TITANIC (1997) ไม่ล่ม…แต่เกยตื้น

262

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร (จากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 817 เดือนพฤษภาคม 2012)

Titanic (1997) ของ เจมส์ คาเมร่อน เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์ นั่นเป็นข้อเท็จจริงอันเรียบง่ายที่ใครก็โต้แย้งหรือหักล้างไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ในแง่ของตัวเลขรายได้ หนังทำเงินถึงเกือบสองพันล้านเหรียญทั่วโลก และอยู่ในอันดับสองของตารางหนังทำเงินตลอดกาล ในแง่ของผลรางวัล หนังชนะรางวัลออสการ์ถึง 11 รางวัล รวมถึงหนังยอดเยี่ยม ขณะที่ในมิติทางวัฒนธรรม หนังเรื่อง Titanic มีส่วนช่วยเชื่อมโยงคน (เกือบ) ทั้งโลกเป็นหนึ่งเดียว หรือมันก็เป็นหนังไม่กี่เรื่องในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่คนแทบทุกชาติและภาษาได้ดู และแจ็คกับโรสก็น่าจะเป็นตัวละครสมมติที่ผู้คนรู้จักมากที่สุดคู่หนึ่ง นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงฉากและเหตุการณ์ต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ที่ถูกนำมาอ้างอิง ทำซ้ำ ล้อเลียนและรื้อฟื้นอย่างสนุกสนาน ไม่ต้องสงสัยว่าฉากที่โด่งดังที่สุดได้แก่ ฉากที่รู้จักกันในชื่อ ‘I’m flying scene’ ที่ชายหนุ่มตระกองกอดหญิงสาวที่หัวเรือเสมือนเป็น(พ่อและ)แม่ย่านาง และมันเป็นหนึ่งในภาพที่ตราตรึงและถูกบันทึกจดจำในวัฒนธรรมป็อปของทศวรรษที่ 1990 อย่างเต็มภาคภูมิ

ข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายคงจะเห็นพ้องก็คือ องค์ประกอบทางศิลปะในหลายๆ ส่วนของหนังเรื่องนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานสร้าง ซึ่งรวมถึงการกำกับภาพ, กำกับศิลป์, ออกแบบฉาก งานด้านสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ ไปจนถึงงานบันทึกเสียงอยู่ในระดับเหนือชั้น กล่าวได้ว่า มันสามารถจำลองภาพใหญ่และภาพย่อยของเหตุการณ์เรือแตกครั้งร้ายแรงและน่าสะพรึงกลัวนั้นได้อย่างสมจริงสมจัง ตลอดจนชวนให้อนุมานได้ว่า สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้นน่าจะผ่านกระบวนการวิจัยค้นคว้าข้อมูลมาอย่างถี่ถ้วน, แน่นหนา รัดกุม ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริง

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มันก็ไม่อาจปิดบังอำพรางความตื้นเขินและอ่อนด้อยในส่วนของบทหนังที่มีสภาพเป็นเหมือนรูโหว่ขนาดมหึมา อีกทั้งความเจ้ากี้เจ้าการของคนทำหนังในการชักจูงและชี้นำอย่างชนิดที่ไม่ค่อยแนบเนียนผ่านกลวิธีต่างๆ นานา (การจัดฉาก, การตัดต่อ, ดนตรีประกอบ) ส่งผลให้หนังสูญเสียทั้งความเป็นธรรมชาติและความเป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งผู้ชมไม่อยู่ในฐานะที่จะดื่มด่ำซึบซับสิ่งต่างๆ ได้ด้วยสัญชาตญาณหรือแรงกระตุ้นเร้าส่วนตัว

อย่างที่รู้กันว่าหนังเรื่อง Titanic ถูกนำกลับมาให้แฟนๆ ได้ยลโฉมอีกครั้งในโรงภาพยนตร์หลังจากการออกฉายครั้งแรกเมื่อราว 15 ปี เหตุผลก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าการหวนรำลึกถึงวาระครบหนึ่งร้อยปีของเหตุโศกนาฏกรรมที่เรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1912 และความพิเศษของเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้แก่การปรับแต่งในเชิงเทคนิคจากหนังสองมิติให้กลายเป็นหนังสามมิติ (และสี่มิติ) โดยเฉพาะราวๆ ครึ่งหลังของเรื่องที่แอ็คชั่นทั้งหลายประดังเข้ามา และมีหลายสถานการณ์ที่หนังใช้การเคลื่อนกล้องเล่นกับความลึกของภาพ ในบางกรณี เน้นความสูงที่ชวนให้รู้สึกหวาดเสียวและวิงเวียน มันดึงผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วม หรือแม้กระทั่งทำให้เรารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวหนังมากขึ้นกว่าเดิม

หากทว่าปัญหาในเชิงของโครงสร้างและการวางกรอบในการเล่า ตลอดจนวิธีการนำเสนอของตัวหนังก็ยังคงเป็นอะไรที่แก้ไขไม่ได้ และไม่ว่าพวกเราจะตกหลุมรักหนังเรื่องนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแค่ไหน, ผูกพันและอาลัยอาวรณ์พระเอก-นางเอกของหนังเรื่องนี้เพียงใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่อง Titatic มีปัญหาหรือแม้กระทั่งความบกพร่องในเรื่องความแยบยล

ไม่ว่าพวกเราจะตกหลุมรักหนังเรื่องนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแค่ไหน, ผูกพันและอาลัยอาวรณ์พระเอก-นางเอกของหนังเรื่องนี้เพียงใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่อง Titatic มีปัญหาหรือแม้กระทั่งความบกพร่องในเรื่องความแยบยล

สมมติว่าจะต้องจำแนกแนวทางหรือประเภท นอกเหนือจากความเป็นหนังแนวหายนะที่จุดใหญ่ใจความของมันได้แก่การดิ้นรนต่อสู้กับมหันตภัยเพื่อความอยู่รอด หนังเรื่อง Titanic โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องราวความรักของแจ็คกับโรสก็เป็นเมโลดราม่า ซึ่งถูกถ่ายทอดในลักษณะย้อนอดีตผ่านคำบอกเล่าของหญิงชราวัย ‘หนึ่งร้อยหนึ่งปี’  (รับบทโดย กลอเรีย สจ๊วต) ผู้ซึ่งอ้างในสองเรื่องที่หนังไม่ได้ให้เวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงพอ หนึ่งก็คือ เธอเป็นคนเดียวกับผู้หญิงในภาพวาดนู้ดที่สวมใส่สร้อยเพชรที่ได้รับการขนานนามว่า ‘the heart of the ocean’ ซึ่งต้องบอกว่า ระยะเวลาที่ผ่านพ้นไปเนิ่นนานทำให้การเชื่อมโยงและปะติดปะต่อภาพลายเส้นนั้นให้เข้ากับโรสในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็น และสอง เธอบอกทำนองว่าเธอจดจำเหตุการณ์เมื่อ 84 ปีที่แล้วได้ราวกับมันเกิดขึ้นเมื่อวาน หรือตามสำนวนที่หญิงชราใช้ก็คือ เธอแทบจะได้กลิ่นสีที่เพิ่งจะทาเสร็จหมาดๆ ด้วยซ้ำ คงต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าประโยคดังกล่าวออกมาจากปากคำของหญิงชราอายุหนึ่งศตวรรษเต็ม และข้อสำคัญ เธอเคยมีอาชีพเป็น ‘นักแสดง’

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นั่นคือตอนที่ ‘ละครฟองสบู่หลังข่าว’ ก็เริ่มต้น

แท็คติกหรือกลวิธีของเรื่องแบบเมโลดราม่าก็ได้แก่การแบ่งแยกคู่สีที่ตรงกันข้ามของตัวละครอย่างตรงไปตรงมา และคนดูหนังเรื่อง Titanic ก็จะไม่ประสบปัญหาแม้แต่น้อยนิดในการจำแนกแยกแยะว่าใครอยู่ฝ่ายใด ใครเป็นคนดีและคนเลว

ข้อน่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ บทหนังของคาเมร่อนใช้รสนิยมทางด้านศิลปะและความรอบรู้ในเรื่องวิทยาการเป็นเครื่องวัดความเป็น ‘ตัวเอก-ตัวร้าย’ ในเรื่อง หมายความว่าในขณะที่ฝ่ายตัวเอกมักจะเป็นพวกที่มีความซาบซึ้งในงานศิลปะดังจะเห็นได้จากฉากที่ โรส (เคท วินสเล็ท) ประดับประดาห้องพักของเธอด้วยภาพวาดแนวเซอร์เรียลิสต์ของ พาโบล พิคัสโซ่ และภาพอิมเพรสชั่นนิสต์ของ โคล้ด โมเน่ต์ และอันที่จริง ผู้ชมยังได้ยินเธอวิจารณ์ภาพเขียนของคนแรกทำนองว่า มันเหมือนกับอยู่ในความฝัน มันสะท้อนความจริง แต่ไม่มีตรรกะหรือเหตุผล ส่วน แจ็ค ดอว์สัน (ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ) ซึ่งเป็นหนุ่มนักพเนจรและจิตรกรไส้แห้งก็สามารถจดจำภาพดอกบัวในสระน้ำของโมเน่ต์จากระยะไกล แถมยังชี้ชวนให้คนรักได้สังเกตสังกาวิธีการลงสีของศิลปิน

ตรงกันข้ามกับฝ่ายตัวร้าย อันได้แก่ คาล ฮ็อคลี่ย์ (บิลลี่ แซน) ผู้ซึ่งเป็นตัวละครที่ไม่เพียงอ่อนด้อยหรือแม้กระทั่งหยาบกระด้างในเรื่องศิลปะโดยสิ้นเชิง คำพยากรณ์ของเขาเกี่ยวกับ (ความไม่มี) อนาคตของปิคัสโซ่ก็ยังเน้นย้ำให้ผู้ชมหนังเรื่อง Titanic ในปี 1997 ที่รับรู้ว่าปิคัสโซ่คือจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ได้ตระหนักว่าชายหนุ่มเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาและหูป่าตาเถื่อนเพียงใด (ซึ่งว่าไปแล้ว มันเป็นวิธีการที่ไม่ค่อยจะแฟร์กับตัวละครแต่อย่างใด)

จริงๆ แล้ว ยังมีตัวละครอีกคนหนึ่งที่หนังใช้ความโง่เขลาบ่งบอกถึงความเป็นตัวละครที่ผู้ชมจะไม่ปลื้มในพฤติกรรม และนั่นก็คือ บรูซ อิสเมย์ (โจนาธาน ไฮด์) เจ้าของบริษัทที่ผลิตเรือไททานิกที่พูดเป็นเชิงอวดอ้างทำนองว่าเขาคือคนตั้งชื่อเรือเพื่อสำแดงถึงขนาดและความใหญ่โต ทว่าเมื่อถูกโรสเหน็บกลับในเชิงกระทบกระเทียบ ทำนองว่าอิสเมย์ควรจะได้ศึกษาแนวคิดของ ‘ด็อกเตอร์ฟรอยด์’ ที่พูดถึงความหมกมุ่นในเรื่อง ‘ขนาด’ ของเพศชาย ปรากฏว่าอิสเมย์กลายเป็นคนเดียวที่ไม่รู้ว่าด็อกเตอร์ฟรอยด์ที่ถูกอ้างถึงเป็นใคร ขณะที่หนังตัดภาพให้เห็นว่าตัวละครฝ่าย ‘คนดี’ อันได้แก่มอลลี่ บราวน์ (เคธี่ เบทส์) เศรษฐินีที่มีอุปนิสัยเอะอะมะเทิ่งแต่จริงใจ และมิสเตอร์แอนดรูว์ (วิคเตอร์ การ์เบอร์) คนต่อเรือที่จิตใจดีงามและอ่อนน้อมถ่อมตน พากัน ‘รับมุขฉลาดๆ’ ของโรสอย่างพร้อมเพรียง

เพื่อเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำของผู้ชมที่อาจจะหลงลืมความเป็น ‘ตัวร้าย’ ของอิสเมย์ เขาคือคนที่แอบกระซิบกับกัปตันเรือให้เดินเครื่องเต็มสตีม นัยว่าเพื่อต้องการสร้างประวัติศาสตร์ในแง่ที่ว่านอกเหนือจากความใหญ่โตมหึมาแล้ว ไททานิกยังสามารถเซอร์ไพรส์ผู้คนในเรื่องความเร็ว จนมันกลายเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรม อีกทั้งในช่วงท้ายเรื่อง ผู้ชมยังได้เห็นเขาแอบกระโดดขึ้นเรือชูชีพเพื่อเอาตัวรอดและทิ้งลูกน้องไว้ข้างหลังอย่างน่าละอาย

ย้อนกลับมาเอ่ยถึงเนื้อหาหลักของตัวหนัง อย่างที่แฟนๆ ของหนังเรื่องนี้คงจะไม่ลืม ปัญหาของโรส เดอวิทท์ บิวเคเตอร์ ได้แก่การที่เธอถูกแม่ (แฟรนเซส ฟิสเชอร์) ที่กลายเป็นผู้ดีตกยาก บีบบังคับให้ต้องแต่งงานกับคาล ฮ็อคลี่ย์ ทายาทมหาเศรษฐีของโรงงานถลุงเหล็กแห่งพิทส์เบิร์ก ซึ่งบุคลิกของเขาอาจสรุปสั้นๆ ได้ว่ากดขี่ทางเพศและชอบใช้ความรุนแรง ในฉากหนึ่งของหนัง ผู้ชมถึงกับได้เห็นเขาเหวี่ยงโฟร์แฮนด์เข้าที่แก้มซ้ายของแฟนสาวของตัวเองเต็มแรง และโดยอัตโนมัติ คาลก็แทบจะมีป้ายคำว่า ‘ปิศาจร้าย’ แขวนคอ อันส่งผลให้ไม่ว่าหมอนี่จะทำอะไร เขาก็จะไม่มีวันได้คะแนนโหวตของผู้ชม

มองในแง่มุมหนึ่ง อารมณ์ฉุนเฉียวและกราดเกรี้ยวของคาลอาจจะไม่ได้เป็นผลมาจากอุปนิสัยเลวทรามต่ำช้ำโดยสันดาน แต่อาจจะเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวละคร เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิทยาการทางการแพทย์ในตอนนั้นอาจจะมองไม่ออกหรือวินิจฉัยไม่เห็นว่า บางทีคาลอาจจะเป็นโรค biopolar disorder หรือคนที่มีอารมณ์แปรปรวน ฉากที่แสดงให้เห็นว่า โทสะจริตยึดครองสติสัมปชัญญะและสามัญสำนึกของคาลไปอย่างน่าเวทนาก็ได้แก่ตอนที่เขามีทางเลือกที่จะขึ้นเรือชูชีพเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง หรือคิดบัญชีแค้นกับคนที่แย่งของรักของหวงของเขาไป และอย่างที่ผู้ชมจำได้ คาลเลือกที่จะปล่อยให้ปิศาจร้ายในจิตใจออกมาอาละวาด และลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป หมายความว่าเขาเสียทั้งคนรักให้กับไอ้หนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักหัวนอนปลายตีน และอัญมณีล้ำค่าที่อยู่ในเสื้อโค้ทที่เขาเพิ่งสละให้โรสสวมใส่ก่อนหน้านั้นไม่นาน ไม่ว่าใครจะนึกสมน้ำหน้าตัวละครนี้อย่างไร คาลก็มีสถานะตกเป็น ‘เหยื่อ’ ของแรงขับทางอารมณ์อันกราดเกรี้ยวและสุดโต่งของตัวเองเช่นเดียวกัน และจากที่หนังบอกในตอนจบเรื่อง คาลต้องเผชิญกับความยุ่งยากนี้ไปจนกระทั่งในห้วงนาทีสุดท้ายของชีวิต เมื่อโรสในวัยชราเล่าให้ฟังว่า เขาใช้ปืนยิงกรอกปากตัวเองภายหลังสิ้นเนื้อประดาตัวจากเหตุการณ์ตลาดหุ้นล้มครืนในปี 1929 ซึ่งนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก

แน่นอนว่าขั้วที่ตรงกันข้ามของคาลก็คือแจ็คนั่นเอง ที่หนังบอกให้รู้ว่าชีวิตของเขาอยู่กับการไม่กำหนดกฎเกณฑ์ และดำเนินชีวิตตามที่ ‘อารมณ์ขัน’ ของพระผู้เป็นเจ้าจะนำทาง อย่างที่ผู้ชมไม่มีวันจะเดาผิด แจ็คคือคนที่หนังส่งมาปลดปล่อยโรสผู้ซึ่งในตอนที่คนทั้งสองได้พบกันครั้งแรก ฝ่ายหลังเลือกที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว เนื่องจากชีวิตของเธอไม่เพียงติดขัดและคับข้องในแทบทุกเรื่อง หากยังมาถึงจุดที่อับจน และมันดูเหมือนไม่มีหนทางเลือกอื่นใด

ในแง่มุมหนึ่ง แจ็คเป็นตัวละครในอุดมคติที่ไม่เพียงแค่โรสเท่านั้นที่อิจฉาในการมีชีวิตที่อิสระเสรีของเขา แต่น่าจะรวมถึงผู้ชม แน่นอนว่าเราเป็นอย่างตัวละครนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะในการแสดงออกอย่างไม่มีความห่วงกังวลในอะไรเลย นั่นรวมถึงอนาคตที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะหันเหไปในทิศทางใด แต่อย่างน้อยที่สุด หนังของเจมส์ คาเมร่อนก็ชักชวนให้ผู้ชมเห็นดีเห็นงามในทุกการกระทำของตัวละคร

ฉากที่แจ็คกับเพื่อนชาวอิตาเลี่ยนวิ่งขึ้นเรือไททานิกในนาทีสุดท้ายเพราะเพิ่งชนะในเกมเสี่ยงโชคได้รับการนำเสนอในบรรยากาศที่กระฉับกระเฉง สนุกสนาน และคล้ายคลึงกับการเฉลิมฉลอง และตอนที่แจ็คประกาศก้องว่าเขาคือ ‘พระราชาของโลกใบนี้’ ภาพและเสียงก็ให้ความรู้สึกที่ทั้งยิ่งใหญ่และฮึกเหิม ขณะที่คอนเซ็ปท์หรือมุมมองในการดำเนินชีวิตของตัวละครก็ช่างเท่หรือ ‘โรแมนติก’ เสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในตอนที่เขา ‘เล็คเชอร์’ แม่ของโรสเกี่ยวกับคุณค่าและความหมายของมันซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่า เขาอาจจะยากจน แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดเหลืออะไรเลย เขามีทุกสิ่งอย่างที่ต้องการ อากาศให้สูดเข้าไปในปอด กระดาษเปล่าให้ได้เขียนรูป เขาชอบการตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะตบท้ายด้วยบทสรุปที่สะท้อนถึงความซาบซึ้งและความเข้าใจในสิ่งที่ชีวิตหยิบยื่นให้อย่างตกผลึกและถ่องแท้ นั่นก็คือชีวิตก็เป็นเหมือนของขวัญอันล้ำค่าที่เขาจะไม่ใช้มันอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ ความไม่แน่นอนของชีวิตทำให้เขาเรียนรู้ที่จะอ้าแขนต้อนรับมัน และคติพจน์ประจำตัว จงใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและความหมาย

ปัญหาของความไม่น่าเชื่อถือของฉากนี้มีอยู่นิดเดียวตรงที่ประโยคที่พรั่งพรูออกมาเหล่านั้นควรจะต้องเป็นของใครก็ตามที่ผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างสมบุกสมบัน แต่ใบหน้าอันแสนละอ่อนและเยาว์วัยของ ลีโอนาร์โอ ดิคาร์ปริโอ ซึ่งดูเหมือนคนที่ยังเรียนหนังสือไม่จบมัธยม ทำให้เชื่อได้ลำบากว่า พระเอกของเรากอดรัดฟัดเหวี่ยงกับชีวิตมาอย่างโชกโชน และมันทำให้อดนึกอย่างยียวนกวนประสาทต่อไปไม่ได้ว่า สมมติว่าเขาเป็นคนกร้านโลกกร้านชีวิตตามที่บรรยายสรรพคุณจริงๆ แจ็คของเราน่าเริ่มออกสำรวจและผจญภัยไปในโลกกว้างตั้งแต่ตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นประถมสอง

ไม่ว่าจะอย่างไร ในบรรดาคาแร็คเตอร์หลักๆ ของเรื่อง แจ็คเป็นตัวละครที่แทบจะล่องลอยอยู่เหนือความเป็นจริง และถึงแม้ว่าหนังจะให้รายละเอียดที่บ่งบอกถึงตื้นลึกหนาบางของตัวละคร ตั้งแต่เขาเป็นชาววิสคอนซิน พ่อแม่ตาย ไม่มีญาติพี่น้อง มีความสามารถในการวาดรูป ชอบการเสี่ยงโชค และเคยใช้ชีวิตในปารีส แต่มันก็ยังคงทำให้ตัวละครนี้ดูลึกลับและจับต้องไม่ได้อยู่นั่นเอง

ว่าไปแล้ว หน้าที่หลักและหน้าที่เดียวของเขาก็เป็นดังที่กล่าวก่อนหน้า ชี้ทางสว่างให้โรสได้ก้าวเดิน หรืออีกนัยหนึ่ง ช่วยให้หญิงสาวได้สัมผัสกับกลิ่นอายของเสรีภาพ ทั้งๆ ที่พินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนรอบด้านแล้ว มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาแม้แต่น้อยนิด และเหตุผลเดียวที่แจ็คใช้เป็นข้ออ้าง ซึ่งฟังดูเลื่อนลอยและเต็มไปด้วยการทึกทักเอาเองเต็มทีก็คือประโยคที่ผู้ชมได้ยินเขาพูดสองครั้ง นั่นคือ ตอนนี้ เขาถูก(สถานการณ์ต่างๆนานา) ดึงให้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับโรสอย่างที่ไม่อาจถอนตัวได้

ในแง่มุมหนึ่ง มันอาจจะมองได้ว่าการที่แจ็คไม่เลิกตอแยกับโรสทั้งๆ ที่เขาไม่อยู่ในฐานะ (ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม) ก็เป็นเพราะพระเอกของเราตกหลุมรักนางเอกในทันทีที่ได้พบเห็นนั่นเอง และความมุ่งหวังสูงสุดของเขาก็คงจะได้แก่การชักชวนให้หญิงสาวหนีตามกันไปและครองรักตราบเท่าที่ความหวานชื่นของโรแมนซ์จะเอื้ออำนวย แต่ฉากที่หนังบอกให้รู้ว่าแจ็คกำหนด ‘เพดานของความยุ่งเกี่ยวกับโรส’ ไว้สูงกว่านั้น ก็ได้แก่ตอนที่พระเอกของเราลักลอบพบกับโรส หลังจากปาร์ตี้สุดเหวี่ยงของผู้โดยสารชั้นสามผ่านพ้นไป ประโยคที่แจ็คบอกกับโรสในตอนที่อยู่กันสองต่อสองก็คือ เขาไม่สามารถหันหลังให้กับหญิงสาวโดยที่ไม่รู้ว่าสวัสดิภาพของเธอจะเป็นเช่นใด และถึงแม้ว่าแจ็คไม่ได้พูดออกตรงๆ แต่ถ้อยคำที่อยู่หลังจากนั้นชวนให้สรุปได้ว่า แจ็คเป็นหน้าที่หรือธุระในการรักษาให้ ‘ไฟของการโหยหาอิสระภาพและเสรีภาพ’ ในตัวของโรสยังคงคุโชน หรืออย่างน้อย ย้ำเตือนให้นางเอกได้ตระหนักในความจริงข้อนี้

มองออกนอกลู่นอกทางซักนิด กล่าวได้ว่าวิธีคิดของแจ็คก็เป็นแบบเดียวกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในการพาตัวเองไปเกี่ยวข้องหรือเป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก หมายความว่าหลายครั้งหลายครา อเมริกาไม่ได้มีเรื่องบาดหมางโดยตรงกับใคร แต่ข้ออ้างในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยสงครามอินโดจีน, ประเทศชิลีในยุคสมัยของประธานาธิบดี ซัลวาดอร์ อัลเยนเด้, ประเทศนิคารากัวในช่วงทศวรรษที่ 1990 ประเทศอัฟกานิสถานทั้งในช่วงที่ต้องรบกับโซเวียตและกับกลุ่มตาลีบัน (หรือพูดรวมๆ อย่างง่ายๆว่า ‘เสือ-’ เรื่องชาวบ้าน) ก็คือ การบอกว่ามันเป็นหน้าที่ของอเมริกาในการรักษาให้เปลวไฟแห่งเสรีภาพของโลกใบนี้ยังคงโชติช่วง และนั่นทำให้ Titanic เป็นหนังโปรโมทหรือโฆษณาชวนเชื่ออุดมการณ์ความเป็นอเมริกันอย่างเฉลียวฉลาดทีเดียว และอันที่จริง ในตอนท้ายเรื่องที่โรสหลุดพ้นจากพันธกรณีทั้งหลายทั้งปวง หนังถึงกับแสดงภาพของเทพีเสรีภาพที่นอกเหนือจากการบ่งบอกว่าตัวละครเดินมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ยังตอกย้ำว่าในที่สุด โรสก็เป็นไทแก่ตัวเอง และอุดมการณ์ของแจ็คที่เขาปลูกฝัง (หรืออีกนัยหนึ่ง ‘ไซโค’) เอาไว้ก็งอกเงยและเติบโต

กล่าวได้ว่าวิธีคิดของแจ็คก็เป็นแบบเดียวกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในการพาตัวเองไปเกี่ยวข้องหรือเป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ข้อที่ชวนให้ขัดข้องอยู่ตรงที่ อุดมการณ์ของแจ็คอาจจะถือเป็นเจตนารมณ์ที่สวยหรู และแฝงไว้ด้วยความปรารถนาดี แต่ในทางปฏิบัติ มันหมายถึงการเรียกร้องให้โรสตั้งตนเป็นขบถหรือทรยศหักหลังชีวิตแต่หนหลังซึ่งยังพอทำเนา แต่พอมันบานปลายถึงขั้นที่หญิงสาวถูกบีบให้เลือกอุดมการณ์ที่เธอเพิ่งจะ ‘รับเชื่อ’ และไม่ใช่แม่ของเธอเอง มันก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาว่าเธอเห็นแก่ตัว อีกทั้งหนึ่งในข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือโรสเป็นเด็กสาวที่อายุแค่สิบเจ็ดปี ยังไม่ประสีประสากับโลกกว้างและวุฒิภาวะยังอ่อนด้อย อันส่งผลให้เธอเป็นตัวละครที่เกลี้ยกล่อมได้ง่าย และจากที่หนังให้เห็นพฤติกรรมของเธอในหลายครั้ง ตั้งแต่การพยายามฆ่าตัวตาย การกระโดดออกจากเรือชูชีพถึงสองครั้งสองคราก็สะท้อนถึงความเป็นคนที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวตั้งและไม่ค่อยจะคิดหน้าคิดหลังอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ

กระนั้นก็ตาม ต้องยอมรับว่าทั้ง แจ็ค ดอว์สัน และ เจมส์ คาเมร่อน สมรู้ร่วมคิดกันขาย ‘แพ็คเกจเสรีภาพ’ ให้กับโรสด้วยเวทมนต์คาถาต่างๆ นานาได้อย่างหว่านล้อมทีเดียว และอันที่จริง ไม่ใช่โรสเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เคลิบเคลิ้มไปกับการ ‘โบยบิน’ ที่หัวเรือในห้วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังอัสดง และแสงสีเหลืองทองของมันก็งดงามอย่างน่าอัศจรรย์ ขณะที่เสียงคอรัสที่ฮัมท่วงทำนองเพลง ‘My Heart Will Go On’ ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศดูศักดิ์สิทธิ์ และคลับคล้ายว่ากระทั่งพระผู้เป็นเจ้าและทูตสวรรค์ก็ยังเห็นดีเห็นงาม แต่รวมถึงผู้ชมซึ่งอยู่ในอาการลอยละล่องพอกันที่น่าเชื่อว่านับจากจุดนี้เป็นต้นไป พวกเราพร้อมที่จะล่มหัวจมท้ายและขึ้นเขาลงห้วยไปกับตัวละครอย่างชนิดไม่ตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรม

กล่าวสำหรับโรส หนังอาจจะไม่ได้บอกอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าชีวิตก่อนขึ้นเรือของหญิงสาวเป็นอย่างไร แต่ประโยคที่โรสวัยชราบอกว่า สำหรับเธอ ไททานิกเป็นเสมือนเรือทาส ก็นับเป็นการอธิบายสถานการณ์ชีวิตของหญิงสาวในช่วงก่อนที่จะได้เจอกับแจ็คอย่างกะทัดรัดและครบถ้วน พูดอย่างเป็นธรรม ความเปลี่ยนแปลงอย่างชนิดหน้ามือหลังมือของโรสก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเครดิตของแจ็คทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ อันที่จริง ผู้ชมได้เห็นว่าเธอเป็นคนดื้อดึงและดื้อรั้น และมีบุคลิกไม่แตกต่างจากม้าพยศเป็นต้นทุนอยู่ก่อนแล้ว

ฉากที่เธอสูบบุหรี่ และเล่นมุขเกี่ยวกับความหมกมุ่นในเรื่อง ‘ขนาด’ ของพวกผู้ชายบนโต๊ะอาหารทำหน้าที่เสมือนการอารัมภบทให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงความเป็นคนที่ ‘ไม่ได้สงบเสงี่ยมเป็นผ้าพับไว้’ ของตัวละคร และฉากที่เธอเต้นรำอย่างสุดเหวี่ยงในงานปาร์ตี้ของผู้โดยสารชั้นสามก็เป็นช่วงหนึ่งที่เปิดเผยให้ได้เห็นตัวตนที่แท้จริง แต่ความพิเศษของโรส และเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เธอแตกต่างจากผู้หญิงยุคสมัยเดียวกัน ก็ได้แก่การที่โรสเป็นผู้หญิงที่นอกจากไม่ยอมจำนน เธอยังเป็นคนริเริ่ม ตัวตั้งตัวตี หรือแสดงออกถึงความต้องการของตัวเอง ซึ่งว่าไปแล้ว ไม่ใช่วิสัยของผู้หญิงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ไล่เรียงได้ตั้งแต่การดำริให้แจ็ควาดภาพนู้ดอันลือลั่น, การมีเซ็กส์ครั้งแรก(และครั้งเดียว)กับแจ็คซึ่งเธอเป็นฝ่ายเปิดเกมรุก ไปจนถึงห้วงเวลาที่หนังให้เห็นว่า เธอเลือกที่จะตัดขาดทั้งกับแม่และชีวิตในโลกใบเก่าอย่างสิ้นเชิง และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในแบบที่เธอเป็นคนกำหนดเอง

ว่าไปแล้ว แจ็คอาจจะช่วยให้โรสได้ค้นพบและสัมผัสกับอิสรภาพและเสรีภาพ แต่ความเป็นตัวเองของโรสที่หนังแสดงอย่างรอบด้านก็ทำให้ผู้ชมสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะแจ็คจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ หญิงสาวก็สามารถยืนบนขาสองข้างของตัวเอง (ซึ่งแปลได้ว่าแจ็คตายไปซะได้-ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว เพราะดังที่กล่าวข้างต้น ภารกิจของเขาที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นสมบูรณ์) และภาพถ่ายที่วางไว้ข้างเตียงนอนของโรสวัยชราก็ช่วยยืนยันว่า เธอไม่เพียงสามารถเอาตัวรอด แต่ยังมีชีวิตในช่วง ‘หลังแจ็ค ดอว์สัน (post-Jack Dawson)’ อย่างโลดโผนโจนทะยาน

กล่าวอย่างกว้างๆ แล้ว หนังของคาเมร่อนคงจะไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาในเรื่องความไม่หนักแน่นในส่วนของเนื้อหา ถ้าหากเขาไม่ปล่อยให้ความหละหลวมในเชิงตรรกะและเหตุผลออกมาเพ่นพ่านจนเกินไป หรือใช้ประโยชน์จากความบังเอิญอย่างพร่ำเพรื่อ ฉากที่ มอลลี่ บราวน์ ถามแจ็คว่าเขาจะใส่ชุดอะไรสำหรับงานดินเนอร์ของพวกผู้ลากมากดีที่เจ้าตัวได้รับเชิญ และเสนอให้เขาใส่ทักซิโด้ของลูกชายที่ตัดเย็บมาพอดีตัว เป็นฉากที่ ‘สอบตก’ ในแง่ของความน่าเชื่อถือ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ถัดมาที่มอลลี่กับโรสทำหน้าที่เป็น ‘โค้ช’ ให้กับพระเอกในเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารก็ช่างตื้นเขินเหลือเกิน นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่พระเอกและนางเอกของเรากำลังจะเข้าตาจน แต่คนทำหนังก็มักจะต้องเหลือทางออกเล็กๆ ที่เหลือเชื่อไว้เสมอ เช่น นางเอกซึ่งไม่มีทักษะในการใช้ขวานแม้แต่น้อย แต่ในการเหวี่ยงเพียงครั้งเดียว มันตัดกุญแจมือของแจ็คได้อย่างแม่นยำ หรือตอนที่ทั้งสองติดอยู่ที่รั้วเหล็ก และต้องการใครซักคนที่มีกุญแจ ใครคนนั้นก็โผล่มาทันท่วงที

ดังที่กล่าวข้างต้น ความเจ้ากี้เจ้าการ ก็เป็นเรื่องน่ารำคาญ ฉากที่โรสกำลังว้าวุ่นกับคำพูดของแจ็คที่เรียกร้องให้เธอประกาศอิสรภาพ แล้วจู่ๆ เธอก็หันไปเห็นเหตุการณ์ที่แม่คนหนึ่งกำลังฝึกกิริยามารยาทของลูกสาวตัวน้อย อันส่งผลให้หญิงสาว ‘ตาสว่าง’ ขึ้นมาฉับพลัน ก็ถือเป็นความไม่กลมกลืนในแง่ของกลวิธีและชั้นเชิง กระทั่งขัดจังหวะความไหลลื่นของเหตุการณ์ หรือการแทรกภาพบรรยากาศการสูบซิการ์และดื่มบรั่นดีของพวกชนชั้นสูงที่ดูแห้งแล้งและไม่มีชีวิตชีวาเข้ามาในฉากที่พวก ‘ชั้นสาม’ ที่กำลังแข่งงัดข้ออย่างสนุกสนานก็ให้ผลลัพธ์ทำนองเดียวกัน

แต่กล่าวในที่สุดแล้ว เมื่อย้อนกลับไปดูสถิติตัวเลข ชัยชนะบนเวทีรางวัล ตลอดจนปรากฏการณ์ทางสังคม มันก็ชวนให้สรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่า หนังเรื่อง Titanic เป็นที่รักของผู้ชมทั้งโลกอย่างมากมายมหาศาลจริงๆ ข้อสำคัญก็คือ มันเป็นความรักที่อุดมคติมากๆ เพราะมันแทบจะปราศจากเงื่อนไข และไม่ต้องการเหตุผล หรืออีกนัยหนึ่ง พวกเขา (หรือพวกเรา) พร้อมจะมองข้ามข้อเสีย ไม่ได้ตั้งแง่หรือถือสานำมาเป็นอารมณ์ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น มันดูเหมือนว่าสองสามอย่างที่หลงเหลืออยู่และทำได้สำหรับคนที่ตั้งตนเป็นสมาชิกของพรรคฝ่ายค้านก็คือการอนุโมทนาสาธุ ร่วมแสดงความยินดี และปล่อยให้แฟนๆ ของแจ็คและโรสครวญเพลง My Heart Will Go on กันต่อไป

 

TITANIC (1997)

กำกับ, บทภาพยนตร์-เจมส์ คาเมร่อน/อำนวยการสร้าง-เจมส์ คาเมร่อน, จอน แลนเดา/กำกับภาพ-รัสเซลล์ คาร์เพนเตอร์/ออกแบบงานสร้าง-ปีเตอร์ ลามอนต์/กำกับศิลป์-มาร์ติน แลง, ชาร์ลส์ ดไวท์ ลี/ตกแต่งฉาก-ไมเคิล ฟอร์ด/ลำดับภาพ-คอนราด บัฟฟ์, เจมส์ คาเมร่อน, ริชาร์ด เอ.แฮร์ริส/ออกแบบเครื่องแต่งกาย-เดบบอร่าห์ แอล.สก็อตต์/ดนตรีประกอบ-เจมส์ ฮอร์เนอร์/วิช่วลเอฟเฟ็คท์-โรเบิร์ต เลกาโต้/ผู้แสดง-ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ, เคท วินสเล็ท, บิลลี่ แซน, แคธี่ เบทส์, แฟรนเซส ฟิสเชอร์, กลอเรีย สจ๊วต, บิลล์ แพ็กซ์ตั้น, วิคเตอร์ การ์เบอร์, ฯลฯ/สี/ความยาว 194 นาที

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก