อากิระ คุโรซาว่า ซามูไรผู้ทระนง

เขียนโดย คากายากุ (จากบทความในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 789 ปักษ์หลัง ธันวาคม 2010)

หากจะมีผู้กำกับเอเชียสักคน ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักทำหนัง ระดับโลกก้าวข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์และประสบความสำเร็จสูงสุด มีแฟนหนังคลั่งไคล้และติดตามอย่างมากมาย ถูกจารึกชื่อในตำราภาพยนตร์แทบทุกเล่มบนโลก และยังส่งอิทธิพลทางด้านการทำหนังมาสู่ยุคปัจจุบันชนิดไม่เคยตกเทรนด์

คนๆ นั้นต้องเป็น อากิระ คุโรซาว่า

นับถึงตอนนี้ก็ครบรอบ 109 ปีแห่งการปรากฏตัวบนโลกของเขา (แม้ว่าเจ้าตัวจะเสียชีวิตไปเมื่อปี 1998 ก็ตาม) เรามารำลึกถึงจักรพรรดิแห่งภาพยนตร์แดนอาทิตย์อุทัยในช่วงเวลากว่าศตวรรษที่ผ่านมากัน

 

กำเนิดแห่งซามูไร

        อากิระ คุโรซาว่า หรือ คุโรซาว่า อากิระ กำเนิดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม คริสตศักราช 1910 ในหมู่บ้านเล็กๆ ของเมืองโตเกียว พ่อของเขา อิซามุ คือผู้สืบทอดสายตระกูลซามูไรเก่าแก่ แต่เลือกทำงานเป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ขณะที่แม่ของเขาเป็นลูกสาวพ่อค้าจากเมืองโอซาก้า

วัยเด็กของอากิระจัดว่าอยู่อย่างสุขสบาย ครอบครัวค่อนข้างมีฐานะ แม้ว่าจะมีลูกถึง 8 คน แต่กระนั้นก็ยังส่งเสียเลี้ยงดูทุกคนได้อย่างทั่วถึง และด้วยการที่พ่อของเขาดูแลด้านสถาบันเกี่ยวกับร่างกายของทหาร จึงทำให้ต้องเปิดรับข่าวสารความก้าวหน้าอย่างกว้างขวาง และนั่นเป็นเหตุให้ครอบครัวนี้ได้สัมผัสละครเวทีรวมถึงภาพยนตร์แบบตะวันตกเรื่อยมา

หนูน้อย อากิระ คุโรซาว่า ได้ดูหนังครั้งแรกในปี 1916 หรือเมื่อเขามีอายุได้ 6 ขวบ และในช่วงดังกล่าว เขายังเริ่มเรียนรู้และรักการวาดภาพ ไปพร้อมๆ กับกีฬาฟันดาบอย่างเคนโด้อีกด้วย

ครั้งหนึ่ง เมื่ออายุได้ 13 ขวบ พี่ชายของเขา เฮอิโกะ พาน้องชายผู้ไร้เดียงสาไปสัมผัสประสบการณ์ ครั้งสำคัญในชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับที่หลายคนได้ดูจากหนังแนวเรียนรู้ข้ามผ่านวัยเยาว์อย่าง Stand By Me นั่นคือ เขาได้เห็นความตายอย่างกระจ่างตาเป็นครั้งแรก มันเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในประเทศญี่ปุ่น พี่ชายผู้อยากรู้อยากเห็นพาน้องชายที่แก่กว่า 4 ปี ไปดูซากศพของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ที่นอนตายเกลื่อนทั่วทุกหนแห่ง แม้อากิระตัวน้อยจะไม่ยินดีปรีดาที่จะทำเช่นนั้น ทว่าสุดท้ายก็ถูกบังคับให้ดูเต็มสองตาจนได้ ผลสืบเนื่องคือการฝังใจมาจนถึงชีวิตการทำหนัง เพราะภาพยนตร์ของเขาถูกนำมาเชื่อมโยงว่า เต็มไปด้วยฉากที่ตัวละครต้องพบกับ ‘ความจริงอันโหดร้าย ไม่อาจหลบลี้หนีหน้า ซ้ำยังต้องเผชิญกับมันอย่างตรงๆ

เมื่อโตขึ้นในวัยที่ทำมาหากินได้แล้ว อากิระเลือกจะเป็นจิตรกรดังตามที่เคยใฝ่ฝันและถูกปลูกฝังเมื่อวัยเยาว์ ทว่าชีวิตคนก็ล้วนต้องเคยลองผิดลองถูก กระทั่งล้มแล้วลุกอยู่เนืองๆ เมื่องานจิตรกรรมของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนไปในด้านมืดมากขึ้น ชิ้นงานได้สะท้อนถึงอุดมคติทางการเมืองที่ไม่ประนีประนอมต่อใคร ผลงานของเขาจึงไม่รื่นรมย์พอจะทำให้ใครสนับสนุน ยังผลให้ไม่สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นศิลปินอย่างที่หวังไว้ได้ และนั่นทำให้เขาหันเหไปทำอย่างอื่นแทน

 

เมื่อย่างเหยียบสู่สมรภูมิภาพยนตร์

หลังผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมากมาย นอกเหนือจากความล้มเหลวในอาชีพจิตรกร เขายังสูญเสียพี่ชายไปจากการฆ่าตัวตาย และซ้ำร้ายไม่นานนักพี่ชายคนโตก็ด่วนมาจากไป ทิ้งให้อากิระกลายเป็นลูกชายคนเดียวที่เหลือของครอบครัว ในตอนนี้ เมื่อพ้นเบญจเพส และวัย 26 เดินทางมาถึง อากิระตัดสินใจสมัครเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในสตูดิโอทำหนังที่เพิ่งเปิดใหม่ และเป็นที่รู้จักกันจนถึงปัจจุบันในนาม โตโฮ

การเป็นผู้ช่วยผู้กำกับทำให้เขาได้ทำงานอย่างหลากหลายกับผู้กำกับมากมาย หนึ่งในนั้นคือยอดปรมาจารย์ซึ่งช่วยหนุนหลังผลักดันเขา คาจิโร่ ยามาโมโตะ เรียกว่าในบรรดาผลงาน 24 ชิ้นของเขามี อากิระ คุโรซาว่า ทำงานให้ในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับถึง 17 เรื่อง และหลังจากได้รับมอบหมายความรับผิดชอบมากขึ้นในหน้าที่ส่วนต่างๆ ของการถ่ายทำภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการคิดสร้างสรรค์ การเตรียมงาน ไปจนถึงงานช่างฝีมือ ในเวลาต่อมา โลกภาพยนตร์ก็ได้รู้จักผู้กำกับหนุ่มคนใหม่ แห่งตระกูลคุโรซาว่า

ความช่ำชองทางด้านบทภาพยนตร์กลายเป็นใบเบิกทางให้คุโรซาว่ามีที่อยู่ที่ยืนในวงการอย่างน่าภาคภูมิ เรียกว่านอกจากกำกับหนังที่เขียนบทเองแล้ว หลายคนยังอยากใช้บริการด้านบทหนังจากเขาโดยเฉพาะอีกด้วย หนังเรื่องแรกของเขา แม้จะกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง (ถ่ายทำปี 1942 โดยออกฉายในอีกหนึ่งปีถัดมา) และถูกกองเซ็นเซอร์ระบุชัดเจนด้วยกระแสคลั่งชาติว่า ‘ออกจะอเมริกันอังกฤษเกินไป แต่ในที่สุดก็ออกฉายในชื่อ Sanshiro Sugata โดยมีชายผู้หนึ่งคอยให้การสนับสนุนจนฝ่าด่านกองเซ็นเซอร์ไปได้ เขาคือผู้กำกับภาพยนตร์ในตำนานของญี่ปุ่นอีกคน ยาสึจิโร่ โอสุ

Sanshiro Sugata

หนังเรื่องแรกของคุโรซาว่าดูสนุกและให้ข้อคิดดีๆ มันประสบความสำเร็จทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ (ซ้ำยังมีภาคต่อตามมาในปี 1945) และฝ่าข้าม 1/3 ของศตวรรษส่วนตัว (ในตอนนั้นเขาอายุ 33 ปี) ไปได้อย่างงดงาม และยิ่งงดงามมากขึ้นเมื่อไม่นานถัดจากนั้น เขาก็ได้ทำหนังเรื่องถัดมา และได้แต่งงานกับภรรยาคนสวย

 

เมื่อก้าวสู่ระดับอินเตอร์

อากิระ คุโรซาวะ กับ โตชิโร่ มิฟูเน่

        ในเวลาถัดมา ญี่ปุ่นถูกกดดันหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 งานของคุโรซาว่าอยู่ในภาวะทรงตัว อาจมีเรื่องวุ่นวายบ้างเล็กน้อยอันเนื่องมาจากการควบคุมภาพยนตร์ของผู้มีอำนาจ อาทิ The Men Who Tread on Tiger’s Tail ถูกกองเซ็นเซอร์ของญี่ปุ่นรบกวนในระหว่างดำเนินงานสร้าง เนื่องจากเห็นว่ามีเนื้อหาที่ดูเป็น ตะวันตก เกินเหตุ ทว่าเมื่อถูกอเมริกาเข้ามาควบคุมประเทศ ฝ่ายแยงกี้กลับเห็นว่าหนังเรื่องนี้ดูเป็น ‘ขุนนางเจ้ายศเจ้าอย่าง เกินไป สรุปสุดท้ายก็คือ ต้องรออีกหลายปีกว่าจะได้ฉายจริงๆ

Drunken Angel (1948)

ในปี 1947 คุโรซาว่าก็ได้พบกับ ‘คู่บารมี ที่พากันโด่งดังเป็นพลุแตกในเวลาถัดมา นั่นคือนักแสดงหนุ่มนามว่า โตชิโร่ มิฟูเน่ และเมื่อเขาได้แสดงหนังให้แก่คุโรซาว่าใน Drunken Angel (1948) หนังอาชญากรรมเรื่องสำคัญแห่งญี่ปุ่น ทั้งคู่ก็แจ้งเกิดอย่างจริงจังสักที หนังได้รับการขนานนามว่ามีการแสดงที่จับจิตจับใจคนดู และยังเป็นหนังที่คุโรซาว่าได้สำแดงพลังแผ่ซ่านตัวตนของเขา-อย่างที่เป็นจริงๆ นั่นยังไม่รวมบางคนที่ถึงกับบอกว่า นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในชีวิตภาพยนตร์ที่มั่นคงของทั้งผู้กำกับและนักแสดงคู่นี้

ความเข้าขากันของคุโรซาว่าและมิฟูเน่ดำเนินไปเรื่อยๆ ผ่านหนังที่ประสบความสำเร็จหลายเรื่อง จนถึงปี 1950 ก็ถึงวาระของหนังคลาสสิคอย่าง Rashomon

อากิระ คุโรซาว่า ได้รับไฟเขียวจากค่ายหนังให้ไปหาบทภาพยนตร์มาเสนอ และตัวเขาสนใจบทหนังอันเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของมือเขียนบทหนุ่มอย่าง ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ ซึ่งนำเอาเรื่องสั้นแนวทดลองของ เรียวโนสุเกะ อาคุตากาวะ มาดัดแปลง เป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมซามูไรผู้หนึ่ง (และตัวภรรยาของเขาก็ถูกข่มขืน) โดยเล่าผ่านหลายมุมมองของคนที่เกี่ยวข้อง จนในท้ายที่สุด บทหนังซึ่งร่วมกันขัดเกลาระหว่างคุโรซาว่าและฮาชิโมโตะก็ได้รับไฟเขียว

Rashomon

Rashomon สร้างความตื่นตะลึงแก่โลกภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเล่าเรื่อง การแสดง การถ่ายภาพ ไปจนถึงการลำดับภาพ ทว่าในตอนแรกมันไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างครึกโครมอะไรนัก การทำเงินอยู่ในระดับ ‘ค่อนข้างดี เท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ในญี่ปุ่นอาจจะไม่ถึงกับเป็นซูเปอร์สตาร์นักทำหนัง ทว่าคุโรซาว่ากลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการหนังโลก เมื่อหนังว่าที่คลาสสิคเรื่องนี้ถูกนำไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ ประเทศอิตาลี ก่อนจะคว้ารางวัลใหญ่สุดอย่างสิงโตทองคำมาครอบครอง ซึ่งไม่เพียงสตูดิโอนายทุนอย่าง ไดอิ จะงุนงงเองเท่านั้น นักดูหนังทั่วโลกต่างก็ประหลาดใจว่าหนังในประเทศที่ค่อนข้างสร้างหนังแบบ อนุรักษ์นิยม’ จะทำได้ถึงเพียงนี้ และเมื่อ Rashomon ถูกซื้อไปจำหน่ายทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกา ชื่อของ อากิระ คุโรซาว่า ก็เป็นที่รู้จักไปทั่ว

Ikiru

งานชิ้นถัดมา Ikiru ซึ่ง โตชิโร่ มิฟูเน่ ยังมานำแสดง เป็นเรื่องของข้าราชการหนุ่มแห่งโตเกียวที่เป็นมะเร็งร้ายแรง และใช้เวลาที่เหลือค้นหาความหมายของชีวิต เรื่องนี้เจือด้วยโทนอารมณ์เสียดเย้ยระบบราชการและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายอเมริกัน มันถูกยกย่องในระดับสูงสุด และเป็นหนึ่งในหนังที่น่าจดจำที่สุดอีกเรื่องของประเทศญี่ปุ่น

อากิระ คุโรซาว่า เริ่มฉายแววให้เห็นหลายอย่าง อันกลายเป็นลายเซ็นของเขาในเวลาถัดมา นั่นคือหนังที่สะท้อนความเป็นมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม มีหลากหลายหลายมิติ ดีเลวบ้างปะปน ทว่าท้ายที่สุดก็ยังเชื่อว่ามนุษย์จะยังเอาตัวรอดในระดับจิตวิญญาณไปได้

 

ตำนานแห่งซามูไร

        ในปลายปี 1952 เมื่อ อากิระ คุโรซาว่า อายุได้ 42 ปี เขาและมือเขียนบทสองคน ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ กับ ฮิเดโอะ โอกูนิ ร่วมกันใช้เวลา 45 วันในที่พักห่างไกลผู้คน รวมหัวกันเขียนบทหนังซึ่งจะกลายมาเป็นหนึ่งในหนังที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของวงการภาพยนตร์โลก พวกเขาตั้งชื่อมันว่า Seven Samurai

ตัวเนื้อเรื่องนั้นค่อนข้างจะง่ายทว่าแฝงไปด้วยสัญลักษณ์และปลุกเร้าความรู้สึกอยู่ในที เมื่อชาวนาในหมู่บ้านแห่งหนึ่งอดรนทนไม่ไหวกับพวกโจรที่เข้ามาปล้นสะดม จึงรวมตัวกันลงขันจ้างซามูไรมาปกป้องคุ้มครอง ในการณ์นี้ ซามูไรผู้หนึ่งจึงรับหน้าที่ออกเดินทางรวบรวมซามูไรมาให้พอเพียง เพื่อเตรียมตัวต่อกรกับอริร้ายที่คืบใกล้เข้ามา

เบื้องหลังการถ่ายทำ Seven Samurai

หนังมีสโคปงานสร้างที่ใหญ่โตและลงทุนสูง ใช้เวลาถ่ายทำทั้งหมด 148 วัน โดยระหว่างนั้นมีการหยุดกองกลางคันเนื่องจากทุนรอนร่อยหรอ ประกอบกับสุขภาพของคุโรซาว่าที่เริ่มอ่อนแอเนื่องจากโหมงานหนัก แม้ว่าหนังจะสร้างเสร็จไม่ทันกำหนดที่วางไว้ แถมยังทำงบประมาณบานปลายไปถึง 3 เท่าตัว (จนเป็นหนังญี่ปุ่นที่ลงทุนสูงสุดตลอดกาลของเวลานั้น) อย่างไรก็ตาม หนังออกฉายสำเร็จในปี 1954 พร้อมด้วยคำวิจารณ์ระดับสุดยอด ผู้คนแห่กันออกไปดูอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และยังข้ามไปฮิตติดตลาดในต่างประเทศ กลายเป็นผลงานพานิชศิลป์ที่ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน

ด้วยความที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ ทำให้หนังถัดๆ มาของคุโรซาว่าอย่าง Throne of Blood (1957) ยังเป็นหนังฟอร์มใหญ่ คราวนี้ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมยุโรป นั่นคือ William Shakespeare’s Macbeth แม้ว่าผลงานจะยังคงมาตรฐานของเขา และมีคนให้การสนับสนุนพอสมควร แต่กระนั้น ความที่กระแสค่อนข้างเงียบ หนังจึงไม่โดดเด้งออกมาให้ผู้คนจดจำเท่าที่ควร

Throne of Blood (1957)
Yojimbo (1961)

ในเวลาต่อมา โตโฮ-บริษัทต้นสังกัดของคุโรซาว่า สนับสนุนให้เขาเปิดสตูดิโอผลิตภาพยนตร์เอง และนำมาสู่ผลงานดีๆ อีกหลายเรื่อง งานชิ้นแรกที่ได้รับการพูดถึงข้ามผ่านกาลเวลา ได้แก่ Yojimbo (1961) ว่าด้วยซามูไรพเนจร ที่ผ่านมาอยู่กึ่งกลางความขัดแย้งของอันธพาลสองกลุ่ม จนกลายเป็นคนที่เข้ากับฝ่ายใดก็ได้ที่ให้ผลประโยชน์ และในที่สุดก็ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนพังภินทร์ไปต่อหน้าต่อตา แม้งานชิ้นนี้มีรูปลักษณ์คล้ายคาวบอยพเนจร และถูกวิจารณ์ว่าสะท้อนความเลวร้ายของคนในระบบการค้า มากกว่าแสดงคุณค่าของซามูไร อย่างไรก็ตาม หนังประสบความสำเร็จทั้งคำชมและเงินตรา-ทันทีที่ออกฉาย จนโตโฮที่ยังถือครองหุ้นในสตูดิโอของคุโรซาว่า เร่งเร้าให้เขาทำภาคต่อ และนั่นจึงกลายมาเป็นหนังซามูไรยอดนิยมอย่าง Sanjuro (1962) ที่ทำเงินมหาศาลแซงหน้าภาคแรก

 

High and Low (1963)
Red Beard (1965)

ในช่วงเวลานี้ คุโรซาว่าอยู่ในช่วง มือขึ้น แบบยั้งไม่อยู่ หนังแนวสืบสวนสอบสวน ว่าด้วยการลักพาตัวอย่าง High and Low (1963) ได้รับการยกย่องจากคนดูหนัง อีกทั้งยังทำลายสถิติหนังทำเงินส่วนตัวของผู้กำกับเองด้วย และในเวลาไม่นานนัก Red Beard (1965) ที่ได้อิทธิพลมาจากวรรณกรรมคลาสสิคของ ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ เกี่ยวกับคุณหมอคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับบททดสอบความเสียสละและความกล้าหาญก็ออกฉาย ผลก็คือมันถูกโหวตให้เป็นหนึ่งในหนังของเขาที่คนญี่ปุ่นรักมากที่สุด

 

รอยแผลใน Tora! Tora! Tora!

TORA! TORA! TORA! (1970)

เมื่อแทบไม่เหลืออะไรให้พิสูจน์ตัวเองอีก อากิระ คุโรซาว่า ได้รับเทียบเชิญให้หอบผ้าหอบผ่อนมุ่งหน้าโกอินเตอร์อยู่เนืองๆ และนั่นนำมาสู่การเข้าไปล้มลุกคลุกคลานในโปรเจ็คท์ Tora! Tora! Tora! หนังที่เล่าเหตุการณ์สงครามญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ จากสองมุมมอง นั่นคือ ญี่ปุ่นและอเมริกัน

ตัวคุโรซาว่าตกลงกำกับในส่วนฟากญี่ปุ่น ตอนแรกก็ดูเหมือนจะยิ้มแย้มแจ่มใสในการร่วมงานกันดี ทว่าปัญหากลับเกิดขึ้นได้ไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการที่หนังถูกตัดงบก้อนโตจนปรากฏเค้าลางว่าอาจจะ งานเข้า ยิ่งตัวบทหนังที่คุโรซาว่าทำมานั้นมีความยาวกว่า 4 ชั่วโมง ล้นเกินจากโควตา 90 นาทีที่เขาได้รับ อาการไม่ลงรอยกันและรอยร้าวจึงบังเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

คุโรซาว่ากับกลุ่มนักทำหนังฮอลลีวู้ด ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า และ จอร์จ ลูคัส

หายนะอย่างแท้จริงเริ่มต้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม 1968 หลังจากที่เคลียร์บทอันยุ่งเหยิงได้สำเร็จ อากิระ คุโรซาว่า ก็พบว่า เขากำลังอยู่ใน โลกอีกใบ ที่ไม่คุ้นเคย นั่นคือการทำงานกับทีมงานฝรั่งที่ไร้ความสนิทสนม ถูกเรียกร้องเงื่อนไขบางอย่างตามสไตล์งานสร้างฮอลลีวู้ด และวิธีการทำงานของตัวเขาเองก็สร้างความมึนงงให้แก่โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน (หมอนั่นพูดถึงอากิระว่า มันต้องป่วยจิตแน่ๆ”) และเมื่อความอึมครึมเดินทางมาถึงช่วงคริสต์มาส คุโรซาว่าก็ถูกเด้งจากโปรเจ็คท์ในที่สุด ไม่เพียงแค่นั้น หลายคนคาดการณ์กันว่า บาดแผลครั้งนี้อาจจะทำให้เขาประสาทเสียจนถึงขึ้น เลิกทำหนัง ไปเลยก็ได้

 

มหากาพย์แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย

Dersu Uzula

        เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าตัวเขายังเหมือนเดิม อากิระ คุโรซาว่า เดินหน้าสร้างโปรเจ็คท์ถัดไปทันที และนั่นทำให้ทุกคนได้รับรู้ว่า จักรพรรดิแห่งภาพยนตร์ญี่ปุ่นคนนี้ยังมีไฟในตัวอยู่เสมอ เขาทำหนังเรื่อยๆ มาเรียงๆ จนกระทั่งถึงปี 1973 อริแห่งอเมริกาอย่างสหภาพโซเวียต ก็เสนอให้ผู้กำกับวัยเกษียณ (63 ปี) มาร่วมงานด้วย และนั่นกลายเป็นหนังชีวประวัติของนักบุกเบิกดินแดนหมีขาว วลาดิเมียร์ อาร์เซนเยฟ ในชื่อเรื่อง Dersu Uzula ที่สร้างความประทับใจแก่คนดูจนคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมในเทศกาลหนังมอสโคว พ่วงด้วยเกียรติยศสูงสุดอย่างรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์พูดภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (ในนามสหภาพโซเวียต)

Kagemusha (1980)

นั่นอาจเป็นเพียงแค่บทเกริ่นเข้าสู่จุดสูงสุดอีกครั้งในชีวิตการทำหนัง เมื่อปี 1977 เดินทางมาถึง จอร์จ ลูคัส – ผู้ซึ่งสร้าง Star Wars โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนังของคุโรซาว่าอย่าง The Hidden Fortress – พบว่าขวัญใจของเขาไม่มีทุนรอนจะสร้างหนังได้ จึงเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือ และนำไปสู่ภาพยนตร์ทุนสร้างสูงสุดในชีวิต Kagemusha (1980) ซึ่งเล่าเรื่องราวของโจรกระจอกที่ต้องมารับบทเป็นผู้นำแห่งญี่ปุ่น มันเต็มไปด้วยฉากยิ่งใหญ่โอฬารและความทะเยอทะยานในการเล่าเรื่อง ผลปรากฏว่าคุโรซาว่าทำหนังทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด สามารถเข้าฉายตามกำหนดและฮิตระเบิดไปทั่ว แถมยังได้รับรางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อีกด้วย

Ran (1985)

ความสำเร็จอันหอมหวานนำคุโรซาว่ามาสู่อีกโปรเจ็คท์หนึ่ง นั่นคือ Ran (1985) ซึ่งสะท้อนความสนใจในศิลปะตะวันตกของผู้กำกับเป็นอย่างดี เพราะเป็นอีกครั้งที่เขาดัดแปลงจากวรรณกรรมของตะวันตก และยังเป็น วิลเลียม เชคสเปียร์ กับเรื่อง “King Lear” ว่าด้วยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ตัดสินใจเฉดหัวลูกชายที่ซื่อสัตย์ออกไป และยกอาณาจักรให้ลูกชายอีกสองคนที่เหลือซึ่งดันคิดไม่ซื่อกับตนเอง หนังได้ทุนมาจากประเทศฝรั่งเศส ใช้เวลาถ่ายทำยาวนาน เต็มไปด้วยอุปสรรคเช่นเคย ทว่าท้ายที่สุดก็ออกฉายและได้รับคำชมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ว่ากันว่า เมื่อพิจารณาจากหนังทั้งหมดของคุโรซาว่าแล้ว Kagemusha และ Ran ย่อมอยู่แถวหน้าสุดอย่างไม่ต้องสงสัย กระทั่งตัวคุโรซาว่าเองที่เมื่อมีคนถามว่าหนังเรื่องไหนดีที่สุด เขามักจะตอบว่า เรื่องถัดไป แต่ครั้งนี้เจ้าตัวกลับตอบผิดแผกออกไปว่า Ran เป็นหนังที่ดีที่สุดของผม

 

วัยชรา และหลังจากนั้น

Dreams (1990)

        หลังจากขึ้นสู่จุดสูงสุดในชีวิตอีกครั้ง คุโรซาว่าผ่อนคันเร่งลงโดยการหันมาทำหนังที่ เป็นส่วนตัว มากขึ้น หนังอย่าง Dreams (1990) เล่าถึงความฝันระหว่างหลับของเขาเอง แม้ว่าจะยังหาทุนสร้างยากลำบากในญี่ปุ่น ทว่าอภิมหาขาใหญ่จากฮอลลีวู้ดอย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็เข้ามาช่วยเหลือจนหาทุนรอนได้สำเร็จ อีกทั้งยังได้นักทำหนังชั้นนำ มาร์ติน สกอร์เซซี มาร่วมแสดงในเรื่องอีกด้วย

ในกองถ่าย Rhapsody in August กับ ริชาร์ด เกียร์

จากนั้น คุโรซาว่าก็สร้าง Rhapsody in August เกี่ยวกับบาดแผลของผู้คนหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยดัดแปลงมาจากงานเขียนของ คิโยโกะ มูราตะ และน่าจะเป็นหนังเพียงเรื่องเดียวของเขาที่ใช้ดาราภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดมาแสดง ได้แก่ ริชาร์ด เกียร์ แต่น่าเสียดายที่ผู้คนโดยเฉพาะนักวิจารณ์พากันมองข้ามสาระของหนังไป

Madadayo (1993)

ผลงานกำกับเรื่องสุดท้ายที่ตัวคุโรซาว่าเองได้เห็น ก็คือ Madadayo (1993) ซึ่งสร้างจากอัตชีวประวัติของ เฮียกเคน ยูชิดะ ศาสตราจารย์และนักเขียนที่ขึ้นชื่อในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์อันแนบแน่นและยาวนานกับลูกศิษย์ลูกหา แม้ทั้งรายได้และคำวิจารณ์จะไม่มีอะไรหวือหวา แต่เขาก็ยังคงวางแผนจะทำหนังต่อไป และยังได้เขียนบทหนังให้คนอื่นกำกับอีกหลายเรื่อง

ทว่าเมื่อถึงวัย 85 ปี ในคริสตศักราช 1995 คุโรซาว่าประสบอุบัติเหตุจนต้องนั่งบนรถเข็นตลอดชีวิตที่เหลือ แม้ว่ายังมีความหวังจะได้ทำหนังอีก หรือกระทั่งให้วิญญาณหลุดออกจากร่างในกองถ่าย ทว่าความหวังเล็กๆ นี้ก็ไม่เคยเป็นจริง นักทำหนังชราต้องอยู่กับบ้าน บนเตียงนอน ฟังเพลง ดูทีวี กระทั่งเมื่อถึงเดือนกันยายนปี 1998 เขาก็เสียชีวิตในกรุงโตเกียว

แม้ว่าจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่งานเขียนบทของเขาที่ยังอยู่ ก็ถูกหยิบมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็น After the Rain (1995) และ The Sea is Watching (2002) จนเมื่อครบวาระ 100 ปีของ อากิระ คุโรซาว่า ได้มีโครงการทำหนังเฉลิมฉลองเป็นสารคดีว่าด้วยโรงหนัง ซึ่งตัวเขาเคยพยายามสร้างในช่วงยุค 1980 ทว่ายังไม่สำเร็จ และจะเป็นการสานต่อให้จบโดยคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้

เมื่อมองย้อนกลับไป ความสำเร็จของ อากิระ คุโรซาว่า ในฐานะนักทำหนัง อาจเรียกได้ว่าเกินกว่าใครในเอเชียจะทาบเทียมได้ ไม่เพียงได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนในบ้านเกิดอย่างญี่ปุ่น ขจรขจายไปทั่วเอเชีย แต่ยังบุกทะลวงไปถึงฮอลลีวู้ด จนได้รางวัลมากมาย รวมถึงออสการ์สาขาเกียรติยศ ซึ่งมอบให้ในฐานะบุคคลที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน และสร้างคุณูปการแก่วงการหนังโลก

เราอาจจะสรุปได้อย่างที่นิตยสาร Asianweek และ CNN ทำ นั่นคือการร่วมกันมอบตำแหน่ง ชาวเอเชียแห่งศตวรรษ ให้ และมอบคำนิยมเอาไว้ว่า หนึ่งในผู้อุทิศตนเพื่อยกระดับให้แก่เอเชียในรอบทศวรรษ

และบางที ไม่เพียง 100 ปีนับจากวันเกิดของเขาจะเป็นประโยชน์ต่อวงการหนัง หากเมื่อขึ้นสู่ปีที่ 101 และต่อๆ เรื่อยไป ผลงานของเขาก็ยังจะมีความสำคัญต่อคนรุ่นหลังอย่างไม่รู้จบ

เช่นดังซามูไรผู้ทระนงและไม่ยี่หระต่อกาลเวลา

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก