สีไหนตัวร้าย สีไหนตัวดี สลับสีแล้วยังดีอยู่ไหม!?

บทความโดย Trinnapat Kongrod

สีเหลืองคือชะลอ ,สีเขียวคือ ไปได้  และสีแดง คือหยุด!”

แสงไฟจราจรเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสมองของมนุษย์ทั่วไปที่ต้องเคยเดินทางบนท้องถนน ทุกคนรู้ความหมายและเข้าใจทันทีที่เห็น หากแต่วันนี้เราไม่ได้มาสอนทุกท่านผ่าไฟแดงแบบ โดมินิค โทเร็ตโต หรือบอกว่าถนนเส้นไหนรถไม่ติด

แต่เป็นเรื่องน่าพิศวง ของ “สี” ที่ทำให้เราจดจำ และฝังเข้าความทรงจำของเรา! แต่นั่นอาจจะดูกว้างและดูเป็นเรื่องของทฤษฎีสีที่น่าเบื่อหน่าย ซึ่งด้วยความบ้าหนังบ้าการ์ตูนของข้าพเจ้านั้น วันนี้เราจะมาพูดถึง “สีที่บ่งบอกถึงคาแรคเตอร์” กัน!


สีเขียวคือ พิกโกโร่ สีเหลืองคือ สปองบ๊อบ และสีแดงคือ ไอร่อนแมน!”

หากให้พูดถึงสีของตัวละครดังๆ ที่ใช้ “สี” บ่งบอกนิสัยและคาแรคเตอร์นั้นล้วนผ่านการออกแบบมาอย่างดีและคิดทุกอย่างมาอย่างเข้ากัน

หากท่านนึกไม่ออก เรามีตัวอย่างที่ทุกท่านดู นั้นคือสีของตัวละครจากมังงะดัง โดยเราจะเลือกมาเฉพาะ ตัวละครเอกที่มีลักษณะนิสัยใกล้เคียงกัน มาดูกันซิว่าสีของพวกเค้าจะบอกอะไรเราได้บ้าง

“เกิดอะไรขึ้นกับเหล่าพระเอก ผู้รักคุณธรรมรักเพื่อนพ้อง พุ่งเข้าชนกับทุกปัญหา ไหงถึงแต่งเสื้อสีคล้ายๆ กันหมดเลย หรือว่าเค้ากำลังไปร่วมปาตี้ธีมชุดสีแสดแรงฤทธิ์!?”

เห้ย! โอ้มายก็อต พระเจ้าช่วยกล้วยแขก เกิดอะไรขึ้นกับเหล่าพระเอก ผู้รักคุณธรรมรักเพื่อนพ้อง พุ่งเข้าชนกับทุกปัญหา ไหงถึงแต่งเสื้อสีคล้ายๆ กันหมดเลย หรือว่าเค้ากำลังไปร่วมปาตี้ธีมชุดสีแสดแรงฤทธิ์!? โนๆ เรามาวิเคราะห์ร่วมกันดีกว่ามันเกิดอะไรชึ้นกับสีเหล่านี้ เพราะอะไรสีเหล่านี้ถึงดู พระเอ๊ก พระเอก?

แน่นอนก่อนเราจะไปกันต่อ มีตัวละครเอกมากมายที่ไม่ได้ใช้ชุดสีนี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว แต่เอ๊ะ ถ้าสีไฟจารจร เปลี่ยนสีไป มนุษย์คงจะงงงวยกันไม่น้อย หรือถ้าตัวละครเหล่านี้เปลี่ยนไปใส่เสื้อสีชมพูหรือสีม่วง พวกเค้าจะยังดูเป็นพระเอกหรือเปล่านะ!? นั้นคือสิ่งที่เราจะพูดคุยกัน เรามีตัวอย่างง่ายๆ เอ้า ฉายภาพมาเลย

แต่นแต๊น ภาพมาแล้วครับ ใครบอกผมได้ว่าไอ้วงๆ สีนี่คืออะไร ตอบได้ไหมให้ใบ้รึเปล่า?

มันคือ ”วงจรสี” แต่ก่อนทุกท่านจะเบื่อกัน!! ผมไม่ได้จะมาสอนว่าสีไหนร้อนสีไหนเย็น แต่ลองนึกดูเล่นๆ  ถ้าเราพูดถึงความรู้สึกแล้ว คุณว่าสีฝั่งซ้ายกับฝั่งขวานี่มันเหมือนการแบ่งฝ่ายระหว่างพระเอกกับตัวร้ายยังไงยังงั้น !?

แน่นอนว่าหากคุณหรี่ตาดูมันออกจะชัดเจนว่าเป็นด้านมืดและสว่างที่เราเห็นได้ในการ์ตูนทั่วไป แต่ว่าหากจะให้พูดแล้วสีอะไรล่ะที่เป็นต้นกำเนิดของสีทั้งหมด ที่ไม่ว่าสีใดก็ผสมเป็นมันไม่ได้ โอ่ฟังดูเท่มาก ใช่แล้วครับพูดแล้วไอสีที่มันดูพระเอ๊กพระเอก มันก็คือ “แม่สี” น่ะเอง!

“แดง เหลือง น้ำเงิน”

เป็นโคตรสีพื้นฐานสุดจ๊าบแห่งโลกมนุษย์ แต่ไอ้ความพื้นฐานสุดๆ ของมันนี่แหละ จึงเป็นอาวุธสุดเทพในการทำให้ตัวละของเราเข้าถึงได้ง่าย หากสังเกตตัวละดังๆ นั้น ต้องมี 3 สีนี้ปนอยู่ซักสี หรือไม่ก็ห่างจากการเป็นแม่สีแค่ขั้นเดียวหรือ 2 ขั้นเท่านั้น เพราะว่าความพื้นฐานและดูดสายตาได้ง่ายของพวกมัน ทำให้ทุกคนเข้าใจธรรมชาติของความรู้สึกต่อสี และนั่นส่งผลโดยตรงถึงความรู้สึกต่อธรรมชาติของตัวละครนั้นๆ ได้ง่ายอีกด้วย

และหากมองไปอีกขั้นจะสังเกตได้ว่าคาแรคเตอร์ดังๆที่จดจำง่ายนั้น จะมีการใช้สีที่ไม่เยอะมาก อาจจะไม่เกิน 3 สีเสียด้วยซ้ำ

“เพราะยิ่งเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ก็จะยิ่งจำง่ายตามด้วย”


มาทดลองทฤษฎีกันเถอะ

ทีนี้เรามาทดลองกันเล่นๆ

ด้วยแขกรับเชิญสุดพิเศษ

(ซ้าย)ไฟเออร์แมนต้า และ (ขวา)ดาร์คชาร์ค!!(เริ่มวาดมั่วๆ ขึ้นมา)

หากมองเพียงหน้าตาและลายเส้นก็คงดูไม่ยากว่าตัวไหนกันที่เป็นพระเอก ตัวไหนที่ไม่ใช่

เดี๋ยวเรามาลองใส่สีให้ 2 คนนี้ตามหน้าตาและการแสดงออกของมันกันดีกว่า

เรียบร้อยแล้ว!

ไฟเออร์แมนต้าดูมุ่งมั่นและร้อนแรงพร้อมต่อสู้สุดๆ ดาร์กชาร์คก็ดูเคร่งขรึมและเย็นชาสุดเท่

งั้นเรามาลองสลับสีดูเล่นๆ กันดีกว่าว่าจะเป็นยังไง

“ก็เหมือนกับการแต่งตัวออกไปข้างนอกของคนเรา เราก็อยากแต่งตัวให้เข้ากับตัวเอง และพอให้รู้คร่าวๆ ได้ว่าเราเป็นคนประมาณไหนจริงไหมครับ?”

ผ่าง! รู้สึกแปลกมากๆ ดูเหมือนสีและคาแรคเตอร์นั้นดูขัดและไม่เข้ากันเลย เรามาลองคิดเข้าข้างมันเล่นๆ ดูว่า ถ้ามันเป็นสีนี้จริงเราจะพอรู้สึกอะไรจากทั้ง 2 ได้บ้าง

ไฟเออร์ชาร์คดูเคร่งขรึมเหมือนเดิมแหะ ตอนใช้พลังชาร์คไฟเออร์สแลชคงจะเท่ไม่น้อย(คิดมั่วๆ ขึ้นมาอีกแล้ว) ดาร์คแมนต้าก็ยังคงดูใสซื่อมุ่งมั่น หากเป็นตัวร้ายคงเป็นตัวร้ายที่ช่างจ้อและกวนโอ้ยทีเดียว

หากสังเกตไปในนิสัยนั้น ผมว่าอาจจะไม่ได้รู้สึกว่านิสัยมันเปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย นั่นเพราะภาพลักษณ์มันแสดงคาแรคเตอร์ของมันหมดแล้ว แต่อะไรกันละที่จะซัพพอร์ตให้เราเชื่อหมดใจว่ามันควรจะเป็นแบบนั้น นั่นคือสีที่เหมาะกับภาพลักษณ์ของทั้ง 2 ตัวนั่นเอง ดังนั้นการเปลี่ยนสีไม่ได้เปลี่ยนนิสัยของมันหรอก แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองของการ “ดูเป็นพระเอก”และ “ดูเป็นตัวร้าย” ของมันทันที ความรู้สึกที่มีต่อตัวละครเปลี่ยนไป เพิ่มความสับสน และไม่ส่งเสริมตัวตนของตัวละครแบบที่ภาพลักษณ์มันแสดงออก

ดังนั้นนั้นสีก็เหมือนกับการแต่งตัวออกไปข้างนอกของคนเรา เราก็อยากแต่งตัวให้เข้ากับตัวเอง และพอให้รู้คร่าวๆ ได้ว่าเราเป็นคนประมาณไหนจริงไหมครับ? การให้ตัวละครแต่งตัวและแสดงออกมาทางสีนั้น ก็ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของตัวละครให้ชัดเจนขึ้นไปอีก


ทั้งนี้ทั้งนั้นโลกนี้ไม่ได้มีอะไรตายตัวหรอกครับ ไม่ว่าสีอะไรก็สามารถกลายเป็นตัวละครอะไรแบบไหนก็ได้ แต่ความรู้สึกรับรู้ที่มนุษย์มีต่อสีต่างหากที่เป็นตัวแปรให้เราต้องใช้สีที่เหมาะกับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะสื่อการเล่าเรื่องนั้นต้องเข้าถึงคนมากมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ยิ่งเป็นเด็กอายุน้อยๆ หากดูเรนเจอร์ก็ต้องฝังหัวว่าตัวเอกคือตัวละครสีสดใส สีแดงสด มากกว่าจะเป็นสีหม่นๆ แน่นอน การที่เราต้องการทำสื่อที่ได้รับความนิยมเป็นภาพจำที่จดจำง่าย เข้าถึงง่าย

หรือจะว่าง่ายๆ คือต้องการเรียกร้องความสนใจจากสายตาของผู้ชม การใช้สีที่สอดคล้องกับการรับรู้ของคนทั่วไปนั้นย่อมให้ผลที่ดีกว่า เพราะหากจู่ๆ มีการเปลี่ยนไฟแดงให้มีความหมายว่าไปได้ หรือใช้สีที่ไม่เด่นชัด

แม้แต่ โดมินิค โทเร็ตโต ก็คงไม่รอดรถติดแน่นอน!

แล้วพบกันใหม่คับกับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ Plotter ครับผม

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"