IN THE MOOD FOR LOVE (2000) ห้วงลึก เหวรัก

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร (บทความจากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 720)

หนังเรื่อง In the Mood for Love (2000) ผลงานลำดับที่เจ็ดของ หว่องการ์ไว คนทำหนังที่ได้ชื่อว่ามี ลายเซ็น ที่นอกจากจะโดดเด่นสะดุดตา ยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างที่ยากจะหาใครเทียบเคียง ขึ้นต้นด้วยข้อความที่ผู้ชมสามารถเดาได้ว่า คงจะตัดทอนมาจากบางส่วนของนิยาย มองผิวเผินแล้ว ประโยคเหล่านั้น เหมือนกับจะบอกเล่าเพียงแค่เหตุการณ์สั้นๆ และไม่น่าที่จะใช้อธิบายสาระสำคัญของหนังได้อย่างครบถ้วน ทว่าเมื่อพิจารณาประกอบกับเนื้อหาที่กำลังจะถูกบอกเล่า มันกลับกลายเป็นการนำพาผู้ชมมุ่งไปสู่ศูนย์กลางของเรื่องได้อย่างชาญฉลาดและเฉียบคม

เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ชมโดยทั่วๆ ไป ข้อความดังกล่าวถูกคัดลอกมาจากนิยายที่ชื่อในความหมายภาษาอังกฤษแปลได้ว่า Intersection (ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า การพาดผ่านของเส้นสองเส้น หรืออีกนัยหนึ่ง ชีวิตของคนสองคนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง นั่นเอง) มันได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1972 ผลงานของ Liu Yichang นักเขียนที่มีภูมิหลังคล้ายคลึงกับหว่องการ์ไว นั่นคือเป็นชาวเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด แต่ในเวลาต่อมา อพยพมาตั้งรกรากถิ่นฐานในฮ่องกง ประโยคดังกล่าวถอดความได้ดังนี้

มันเป็นช่วงเวลาที่น่าอึดอัดกระอักกระอ่วน หญิงสาวได้แต่ก้มหน้าของเธอ เพื่อเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มเข้ามาใกล้ๆ แต่เขากลับไม่ได้ขยับเขยื้อน ด้วยไม่กล้า และแล้ว เธอก็หันหลังและเดินจากไป

ฉากหลังของ In the Mood for Love ได้แก่ฮ่องกงปี 1962 หรือในช่วงไล่เลี่ยกับที่หว่องการ์ไวซึ่งตอนนั้นมีอายุได้เพียงห้าขวบ ต้องย้ายตามพ่อแม่ของเขาจากเซี่ยงไฮ้มาฮ่องกง และพลัดพรากจากพี่ชายพี่สาวของตัวเอง ซึ่งกว่าจะได้พบหน้าค่าตัวกันอีกคราว ก็ในอีกเกือบสิบปีถัดมา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะต้องดำรงสถานภาพของการเป็นลูกเพียงคนเดียว และประสบปัญหาในการสื่อสารกับคนพื้นเมือง เพราะเขาพูดภาษากวางตุ้งไม่ได้เลย แต่หว่องการ์ไวก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า นั่นเป็นฮ่องกงที่ประทับอยู่ในความทรงจำ (ก่อนที่ในอีกราวห้าปีถัดมา หรือในปี 1967 ความผันผวนปรวนแปรทางการเมืองจะส่งผลให้หลายๆ คนตัดสินใจอพยพจากบ้านเกิดของตัวเอง)

และนั่นทำให้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร ที่องค์ประกอบในทุกๆ ส่วนของหนัง ตั้งแต่งานด้านออกแบบฉาก, กำกับศิลป์, การกำกับภาพ, ลำดับภาพ, ออกแบบเสื้อผ้า ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากเพลงและดนตรีประกอบของเรื่อง ล้วนแล้วมุ่งตบแต่ง ฮ่องกง ในมโนภาพของหว่องการ์ไว ให้ออกมามีบรรยากาศที่นอกจากประณีตพิถีพิถีพิถันแล้ว ยังเสมือนลอยละล่องอยู่ในโลกของความเพ้อฝันตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ใครลองพินิจพิเคราะห์จากความเป็นจริง ฮ่องกงตามท้องเรื่อง ทั้งแออัดคับแคบ เสื่อมโทรม และซ่อมซ่อ (และที่เป็นเหมือนตลกร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สถานที่ถ่ายทำจริงๆ ก็คือกรุงเทพนั่นเอง)

หนังเปิดเรื่องด้วยการมาขอเช่าห้องพร้อมๆ กันของ มิสซิสชาน (จางหมั่นอวี้ ในบทบาทการแสดงที่น่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งของเธอ) กับ มิสเตอร์เชา (เหลียงเฉาเหว่ย) และลงเอยด้วยการที่ทั้งสองได้เข้าพักอาศัยในห้องที่อยู่ติดกัน มิหนำซ้ำ ยังได้ฤกษ์ย้ายข้าวของในวันเดียวกัน (หว่องการ์ไวเคยให้สัมภาษณ์ในเชิงของการขยายความเพิ่มเติม ว่ายุคสมัยนั้น การขาดแคลนที่พักอาศัยเป็นปัญหาใหญ่ของคนในฮ่องกง และมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ภายในห้องพักห้องหนึ่ง อาจจะมีถึงสองหรือสามครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แบ่งปันทั้งห้องครัว, ห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งความเป็นส่วนตัว’)

สิ่งที่ผู้ชมได้รับการบอกกล่าวตั้งแต่ต้นก็คือ ทั้งสองแต่งงานแล้ว มิสซิสชานเป็นเลขานุการิณีของบริษัทส่งสินค้าไปต่างประเทศ ส่วนมิสเตอร์เชาเป็นนักหนังสือพิมพ์ ทว่าคู่สมรสของพวกเขาซึ่งหนังเจตนาไม่ให้ผู้ชมได้เห็นหน้าค่าตาตลอดทั้งเรื่อง และ ตัวตน ของตัวละครทั้งสองถูกแสดงผ่านเสียง หรือการจับภาพจากด้านหลัง ไม่เคยมีเวลาให้กับคนรักของตัวเอง มิสเตอร์ชานมักจะต้องเดินทางไปญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ ขณะที่มิสซิสเชา ก็ต้องทำงานกะดึกในฐานะพนักงานต้อนรับของโรงแรม

มากยิ่งไปกว่านั้นก็คือ นับเวลาผ่านไป การดำรงอยู่ของตัวละครทั้งสอง ก็เหลือน้อยลงไปทุกที ซึ่งในแง่หนึ่ง มันอาจเป็นเพราะสภาวะระหองระแหงในความสัมพันธ์ของพวกเขากับคู่ชีวิตของตัว แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเจตนาของหนังที่เลือกจะตัดขาดพวกเขาออกไปจากวงโคจร

ตรงไหนซักแห่งแถวๆ นี้เอง ที่หนังค่อยๆ เผยให้ผู้ชมได้รับรู้ว่า ทั้งมิสเตอร์ชานและมิสซิสเชา เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับคู่รักของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทั้งสองจับได้ว่าพวกเขาปิดบังอำพรางอะไรบางอย่างไว้ หรือไม่พูดความจริง (อันได้แก่ฉากที่มิสซิสเชาบอกสามีของเธอว่า ต้องทำงานล่วงเวลาและเขาไม่จำเป็นต้องไปรับเธอ แต่เมื่อมิสเตอร์เชาไปหาที่โรงแรม ด้วยหวังจะชวนไปรับประทานอาหารมื้อดึกด้วยกัน ก็พบว่าคนรักเลิกงานไปแล้วตั้งแต่ช่วงเย็น หรือในกรณีของมิสซิสชาน ฉากหนึ่ง ผู้ชมได้เห็นเธอเคาะประตูห้องของมิสซิสเชาเพราะได้ยินเสียงพูดคุย แต่ฝ่ายหลังกลับบอกว่าเธออยู่เพียงคนเดียว และรู้สึกไม่สบาย ข้อสำคัญก็คือ ในช่วงที่มิสซิสชานจากไป หนังก็เผยให้ได้รับรู้ว่า นอกจากมิสซิสเชาไม่ได้อยู่คนเดียว อีกคนที่อยู่ในห้องนั้นก็คือมิสเตอร์ชานนั่นเอง) และหลังจากปะติดปะต่อหลักฐานต่างๆ เข้าด้วยกัน อาทิ การพบว่าเน็คไทของทั้งมิสเตอร์ชานและมิสเตอร์เชาเป็นลวดลายเดียวกัน หรือกระเป๋าถือของมิสซิสเชากับมิสซิสชาน ที่เป็นแบบเดียวกัน พวกเขาก็สามารถสรุปเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น

แต่ถ้าจะกล่าวให้ครอบคลุม ไม่ใช่เพียงแค่คู่สมรสของมิสซิสชานกับมิสเตอร์เชาเท่านั้นที่ไม่ซื่อสัตย์กับคนรักของตัวเอง มิสเตอร์โฮ เจ้านายของมิสซิสชาน ก็ลักลอบมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นเหมือนกัน และอันที่จริง มันคล้ายๆกับเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของมิสซิสชาน (และโดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวกันตรงๆ) ที่เธอจะต้องคอยช่วยเจ้านายสับหลีกไม่ให้รถไฟชนกัน หรือบางครั้งบางคราว อาจถึงขั้นโกหกพกลม หรือตัวละครอีกคนที่ชื่อ อาปิง (Ping Lam Siu) เพื่อนสนิทของมิสเตอร์เชา ที่ไม่ยี่หระต่อความถูกต้องดีงาม และประกาศเจตนารมณ์ชัดแจ้งว่าหวังจะเคลมมิสซิสชาน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเธอแต่งงานแล้ว

ในขณะที่ด้านหนึ่งของชีวิตของทั้งสองคน ต้องเจอกับผู้คนที่ระดับศีลธรรมหย่อนยาน อีกด้านหนึ่งก็กลับห้อมล้อมไว้ด้วยสังคมที่ทำหน้าที่เสมือนศูนย์เฝ้าระวังพฤติกรรมอันไม่ชอบมาพากลหรือความเคลื่อนไหวต่างๆ นานา และการต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันหลายครอบครัวในห้องที่ทั้งเล็กและคับแคบ ส่งผลให้แทบไม่มีการกระทำอะไรที่สามารถจะเล็ดลอดสายตาหรือการรับรู้ของใครซักคน ดังจะเห็นได้จากการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างมิสเตอร์กับมิสซิสเชา (ซึ่งเกิดขึ้นนอกจอ) ก็ได้รับการรายงานในลักษณะกระซิบกระซาบผ่านมิสซิสคู เจ้าของห้องพักของมิสเตอร์เชา หรือการที่มิสเตอร์ชานกลับจากต่างประเทศ และมิสซิสชานเดินทางไปรับที่สนามบิน ก็ได้รับการช่วยป่าวประกาศให้ได้รับรู้ทั่วกันจากมิสซิสซ่วน เจ้าของห้องพักอีกคน หรือในช่วงกลางเรื่องที่มิสซิสชานกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทั้งๆ ที่สามียังอยู่เมืองนอก ก็เป็นมิสซิสซ่วนนั่นเองที่กล่าวในเชิงตำหนิติเตียนพฤติกรรมของมิสซิสชาน ทำนองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะควรสำหรับหญิงสาวที่มีคู่ครอง ซึ่งมันตอกย้ำว่า ระบบตรวจสอบ(หรือพฤติกรรมสอดรู้สอดเห็น)ของเธอ ยังคงเดินเครื่องตามปกติของมัน

ทั้งหลายทั้งปวง มันส่งผลให้ทั้งมิสซิสชานกับมิสเตอร์เชาตกอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างจากคนที่กำลังจมน้ำ และเป็นเรื่องหักห้ามไม่ได้ที่สถานการณ์จะบีบบังคับให้ทั้งสองแสวงหาการประโลมจากกันและกัน ข้อน่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ ตัวละครในหนังของหว่องการ์ไว มักจะมีวิธีคิดหรือหนทางของการแก้ปัญหาชีวิตของตัวเองที่บ่อยครั้ง ไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย และหลายครั้งหลายครา มันมักจะเชื่อมโยงอยู่กับการทำร้ายตัวเองอยู่เนืองๆ ยกตัวอย่างเช่น เพลย์บอยหนุ่มใน Days of Being Wild (1991) ที่เที่ยวไล่หักอกผู้หญิง ด้วยเหตุผลที่ได้รับการเปิดเผยว่า เป็นเพราะในอดีต ตัวเขาเคยถูกทำร้ายมาอย่างรุนแรง ทว่าการกระทำเช่นนั้นก็ไม่ได้ช่วยชดเชยความสุขที่ขาดหายไปแต่อย่างใด กลับเป็นไปในทางตรงข้ามกัน หรือใน Chungking Express (1994) ชายหนุ่มยื้อเวลาของความเจ็บปวดจากการถูกหญิงสาวหักอก ด้วยการไล่ซื้อสับปะรดกระป๋องที่ระบุวันหมดอายุตรงกับวันเกิดของเธอวันละหนึ่งกระป๋อง พร้อมกับตั้งเงื่อนไข ถ้าหากเธอคืนดีกับเขา ทุกอย่างก็จบ หรือไม่เช่นนั้น ความรักของเขากับของเธอ ก็เป็นอันหมดอายุไปตามสับปะรดกระป๋องด้วยเช่นกัน

ตัวละครในหนังของหว่องการ์ไว มักจะมีวิธีคิดหรือหนทางของการแก้ปัญหาชีวิตของตัวเองที่บ่อยครั้ง ไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย และหลายครั้งหลายครา มันมักจะเชื่อมโยงอยู่กับการทำร้ายตัวเองอยู่เนืองๆ

กล่าวสำหรับมิสซิสชานกับมิสเตอร์เชาแล้ว พวกเขารับมือกับสถานการณ์ยุ่งยากในชีวิตด้วยการจำลอง เหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้น ในระหว่างคนรักของตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างลองเล่นบทของคนรักของตัวเอง เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร (พวกเขาไปไกลถึงขั้นแลกเปลี่ยนบทสนทนาในแบบพ่อแง่แม่งอน) และบทสรุปที่ดูเหมือนกันทั้งมิสซิสชานกับมิสเตอร์เชาได้รับ ก็คือ นอกจากพวกเขาจะยังคงไม่อาจรู้ได้ว่า ใครเป็นฝ่ายเริ่มต้น ทั้งสองยังพบอีกด้วยว่า พวกเขาไม่ได้รู้จักคู่ของตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ (ผู้ชมได้ยินมิสซิสชานเอ่ยออกมาตรงๆ) แย่ไปกว่านั้นก็คือ กระบวนการเหล่านั้นยังย้อนกลับมาทำร้ายความรู้สึกของพวกเขาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทั้งสองซักซ้อมสถานการณ์ที่มิสซิสชานพยายามคาดคั้นความจริงจากคนรักของเธอ หญิงสาวถึงกับยอมรับว่า เธอไม่นึกว่าผลลัพธ์ของมันจะสร้างความเจ็บปวดถึงเพียงนั้น

อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ พร้อมๆ กับเรื่องเลวร้ายที่ทั้งสองต้องเผชิญ การต้องตกที่นั่งเดียวกัน มันก็ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นวิบากกรรมนี้ไปได้อย่างไม่ทุกข์ทรมานเกินไป สมมติเล่นๆ ว่า ถ้าชีวิตของทั้งสองคนเป็นเหมือนโจทย์สมการ โอกาสที่มิสซิสชานกับมิสเตอร์เชาจะตกล่องปล่องชิ้นกันและกัน ก็นับเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง เพราะทั้งสองถูกคนรักของตัวเองทรยศหักหลังเหมือนกัน ทั้งสองสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนที่มีจิตใจงดงามเหมือนกัน อีกทั้งความเป็นหนุ่มหล่อสาวสวย ก็ยิ่งทำให้พวกเขาเหมาะสมกันเป็นทวีคูณ ทั้งหมดทั้งปวง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความชื่นชอบนิยายกำลังภายในเหมือนกัน และผลลัพธ์จากการที่หญิงสาวช่วยชายหนุ่มเขียนเรื่องส่งสำนักพิมพ์ ก็เห็นได้ชัดว่า ได้รับการตอบสนองจากคนอ่านเป็นอย่างดี ซึ่งมันบอกโดยอ้อมว่า พวกเขาสามารถไปได้สวยในฐานะทีม

แต่เงื่อนไขที่ทำให้ความน่าจะเป็นเช่นนั้นไม่เกิดขึ้น ก็เพราะความยับยั้งชั่งใจในทางศีลธรรมของตัวละครทั้งสองคน (มิสซิสชานเป็นคนประกาศเองว่า เราจะไม่เป็นเหมือนอย่างพวกเขา”) และ ราคา ที่ทั้งสองต้องจ่ายเพื่อไม่ให้ต้องตกเป็นขี้ปากหรือข้อครหาของใครต่อใคร ก็มีมูลค่าที่สูงเอาการ โดยเฉพาะการที่ทั้งสองต้องพยายามระมัดระวังไม่ให้ใครเห็นว่าพวกเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน อันส่งผลให้ในครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มล้มป่วยเป็นไข้หวัดเพราะเขาลงจากรถแท็กซี่ซึ่งนั่งมาด้วยกันกับหญิงสาวก่อนจะถึงบ้าน และเจอฝนในระหว่างทาง หรืออีกครั้งหนึ่ง หญิงสาวซึ่งเข้าไปช่วยชายหนุ่มเขียนนิยายในห้องพักของฝ่ายหลัง ต้องทนอุดอู้อยู่ในนั้นแบบข้ามคืนข้ามวัน เพราะคนอื่นๆ กลับมาบ้านก่อนเวลาอันควร และทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดทำนองคลองธรรม แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าอยู่ด้วยกันตามลำพัง หรืออีกครั้งหนึ่ง มิสซิสชานปฏิเสธที่จะใช้ร่มของมิสเตอร์เชา ด้วยเกรงว่าเดี๋ยวใครจะทึกทักหรือตีความในหนทางไม่ชอบมาพากล ซึ่งฝ่ายหลังเองก็เห็นคล้อยตาม

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่มิสซิสชานและมิสเตอร์เชาช่วยกันสร้างเกราะป้องกันอันแน่นหนาจากคนภายนอก พวกเขากลับไม่ได้ระวังว่า บางที พวกเขาอาจจะเผลอปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ใน ห้วงแห่งความรัก จริงๆ และเมื่อตระหนักได้อีกที ความรู้สึกนั้นมันก็คืบคลานและเข้ายึดครองหัวใจของตัวละครเรียบร้อยแล้ว (“ฉันไม่คิดว่าคุณจะรักฉันผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน) และหนทางที่เป็นไปได้สำหรับทั้งสองคนก็คือ การหวนกลับไปเล่นเกมที่คุ้นเคย นั่นคือการซักซ้อมหรือจำลองการจากลาที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้าไม่นาน

กล่าวในที่สุดของความสัมพันธ์นี้ มันก็คล้ายๆ กับจะลงเอยอย่างที่หนังบอกไว้ นั่นคือต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปตามหนทางของตัวเอง (คุณเลือกที่จะ-ไม่เลิกกับสามีของคุณ ผมก็ควรจะเป็นฝ่ายที่ไป) โดยที่ในระหว่างคนทั้งสอง ไม่มีอะไรลึกซึ้งเกินไปกว่า ความรู้สึกดีๆ ที่มอบให้แก่กัน แต่สำหรับนักดูหนังขี้สงสัย มันอาจจะมีเบาะแสบางประการที่ชวนให้ตั้งสมมติฐานได้ว่า บางที ค่ำคืนที่เสมือนเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย อาจจะลงเอยด้วยการที่ทั้งสองมีเซ็กซ์กัน อย่างแรกสุดก็คือ ประโยคก่อนปิดฉากนี้ เป็นเสียงของมิสซิสชานที่เอ่ยให้ได้ยินว่า คืนนี้ ฉันไม่อยากจะกลับบ้าน และภาพที่ผู้ชมได้เห็นก็คือ หญิงสาวซบลงบนบ่าของชายหนุ่มในท่ามกลางเสียงดนตรีที่เป็นธีมรักของทั้งสองคน

ข้อถัดมา เมื่อหนังเล่าเรื่องกระโดดข้ามกาลเวลาไปอีกราวสี่ปี ในฉากที่มิสเตอร์เชาซึ่งเพิ่งกลับจากสิงคโปร์ และแวะมาที่อพาร์ทเมนต์เก่าของตัวเอง เขาก็ได้รับรู้จากเจ้าของห้องพักคนใหม่ว่า คนที่อยู่ในห้องติดกันเป็น ผู้หญิงกับลูกชายของเธอ ซึ่งเมื่อโยงกับข้อมูลในฉากก่อนหน้าที่ผู้ชมได้เห็นว่า มิสซิสชานแวะมาที่ห้องพักเก่าของเธอเหมือนกัน และเอ่ยปากจะขอซื้อห้องพักต่อจากมิสซิสซ่วน เจ้าของเดิม มันก็สันนิษฐานได้ว่า ผู้หญิงคนนั้นก็คือมิสซิสชานนั่นเอง และถึงแม้ว่าในฉากเดียวกัน มิสซิสชานจะตอบมิสซิสซ่วนที่ถามถึงสามีของเธอ ว่าเขาสบายดี แต่ผู้ชมก็ไม่จำเป็นต้องยึดถือคำพูดดังกล่าวว่าเป็นความจริงเสมอไป เพราะเราได้เห็นว่า เธอเก็บงำความลับและกระทั่งปกปิดความจริงจากมิสซิสซ่วนมาตั้งแต่ต้น และมีความเป็นไปได้ว่า เธอกับมิสเตอร์ชานอาจจะเลิกรากัน ทั้งนี้ พิจารณาจากประโยคของเจ้าของห้องพักคนใหม่ที่บอกว่า คนที่อยู่ห้องติดกันเป็น ผู้หญิงกับลูกชายของเธอ หมายความว่า ถ้าหากมิสเตอร์ชานยังอยู่ เจ้าของห้องพักคนนี้ก็ควรใช้คำในทำนองว่า เพื่อนข้างห้องของเขาเป็น ผู้ชายกับผู้หญิงและลูกของพวกเขา

ยิ่งไปกว่านั้น ในประโยคถัดมาของเจ้าของห้องพักคนนั้นที่บอกกับมิสเตอร์เชาว่า ลูกชายของเธอกำลังน่ารัก ภาพก็จับให้เห็นมิสเตอร์เชาที่ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าขึ้นมาฉับพลัน มันอาจจะเป็นการตีความที่เกินเลยตรรกะไปพอสมควร แต่ความคลุมเครือทั้งหลาย มันก่อให้เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เด็กชายคนนั้นอาจจะเป็นลูกของมิสเตอร์เชา

ไม่ว่าจะอย่างไร ข้อความที่ขึ้นไว้ท้ายเรื่อง บอกโดยอ้อมว่า แล้วทุกสิ่งที่อย่างก็ผ่านพ้นไปตามกาลเวลา และเหลือไว้เพียงความทรงจำที่ค่อยๆ ซีดจาง คนที่ติดตามผลงานของหว่องการ์ไวอย่างต่อเนื่อง คงจะสังเกตได้ไม่ยากเย็นว่า กาลเวลา เล่นบทบาทสำคัญในหนังของเขาทุกเรื่อง และมันมักจะถูกใช้ในความหมายของอดีตที่ไม่หวนคืน, ความสุขที่สิ้นสุดลง หรืออีกนัยหนึ่ง การ หมดอายุ ของความสัมพันธ์

คนที่ติดตามผลงานของหว่องการ์ไวอย่างต่อเนื่อง คงจะสังเกตได้ไม่ยากเย็นว่า กาลเวลา เล่นบทบาทสำคัญในหนังของเขาทุกเรื่อง และมันมักจะถูกใช้ในความหมายของอดีตที่ไม่หวนคืน, ความสุขที่สิ้นสุดลง หรืออีกนัยหนึ่ง การ หมดอายุ ของความสัมพันธ์

กล่าวเฉพาะใน In the Mood for Love ภาพที่หนังแทรกเข้ามาให้ผู้ชมได้เห็นบ่อยครั้ง ก็คือนาฬิกาขนาดใหญ่ที่แขวนบนฝาผนังในออฟฟิศของมิสซิสชาน ซึ่งเสมือนคอยย้ำเตือนให้ได้ตระหนักถึงการเคลื่อนผ่านของกาลเวลา แต่นั่นยังไม่ใช่เครื่องบ่งชี้เพียงอย่างเดียว ชุดกี่เพ้าของมิสซิสชานซึ่งเธอสวมใส่ไม่เคยซ้ำกันเลยตลอดเรื่อง ก็ถูกใช้เพื่อบอกถึงโมงยามที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่าในหลายครั้งหลายครา ชุดกี่เพ้าของเธอกลายเป็นเงื่อนงำที่ผู้ชมสามารถใช้เพื่อการสังเกตสังกาว่า ฉากที่อยู่ก่อนหน้า หรือถัดไป เกิดขึ้นในคนละพิกัดทางกาลเวลา

อย่างไรก็ตาม บทบาทของเสื้อผ้าอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเท่านั้น กล่าวคือ ลักษณะรัดรูปและเผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวของผู้สวมใส่ ช่วยขับเน้นเสน่ห์ดึงดูดทางเพศของตัวละครอย่างเตะตา และอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ กล้องของหนังเรื่องนี้ (เครดิตระบุว่าเป็นงานของ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ กับ ปิงบินลี) ไม่เพียงแค่ตกหลุมรัก บั้นท้าย ของจางหมั่นอวี้เท่านั้น หากถึงขั้นหมกมุ่นลุ่มหลงทีเดียว

กล่าวในภาพรวมแล้ว In the Mood for Love ก็เหมือนกับผลงานก่อนหน้าและภายหลังของหว่องการ์ไว มีความเป็นตัวเองสูง และสำหรับผู้ชมทั่วๆ ไป การเข้าถึงโลกอันมีลักษณะจำเพาะของเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย กระทั่งกลายเป็นเรื่องยุ่งยากเอาการ แต่ทว่าสำหรับคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้และคุ้นเคยกับสไตล์การนำเสนอเฉพาะตัว มันสรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากบอกว่านี่เป็นผลงานในระดับที่ต้องวางไว้บนหิ้งบูชา

          ข้อสำคัญ มันไม่ได้เป็นเพียงหนังที่ถ่ายทอดเรื่องราวของคนสองคนที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความรักได้อย่างวิจิตรบรรจงและหมดจดงดงาม หากในความเจ็บปวดขื่นขมจากการตั้งหน้าตั้งตาทำร้ายตัวเองด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานาของตัวละคร มันยังแฝงเร้นไว้ด้วยบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติกและรื่นรมย์

 

IN THE MOOD FOR LOVE (2000)

กำกับภาพยตร์, อำนวยการสร้าง, บทภาพยนตร์-หว่องการ์ไว/กำกับภาพ-คริสโตเฟอร์ ดอยล์, ปิงบินลี/ดนตรีประกอบ-ไมเคิล กาลาสโซ่, ชิเกรุ อูเมบายาชิ/ออกแบบงานสร้าง, ออกแบบเสื้อผ้า, ลำดับภาพ-วิลเลี่ยม ชาง/ผู้แสดง-จางหมั่นอวี้, เหลียงเฉาเหว่ย, รีเบ็คก้า ปัน, เคลลี่ ไล เฉิน, ปิงล่ำซิว, ซิอั้งฉิน/สี/ความยาว 98 นาที

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก