป๊เปลือยไปด้วย จนทำให้หนังที่ออกมามีเสน่ห์และความน่าจดจำสู้หนังไม่ได้

ผลตอบรับ หนังทุนสร้างสูงเรื่องนี้ได้รับคำชมในเรื่องงานสร้าง ฉาก ภาพ เครื่องแต่งกายที่ละเมียดละไมสมกับเป็นหนังพีเรียดที่ตั้งใจสร้างเรื่องหนึ่ง แต่นอกจากกระแสเรื่องความอื้อฉาวก่อนหนังฉาย แล้ว พอหนังฉายจริงกลับไม่ค่อยมีกระแสพูดถึงสักเท่าไร อาจเป็นเพราะเนื่องจากตัวหนังที่ไม่ดีถึงขั้นได้รับคำชมปากต่อปาก จนทำให้ทุกวันนี้ สิ่งเดียวที่คนพูดถึงหนังเรื่องนี้ ก็คือฉากถูน้ำแข็งอันลือลั่น ซึ่งน่าเสียดายเมื่อนับว่า หนังเรื่องนี้มีประเด็นที่น่าจะนำมาถกต่อหลังหนังจบมากมาย

 

ชั่วฟ้าดินสลาย (Eternity) พ.ศ.๒๕๕๓

ดัดแปลงมาจาก นวนิยายขนาดสั้นของ เรียมเอง หรือ มาลัย ชูพินิจ

ผู้กำกับ มล.หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล นักแสดง อนันดา เอเวอริ่งแฮม, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์, เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล, ดารณีนุช โพธิปิติ

เรื่องราว ยุพดี ม่ายสาวพราวเสน่ห์หัวสมัยใหม่จากพระนครได้สมรสกับ พะโป้ คหบดีม่ายชาวพม่าอายุคราวพ่อ เจ้าของกิจการป่าไม้อันมั่งคั่งแห่งกำแพงเพชร และเดินทางไปใช้ชีวิตฉันท์สามีภรรยาที่ปางไม้เขาท่ากระดาน ซึ่งยุพดีคิดว่าชีวิตของเธอได้ถูกเติมเต็มแล้วในทุกๆ ด้าน แต่ท่ามกลางพลังอำนาจแห่งไพรพฤกษ์และขุนเขา เมื่อยุพดีได้มาพบเจอกับ ส่างหม่อง หนุ่มพม่าผู้หล่อเหลาปานเทพบุตรแต่แสนบริสุทธิ์ในกามโลกีย์ผู้เป็นหลานชายของพะโป้ ต่างก็เกิดความสิเน่หาต่อกัน ยิ่งทั้งคู่ได้ชิดใกล้กันมากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดอาการหวั่นไหวและอยากอยู่ด้วยกันมากขึ้นเท่านั้นตามสัญชาตญาณหนุ่มสาวที่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ โดยหารู้ไม่ว่านี่คือ “จุดเริ่มต้นแห่งโศกนาฏกรรมรัก” เมื่อพะโป้ได้มอบบททดสอบความรักให้กับทั้งคู่ ว่าจะสามารถอยู่ด้วยกันจวบชั่วฟ้าดินสลายได้หรือไม่

หนังกับหนังสือ เนื่องจากเป็นบทประพันธ์ที่มีพล็อตติดตรึงใจจนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการันตีความแข็งแกร่งของเนื้อหาได้ประมาณหนึ่ง แต่การดัดแปลงเป็นหนังอีกครั้งในยุคสมัยนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะปัจจุบันหาหนังรักพีเรียดยอดยุคแบบอลังการงานสร้าง เนื้อหาหม่นเศร้าไม่ค่อยได้แล้ว และนี่ยังเป็นการหวนมาเขียนบทและกำกับภาพยนตร์อีกครั้งของหม่อมน้อยหลังจากที่ห่างเหินไปนานถึง 13 ปีตั้งแต่ทำหนังเรื่อง อันดากับฟ้าใส โดยหม่อมน้อยตั้งใจที่จะเคารพบทประพันธ์และสร้างให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ผลตอบรับ หนังได้รับเสียงชื่นชมด้านงานสร้าง เครื่องแต่งกาย ดนตรีประกอบ การถ่ายภาพ ที่ปราณีตพิถีพิถัน รวมถึงทีมนักแสดงนำที่ทำหน้าที่อย่างไม่มีกั๊กโดยเฉพาะฉากเลิฟซีนของอนันดา ทำให้หนังได้เข้าชิงและคว้ารางวัลมากมายจากหลายสถาบัน โดยเสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ยกให้เป็นเวอร์ชั่นที่อธิบายที่มาที่ไปของตัวละครมากที่สุด แม้ว่าจะยังมีบางจุดที่ขาดๆ เกินๆ อยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นผลงานที่ทำให้หม่อมน้อยได้คัมแบ็คอย่างสวยงามก่อนที่ท่านจะได้ทำหนังพีเรียดอีกหลายเรื่องตามมา (รวมถึงหนังที่สร้างจากวรรณกรรมไทยคลาสสิคอย่าง จันดารา และ แผลเก่า ด้วย)

 

อื่นๆ อีก (ไม่) มากมาย

นอกจากเรื่องที่กล่าวไปแล้ว ยังมีหนังเรื่องอื่นๆ ที่ดัดแปลงมาจากนิยายคลาสสิคอยู่อีกจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่โด่งดังและเข้าข่ายเป็นหนังที่ถูกหลงลืม แต่ถึงกระนั้นหนังกลุ่มนี้ก็มีหลายอย่างที่น่าพูดถึงอยู่ดี

 

พันธุ์หมาบ้า (พ.ศ.๒๕๓๓)

นิยายฮิปปี้สุดคลาสสิคตลอดกาล ของ ชาติ กอบจิตติ ซึ่งเคยถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เมื่อ 20 ปีที่แล้วโดยฝีมือการกำกับของ สหรัฐ วิไลเนตร นำแสดงโดย อำพล ลำพูน และ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก โดยมีข่าวก่อนหน้านี้มานานว่าจะมีการหยิบมาทำใหม่ นำแสดงโดย อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม เป็น อ๊อตโต้ และ เป้ อารักษ์ รับบทเป็น ทัย ภายใต้การอำนวยการสร้างโดย นนทรีย์ นิมิบุตร แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

 

คนไททิ้งแผ่นดิน (พ.ศ.๒๕๕๓)

สร้างมาจากนิยายรางวัลมูลนิธิ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2516 ของ สัญญา ผลประสิทธิ์ นิยายอิงประวัติศาสตร์ (แบบไม่ควรคาดหวังความถูกต้องทางประวัติศาสตร์) เรื่องนี้ ว่าด้วยกลุ่มคนไทที่รวมตัวกันเพื่อต่อต้านการรุกรานของชนเผ่าฮานและพยายามรวบรวมคนในชาติขึ้นมา หนังเป็นผลงานกำกับของ นิรัตติศัย กัลย์จาฤก นำแสดงโดย อานัส ฬาพานิช และ ธันญ์ ธนากร หนังใช้ทุนสูงและเวลาสร้างที่บานปลาย แต่สุดท้ายกลับล้มเหลวทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ อาจเป็นเพราะตัวหนังที่คุณภาพยังไม่ลงตัว และวันฉายที่เลื่อนไปเลื่อนมาหลายรอบ

 

ความรักครั้งสุดท้าย (Last Love) (พ.ศ.๒๕๔๖)

ผลงานการกำกับของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล อย่างเรื่อง หนังสร้างมาจากบทประพันธ์ของ สุวรรณี สุคนธา ซึ่งนักอ่านหลายท่านให้ข้อสังเกตว่า ตัวละครเอกของเรื่องนำเค้าโครงมาจากชีวิตจริงของเธอเอง นำแสดงโดย ศิริประภา ชุมสาย ณ อยุธยา และ สราวุธ มาตรทอง หนังเป็นเรื่องราวของ รส แม่ม่ายสาวนักวาดภาพประกอบวัย 30 ปีผู้กำลังประสบปัญหาหัวใจ เลือกไม่ถูกระหว่างชายหนุ่มรุ่นน้องคนที่เธอรักและชายหนุ่มคนที่เหมาะสมกับเธอมากกว่า ความจริงหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ มจ.ชาตรีเฉลิมได้รีเมคจากหนังที่ท่านเคยทำไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว (โดยท่านให้เหตุผลว่า ฟิล์มมาสเตอร์ฉบับสมบูรณ์ของหนังฉบับเก่าไม่เหลืออีกแล้ว จึงอยากสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่)

 

ขวัญเรียม (พ.ศ.๒๕๔๔)

รีเมคมาจากหนังเรื่อง แผลเก่า บทประพันธ์ของไม้ เมืองเดิม เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของนักวิจารณ์ชื่อดังอย่าง สุทธากร สันติธวัช โดยได้ นินนาท สินไชย และ ภัครมัย โปตระนันท์ มารับบทเป็นขวัญเรียมยุคใหม่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นเพราะยุคสมัยแตกต่างจากเดิมหรือเปล่า ทำให้ความสำเร็จของขวัญเรียมยุคมิลเลนเนียมนี้จึงยังห่างไกลเมื่อเทียบกับความสำเร็จอันมหาศาลของขวัญเรียมยุค เชิด ทรงศรี

 

ขุนศึก (Sema, The Warrior of Ayudthaya) (พ.ศ.๒๕๔๖)

ผลงานที่สร้างมาจากบทประพันธ์ของ ไม้ เมืองเดิม อีกเรื่อง ผลงานการกำกับของ ธนิตย์ จิตนุกูล นำแสดงโดย วรวิทย์ แก้วเพชร, สาวิณี ภู่การุณ เป็นผลงานแนวพีเรียดที่ธนิตย์ทำออกมาหลังจากความสำเร็จของ บางระจัน และ ขุนแผน แต่น่าเสียดายที่ผลงานชิ้นนี้ไม่ประสบความสำเร็จอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ความสนุกของหนังก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรนัก

โรงแรมผี (พ.ศ.๒๕๔๕)

สร้างมาจากนิยายของ อ.อรรถจินดา กำกับโดย อนุกูล จาโรทก ซึ่งได้ วินัย ไกรบุตร มาเล่นเป็น วิญญาณคุณหลวงนฤบาลบุรีรักษ์ (ซึ่งถูกจับมาแต่งหน้าให้แก่ แต่ไร้ซึ่งความสมจริงอย่างรุนแรง) เนื่องจากคุณภาพการสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นหนังผีที่ไร้ซึ่งความน่ากลัว ทำให้หนังเรื่องนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

 

นิยายดังสมัยใหม่

 

เพื่อนสนิท (Dear Dakanda) พ.ศ.๒๕๔๘

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ “กล่องไปรษณีย์สีแดง” ของ อภิชาติ เพชรลีลา

ผู้กำกับ คมกฤษ ตรีวิมล นักแสดง  ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, มณีรัตน์ คำอ้วน

เรื่องราว หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ ไข่ย้อย กับความรักต่อหญิงสาว 2 คนในเวลาที่ต่างกัน โดยทั้งสองเหตุการณ์นั้นถูกถ่ายทอดแบบสลับกันไปมา เรื่องแรกเป็นเรื่องราวความรักของ ไข่ย้อย ที่มีให้กับเพื่อนซึ่งเรียนคณะวิจิตรศิลป์ มช. ด้วยกันอย่าง ดากานดา เรื่องที่สองเป็นเรื่องราวระหว่างไข่ย้อยกับ นุ้ย นางพยาบาลผู้ช่วยรักษาเขาตอนที่เขาประสบอุบัติเหตุขาหักจนต้องรักษาตัวอยู่ที่เกาะพะงัน

หนังกับหนังสือ หนังสือเรื่อง “กล่องไปรษณีย์สีแดง” ซึ่งเป็นต้นฉบับของหนังเรื่องนี้ ได้รับรางวัลนายอินทร์อวอร์ดสาขาสารคดียอดเยี่ยม จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า ตัวหนังสือมีเนื้อหาที่เป็นส่วนของสารคดีแทรกค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากเนื้อหาส่วนที่เป็นเรื่องแต่งมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งกินใจ จึงทำให้นิยายเรื่องนี้โด่งดังและสร้างความประทับใจให้กับผู้อื่นเกินกว่าสารคดีทั่วไป โดยเนื้อหาในหนังสือนั้นเป็นเพียงการโต้ตอบกันทางจดหมายของตัวละครไม่กี่ตัว ซึ่งถือเป็นข้อดีเพราะทางผู้เขียนบทจึงสามารถเติมเนื้อหาและจินตนาการลงไปในช่องว่างได้อย่างเต็มที่ ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มเติมเนื้อหาให้กับหนังที่สร้างมาจากหนังสือที่มีเนื้อหาน้อยหรือเรื่องสั้นนั้นควรทำเช่นไร โดยผู้เขียนบทได้ใส่ภูมิหลังของตัวละคร และเหตุการณ์ระหว่างไข่ย้อยและหญิงสาวทั้งสอง ทำให้ผู้ชมเข้าใจถึงการตัดสินใจของไข่ย้อยมากขึ้น บวกกับการตัดต่อแบบขนานระหว่าง 2 เหตุการณ์ซึ่งยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงประเด็นของเรื่องที่ชัดเจนมากขึ้น  บวกกับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น การแสดงของตัวนำและตัวประกอบที่มีสีสัน ความหม่นเศร้าที่แฝงอยู่ในเรื่อง และการกล้าที่จะเปลี่ยนตอนจบของหนังไม่ให้ซ้ำกับบทประพันธ์เดิม นั่นทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังมาสเตอร์พีซที่ออกมาจากค่าย GTH

ผลตอบรับ ด้วยเนื้อหาที่โดนใจและการประชาสัมพันธ์ชั้นยอดของ GTH ทำให้หนังที่ดูไม่มีแต้มต่อเรื่องนี้โด่งดังเกินคาด จนทำรายได้เกิน 80 ล้านบาท ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ล้นหลาม เรียกได้ว่าได้ทั้งเงินทั้งกล่อง อีกทั้งยังขึ้นแท่นเป็นหนังในดวงใจของใครอีกหลายคนอีกด้วย อีกทั้งยังทำให้เพลง “ช่างไม่รู้อะไรเลย” และหนังสือ “กล่องไปรษณีย์สีแดง” กลายเป็นของฮิตอีกครั้ง

 

หมานคร (Citizen Dog) พ.ศ.๒๕๔๗

ดัดแปลงมาจาก หนังสือ  “หมานคร” ของ คอยนุช

ผู้กำกับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง นักแสดง มหาสมุทร บุณยรักษ์, แสงทอง เกตุอู่ทอง

เรื่องราว ป๊อด หนุ่มบ้านนอกซึ่งเข้ามาทำงานเมืองกรุงเพื่อมาทำงานเป็นยาม เขาได้พบกับผู้คนประหลาดและเหตุการณ์เหนือจริงมากมาย ทั้ง จิน สาวโรงงานหน้าตาดี ตุ๊กตาหมีพูดได้และสูบบุหรี่จัด ยายที่กลายเป็นจิ้งจก ฝนที่ตกเป็นหมวกกันน็อค ภูเขาขวดพลาสติค และสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆ โดยทั้งนี้เขาต้องคอยระวังไม่ให้ตัวเอง มีหางงอกออกมาจากก้นเหมือนคนกรุงทั่วไปให้ได้

หนังกับหนังสือ หนังสือเรื่อง “หมานคร สร้างจากบทประพันธ์ของ คอยนุช ซึ่งเป็นภรรยาของ วิศิษฏ์ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งเสน่ห์ในบทประพันธ์ของคอยนุช อยู่ที่ความเหนือจริง อารมณ์ตลกร้าย มุมมองต่อสังคมและชีวิตที่ละเอียดอ่อน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ในนิยายของเธอเป็นไปในทางเสียดสีสังคม ซึ่งวิศิษฏ์สามารถถ่ายทอดองค์ประกอบดังกล่าวออกมาเป็นภาพได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ภาพในหนังออกมาสวย ฉูดฉาดและมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่ถึงแม้องค์ประกอบในหนังจะดูหลุดโลกขนาดไหน แต่ด้วย หมานครเป็นเรื่องราวในสังคมเมือง น่าจะทำให้ผู้ชมส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองน่าจะเข้าถึงได้ไม่ยาก

ผลตอบรับ หนังล้มเหลวทางด้านรายรับ โดยทำรายได้น้อยมากเมื่อเทียบกับคุณภาพของหนังและทุนสร้างที่ใช้ไป แต่ถึงกระนั้น หนังเรื่องนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า วิศิษฏ์เป็นคนทำหนังที่โดดเด่นและมีวิสัยทัศน์ที่สุดคนหนึ่ง ในบรรดาผู้กำกับหนังไทยรุ่นใหม่ทั้งหมด

 

การ์ตูน

นอกจากวรรณกรรมที่เป็นตัวหนังสือแล้ว หนังสือการ์ตูนก็ไม่น้อยหน้า มีการนำมาดัดแปลงให้เป็นภาพยนตร์เช่นกัน แต่ก็นับว่ายังมีอยู่น้อยมาก อาจเป็นเพราะการ์ตูนในประเทศไทยยังไม่โด่งดังมากนัก ต่างจากการ์ตูนญี่ปุ่น หรืออเมริกาที่มีการวางรากฐานอย่างดี ซึ่งเป็นชะตากรรมเดียวกันกับวงการอนิเมชั่นของไทยซึ่งหลังจาก สุดสาคร อนิเมชั่นของ ปยุต เงากระจ่าง แล้ว หนังประเภทนี้ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลหรือได้รับการสนับสนุนจากนายทุนหรือภาครัฐเลย

สำหรับหนังคนแสดงจริงที่สร้างมาจากการ์ตูน ในรอบ 10 ปีนี้ (ในช่วงที่บทความออกเผยแพร่ คือตั้งแต่ พ.ศ. 2543-2553) มีทั้งหมดสองเรื่องกว่าๆ (กว่าในที่นี้แปลว่าไม่เต็มเรื่อง) ดังจะกล่าวต่อไปนี้

 

หนูหิ่น เดอะมูฟวี่ (พ.ศ.๒๕๔๙)

ดัดแปลงมาจากการ์ตูนชื่อดังของ เอ๊าะ ใน ขายหัวเราะ สู่หนังที่ใช้คนแสดงจริง ผลงานการสร้างของ นนทรีย์ นิมิบุตร กำกับโดย คมกฤษ ตรีวิมล นำแสดงโดย ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์, รุ้งลาวัณย์ โทนะหงษา, ปาณิศา บัวเจริญ ซึ่งถึงแม้ว่าตัวละครในหนังจะจำลองบุคลิกจากตัวการ์ตูนได้เกือบเหมือนเป๊ะ โดยเฉพาะหนูหิ่นที่เหมือนหลุดมาจากหนังสือการ์ตูนเลยทีเดียว แต่สุดท้ายหนังกลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะตัวหนังจริงหนังขาดแคลนความสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ จนมีหลายคนบอกว่าอ่านการ์ตูนสนุกกว่า

  

อีก 2 เรื่อง (หรือเรื่องกว่าๆ) เป็นหนังที่สร้างมาจากการ์ตูนสั้นจบในตอนชุด จิตหลุด (My Mania) ของ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ เรื่องแรกคือ 13 เกมสยอง (13 Beloved) ผลงานการกำกับของชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล แสดงนำโดย กฤษดา สุโกศล, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง, อชิตะ สิกขมานา ออกฉายเมื่อปี 2549 เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้ร่วมเล่นเกมทำภารกิจให้ผ่าน 13 ข้อเพื่อให้ได้เงิน 100 ล้านบาท โดยยิ่งมากเข้า ภารกิจก็ยิ่งทวีความยากและลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้เล่นมากขึ้น โดยตัวหนังถ่ายทอดความน่ากลัวของการ์ตูนออกมาได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังเก็บประเด็นเรื่อง ความโลภและความน่ากลัวของจิตใจคนออกมาได้อย่างครบถ้วน 13 เกมสยอง เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งรายได้และคำวิจารณ์ โดยหลายคนเฝ้ารอชมภาคต่ออย่าง 14 ว่าเมื่อไหร่จะออกมาสักที

 

สำหรับอีกเรื่องที่ประสบชะตากรรมในเรื่องคำวิจารณ์แตกต่างจาก 13 เกมสยอง ทั้งที่สร้างมาจากการ์ตูนสั้นในหนังสือเล่มเดียวกัน คือ “ยันต์สั่งตาย” ในภาพยนตร์เรื่อง สี่แพร่ง ผลงานการกำกับของ ปวีณ ภูริจิตปัญญา ด้วยความที่หนังเล่นกับเอฟเฟ็คท์ และการตัดต่อ/ดนตรีประกอบที่รวดเร็วเอาใจแฟนคลับ MTV เกินไป ทำให้ผลลัพธ์สุดท้าย หนังออกมาชวนมึนหัวมากกว่าจะชวนให้รู้สึกน่ากลัว จนทำให้ สี่แพร่งตอนนี้กลายเป็นตอนที่คนไม่ปลื้มที่สุด

 

วรรณคดีคลาสสิค

นอกเหนือจากบทประพันธ์สมัยใหม่ดังกล่าวแล้ว ยังมีหนังไทยยุคปัจจุบันบางเรื่องที่นำเอาวรรณคดีเก่าแก่มาดัดแปลง แต่นับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้ววรรณคดีไทยเก่าแก่มักจะถูกดัดแปลงไปเป็นหนังจักรๆ วงศ์ๆ ฉายช่วงเช้ามากกว่า สาเหตุที่วรรณคดีไม่ได้รับการนิยมในการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อาจเนื่องจากทุนสร้างที่สูงเนื่องจากมีฉากเหนือจริงมากมาย และไม่อยู่ในกระแสนิยม

หนังที่ดัดแปลงมาจากวรรณคดีไทยคลาสสิคที่เห็นได้ชัดเจน มีอยู่ 2 เรื่อง คือ สุดสาคร และขุนแผน นอกจากนั้นยังมีหนังบางเรื่องที่สร้างมาจากวรรณกรรมที่เป็นเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก ไม่ได้เป็นวรรณกรรมที่รูปเล่มชัดเจน เช่น แม่นาคพระโขนง หรือตำนานชาวบ้านบางระจัน ซึ่งบทความนี้ขอไม่อ้างอิงถึงหนังกลุ่มนี้

หนังเรื่องแรกที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิคของ สุนทรภู่ นั่นคือ สุดสาคร (เคยถูกสร้างเป็นหนังอนิเมชั่นโดย ปยุต เงากระจ่าง ซึ่งเวอร์ชั่นคนแสดงก็ได้นำภาพจากอนิเมชั่นมาใส่เพื่อถือเป็นการคารวะหนังเวอร์ชั่นนั้นด้วย) ซึ่งเป็นหนังที่ต่อยอดความสำเร็จจาก พระอภัยมณี อันเป็นกรณีศึกษาเรื่องการทำธุรกิจภาพยนตร์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ หนังเรื่องพระอภัยมณี ที่ถูกห้ามฉายในประเทศไทยจนต้องเบนเข็มไปเป็นหนังวีซีดีแทน แต่หนังก็ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลจนมีการต่อยอดเป็นหนังเรื่องนี้ โดยมีการใช้นักแสดงและทีมงานเดิมบางท่าน และย้ายสังกัดมาอยู่ค่ายโมโนฟิล์มแทน หนังกำกับโดย ไกรสร บูรณสิงห์ นำแสดงโดย ชาลี ไตรรัตน์, สุรชัย แสงอากาศ, ภาณุเดช วัฒนสุชาติ ออกฉายในปี 2549 แม้จะต้องยกนิ้วให้กับความตั้งใจของผู้สร้าง แต่ด้วยความที่คุณภาพหนังออกมาไม่สมใจคอหนังแฟนตาซี ทั้งเรื่องเทคนิคพิเศษ การดำเนินเรื่องที่กระท่อนกระแท่น ไม่สามารถดึงเสน่ห์ของความมหัศจรรย์ในบทประพันธ์ของสุนทรภู่ออกมาได้เลย ผลที่ออกมาจึงกลายเป็นความผิดหวังทั้งทางด้านรายได้และเสียงวิจารณ์จนกลายเป็นยักษ์ล้มอีกเรื่องของค่ายโมโนฟิล์ม

หนังที่ดัดแปลงจากอีกเรื่องที่ประสบความสำเร็จกว่าเรื่องที่แล้ว คือ ขุนแผน (Legend of the Warlord) ซึ่งดัดแปลงมาจากวรรณคดีขุนช้างขุนแผน ผลงานการกำกับของ ธนิตย์ จิตต์นุกูล นำแสดงโดย วัชระ ตังคะประเสริฐ บงกช คงมาลัย, อภิชัย นิปัทธหัตถพงศ์ ฉายเมื่อปี 2545 เนื่องจากเป็นผลงานที่ต่อยอดจากความสำเร็จจากหนังเรื่อง บางระจัน ของธนิตย์ ทำให้ธนิตย์ได้รับทุนสร้างอย่างไม่อั้น ทำให้หนังออกมาอลังการสมใจทั้งฉาก งานสร้าง เทคนิคพิเศษ รวมไปถึงการถ่ายทอดบทอัศจรรย์ที่ทำได้อย่างไม่น่าเกลียด อีกทั้งหนังมีการสำรวจตัวละคร วันทอง ซึ่งเหมือนเป็นการเหยาะแง่มุมเฟมินิสต์ให้กับหนังนิดหน่อย แต่เนื่องจากหนังยังคงถ่ายทอดมุมมองความเป็นฮีโร่ของ ขุนแผน และการผจญภัย โดยทิ้งให้แง่มุมอื่นๆ ทั้งเรื่องรักสามเส้า แง่มุมตัวละครขุนช้าง ความสัมพันธ์ต่อขุนนาง หรือหญิงสาวของขุนแผนคนอื่นๆ ออกมาเบาบางดั่งปุยนุ่น ทำให้ขุนแผนฉบับนี้กลายเป็นหนังดูเพลินที่พอออกจากโรงก็ไม่มีอะไรติดหัวเรื่องหนึ่ง จนอดเสียดายความซับซ้อนของบทประพันธ์ไม่ได้ สำหรับเรื่องรายได้ หนังประสบความสำเร็จพอสมควร คือทำเงินไปได้กว่า 70 กว่าล้าน

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก