Lucid dreaming ทฤษฎีการควบคุมฝัน จากแรงบันดาลใจสู่ภาพยนต์

“ความฝันที่ผู้ฝันรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ คนที่กำลังฝันแบบ Lucid นอกจากจะรับรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝันแล้ว ยังสามารถมีส่วนร่วม จัดการ สร้างสรรค์ เนรมิตสภาพแวดล้อมและเรื่องราวในความฝันที่ว่านั้นได้อีกด้วย”

บทความโดย ตาใสไร้สมอง

แน่นอนว่าทุกคนล้วนเคยฝัน อาจฝันดีหรือฝันร้ายบ้าง รวมไปถึงในบางที บางท่านก็สามารถควบคุมความฝันได้ด้วยใช่มั้ยล่ะ !? สิ่งนี้ไม่ใช่การคิดไปเองแต่อย่างใด มันมีทฤษฎีรองรับกันจริงจังด้วยนะเออ !!

และในวันนี่เราจะมาทำความเข้าใจความฝันของตัวเอง และตัวตนภายในจิตใต้สํานึก ด้วยทฤษฎีการเข้าสู่สภาวะ Lucid dreaming (การตระหนักรู้ว่าตนกำลังฝัน) กันจ้า รวมถึงวิเคราะห์เหล่าภาพยนต์ที่ใช้แรงบันดาลใจจากสภาวะที่ว่านี้ด้วย !


ความฝัน

รู้ไหมครับว่าแท้จริงแล้วความฝันมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก มากจนที่ว่าตอนนี่ก็ยังคงไม่สามารถเข้าใจได้หมด ว่ากันว่าความฝันคือการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกและแรงปรารถนาบางอย่างที่ถูกกดทับและเก็บซ่อนเอาไว้ข้างในจิตใจลึกๆ ของผู้คน ผ่านการทำงานของสมองในขณะที่เรากำลังนอนหลับอยู่ ซึ่งคนเรามักจะฝันถึงคืนละ 4 ถึง 6 ครั้งเลยทีเดียว แต่ว่ากันว่ามีเพียงบางคนเท่านั้นที่จดจำความฝันของตัวเองได้

ซึ่งทฤษฎี Lucid dreaming ที่เรากำลังจะพูดถึงนี้จะอยู่ในรูปแบบที่คุณจดจำความฝันของตัวเองได้นั่นเอง


Lucid dreaming

นิยามของ Lucid dreaming คำว่า Lucid แปลว่า สว่าง, กระจ่าง, ชัดเจน  ส่วนคำว่า Dream มีความหมายว่า ความฝัน ถ้าหากเอาศัพท์สองคำนี้มารวมกัน ก็จะมีความหมายว่า “ความฝันที่กระจ่างแจ้งชัดเจน” คือ สภาวะที่คนเราสามารถที่จะรู้สึกตัว และตระหนักได้ว่าตนเองนั้นอยู่ในความฝัน ขณะที่ตัวเองฝันอยู่

“ความฝันที่ผู้ฝันรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่” (ฝันในฝันนั้นเอง) คนที่กำลังฝันแบบ Lucid (ลูซิด) นอกจากจะรับรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝันแล้ว ยังสามารถมีส่วนร่วม จัดการ สร้างสรรค์ เนรมิตสภาพแวดล้อม และเรื่องราวในความฝันที่ว่านั้นได้อีกด้วย ความฝันแบบ Lucid Dream จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมจริงหรือแปลกประหลาดแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาวะการรับรู้ของคนที่ฝันอยู่นั้นๆ

เช่น เมื่อเรากำลังฝันร้าย พบสิงโต ถ้าสามารถควบคุมความฝันได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนสิงโตที่ดุร้าย เป็นแมวเชื่องๆ ได้เลย

ซึ่งมีทีมวิจัยจากหลากหลายสถาบัน พยายามที่จะพัฒนาเทคนิคที่จะทำให้คนเราสามารถควบคุมความฝันได้ โดยหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มวิจัยจากมหาวิทยาลัย Standford และ สถาบันวิจัย Lucidity ของนาย Stephen LaBerge

 Stephen LaBerge

“คุณต้องศึกษาความฝันของตัวเองจนกระทั่งคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังฝัน สัญลักษณ์นี้เหล่านี้จะแตกต่างกันไป ของใครของมัน”

การเข้าถึงสภาวะ Lucid dreaming

หลักการที่สำคัญของการทำ Lucid dreaming ก็คือ การรู้สึกตัวและมีสติอยู่เสมอ เมื่อกำลังหลับอยู่ ถ้าเมื่อไหร่ที่สามารถรู้ตัวว่า นี่แหละฉันกำลังอยู่ในฝัน ฉันฝันไป แสดงว่าคุณก็กำลังอยู่ในสภาวะ Lucid dreaming แล้ว

สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่ากำลังฝัน

สิ่งที่ปรากฏในความฝันที่ทำให้ผู้ฝันรู้ตัวว่าตัวเองกำลังฝันอยู่แน่ๆ เช่น รู้สึกว่าตัวเองกำลังเหาะเหินเดินอากาศ เห็นสัตว์ที่มีรูปร่างหรือสีสันแปลกกว่าปกติ พบเจอกับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือ ประเทศไทยมีหิมะตกจนหนาวกันทั่วหน้า..

ถ้าไปเจออะไรที่แปลกๆ หรือไม่ชอบมาพากล ทำนองนี้ ให้ลองหยิกตัวเองดูสักที ถ้าเจ็บก็จะได้รู้ว่าเป็นความจริงนะ ไม่ได้อยู่ในความฝัน หรือถ้ายังไม่แน่ใจลองเอาหัวโขกกับกำแพงดูก็ได้​ ฮ่าๆ

ซึ่งคุณต้องศึกษาความฝันของตัวเองจนกระทั่งคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังฝัน สัญลักษณ์นี้เหล่านี้จะแตกต่างกันไป ของใครของมัน โดยหากเจ้าสัญลักษณ์นี้โผล่ขึ้นมาอีกเมื่อไร คุณก็จะมั่นใจว่ากำลังฝันอยู่แน่ๆ

การเหนี่ยวนำความฝันรู้ตัวโดยใช้เครื่องมือช่วยจำ (Mnemonic Induction of Lucid Dreams – MILD)

MILD (ไมลด์ / วิธีการที่อาจช่วยให้คุณควบคุมความฝันได้) มีขั้นตอนหลัก 4 ขั้น ดังนี้

1.ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะตื่นขึ้นในระหว่างที่กำลังนอนอยู่ และหากกำลังฝัน ก็จะจดจำความฝันนั้นไว้

2.ก่อนล้มตัวลงนอนใหม่ ให้ตั้งใจว่าจะต้องรู้ตัวให้ได้ว่ากำลังฝันในระหว่างหลับครั้งต่อไป โดยอาจบอกตัวเองว่า “คราวหน้าหากฝัน ฉันจะรู้ตัวว่ากำลังฝัน” ดร. ลาเบิร์จบอกว่าให้ท่องประโยคนี้ซ้ำๆ เหมือนท่องบ่นมนตรา โดยมีสมาธิแน่วแน่

3.ขณะที่กำลังท่องมนต์อยู่นั้น ก็ให้จินตนาการพร้อมๆ กันไปด้วยว่า ได้กลับเข้าไปในฝันที่เพิ่งฝันก่อนตื่นขึ้นมา (หรืออาจจะเป็นฝันอื่นที่จดจำได้) และแสร้งทำเป็นรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ โดยมองหาสัญลักษณ์ที่บ่งว่าคุณกำลังฝันไปด้วยพร้อมๆ กัน

4.ทำขั้นตอนที่ 2 และ 3 ซ้ำจนคุณผลอยหลับไป หรือจนกระทั่งความตั้งใจแน่วแน่เข้าที่ คือคิดแต่ว่าจะต้องรู้ตัวขณะกำลังฝันให้จงได้

ในปัจจุบันไม่มีผลสรุปที่แน่ชัดว่าการฝึกฝน Lucid dreaming เป็นประจำ นั้นจะมีผลเสียต่อร่างกาย และจิตใจหรือไม่ นอกจากนั้นการเข้าถึงสภาวะนี้ จะทำให้เสียผลประโยชน์จากการฝันแบบธรรมดาด้วยหรือไม่? โดยนักจิตวิทยาบางท่าน ได้กล่าวว่า การฝันธรรมดานั้นจะทำให้เกิดการเข้าใจตัวเอง ได้ดีกว่าการทำ Lucid dreaming ดังนั้นบางที่ก็ต้องปล่อยฝันไปตามธรรมชาติบ้างล่ะน้าาาา


หนังหรืออนิเมชั่น​ที่ได้แรงบันดาลใจจาก​ Lucid dreaming

แน่นอนว่าความฝันนั้นก็ยังส่งผลต่อแรงบันดาลใจของมนุษย์อยู่เรื่อยๆ เพราะ มนุษย์ไม่เคยหยุดที่จะคิด และสร้างสรรค์ศิลปะหลายแขนงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์ หรือ อนิเมชั่น ที่หยิบเอา Lucid dreaming ไปใช้เป็นแรงบันดาลใจนั้นก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว

————————————————-

1.Waking Life ปลุกชีวิต เนรมิตฝัน (2001)

กำกับโดย : Richard Linklater
นำแสดงโดย : Ethan Hawke
ควบคุมด้าน Animation : บ๊อบ ซาบิสตัน
ประเภท Animation ; Drama ความยาว 1 ชม. 41 นาที

เรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดำเนินชีวิตประจำวัน สลับกับภาพเหตุการณ์ของผู้คนต่างๆ หมุนเวียนเข้ามาในเรื่องอย่างไม่มีขั้นตอน ตัวหนังเลือกถ่ายทอดด้วยภาพอนิเมชั่นหรือภาพเคลื่อนไหวในแบบการ์ตูน ซึ่งเป้นเทคนิคการเพ้นท์สีทับลงบนภาพนักแสดงจริงๆ

ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นก็เสมือนว่าเขาไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ และพบว่าตนเองตื่นอยู่ในห้องนอนเหมือนเดิมเรื่อยๆ ชายหนุ่มพยายามค้นหาว่าตนเองที่จริงอยู่ที่ใดกันแน่หรือว่าตัวเองอยู่ในความฝันมาตลอดหรือเปล่า

————————————————-

2.Inception จิตพิฆาตโลก (2010)

ประเภท นิยายวิทยาศาสตร์-แอ็กชัน

กำกับโดยคริสโตเฟอร์ โนแลน
นำแสดงโดย : Leonardo DiCaprio, Joseph Gordon-Levitt, Ellen Page
ความยาว 2 ชม. 28 นาที

เรื่องนี้คงเป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆ คนเลยก็ว่าได้ ซึ่งหนังพูดถึงความสัมพันธ์ของชีวิตในยามตื่นของเรา ไปจนถึงชีวิตในฝัน ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

หนังเรื่องนี้นำเอาทฤษฎีความฝัน Lucid dreaming มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่มากๆ ด้วยการสร้างสรรค์จินตนาการภาพอันน่าตื่นตะลึง ผ่านพล๊อตเรื่องที่กล่าวถึงกลุ่มตัวเอกที่เป็นนักโจรกรรมความฝัน ที่ใช้ประโยชน์จากการเข้าไปในห้วงความฝันของเป้าหมาย และควบคุมรวมไปถึงดัดแปลงความฝันนั้นๆ ด้วยความชำนาญ เพื่อวัตถุประสงคืในการล้วงข้อมูล รวมไปถึงปลูกฝังความคิดที่ต้องการลงไปในจิตใต้สำนึกของเจ้าของความฝันนั้นๆ ได้อีกด้วย !?

————————————————-

3.Paprika ลบแผนจารกรรมคนล่าฝัน (2006)

กำกับโดย Satoshi Kon
สตูดิโอ Mad House ความยาว 1 ชม. 30 นาที

มาที่อนิเมชั่นแนวไซไฟกันบ้าง กับเรื่องราวในอนาคตที่มีการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนเข้าไปในความฝันได้ และยังสามารถใช้อุปกรณ์นี้เพื่อรักษาคนไข้ผ่านความฝันที่สามารถควบคุมได้อีกด้วย

แต่อุปกรณ์ที่จะเข้าไปในความฝันนั้นดันโดนขโมย โดยตัวเอกต้องนำอุปกรณ์ที่จะเข้าไปในความฝัน กลับมาให้ได้ก่อนที่เส้นแบ่งพรมแดนระหว่างโลกแห่งความฝันและโลกแห่งความจริงจะพังพินาศไป

 

————————————————-

4.Vanilla Sky (2001)

กำกับโดย Alejandro Amenábar และ Mateo Gil ร่วมเขียนบท
นำแสดงโดย :  Tom Cruise, Penélope Cruz, Cameron Diaz
ประเภท Fantasy /Mystery/ Romnace ความยาว 1 ชม. 36 นาที

เรื่องราวในหนังจะเกี่ยวกับชีวิตของ David ที่ร่ำรวยและเป็น Playboy พอสมควร เขามีหลายๆ อย่างในชีวิตครบครัน มากพอที่หลายคนอยากจะมีบ้าง แต่เขาก็ยังมีความฝันบางอย่างเป็นของตัวเองและอยากทำฝันนั้นให้เป็นจริง

จนได้พบกับผู้หญิงคนนึงและตกหลุมรัก แต่เรื่องราวไม่ได้สวยงามเหมือนใจหวัง เพราะเขาดันเกิดอุบัติเหตุจนทำให้เรื่องราวทั้งหมดพลิกผันไปเป็นอีกแบบ…

 

 

————————————————-

5.Eternal Sunshine of the Spotless Mind หรือ ลบเธอ…ให้ไม่ลืม (2004)

ประเภท: Romance, Drama, Sci-fi
นำแสดงโดย :  Jim Carrey, Kate Winslet
ผู้กำกับ: Michel Gondry
เรื่อง: Charlie Kaufman, Michel Gondry, Pierre Bismuth
บทภาพยนตร์: Charlie Kaufman
ความยาว 1 ชม. 48 นาที

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึงโลกที่สามารถใช้บริการลบความทรงจำได้ และตัวเอกของเราก็ดูเหมือนจะสนใจบริการดังกล่าวโดยเน้นไปที่การลบความเจ็บปวดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดจากสิ่งที่หลายๆ คนทั่วโลกต่างก้ประสบปัญหาไม่ต่างกัน นั่นก็คือ “ความรัก” นั่นเอง อาจฟังดูเหมือนภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Lucid dreaming โดยตรงซักเท่าไหร่ หากแต่การเข้าไปจัดการกับจิตใต้สำนึกหรือความทรงจำนั้น หากมองในเชิงทฤษฎีแล้วก็อาจมองได้ว่ามีส่วนที่คล้ายคลึงกับการควบคุมความฝันเพื่อผลประโยชน์บางอย่างของมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ทฤษฎีนี้พอจะมีประโยชน์กับทุกคนกันบ้างไหม จะเห็นได้ว่าแรงบันดาลใจของภาพยนตร์ดังที่กล่าวมานั้น อาจไม่จำเป็นต้องเป็นต้องเป็นสิ่งที่หาได้จากชีวิตจริงเสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นเมื่อจากไอเดียที่มาหลังจากหัวตกถึงหมอนแค่นั้นก็เป็นได้ (ฮ่าๆ)

แต่จะว่าไปความฝันนั้นก็เป็นเหมือน สิ่งที่บ่งบอกตัวตนในชีวิตจริงของเรา ดังนั้นการที่เราจะควบคุมความฝันได้ เราอาจต้องเข้าใจและยอมรับตนเองให้ได้ก่อนนะ
และการจะเข้าใจตนเองได้ ก็ต้องอย่าเอาแต่นอนอยู่เฉยๆ จงลุกขึ้นมาทำตามความฝันในโลกแห่งความเป็นจริงกันด้วยนะจ้า…

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวกับเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจได้ในเว็บไซต์ Plotter ครับผม


 

อ้างอิง :

https://bubuandsomsri.wordpress.com/2017/01/05/featured-content-2/?fbclid=IwAR3xcaAL1Draw6UUqw7gXISgrcAi7chYppL23xOXUFBmENF57DGfMuC3MGk

http://www.likar.info/coolhealth/news-79066-uchenye-nazvali-prostoj-sposob-kak-uluchshit-nochnoj-son/

https://www.wikihow.com/Lucid-Dream

http://www.wurkon.com/blog/45-lucid-dream?fbclid=IwAR3PVx18W2q-sJZz0qYA_X5_HVWRfLS9ER4jo9QUGS4XXoInybqi4bIBjzQ

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"