ขอคิด…จากหนัง กาลเวลาที่หลอมรวม

โดย สุกิจ  ผูกพันธุ์ (บทความจากนิตยสาร Starpics) 

จากที่เคยรับรู้มา เรื่องราวของผู้คนที่มีความคิดเลอเลิศ บังเกิดไอเดียจะทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จดี มักมีที่มาจากการเห็นอะไรบางอย่าง นึกอะไรขึ้นมาได้สักแวบหนึ่งแล้วจึงเกิดความคิดปิ๊งกระฉูดขึ้นในทันทีทันใด

ความจริงแล้วความคิดไม่ได้เกิดปุบปับ เพราะบุคคลนั้นย่อมจะต้องมีประสบการณ์หลากหลายยาวนาน ค่อยๆ สะสม กลั่นกรองจนตกผลึกกลายเป็นความคิดดีๆ เด็ดๆ ขึ้นมา การเห็นหรือนึกถึงอะไรขึ้นมาชั่วแวบเป็นเพียงแสงสว่างวาบ ดุจการจุดชนวนปลดปล่อยความคิดสรุปที่เยี่ยมยอดจากการหล่อหลอมประสบการณ์ที่ยาวนานออกมาเท่านั้น

ที่ข้าพเจ้าอยากจะบอกคือ ความคิดที่ออกมาเป็นข้อเขียนนี้มาจากประสบการณ์ตรงที่พบเจอด้วยตัวเอง บวกกับประสบการณ์อ้อมที่ได้จากการอ่านหนังสือและดูหนัง ซึ่งปกติแล้วหนังหรือหนังสือก็มักจะแฝงข้อคิดให้ผู้เสพอยู่แล้ว มีประโยชน์มากบ้างน้อยบ้าง แต่จากมุมมองของผู้เสพที่มีประสบการณ์ ทัศนคติ ความเชื่อ และความคิดอ่านที่หลากหลายต่างกันไป แต่ละคนก็จะทำให้มีความคิดใหม่ๆ ขึ้นจากการเสพงานชิ้นนั้นๆ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความตั้งใจของผู้สร้างงานชิ้นนั้นเลยก็ได้

ข้าพเจ้าเรียกงานเขียนชิ้นนี้ว่า “ขอคิด…จากหนัง” มิใช่ “ข้อคิด…จากหนัง” เพราะความคิดที่ออกมาอาจจะไม่ได้เกิดจากหนังตรงๆ แต่ดูหนังแล้วเป็นแรงดลใจให้เกิดความคิดใหม่ขึ้นก็ได้

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

บรรดาหนังสือ (ต่อมาคือหนัง) ที่ข้าพเจ้านิยมเสพ ได้รับอิทธิพลจากพ่อซึ่งเป็นนักอ่าน นักสะสมหนังสือและนักดูหนัง เช่นเดียวกับแม่ของข้าพเจ้าที่เป็นนักดูหนังตัวยงเช่นกัน สมัยวันวานก่อนเข้าวัยรุ่นก็ได้ “พบรัก” กับของ 2 สิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตและอยู่ร่วมกับข้าพเจ้าตลอดมา หนังสือและโทรทัศน์ ทั้งสองสื่อนำพาให้ข้าพเจ้ารู้จักโลกของ “นิยายวิทยาศาสตร์” ได้ค้นพบ “ความรู้สึกอัศจรรย์ใจ” (The Sense Of Wonder) จากการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ของ อาจารย์จันตรี ศิริบุญรอด และนักเขียนนักแปลอีกหลายๆ ท่าน เรื่องราวการเดินทางในจักรวาล หรือเจาะลึกสู่เมืองใต้พิภพเร้นลับ สำรวจดินแดนที่ยังไม่มีมนุษย์ผู้ใดเคยไปมาก่อน ซึ่งเห็นชัดว่าได้รับอิทธิพลจากนิยายผจญภัยของ เซอร์ เฮนรี่ ไรเดอร์ แฮกเกิร์ด (หรือที่รู้จักในนาม เอช. ไรเดอร์ แฮกเกิร์ด), จูลส์ เวิร์น และ เฮอร์เบิร์ต จอร์จ เวลส์ (เอช. จี. เวลส์)

โทรทัศน์นำข้าพเจ้าไปพบกับ เออร์วิน อัลเลน ผู้สร้างหนังชุดทีวีแนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง อาทิ Voyage to the Bottom of the Sea, The Time Tunnel, Lost in Space เป็นต้น แต่ที่ให้แรงบันดาลใจมากที่สุดคือ Star Trek หนังชุดของ จีน ร็อดเดนเบรี่ ฉายทางไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม ซึ่งมีผู้คนทั่วโลกติดตามชมจำนวนมากจนมีหนังชุดแตกยอดออกมาอีกหลายชุด หนังยาวฉายตามโรงอีก 13 เรื่อง (เรื่องที่ 13 ออกฉายในปี ค.ศ. 2016 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีพอดี)

ตอนเรียนอยู่มีโอกาสเดินร้านหนังสือใหญ่แถวสยามสแควร์ (อยู่ตรงข้ามโรงหนังสกาล่า) เจอหนังสือภาษาอังกฤษฉบับกระเป๋า 2 เล่ม แต่ซื้อมาเพียงเล่มเดียว คือ The Time Machine ของ เอช.จี. เวลส์ เพราะเคยดูหนังฉบับสร้างปี 1960 ทางทีวีแล้วชอบ เลยอยากรู้ว่านิยายต้นฉบับจะเป็นอย่างไร

The Time Machine ถูกผู้อำนวยการสร้าง จอร์จ พัล นำไปสร้างเป็นหนังออกฉายเมื่อปี 1960 ทั้งหนังสือและหนังเปิดตัวเหมือนๆ กันด้วยฉากนักท่องเวลาสังสรรค์กับเพื่อนสนิทแล้วอธิบายหลักฟิสิกส์ของโลก 3 มิติ และมิติที่ 4 คือกาลเวลา แล้วพาเพื่อนๆ ไปดูเครื่องท่องเวลาที่เขาสร้างขึ้น ไม่มีการระบุชื่อของนักท่องเวลาในนิยายซึ่งเล่าเรื่องจากมุมมองของนักท่องเวลาเอง จึงใช้สรรพนาม “ข้าพเจ้า” แทนตัวตลอดเรื่อง ส่วนในหนังอนุมานเอาว่าผู้แต่งเรื่องคือนักท่องเวลา จึงใส่ชื่อตัวละครเป็น เอช.จี. เวลส์ เสียเลย – ร็อด เทย์เลอร์ รับบทนี้

นิยายของเวลส์เรื่องนี้ถือเป็นต้นแบบของเรื่องแนวเดินทางข้ามเวลาเลยก็ว่าได้ ทว่าเขาไม่ได้ยุ่งกับการเดินทางย้อนอดีต เวลส์สนใจเรื่องของการเมืองและสังคม เขาสนใจที่จะแสดงความเห็นถึงสังคมอุดมคติ สงบสุขสันติจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตมากกว่า ส่วนหนังของพัลก็เน้นไปในทางเดียวกัน เดินหน้าสู่โลกอนาคตไกลนับแสนปี แต่กลับพบสิ่งที่ยังห่างไกลจากอุดมคติของเขาอยู่มาก โลกที่นักท่องเวลาไปพบนั้นสังคมแบ่งเป็น 2 ชนชั้น อีลอย รักสงบและอาศัยอยู่บนพื้นผิวโลก กับ มอร์ล็อค ดุร้าย อาศัยอยู่ใต้ดินและมักขึ้นมาจับพวกอีลอยไปเสมอ

The Time Machine ปี 1960 ของผู้อำนวยการสร้าง จอร์จ พัล มี ร็อด เทย์เลอร์ แสดงนำร่วมกับ อลัน ยัง และ อีเว็ตต์ มิมิเออซ์

ยานท่องเวลาของเวลส์สามารถเดินทางไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็ได้ ด้วยความเร็วตามต้องการ จุดเด่นในหนังของพัลคือการใช้เทคนิคทำภาพวัตถุต่างๆ ให้เคลื่อนไหวด้วยกรรมวิธี “ถ่ายภาพต่อเนื่องทีละภาพ” หรือ stop-motion animation เพื่อทำฉากเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระหว่างการเดินทางข้ามเวลา ที่น่าสนใจคือ ผู้ทำเทคนิคพิเศษของหนัง 2 คนได้รับรางวัลออสการ์ หนึ่งในนั้นคือ จีน วอร์เรน ลูกชายของเขา ซึ่ง จีน วอร์เรน จูเนียร์ ลูกชายของเขาก็ได้รับรางวัลออสการ์สาขาเทคนิคพิเศษด้านภาพจาก Terminator 2: Judgment Day ในอีก 31 ปีให้หลัง และสิ่งที่เด่นในความทรงจำคือ ฉากการแสดงยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผ่านแฟชั่นเครื่องแต่งกายสตรีที่สวมใส่บนหุ่นโชว์หน้าร้านฝั่งตรงข้ามบ้านของนักท่องเวลา เมื่อมีการสร้างหนัง The Time Machine ใหม่ในปี 2002 ก็มีการทำฉากนี้ด้วย

The Time Machine ปี 2002 กำกับโดยเหลนของ เอช.จี. เวลส์

หนังภาคปี 2002 กำกับโดย ไซมอน เวลส์ ผู้เป็นเหลนของ เอช. จี. เวลส์ ผู้แต่งเรื่อง คราวนี้ให้ตัวนำชื่อ อเล็กซานเดอร์ อาจารย์สอนฟิสิกส์ผู้สูญเสียคนรัก จึงมุ่งมั่นประดิษฐ์ยานท่องเวลาเพื่อย้อนกลับไปช่วยชีวิตเธอ แต่ก็พบว่าจะย้อนกลับไปกี่ครั้ง เขาก็ยังไม่อาจเปลี่ยนอดีตเพื่อช่วยชีวิตคนรักได้ เธอต้องตายเหมือนเดิม เพียงแต่ด้วยวิธีที่ต่างกันไป เขาจึงเดินหน้าไปสู่อนาคตเพื่อหาคำตอบว่าเพราะเหตุใด จากตรงนี้ เรื่องราวของหนังก็กลับมาตามเรื่องเดิมของหนังสือ ในโลกอนาคต อเล็กซานเดอร์เจอคน 2 เผ่าพันธุ์ อีลอยกับมอร์ล็อค ซึ่งที่จริงเป็นสายพันธุ์เดียวกันแต่แยกกันวิวัฒนาการนานหลายแสนปี นับแต่อุบัติการณ์ ดวงจันทร์แตกสลาย

หนังปี 2002 นี้ก็ยังเด่นในการทำฉากการเดินทางข้ามเวลาที่มองเห็นการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แม้แต่ภูมิทัศน์ของโลก โดยใช้เทคนิคภาพสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ที่น่าตื่นตา แต่ผิดจากฉบับปี 1960 นักท่องเวลาไม่ได้เดินทางกลับไปสู่เวลาของเขาเพื่อช่วยสร้างโลกอนาคตใหม่ เขาระเบิดยานท่องเวลา ทำลายพวกมอร์ล็อค ปลดปล่อยพวกอีลอยเป็นอิสระ และไม่สามารถเดินทางข้ามเวลาได้อีก

ราวๆ ปี 1979 ข้าพเจ้าก็ได้พบหนังสืออีกเล่มที่เกี่ยวกับ เอช.จี. เวลส์ กับการเดินทางข้ามเวลา Time After Time ของ คาร์ล อเล็กซานเดอร์ (หรือว่าคนเขียนบทหนัง The Time Machine ฉบับปี 2002 จะให้เกียรติผู้แต่งหนังสือเล่มนี้โดยเอาชื่อสกุลของคาร์ลไปตั้งเป็นตัวเอก ก็ไม่ทราบแน่หรอกนะ คิดเอาเองว่าอาจจะเป็นแบบนั้น) หนังสือของคาร์ลเอาประวัติศาสตร์ 2 เรื่องมาผสมกับหนังสือที่อยู่ในยุคเดียวกัน – เวลส์กับนิยายวิทยาศาสตร์ และฆาตกรต่อเนื่องผู้โด่งดังที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครและไม่ถูกจับได้ – แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

ตามนิยาย คืนหนึ่งเวลส์สังสรรค์กับเพื่อนๆ ที่บ้านของเขาเหมือนตอนต้นของ The Time Machine พร้อมทั้งอธิบายเรื่องการเดินทางข้ามเวลาว่า คนเราเคลื่อนไหวในโลก 3 มิติ ตามแนวนอน-แนวตั้ง-แนวสูงและต่ำ แต่เคลื่อนที่ไปในเวลาซึ่งเขาเรียกว่าเป็นมิติที่ 4 ในทิศทางเดินหน้าเพียงอย่างเดียวด้วยความเร็วตายตัว ไม่สามารถเดินทางย้อนกลับหลังได้ แต่ว่าเขาได้สร้างเครื่องจักรที่ทำให้เดินทางในมิติที่ 4 ได้ และไปหน้าหรือถอยหลังได้ด้วยอัตราเร่งเท่าใดก็ได้ เพื่อนคนที่มาสายที่สุดคือศัลยแพทย์ ดร. จอห์น เลสลี่ สตีเวนสัน ที่มาสายเพราะมัวไปทำงานของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ฆาตกรรมโสเภณี ก่อนจะหนีตำรวจมา สตีเวนสันมาทันได้ยินเรื่องยานข้ามเวลาที่เวลส์สร้างขึ้น เขาจึงแอบใช้ยานของเวลส์หลบหนีตำรวจไปอนาคต

เวลส์เชื่อว่าอนาคตจะเป็นสังคมอุดมคติ ไร้อาชญากรรม ความรุนแรง พอรู้ว่าสตีเวนสันเป็นฆาตกรโหดที่หนีไปอยู่ในสังคมอุดมคติ (ยูโทเปีย) ด้วยเครื่องจักรที่เขาประดิษฐ์ จึงถือเป็นความรับผิดชอบของตนเองที่จะต้องติดตามไปล่าสตีเวนสันกลับ

เขามาถึงซานฟรานซิสโก ปี 1979 แต่ยานท่องเวลาเดินทางในมิติที่ 4 เท่านั้น หมายความว่าเคลื่อนที่ในเวลาไม่ใช่ในสถานที่ คำอธิบายที่เขาข้ามฟากฝั่งมหาสมุทรจากลอนดอนมาซานฟรานซิสโกได้ เพราะยานท่องเวลาของเขาถูกค้นพบแล้วนำมาจัดแสดงในนิทรรศการ “เอช.จี. เวลส์ บุรุษผู้ล้ำเวลา” เวลส์ยังพบอีกด้วยว่า โลกอนาคตไม่ได้เป็นสังคมยูโทเปียอย่างที่คิด มีอาชญากรรมอุกอาจโหดร้ายและความรุนแรงป่าเถื่อนมากเสียยิ่งกว่ายุคที่พวกเขาจากมา จนสตีเวนสันบอกกับเวลส์ว่ารู้สึก “เหมือนอยู่บ้าน”

Time After Time หนังที่สร้างจากหนังสือของ คาร์ล อเล็กซานเดอร์ กํากับโดย นิโคลัส ไมเออร์ ออกฉายในปี 1979

หนังที่สร้างจากหนังสือออกฉายปี 1979 มี มัลคอล์ม แม็คดาวล์ เป็นเวลส์ เดวิด วอร์เนอร์ รับบทสตีเวนสัน และ แมรี่ สตีนเบอร์เจน เป็น เอมี่ แคทเธอรีน ร็อบบินส์ สาวพนักงานธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ผู้กำกับ นิโคลัส ไมเยอร์ ทำให้หนังมีส่วนประกอบของความระทึกขวัญ ตื่นเต้น โรแมนติก และการผจญภัยแนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่ลงตัว ทั้งนี้มาจากพล็อตเรื่องของ คาร์ล อเล็กซานเดอร์ ที่นำบุคคลจริง เหตุการณ์จริง มาผสมผสานอย่างกลมกลืนอีกด้วย ในนิยายมีหลายตอนที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมในยุควิคตอเรียนของเวลส์ เทียบกับยุคอุดมคติตามความคาดหวังของเวลส์ อย่างที่เวลส์เคยทำนายว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้สังคมเจริญทางจิตใจตามไปด้วย แต่แล้วเขาก็ต้องอึ้งหลังจากไปดูหนังสงครามอวกาศชื่อดังกับเอมี่เรื่อง Star Wars เพราะไม่คิดว่าวิทยาศาสตร์และวิทยาการอันก้าวหน้าก็ไม่ทำให้เกิดสังคมอุดมคติที่สงบร่มเย็นได้ หรือการที่เรื่องสงคราม ฆาตกรรม การปล้นชิง การก่ออาชญากรรมร้ายแรงเป็นข่าวที่เกิดรายวัน แถมยังมีโทรทัศน์เป็นสื่อนำทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงเข้าไปให้ดูกันถึงบ้าน

เอช.จี. เวลส์ พาเพื่อนๆ รวมทั้งสตีเวนสัน หรือ แจ๊คเดอะ ริปเปอร์ ลงมาดูยานท่องเวลาที่เขาสร้างขึ้นในห้องใต้ดิน

ในหนังสือ มีประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์อยู่มาก ไมเยอร์ผู้กำกับซึ่งเขียนบทด้วยก็นำมาใส่ในหนังแต่พอควรให้รู้รสชาติจากหนังสือบ้าง นอกนั้นก็เดินตามแนวตื่นเต้นระทึกขวัญเท่าที่กรอบของภาพยนตร์จะอนุญาตเพื่อให้หนังมีองค์ประกอบของงานเชิงพาณิชย์ศิลป์มากขึ้น Time After Time เป็นหนังดูสนุกไม่แพ้ฉบับนิยาย แต่เทคนิคพิเศษช่วงการข้ามเวลาเป็นแบบธรรมดาไม่โดดเด่นหวือหวา ส่วนที่เด่นอย่างหนึ่งคือ ดนตรีประกอบ ซึ่งเป็นงานดนตรีประกอบหนังชิ้นท้ายๆ ของปรมาจารย์ มิคลอส รอชช่า (Ben-Hur) ช่วงระทึกก็เขย่าอารมณ์ และ Love Theme ก็อ่อนหวานแบบนุ่มนวล

ฉากการเดินทางข้ามเวลาที่ใช้เทคนิคซ้อนแสงแบบไม่หวือหวาเกินไป

สำหรับคู่รักในเรื่อง เวลส์พาเอมี่กลับไปยุคของเขาด้วย ส่วนนักแสดงที่มารับบท มัลคอล์มกับแมรี่ก็พบรักและแต่งงานกันจากหนังเรื่องนี้ ส่วนชีวิตจริงตามประวัติศาสตร์ เวลส์แต่งงานหลายครั้ง และครั้งหนึ่งในนั้นมี เอมี่ ร็อบบินส์ ลูกศิษย์ของเขาเป็นเจ้าสาว

ที่เล่ามาแล้ว เกี่ยวกับเวลส์ Time Machine และการเดินทางข้ามเวลา ล้วนอยู่ในลักษณะเส้นเวลาเดี่ยว เช่นเดียวกับหนังชุดทางทีวียอดนิยมยุค 60 อย่าง The Time Tunnel ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับฐานวิจัยลับของกองทัพบกสหรัฐที่แฝงตัวอยู่ใต้ทะเลทรายรกร้าง เกิดอุบัติเหตุทำให้นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ 2 คนหลุดเข้าไปติดในอุโมงค์เวลา เดินทางย้อนอดีตแบบสุ่ม แต่ละตอนทั้งสองจะไปตกอยู่ในยุคสมัยและสถานที่ต่างๆ ต้องเอาตัวรอดจากภัยพิบัติหรือเหตุการณ์สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ หรือพยายามช่วยคนในประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ที่พวกเขารู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากปัจจุบันเห็นและได้ยินเหตุการณ์ที่ทั้งสองเผชิญทางประตูอุโมงค์ พยายามช่วยเหลือและตอนท้ายก็ดึงพวกเขาออกจากช่วงเวลาก่อนเกิดหายนะได้อย่างหวุดหวิด เพียงเพื่อจะเหวี่ยงพวกเขาแบบสุ่มๆ ไปยังช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์โลกในตอนต่อไป

ตอน City On The Edge Of Forever ในหนังทีวี Star Trek ชุดดั้งเดิม ลูกทีมยานเอ็นเทอร์ไพรส้เผชิญหน้าผู้พิทักษ์ประตูแห่งเวลาและอวกาศ ฮาร์แลน เอลลิสันเขียนบท ได้รับการยกย่องมากว่าเป็นตอนที่ดีที่สุดในชุดดั้งเดิม
The Time Tunnel (อุโมงค์มหัศจรรย์) หนังชุดที่ เออร์วิน อัลเลน อํานวยการสร้าง ว่าด้วยอุบัติเหตุที่ทําให้นักวิทยาศาสตร์ 2 คนหลุดเข้าไปในอุโมงค์เวลา นําเขาไปผจญภัยในเหตุการณ์สําคัญๆ ในประวัติศาสตร์

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การเดินทางข้ามเวลา (Time Travel) เป็นแนวเรื่องย่อยที่นิยมใช้กันในนิยายวิทยาศาสตร์ สมัยก่อนมักจะถือว่าเวลาเป็นเส้นเดียวแบบอนุกรม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเส้นเวลาเดียวจะเกิดเรียงตามลำดับ หากตัวละครย้อนกลับไปในอดีตแล้วเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากเดิมก็จะเกิดผลไปสู่อนาคต (ซึ่งบางเรื่องก็แสดงให้เห็นว่า แม้เราจะแหวกกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ เดินทางย้อนเวลาได้ ผลที่ได้อาจจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิม หรือเราไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่เกิดแล้ว) ตามสถานการณ์ “ถ้าเป็นแบบนี้…จะเกิดอะไรขึ้น” ซึ่งนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์นิยมเอาไปตั้งเป็นโจทย์ แต่ถ้าการเปลี่ยนอดีตบางอย่างส่งผลถึงอนาคตที่มีผลกระทบต่อการเดินทางย้อนไปเปลี่ยนแปลงอดีตล่ะ ยกตัวอย่างตัวละครในอนาคตย้อนเวลาไปฆ่าตัวเองในอดีต เขาก็จะไม่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงเวลาที่ต้องย้อนกลับไปฆ่าตัวเองในอดีต จึงทำให้ตัวเองในอดีตไม่ได้ถูกตัวเองในอนาคตเดินทางย้อนเวลากลับมาฆ่า แล้วก็อาจจะเกิดเป็นวงจรที่วนเวียนไปมาอยู่เช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด นี่ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า paradox เป็นความขัดแย้งในตัวของมันเอง จนเกิดคำอธิบายขึ้นมาว่า เราเดินหน้าในเวลาได้แต่จะเดินทางย้อนเวลาไม่ได้เพราะขัดกับกฎฟิสิกส์ของจักรวาล

Looper นําโลกของอาชญากรรมในอนาคตมาผูกโยงกับการเดินทางข้ามเวลา

หนังที่ใช้โครงเรื่องแนวนี้ที่น่าสนใจก็มี Looper (2012) ที่มองการเดินทางข้ามเวลาในโลกอาชญากร เมื่อการเดินทางข้ามเวลาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และองค์กรอาชญากรรมนำมาใช้ โดยส่งตัวศัตรูกลับไปให้มือสังหารในอดีตย้อนหลังไป 30 ปีเป็นผู้ฆ่าแล้วกำจัดศพแทน เพราะการฆ่า-ทำลายศพในอนาคตทำได้ยากและมีกฎหมายลงโทษรุนแรงมาก ในที่สุดแล้ว บรรดามือสังหารที่เกษียณก็ต้องถูกกำจัดด้วยตนเองในอดีต เรื่องดูจะมีช่องโหว่ในรายละเอียดอยู่มากมาย แต่มุมมองของผู้กำกับ-ผู้เขียนบท ไรอัน จอห์นสัน เกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลากับโลกอาชญากรรมก็แปลกแตกต่างดี น่าสนใจว่า Star Wars Episode VIII จากฝีมือของเขาจะออกมาเป็นอย่างไร

Timeline (2003) ของผู้กํากับ ริชาร์ด ดอนเนอร์ แสดงเรื่องของเครื่องย้ายมวลสารที่กลับกลายเป็นเครื่องเดินทางย้อนอดีต นําโดยดาราหนุ่มสาวชื่อดังในยุคนั้น เจอราร์ด บัตเลอร์, ฟรานซิส โอคอนเนอร์ และ พอล วอล์คเกอร์

            Timeline (2003) งานของผู้กำกับ ริชาร์ด ดอนเนอร์ แห่ง Superman the Movie สร้างจากนิยายของ ไมเคิล ไครช์ตัน (Jurassic Park) เดินเรื่องแบบใช้เส้นเวลาอนุกรมเช่นกัน เครื่องเดินทางข้ามเวลาในเรื่องนี้ ผู้สร้างหนังตั้งใจให้เป็นเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสาร แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครรู้ มันถูกตรึงไว้ให้ส่งวัตถุรวมทั้งคนไปยังสถานที่และเวลาที่ตำแหน่งเดียว – หมู่บ้านคาสเซิลการ์ด ในฝรั่งเศสปี ค.ศ.1357 ที่ซึ่งฝรั่งเศสกำลังจะทำสงครามขับไล่ทหารอังกฤษผู้รุกราน ตัวละครและเหตุการณ์ทั้งหลายในเรื่องเหมือนถูกกำหนดชะตาไว้แล้วให้ต้องเดินทางจากอนาคตกลับไปเพื่อสร้างประวัติศาสตร์เติมเต็มอดีต เพราะฉะนั้น ถึงพวกเขาจะเปลี่ยนรายละเอียดสำคัญของประวัติศาสตร์ (การตายของเลดี้แคลร์) แต่การทิ้งคนจากอนาคตไว้ด้วยก็เท่ากับบังคับให้ประวัติศาสตร์กลับเข้าที่ ทำให้ปัจจุบันไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และความทรงจำของตัวละครถึงเหตุการณ์ที่เจอมาทั้งหมดก็ยังอยู่

นับว่าเป็นหนังเกี่ยวกับการข้ามเวลาที่ “น่าอัศจรรย์ใจ” และทำได้สนุกตื่นเต้นที่สุดเรื่องหนึ่ง ทั้งยังทำให้ได้เห็นบทบาทการแสดงของดาราวัยหนุ่มทั้ง พอล วอล์คเกอร์ และ เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ อีกด้วย

A Sound Of Thunder การย้อนเวลาเชิงพาณิชย์นํานักท่องเที่ยวไปล่าไดโนเสาร์ยุคดึกดําบรรพ์ จนความผิดพลาดส่งผลเสียหายร้ายแรงต่ออนาคต

ในขณะที่ A Sound Of Thunder (2005) ของผู้กำกับ ปีเตอร์ ไฮแยม ผู้ถนัดทำหนังแนวตื่นเต้นระทึกขวัญ เป็นเรื่องของการเดินทางย้อนเวลาท่องเที่ยวเชิงผจญภัย แสดงให้ผู้ชมเห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอดีตอันไกลโพ้น ที่มาถึงปัจจุบันในรูปของ ‘คลื่นกระแทก’ เหมือนคลื่นน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อเราโยนก้อนหินลงไปในสระน้ำ บทหนังเขียนจากเรื่องสั้นของ เรย์ แบรดเบรี่ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์-แฟนตาซีชื่อดัง ตามเรื่องนั้น บริษัทเอกชนได้นำวิทยาการเดินทางข้ามเวลามาใช้เชิงพาณิชย์ นำผู้ที่อยากเที่ยวยุคไดโนเสาร์กลับไปผจญภัยล่าสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ โดยมีข้อบังคับว่าจะล่าได้เฉพาะไดโนเสาร์ที่กำลังจะตายตามธรรมชาติอยู่แล้ว และต้องไปตามทางเดินที่จัดไว้เท่านั้น แต่แล้วก็มีนักท่องเที่ยวขี้กลัวหลุดออกไปนอกทางเดินที่จัดไว้แล้วเหยียบผีเสื้อที่ไม่ควรถูกเหยียบตาย เลยเกิดผลเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ เนื่องจากการย้อนเวลาไปไกลหลายสิบล้านปี ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงจึงมากมายเป็นวงกว้างเหมือนคลื่นกระเพื่อมของน้ำ และกินเวลากว่าการเปลี่ยนแปลงในเวลาจะเดินทางจากโลกล้านปีมาถึงปัจจุบัน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

บางที หนังที่แสดงให้ผู้ชมเห็น “เส้นเวลาแบบคู่ขนาน” ได้ชัดเจนที่สุด (จะเป็นเรื่องแรกสุดหรือไม่ก็ตาม) น่าจะเป็น Back To The Future Trilogy (1985-1990) ซึ่งสร้างสรรค์โดย รอเบิร์ต เซเม็คกิส และ บ๊อบ เกล (ซึ่งเคยปฏิเสธว่าจะไม่มีภาคต่อ แต่พอยูนิเวอร์แซลประกาศสร้างภาค 4 เขาก็กลับมาเขียนบทให้ลูกชาย 2 คนของ ด็อค บราวน์ – จูลส์ กับ เวิร์น – ที่โตเป็นหนุ่มแล้วกลับมาผจญภัยในกาลเวลาอีกครั้ง)

ครอบครัวตระกูลแม็คฟลาย เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ประสบความล้มเหลวสุดๆ เว้น มาร์ตี้ ที่ค่อนข้างกระตือรือร้นและมีไหวพริบเชาว์ปัญญาเหนือกว่าพี่ๆ (รวมทั้งพ่อของเขา) แล้ว คนอื่นๆ ในตระกูลรวมทั้งน้าโจอี้ขี้คุกก็ดูจะเป็นคนห่วยแตกไปเสียหมด แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผัน เมื่อมาร์ตี้เดินทางในรถยนต์เดอลอเรียนที่ ด็อค บราวน์ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องประดิษฐ์ย้อนเวลากลับไป 30 ปี ตอนที่พ่อแม่ของเขายังเป็นวัยรุ่น

การย้อนยุคของมาร์ตี้ทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป แม่กลับมาหลงรักมาร์ตี้แทนที่จะเป็นพ่อ มาร์ตี้จึงต้องแก้สถานการณ์ให้พ่อพบรักกับแม่ มิเช่นนั้นเขากับพี่ๆ จะไม่ได้เกิด โดยอาศัยความช่วยเหลือของ ด็อค บราวน์ ภาคปี 1955 (ซึ่งในภาค 2 ก็เกิดฉาก paradox คนเดียวกันจาก 2 ช่วงเวลามาเจอกันเอง ด็อค บราวน์ จากปี 1985 มาเจอด็อค บราวน์ ปี 1955 สื่อสารตอบโต้มุขกันอย่างสนุก)

มาร์ตี้แก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ และดูเหมือนว่าเขาจะทำให้อนาคต – คือปัจจุบันของเขากลับมาเป็นปกติ แต่เมื่อกลับมายังเวลาของเขา มาร์ตี้ก็พบว่าการเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์ในอดีต ทำให้ปัจจุบันเปลี่ยนไป (ในทางที่ดี) ราวกับว่าเรื่องจะลงเอยด้วยความสุข จนกระทั่ง…ด็อค บราวน์ ย้อนจากอนาคตกลับมาดึงมาร์ตี้ไปช่วยแก้ไขเรื่องยุ่งที่เกิดขึ้นใหม่ คราวนี้เป็นลูกชายของเขาในอนาคต

ดูเผินๆ แล้ว Back To The Future ภาคแรกเป็นหนังนิยายวิทยาศาสตร์ (ไซ-ไฟ) แนววัยรุ่นเบาสมองเรื่องหนึ่ง แต่พอดูภาพรวมแล้วมันให้ข้อคิดดีๆ หลายอย่าง บ๊อบ เกล ผู้เขียนบทเคยบอกว่า บทหนังเรื่องนี้มาจากความคิดที่ว่า ลูกๆ ฟังพ่อแม่เล่าเรื่องของตัวเองสมัยวัยรุ่น หรือตอนที่พบรักกันว่าเป็นอย่างไร พอฟังแล้วก็อยากเห็นว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างที่พ่อแม่เล่าหรือเปล่า

จากจุดที่มาร์ตี้เดินทางย้อนเวลากลับไปทำให้เกิดความปั่นป่วน การแก้ไขปัญหาอย่างหนึ่งก็สร้างปัญหาให้ต้องแก้ไขพ่วงตามกันมาอีกหลายอย่าง แต่เป็นโชคดีของตระกูลแม็คฟลายที่ผลลัพธ์สุดท้ายมันเป็นคุณแก่พวกเขา เมื่อหนังประสบความสำเร็จอย่างสูงก็ทำให้เกิดภาค 2 ภาค 3 ตามมาเป็นไตรภาค ภาคที่ 2 ทำออกมาในลักษณะองก์ที่ 2 ของบทละครที่ตัวละครจะต้องพบเรื่องร้ายๆ ผจญวิกฤตการณ์ เจอเรื่องลำบากยุ่งยาก ภาค 2 นี่เองที่ ด็อค บราวน์ ให้คำอธิบายถึงเส้นเวลาคู่ขนานอย่างเรียบง่าย ให้ภาพที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลกภาพยนตร์-บนกระดานดำ-การอธิบายใช้รูปแบบง่ายๆ ของเส้นเวลาที่แยกออกมาอีกเส้นหนึ่ง เดินคู่ไปกับเส้นเวลาเดิม โดยเส้นเวลาที่เกิดใหม่นี้มาจากการเปลี่ยนแปลงสำคัญหรือเหตุการณ์วิกฤติ ณ จุดหนึ่งในอดีต ซึ่งจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อช่วงเวลาที่เหลือต่อไปนี้ นักเขียนเขาเรียกว่าเป็น nexus ของเรื่องแนว Time Travel ต่อไปจะมีหนังแนวเดียวกันใช้คำๆ นี้อธิบายจุดเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงในเส้นเวลาที่ต่างกันแต่อยู่คู่ขนานกัน

ด็อค บราวน์ อธิบายการเดินทางย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนอดีตที่ทําให้เกิดเส้นเวลาใหม่แยกตัวออกมา เป็นการอธิบายอย่างรวดเร็วให้ผู้ชมเข้าใจได้ง่ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายของด็อคในหนังถึงเส้นเวลาที่แยกออกมาเป็นคู่ขนานก็ไม่ได้กล่าวถึงคำว่า nexus โดยตรง ไม่ได้เอ่ยถึงโลกคู่ขนานหรือจักรวาลคู่ขนานหรือ alternate universe ผู้เขียนบทคงเห็นว่าการเรียกเช่นนั้นอาจสร้างความสับสนมากขึ้น เขาต้องการการอธิบายที่เข้าใจง่ายๆ โดยไม่ทำให้ผู้ชมงุนงง ด็อคเรียกมันว่า จุดชุมทางชั่วคราวของความต่อเนื่องทางกาล-อวกาศทั้งมวล (temporal junction point of the entire space-time continuum) คำว่า space-time continuum นี้ เพื่อนๆ นักแปลนิยายวิทยาศาสตร์ กลุ่มออบิทชาววิศวะจุฬาฯ เคยแปลเป็นไทยว่า “กาลาวกาศ”

ด็อคกับมาร์ตี้จำเป็นต้องย้อนไปที่จุดเปลี่ยนนั้นจากเส้นเวลาใหม่นี้เพื่อแก้ไขกลับให้เหมือนเดิม ส่วนหนังภาค 3 ย้อนกลับไปไกลมากกว่า 2 ภาคแรก เหมือนการได้สนุกกับฉากหนังแนวตะวันตกที่ไม่ค่อยได้เห็นในจอหนังสักเท่าใดนัก แต่ด็อคก็ให้ข้อคิดปิดท้ายกับมาร์ตี้และเจนนิเฟอร์ว่า อนาคตยังไม่ได้ถูกลิขิต มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะเขียนอนาคตด้วยตนเอง และขอให้เขียนให้ดี เป็นการปิดท้ายอย่างสวยงาม

หนังทั้ง 2 ภาคมีส่วนช่วยให้เรื่องราวการผจญภัยในกาลเวลาของมาร์ตี้ แม็คฟลายกับด็อค บราวน์ ครบสมบูรณ์ ทำให้ Back To The Future Trilogy เป็นหนังเกี่ยวกับการเดินทางท่องเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดชุดหนึ่ง

Back To The Future Part III (1990) ให้ ด็อค บราวน์ ได้พบรักกับครูสาวและเป็นการปิดฉากไตรภาคที่จบอย่างสวยงามในยุคอเมริกันตะวันตก

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

Sliders คือหนังชุดทางทีวีและเคเบิ้ลทีวีที่ออกอากาศระหว่างปี 1995-2000 เป็นเวลา 5 ฤดูกาล เรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคนที่เดินทางผ่านรูหนอนลักษณะเหมือนวังวนไปยังจักรวาลคู่ขนาน อาจจะเป็นครั้งแรกของทีวีอเมริกันก็ได้ที่มีหนังชุดไซ-ไฟ เดินทางผจญภัยในโลกคู่ขนาน หลายๆโลก หลายๆมิติ ที่คล้ายๆกับหนังชุด Dr. Who ของอังกฤษ ในโลกมิติต่างๆ ที่ “นักไถล” ไปถึง พวกเขาต้องเจอสภาพเหมือน “โลกหลัก” แต่มีความแตกต่าง เช่น อยู่ยุคน้ำแข็งบ้าง อังกฤษเป็นฝ่ายชนะสงครามเพื่อเอกราชของอเมริกา นาซีชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ครองโลก หรือสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการ แต่ละ “โลกคู่ขนาน” นักไถลกาลเวลาต้องต่อสู้เอาตัวรอด อาศัยอุปกรณ์พกพาบอกตำแหน่งว่าประตูมิติจะเปิดอีกครั้งที่ไหน เมื่อไหร่ และจะเปิดในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ซึ่งถ้าพวกเขาพลาดการไถลผ่านประตูมิติ ก็จะต้องติดอยู่ในโลกนั้นไปเกือบ 30 ปี หากทันก็มีโอกาสที่จะไถลกลับสู่ “โลกหลัก” ของพวกเขาอีกครั้ง หนังทีวีชุดนี้เคยเข้ามาฉายในเมืองไทยแล้ว ผู้แสดงนำคือ เจอร์รี่ โอคอนเนลล์ (Stand By Me, Mission To Mars) Sliders เริ่มจากช่อง Fox 2 ฤดูกาลหลังไปอยู่กับช่อง Sci-Fi (Syfy) แล้วปิดฉากลงโดยเรื่องยังไม่จบบริบูรณ์

หนังทีวีชุด Sliders เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่พุ่งตัว “ไถล” ผ่านไปสู่โลกคู่ขนานที่คล้ายกับของเราแต่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละมิติ

เมื่อ เจ.เจ. เอบรามส์ รับหน้าที่กำกับ Star Trek เรื่องใหม่สำหรับปี 2009 เขาก็นำนักเขียน 2 คนที่เป็นตัวหลักในการสร้างซีรีส์ทีวีชุด Fringe (2008-2013) โรเบิร์ตโต ออร์ชี กับ อเล็กซ์ เคิร์ซแมน มาเขียนบทให้ ก่อนหน้ามีข่าวว่าหนังสตาร์เทร็คเรื่องใหม่นี้จะเกี่ยวข้องกับตัวละครหลักในวัยหนุ่มสาว ช่วงเป็นนักเรียนนายเรือของสหพันธ์ เนื่องจากบรรดานักแสดงชุดเดิมอย่าง วิลเลี่ยม แชตเนอร์, เลนเนิร์ด นีมอย, เดอฟอเรสต์ เคลลี่ อายุมากขึ้น บางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนนักแสดงรุ่น The Next Generation อย่างแพทริค สจ๊วต, จอนาธาน เฟรกส์ ต่างก็เลิกรากับแฟรนไชส์นี้ไปแล้วเหมือนกัน และพาราเมาท์เจ้าของแฟรนไชส์ก็ต้องการนักแสดงหน้าใหม่กับเรื่องราวแปลกใหม่ที่คงกลิ่นอายของสตาร์เทร็คดั้งเดิมอยู่ ปรากฏว่าออร์ชีกับเคิร์ซแมนได้เอาแนวทางที่ทำกับ Fringe มาใช้กับสตาร์เทร็คด้วย

ตอนนั้นหนังที่นำเอาหนังเก่ามาสร้างใหม่จะเรียกกันว่า remake (ว่ากันเฉพาะในสื่อภาพยนตร์อย่างเดียว ไม่นับโทรทัศน์-วีดิทัศน์) ไม่ว่าจะใช้ชื่อเหมือนเดิมหรือใช้ชื่อใหม่แต่ใช้เรื่องเดิม มีการดัดแปลงตัดต่อเติมหรือไม่ก็ตาม ทั้งจากหนังสือหรือบทหนัง เช่น A Star Is Born สร้างครั้งแรก 1937 ทำซ้ำ 1954, 1976 และล่าสุด 2015-2016 Shaft หนังบู๊ปี 1971 ทำซ้ำปี 2000 เป็นต้น ต่อมาหนังที่เป็นแฟรนไชส์ถ้าสร้างซ้ำ ชนิดเล่าจุดกำเนิดหรือเริ่มต้นกันใหม่หลายๆ ครั้งและมีเป้าหมายจะให้การสร้างซ้ำได้รับความนิยมจนจุดกระแสติดเพื่อสร้างเรื่องถัดๆ ไป ก็มักจะนิยามว่าเป็นการ reboot คล้ายกับศัพท์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์

หนังที่จัดเป็นประเภท reboot ก็มี Spider-Man (2002/2004/2007)–The Amazing Spider-Man (2012-2014) และฉบับ reboot ปี 2017 ที่ยังไม่ได้ประกาศชื่อแน่นอน Superman ก็มีการทำซ้ำหลายหน หลังสุด reboot เป็น Man of Steel แฟรนไชส์ยอดมนุษย์จากหนังสือการ์ตูนมีการ reboot ในช่วงปลายทศวรรษที่ 2010 กันหลายเรื่อง ทั้งฝั่งดีซีคอมิคส์และมาร์เวลคอมิคส์ (Green Lantern, Fantastic Four) จะว่าไปแล้วการ remake หรือ reboot ก็คล้ายๆ กัน แต่ reboot ค่อนข้างเจาะจงไปที่แฟรนไชส์ที่เป็นซีรี่ส์ ซึ่งต้องการยกระดับปรับตัวให้ทันยุคสมัย

สตาร์เทร็ค ฉบับหนังยาวหลายตอนใช้แนว time travel เช่น The Voyage Home (1986), Generation (1994) และ First Contact (1996) แต่ฉบับปี 2009 ใช้ชื่อสั้นๆ แค่ Star Trek เป็นการ reboot แฟรนไชส์นี้ขึ้นมาใหม่โดยใช้วิธี reset เวลา มีตัวแปรคือยานขุดเจาะขนาดยักษ์ของชาวโรมิวลัน หลุดผ่านหลุมดำและรูหนอนย้อนเวลามาโผล่ก่อนเจมส์ เคิร์ก จะเกิด ทำให้ประวัติศาสตร์ของสตาร์เทร็คที่เราเคยดูเคยรู้จักเปลี่ยนไปหมด เท่ากับการล้างกระดานใหม่ ตัวเบี้ยยังอยู่เหมือนเดิม เรายังมีเคิร์ก สป็อค หมอแม็คคอย ข่านนูเนี่ยน ซิงห์ ตัวทริปเบิ้ล แต่ลำดับเหตุการณ์จะสลับสับเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบใหม่หรือบางอย่างอาจจะถูกเขียนให้คงไว้ตามเดิมเหมือนในหนังชุดทีวีหรือหนังยาวก่อนหน้านี้ทั้ง 10 เรื่องก็ได้

ยานขุดเจาะโรมิวลันเดินทางผ่านรูหนอนกลับมาในช่วงเวลาก่อน เจมส์ เคิร์ก จะเกิด ทําให้ประวัติศาสตร์ของ Star Trek เปลี่ยนไป เป็นการ reset เวลาใหม่ จัดมาโดยทีมนักเขียน-ผอ.สร้างหนังทีวีชุด Fringe

ออร์ชี-เคิร์ซแมน เคยทำ reset มาหลายครั้งแล้วกับหนังทีวีชุด Fringe (2008-2013) ซึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อ-ลูกชาย ระหว่าง ดร.วอลเตอร์ บิชอป นักเคมี-นักฟิสิกส์ อัจฉริยะในหลายๆ ด้าน กับ ปีเตอร์ ลูกชายที่ป่วยจนเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก โลกอีกฝั่งหนึ่งมีคู่แฝดแบบเราที่เหมือนในระดับดีเอ็นเอ แต่ชีวิตของคู่แฝดในโลกคู่ขนานทั้ง 2 ฝั่งก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ปีเตอร์ในฝั่งโลกคู่ขนานเองก็ป่วย ดร.บิชอปหาวิธีรักษาได้แต่ไม่ทัน ด้วยความรักลูกจึงข้ามไปลักพาตัวปีเตอร์ของโลกคู่ขนานกลับมาเลี้ยงดุจลูกของตัวเอง การกระทำนี้ทำให้จักรวาลของโลกคู่ขนานทั้งสองฝั่งเสียสมดุล

ยังมีตัวแปรหลักที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง คือชายหัวโล้นที่มีพลังสมองแข็งแกร่งจนเดินทางข้ามมิติเวลาได้ พวกนี้ถูกเรียกว่า “ผู้สังเกตการณ์” เป็นผู้เข้ามาแทรกแซง ในคืนที่วอลเตอร์ลักพาปีเตอร์มาจากโลกคู่ขนาน ทั้งคู่ตกลงไปในทะเลสาบน้ำแข็ง ปีเตอร์จมน้ำ แต่ผู้สังเกตการณ์ช่วยทั้งคู่ให้รอดตาย ภายหลังผู้สังเกตการณ์คนเดิมก็ต้องลบปีเตอร์ออกไปเพื่อล้างการแทรกแซงของเขา การกระทำเหล่านี้เป็นการ reset เหตุการณ์ใน Fringe ทุกครั้ง การ reset แต่ละทีก็ทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วถูกลบหายหรือเปลี่ยนแปลงไป ตัวละครบางตัวที่ตายไปแล้วก็ไม่ตายเมื่อเวลาและเหตุการณ์ถูกตั้งค่าใหม่

Fringe เป็นหนังทีวีที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชายที่มาจากโลกคู่ขนาน และจบลงด้วยการต่อสู้เพื่อเสรีภาพจากมนุษย์อนาคต ใช้วิธีการ reset เวลาใหม่หลายครั้งตลอด 5 ฤดูกาล

การที่นักเขียน(นิยายหรือบทหนัง)ใช้การ reset เวลาทำให้เกิดเส้นเวลาหรือโลกคู่ขนานใหม่ๆ ขึ้นก็สอดคล้องกับทฤษฎีเชิงเส้นหรือทฤษฎีเส้นเชือก (String Theory) โดยโลกคู่ขนานแต่ละโลกจะมีการสั่นเป็นความถี่จำเพาะของใครของมัน ใน Fringe สมมุติให้มีโลกคู่ขนาน 2 โลก (แต่ในทฤษฎีเส้นเชือกนั้นอาจจะมีจักรวาลคู่ขนานได้ 10-11 มิติ) อนุภาคในโลก 2 โลกของ Fringe จึงสั่นด้วยความถี่ต่างกัน 2 ความถี่ ผู้วางแผนทำลายโลกคู่ขนานทั้ง 2 ฝั่งจึงพยายามปรับความถี่ของการสั่นของอนุภาคในแต่ละโลกให้มาอยู่ในความถี่เดียวกันเพื่อให้เกิดการชนกันและทำลายโลกคู่ขนานทั้งคู่

ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไข reset เหตุการณ์ในท้องเรื่องใหม่ แล้วให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของเส้นเวลาคู่ขนานเส้นใหม่ ไม่กระทบกับตัวละครและเหตุการณ์ที่เกิดแล้วในเส้นเวลาเดิม และยังไม่เกิดความขัดแย้งในห้วงเวลาแบบการถือว่าเส้นเวลาเป็นอนุกรม มีเพียงเส้นเดียว นี่น่าจะเป็นเครื่องมือล่าสุดของนักเขียนบทหนังในการ reboot เรื่องเดิมมาทำใหม่แบบ renew หรือ reset ที่คงได้รับความนิยมและมีการนำมาใช้กันแพร่หลาย โดยเฉพาะหนังแนวนิยายวิทยาสตร์หรืออ้างอิงวิทยาศาสตร์

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แม้ว่า Star Trek และ Fringe จะเป็นหนังแนวไซ-ไฟ ที่มีฉากใหญ่โตระดับจักรวาลและเอกภพหลายมิติ แต่ลึกๆ แล้ว มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เคิร์กกับสป็อค — พ่อลูก วอลเตอร์กับปีเตอร์ บิชอป ใน Frequency หนังไซ-ไฟระทึกขวัญปี 2000 ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดปรากฏการณ์แสงเหนือออโรร่า โบราลิส เหนือท้องฟ้านครนิวยอร์กในปี 1969 และ 1999 ช่วงเวลาตรงกันแต่ห่างกัน 30 ปีพอดี (แบบเดียวกับช่วงเวลา 30 ปีใน Back To The Future) ปรากฏการณ์นี้ทำให้ แฟรงค์ ซัลลิแวน เจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิง (เดนนิส เควด) ผู้อยู่ในปี 1969 สามารถคุยกับ จอห์น ตำรวจนิวยอร์ก ลูกชายวัย 36 ของเขา (จิม คาวีเซล) ผ่านวิทยุสมัครเล่นข้ามช่วงเวลา 30 ปีได้อย่างน่ามหัศจรรย์น 1 วันก่อนที่แฟรงค์จะเสียชีวิตจากการดับเพลิงโกดังเก่า จอห์นเตือนพ่อให้ระวัง บอกเส้นทางหนีที่ปลอดภัย พ่อเขาทำตาม และประวัติศาสตร์ก็ถูกเปลี่ยน

ประวัติศาสตร์ที่ถูกเปลี่ยนฝังความทรงจำใหม่เพิ่มให้จอห์น ส่วนคนรอบข้างทุกคนไม่มีความทรงจำว่าแฟรงค์ตายในกองเพลิงเลย จำได้เพียงว่าเขาสูบบุหรี่จัดจึงตายเพราะมะเร็งปอด เพราะการเปลี่ยนแปลงทำให้แม่ของจอห์นกลายเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่องที่ชอบฆ่านางพยาบาลและยังลอยนวลมาจนถึงปัจจุบัน แถมยังฆ่าคนเพิ่มจาก 3 เป็น 10 ศพ สองพ่อลูกจึงสื่อสารผ่านวิทยุเพื่อช่วยกันขัดขวางและจับตัวฆาตกรรายนี้

แสงเหนือที่เกิดจากดวงอาทิตย์มีความเข้มข้นสูง ที่เกิดขึ้นเหนือท้องฟ้านครนิวยอร์กในชวงห่างกัน 30 ปีพอดี ใน Frequency หนังไซ-ไฟ ระทึกขวัญของผู้กํากับ เกรกอรี่ ฮ็อบบลิต
แสงเหนือทําให้ แฟรงค์ ซัลลิแวน (ซ้าย) คุยกับ จอห์น ลูกชาย ได้ทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาห่างกัน 30 ปี
เมื่อ แจ๊ค ฆาตกรต่อเนื่องถูกแฟรงค์ยิงมือในปี 1969 ผลกระทบคือมือเขาหดหายไปในปี 1999
บรรยากาศในบ้านของแฟรงค์และจอห์นเปลี่ยนไป จากทึมๆ เป็นสว่างสดใส  เมื่ออดีตถูกแก้ไขส่งผลถึงปัจจุบัน

โทนี่ เอ็มเมอริช เขียนบท Frequency โดยใช้ทฤษฎีเส้นเชือก อ้างอิงว่าอาจมีมิติเวลาแตกต่างกัน 2 มิติ ที่เราได้ยินจากทีวีในตอนเริ่มเรื่อง หนังไม่ได้เน้นการท่องเวลาหรือมิติเวลาที่หลากหลายแต่อย่างใด แต่กลับมุ่งไปที่การสานสัมพันธ์ของพ่อกับลูกชายที่ต้องอยู่อย่างปราศจากกันและกันมานาน ฉากการสนทนาผ่านวิทยุสมัครเล่นระหว่างเควดกับคาวีเซล แม้จะไม่ได้อยู่ร่วมฉากเดียวกันแต่ทั้งคู่ก็แสดงบทบาทได้กินใจทีเดียว การให้เหตุการณ์ในปี 1969 เกิดขึ้นแล้วผลลัพธ์มาปรากฏในปี 1999 ต่อหน้าในทันทีนั้นก็ เสริมความเร้าใจให้หนัง เหมือนทั้ง 2 คนอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ก็ยังรู้สึกขัดหูขัดตานิดหน่อย เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านไป 30 ปีแล้ว ผลของมัน (รอยบุหรี่ไหม้โต๊ะ, วิทยุเสียจากการตกกระแทกพื้น, แจ๊คมือด้วน) น่าจะปรากฏในปี 1999 นานแล้ว ก็เลยลองคิดหาเหตุผลมาอธิบายให้ได้ว่า อาจจะเป็นคลื่นการเปลี่ยนไปสู่เส้นเวลาใหม่เพิ่งเดินทางมาถึงก็พอกล้อมแกล้มไปได้ สรุปโดยรวมแล้ว Frequency เป็นหนังไซ-ไฟ ระทึกขวัญเกี่ยวกับมิติเวลาที่สนุกตื่นเต้นน่าดูที่สุดเรื่องหนึ่ง แถมยังเป็นหนังในดวงใจของหลายคนด้วย

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ล่าสุด หนังดังที่อยู่ในชุดไซ-ไฟ ยอดนิยมและเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลา มีภาพยนตร์มาแล้ว 4 เรื่อง หนังชุดทางทีวีอีก 2 ฤดูกาล ภาคต่อเรื่องที่ 4 คือ Terminator Genisys ก็ได้ทำการ reset ปรับระดับอัพเกรดตัวเองใหม่ เข้าใจได้ว่าถ้าจะมีการสร้างเรื่องต่อๆ ไป เรื่องราวเดิมเล่ามาแทบถึงทางตันแล้ว หนังเรื่องที่ 5 ในชุด Terminator จำเป็นต้องหาทางแหวกออกไป นักเขียนก็เลยใช้เครื่องมือใหม่ล่าสุดที่มี คือ รีเซ็ตเวลา แยกเส้นเวลาคู่ขนานออกมา หนังเรื่องนี้เป็นการประกาศตัวว่าคือภาคต่อของ 2 เรื่องแรกที่ เจมส์ แคเมรอน กำกับ ตัด Rise of the Machines กับ Salvation ออกไป

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ย้อนดู The Terminator (1984) กันก่อน หนังที่เป็นตำนานจุดเริ่มของหนังไซ-ไฟ บู๊โลดโผนกำเนิดมาจากฝันร้ายของแคเมรอน เครื่องจักร-สมองกล ทรยศผู้สร้าง ลุกขึ้นมายึดอำนาจ กำจัดผู้สร้างทิ้ง The Terminator เริ่มต้นด้วยโครงเรื่องง่ายๆ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมอาวุธนิวเคลียร์เพื่อพิทักษ์มนุษย์เติบโตขึ้นจนมีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง แล้วก็มองมนุษย์ว่าเป็นภัยคุกคามจึงหันมาต่อต้านและพยายามกำจัดมนุษย์

แคเมรอนเขียนบทหนังเรื่องนี้และต้องการกำกับเองด้วย บริษัทสร้างหนังหลายแห่งสนใจบทหนัง แต่ไม่อยากได้ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก จนมาลงที่ เกล แอน เฮิร์ด ที่เคยรู้จักและร่วมงานกันมาก่อนสมัยทำหนังให้ รอเจอร์ คอร์แมน เฮิร์ดเพิ่งตั้งบริษัทผลิตหนังขึ้นมาใหม่ เธอซื้อบทหนังและให้แคเมรอนกำกับ ตัวเองรับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้าง

ภาพวาดประกอบการทํางานในฉากหุ่นล่าสังหารซ่อมแซมความเสียหายของตัวเอง โดยฝีมือ เจมส์ แคเมรอน เอง ซึ่งเคยเป็นผู้กํากับศิลป์เทคนิคพิเศษก่อนมากํากับหนัง The Terminator เป็นเรื่องแรก

ตอนทำหนังอยู่กับคอร์แมน แคเมรอนเรียนรู้การทำงานตามสูตรของคอร์แมน สร้างเสร็จไว ใช้ทุนต่ำ และหลายครั้งก็ทำเงินมากด้วย หนังเรื่อง Battle Beyond The Stars เขาเป็นผู้กำกับศิลป์ด้านเทคนิคพิเศษ แคเมรอนสามารถวาดภาพได้ดี The Terminator นี่เขาก็วาดภาพประกอบเองทั้งเรื่อง หนังเรื่องนี้ได้รับความสำเร็จอย่างสูง เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพที่รุ่งโรจน์ของแคเมรอน, เฮิร์ด, อาร์โนลด์ ชวอร์เซเนกเกอร์ หนังยอดนิยมเรื่องแรกของผู้แต่งดนตรีประกอบ แบรด ฟีเดล ธีม Terminator กลายเป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าที่ถูกใช้ต่อมาในหนังทุกเรื่องในชุด

Terminator 2: Judgment Day Ultimate Edition

ภาค 2 Terminator 2: Judgment Day (1991) คือจุดยอดสุดในบรรดาหนังชุดเดียวกัน ในคลังสื่อประสมของข้าพเจ้า มีเลเซอร์ดิสค์และดีวีดี Ultimate Edition อยู่ ส่วนเนื้อหาเพิ่มเติมมีรายละเอียดการสร้างหนังอย่างชนิดละเอียดยิบ ใช้เป็นตำราเรียนวิชาการผลิตภาพยนตร์ได้เลย เนื้อหาภาคผนวกเริ่มจากแนวคิดตั้งต้น การค้นคว้าก่อนเขียนบท เสาะหาสถานที่ถ่ายทำนอกโรงถ่าย เขียนบท วาดภาพประกอบ เรื่อยไปจนถึงการลำดับภาพเพื่อเล่าเรื่องราวอย่างเหมาะสม กรรมวิธีการตัดต่อฟิล์มหนัง การออกฉาย การตลาดและประชาสัมพันธ์ สินค้าลิขสิทธิ์ คำวิจารณ์และการตอบรับ ความคิดเห็นปิดท้าย

ในการค้นคว้าก่อนเขียนบท แคเมรอนต้องการความถูกต้องเกี่ยวกับหลักการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) และความเป็นไปได้ของเครื่องจักรสมองกลอย่างสกายเน็ต และหุ่นยนต์สังหารที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เขาปรึกษา แลรี่ เยเกอร์ วิศวกรด้านจำลองระบบเซลล์ประสาทในการเรียนรู้ของแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ และถึงกับให้เยเกอร์ร่วมแสดงด้วยฉากหนึ่ง

เครือข่ายระบบประสาท หรือ neural networks ในสมองกลของเครื่องจักรจะทำหน้าที่คล้ายเซลล์ประสาทสมองของสิ่งมีชีวิต คือจำแนกแยกสิ่งที่ประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น รับข้อมูลดิบเข้ามา (input) ประมวลผลเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว หากยังไม่มีข้อมูลในฐานข้อมูล การมีปฏิสัมพันธ์ส่งกลับออกไป (output) จนเกิดผลตอบกลับมาเป็นบวกหรือลบ เซลล์ประสาท (nerrons) ที่ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายก็จะนำข้อมูลที่ได้กลับมาประมวลผลใหม่แล้วแยกประเภทว่าชุดข้อมูลส่วนนี้จะให้ผลลัพธ์อย่างไร แล้วจัดเก็บในฐานข้อมูล เป็นการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกเหมือนสิ่งมีชีวิตทั่วไป

และเจ้าปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ด้วยตนเองได้แบบนี้ละ ทำให้สมองของสกายเน็ตเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนตระหนักรู้ในความมีตัวตนของมันเอง

อย่างน้อยปัญญาประดิษฐ์ของสกายเน็ตที่แคเมรอนสร้างพื้นฐานไว้ให้ก็มากพอจะทำให้มันฉลาดพอจะส่งหุ่นสังหารตัวที่ 2 มาไล่ล่า จอห์น คอนเนอร์ ในปี 1991 และมันคงฉลาดพอจะส่งหุ่นพิฆาตไปเล่นงานศัตรูของมันในช่วงเวลาอื่นด้วย และฉลาดพอจะสร้างหุ่นพิฆาตรุ่นใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม มันเรียนรู้ที่จะแก้ไข จากความผิดพลาดเก่า

ส่วนทิศทางใหม่ของหนังชุด Terminator ที่เกิดจากการสร้างเส้นเวลาขึ้นมาใหม่ใน genisys จะเดินไปทางไหน อย่างไรนั้น คงต้องรอดู 2 ภาคต่อไปของไตรภาคกันเอาเอง รีเซ็ตเวลา ล้างกระดาน เริ่มต้นกันใหม่แล้วนี่

แคเมรอนยืนดู สแตน วินสตัน (คนขวาสุด) จัดฉาก อาร์โนลด์ ชวอร์เซเนกเกอร์ในบทหุ่นล่าสังหารกําลังซ่อมแผลจากการต่อสู้
แลรี่ เยเกอร์ วิศวกรของแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ที่ปรีกษาเทคนิคด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมแสดงเป็นตัวประกอบ (ด้านซ้ายมือ เหนือบ่าของ โจ มอร์ตัน ผู้แสดงเป็น ไมลส์ ไดสัน ผู้ประดิษฐ์สกายเน็ต) ในฉากห้องทดลองของไซเบอร์ไดน์
Terminator Genisys (2015) ลงทุนลอกแบบฉากเดิมจาก The Terminator (1984)  หัวหน้าพวกพั้งค์ในเรื่องเดิมแสดงโดย บิล แพ็กซ์ตัน
ใน The Terminator ตํารวจถูกหุ่นล่าสังหารฆ่าเกือบยกโรงพัก การเปลี่ยนเส้นเวลาใหม่ของ Terminator Genisys ทําให้ตํารวจทั้งโรงพักรอดตายจากหุ่นล่าสังหาร รวมทั้ง หมวดเอ๊ด (พอล วินฟิลด์-กลาง) กับ นักสืบฮัล (แลนซ์ เฮนริกเซน-ซ้าย)
ใน Termainator 2: Judgment Day หุ่นพิฆาตทําหน้าที่ผู้พิทักษ์และตัวแทนเปรียบ ประดุจพ่อของ จอห์น คอนเนอร์
ใน Terminator Genisys หุ่นพิฆาตทําหน้าที่ผู้พิทักษ์และตัวแทนเปรียบประดุจพ่อของ ซาร่าห์ คอนเนอร์
Terra Nova (2011) หนังชุดทีวีที่ สตีเวน สปีลเบิร์ก เป็น ผอ. สร้างฝ่ายบริหาร โลก ค.ศ. 2149 ประสบปัญหาประชากรล้น ทรัพยากรไม่พอเลี้ยงชาวโลก วิทยาการก้าวหน้าทําให้มีการอพยพคนย้อนเวลากลับไปในอดีต 85 ล้านปีเพื่อตั้งนิคมบุกเบิกโลกใหม่ ซึ่งคล้ายยุคครีเตเชียส แต่เป็นโลกคู่ขนานในอีกมิติเวลาหนึ่ง มีเสียงตอบรับค่อนข้างดี แต่เพราะหนังมีคุณภาพการผลิตสูง เทคนิคพิเศษมาก ใช้เวลาผลิตนานและต้นทุนสูง 13 ชั่วโมงก็มีต้นทุนสร้างกว่า 50 ล้านเหรียญ หลังจากออกอากาศได้ฤดูกาลเดียวก็ต้องยุติ

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

เห็นพัฒนาการของหนังที่ใช้แนวเรื่องการเดินทางข้ามเวลากันพอสมควร จากเส้นเวลาเชิงเดี่ยว จนถึงเส้นเวลาคู่ขนานคู่เดียวหรือหลายเส้นคู่ขนาน ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้กล่าวถึง อย่างเช่น Somewhere In Time ที่มีการย้อนอดีตกลับไปโดยไม่ใช้เครื่องจักร อาศัยพลังจิตใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมล้วนๆ หรือ Déjà vu ที่ตัวเอกของเรื่องเห็นภาพเหตุร้ายที่ยังไม่เกิด แต่จะเกิดขึ้นราวกับเกิดไปแล้ว

อันทำให้ข้าพเจ้านึกถึงสภาวะเห็นภาพซ้ำ Déjà vu ที่เกิดกับตัวเองในบางครั้ง ไปอยู่ในสถานที่หรือเหตุการณ์ที่ไม่เคยไปและแน่ใจว่าไม่เคยเกิดกับตัวเองมาก่อน แต่กลับมีความรู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเกิดกับตัวเองไปแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีอาการ Déjà vu มาบ้าง ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วมันเกิดจากอะไรกันแน่

ขอคิดส่วนตัวโดยถือแนวทางตามความคิดจากหนังที่เล่ามาข้างต้นนะ ความรู้สึกจากอาการ Déjà vu ที่เกิดกับเราอาจจะเป็นความรู้สึกของคู่แฝดเราที่อยู่ในเส้นเวลาอื่น ในโลกคู่ขนานที่อนุภาคของแต่โลกคู่ขนานมีความถี่ในการสั่นไม่เหมือนกัน บางครั้งการสั่นไหวก็เกิดแรงกระเพื่อมที่ทำให้โลกคู่ขนานมาพาดผ่านหรือทับกันเพียงจุดหนึ่ง การรับรู้ความรู้สึกนั้นจึงเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ

อย่าถือเป็นจริงเป็นจัง แค่ทฤษฎีเล่นๆ ที่ขอคิดจากหนังเท่านั้น

แล้วตอนท้ายนี้ก็มีคำถามเกิดขึ้น ทำไมคนเราจึงหมกมุ่นคิดถึงเรื่องเวลากันนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประจำวัน ถึงเวลาอาหารกลางวัน เวลาเลิกงาน เวลาต้องไปรับลูกที่โรงเรียน ตอนที่ยังเรียนมัธยม ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย คิดถึงอนาคตของครอบครัว คิดถึงวันชื่นคืนสุข คิดถึงคนรู้จักในอดีต คิดเสียดายเวลาที่มัวแต่ทำตัวเหลวไหลไร้สาระ หรือคิดว่าพรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน คิดกังวลว่าอีก 20 ปีร่างกายจะโทรมจะแก่จะเหี่ยวย่นสักแค่ไหน

น่าจะเป็นเพราะเราทุกคนกำลังเดินทางอยู่ในมิติที่ 4 มิติของเวลา ถ้าคุณอยู่บนโลก เวลาก็เดินไปเท่าๆ หรือเกือบจะเท่ากัน ถ้าคุณอยู่ในเครื่องบินที่บินอยู่ เวลาของคุณก็จะช้ากว่าคนบนโลก มันคือทฤษฎีสัมพันธภาพที่สถานที่มีอิทธิพลกับเวลา แต่ความแตกต่างช้าเร็วมันก็ไม่ได้มากอย่างมีนัยสำคัญ ที่แน่ๆ คือคุณทุกคนเคลื่อนที่ในเวลาได้ทางเดียว ไปข้างหน้า ไม่มีย้อนกลับ ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ คุณได้แต่ปล่อยให้เวลาปัจจุบันเดินทางไปข้างหน้า

แล้วเวลาที่ผ่านไปแล้วมันก็กลายเป็นอดีตที่คุณแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงเก็บไว้ในความทรงจำ ถ้าจะย้อนอดีตในความทรงจำก็ทำได้ บางช่วงของอดีตในความทรงจำเราก็ย้อนไปหาได้ครบถ้วนทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส บางช่วงก็ย้อนกลับไปได้แค่รูปกับเสียง บางช่วงชัดเจน บางช่วงพร่ามัว

แต่อย่าเพิ่งรู้สึกท้อแท้หรือสิ้นหวังที่ไม่อาจควบคุมเวลาได้ อนาคตที่ยังมาไม่ถึงยังพอมีหวัง ด็อค บราวน์ กับ ซาร่าห์ คอนเนอร์ บอกเราว่าอนาคตยังไม่ได้ถูกลิขิต

            เชิดหน้า ยืดอก แล้วเดินไปสู่อนาคตข้างหน้า ลิขิตชีวิตของคุณเองให้ดีงามตามที่ใจปรารถนา

ซาร่าห์ คอนเนอร์ สลักบนโต๊ะไม้ว่า “ไม่มีชะตากรรม”…มีแต่สิ่งที่เราลิขิตด้วยตัวเอง
ด็อค บราวน์ บอกกับมาร์ตี้และเจนนิเฟอร์ว่า “อนาคตยังไม่ได้ถูกเขียน ไม่ว่าของใครทั้งนั้น อนาคตคือสิ่งที่เธอจะต้องทําเอง จงทําให้ดีๆ”

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก