KNOW BOOKS, KNOW MOVIES – เข้าถึงวรรณกรรม เข้าใจหนังนิยาย

173

โดย อรวรางค์ ปรัชญากิตติ (บทความจากนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 857 กันยายน 2015)

กว่า 1 ใน 3 ของภาพยนตร์ทั้งหมดดัดแปลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิคหรือนวนิยาย และถ้านับรวมบทละครกับเรื่องสั้น หนังที่ดัดแปลงจากหนังสือจะมีมากถึง 65% จากจำนวนทั้งหมด อย่างไรก็ดี นั่นคือสถิติที่ถูกกล่าวถึงเมื่อปี 1992 โดย วิลเลี่ยม คอสแตนโซ่ ในหนังสือ Reading the Movies: Twelve Great Films on Video and How to Teach Them ทุกวันนี้งานวรรณกรรมมีแนวโน้มถูกนำมาดัดแปลงสู่รูปแบบภาพยนตร์กันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าคนดูหนังทุกคนจะเป็นแฟนหนังสือหรือรู้จักเรื่องราวต้นฉบับเสมอไป บางครั้งเราก็เข้าไปดูหนังเรื่องหนึ่งโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำมาจากนิยาย คำโปรยที่แปะหราบนโปสเตอร์หนังที่ว่า “สร้างจากนิยายขายดี” จึงอาจมีส่วนช่วยเผยแพร่หนังสือให้ขายดีไปซะแทนก็เ ป็นได้

หมายเหตุ–บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังสือและภาพยนตร์

 

4 นักเขียนน่าจับตาของคอหนัง

สตีเฟ่น คิง

เจ้าพ่อนิยายเขย่าขวัญ สืบสวนและไซ-ไฟ คนนี้ไม่เพียงโด่งดังในหมู่นักอ่าน แต่ยังชื่อคุ้นติดหูคอหนังด้วย เพราะเขาเป็นเจ้าของต้นฉบับที่ถูกดัดแปลงลงทั้งจอภาพยนตร์ โทรทัศน์ และหนังสั้น รวมแล้วกว่า 200 เรื่อง! อาทิ The Night Flier (1997), ซีรี่ส์ Haven (2010-2014), The Mist (2007), Grey Matter (2012), Mercy (2014) ฯลฯ บางเรื่องอย่าง Carrie สาวสยอง ยังถูกนำมารีเมคหลายครั้งทีเดียว

นิโคลัส สปาร์คส์

คอหนังโรแมนติก-ดราม่า คงคุ้นเคยกับนักเขียนคนนี้เป็นอย่างดี ด้วยเรื่องราวความรักสุดกินใจที่ดัดแปลงลงจอหนังมาแล้วถึง 10 เรื่อง ทั้ง The Note Book (2004), Dear John (2010), The Lucky One (2012), The Longest Ride (2015) และล่าสุดนิยายเรื่อง The Choice ก็กำลังอยู่ช่วงโปรดักชั่นเตรียมโชว์ตัวในปีหน้า

จอห์น กรีน

อีกทางเลือกของคอนิยายรักวัยรุ่น แม้งานเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์ของเขาจะยังไม่มากและถูกสร้าง_เป็นหนังแล้วเพียง 2 เรื่อง แต่ผลลัพธ์ของThe Fault In Our Stars และ Paper Towns ก็ทำเอาน่าลุ้นรอชมเรื่องรักสไตล์กรีนขึ้นจออีกครั้งกับ Looking for Alaska ที่จะเปิดตัวในปี 2016 ไม่แน่ว่าหลังจากนี้เขาอาจซุ่มเขียนหนังสือเพิ่มแล้วเดินตามรอยสปาร์คส์ก็เป็นได้

กิลเลี่ยน ฟลินน์

ไม่ใช่นักเขียนนิยายทุกคนจะผันตัวมาเขียนบทหนังแล้วรุ่ง ทว่าบทภาพยนตร์ของ Gone Girl ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของนักเขียนสาวอดีตคอลัมนิสต์ของ Entertainment Weekly คนนี้ได้เป็นอย่างดี แถมยังทำเอานิยายอีกสองเล่มของเธอได้เซ็นสัญญาลงทั้งจอหนัง (Dark Places) และจอแก้ว แม้จะยังไม่มีวี่แววหนังสือเล่มใหม่ เพราะตอนนี้ฟลินน์คงวุ่นอยู่กับการเขียนบทโทรทัศน์เรื่อง Utopia โดยแท็กทีมผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ลงช่อง HBO ไหนจะหน้าที่โปรดิวเซอร์บริหารใน Sharp Objects หนังสือเล่มแรกของเธอที่กำลังจะกลายมาเป็นหนังทีวี อย่างไรก็ตาม ทั้งแฟนหนังสือและคอหนังคงต่างอยากเห็นผลงานชิ้นต่อไปของเธอไวๆ ว่าจะดาร์คและแซ่บขนาดไหน

 

ADAPTATION: แตกต่างเหมือนกัน

ด้วยธรรมชาติของนักอ่านหรือแฟนหนังสือ เมื่อตบเท้าเข้าไปดูเรื่องราวของหนังสือเล่มโปรดบนจอภาพยนตร์ ก็มักอดไม่ได้ที่จะวิพากษ์และเปรียบเทียบระหว่างหนังกับหนังสือไปต่างๆ นานา ชวนให้คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนรู้สึกสนอกสนใจตาม ๆ กันไป ด้วยประเด็นคำถามที่ว่า “หนังหรือหนังสือดีกว่ากัน?” แต่แท้จริงแล้วหนังกับหนังสือสามารถนำมาเปรียบเทียบกันและกันได้จริงหรือ?

การสร้างหนังโดยมีพื้นฐานจากหนังสือนับว่าเป็นงานดัดแปลงประเภทหนึ่ง ซึ่งแน่นอนขึ้นชื่อว่า งานดัดแปลง ย่อมไม่ใช่เพียงการสรุปย่อหนังสือเล่มหนามาลงจอภาพยนตร์ แต่ยังมีข้อแตกต่างตั้งแต่รายละเอียดเล็กน้อยไปถึงจุดสำคัญที่สามารถพลิกจากต้นฉบับจนกลายเป็นคนละเรื่อง เพราะทั้งหนังสือและภาพยนตร์ต่างก็เป็นสื่อคนละประเภท ต่อให้กำลังเล่าเรื่องเดียวกันแต่ก็มีวิธีในการสื่อสารคนละแบบ

ไม่เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงอันจำกัดของหนังทำให้ต้องลดทอนข้อมูลจากหนังสือลงไป แต่ด้วยการตีความของคนทำหนังอันอาจผิดเพี้ยนไปบ้าง หรือมีการเติมแต่งจินตนาการต่อยอดจากต้นฉบับ รวมไปถึงเหตุผลทางการตลาดว่าด้วยกลุ่มเป้าหมายของผู้ชมภาพยนตร์ซึ่งกว้างกว่าวงการหนังสือ ทำให้หนังกับหนังสือที่ดูเผิน ๆ ว่าเหมือนกัน ทว่าหากมองให้ลึกก็จะเห็นความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงเชียวล่ะ

ในภาษาหนังสือ เรื่องราวสามารถถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร้ข้อจำกัด และจินตนาการในแต่ละฉากบนหน้ากระดาษก็ถูกส่งตรงจากผู้เขียนเข้าสู่สมองของคนอ่านให้นึกภาพกันอย่างอิสระตามใจชอบ แต่หนังไม่สามารถทำแบบนั้นได้ หลายร้อยหลายพันตัวอักษรต้องถูกจำกัดขอบเขตด้วยระยะเวลา และภาพที่เป็นจินตนาการสำเร็จรูปของผู้สร้าง ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะตรงบ้างไม่ตรงบ้างเมื่อเทียบกับจินตนาการของนักอ่านในรายบุคคล

และต่อให้มีคำพูดที่ว่า “ภาพหนึ่งภาพแทนตัวอักษรนับพัน” แต่เห็นทีคำพูดนี้จะไม่สามารถนำมาใช้ได้กับการถ่ายทอดตัวอักษรจากหน้ากระดาษลงแผ่นฟิล์ม สาเหตุหลักเลยก็เพราะเรื่องราวในหนังสือมักไม่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการกระทำไปเสียทั้งหมด ผู้อ่านจะรู้จักตัวละคร รับรู้เรื่องราวและอารมณ์ผ่านกระบวนการความคิด ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดออกมาด้วยภาพได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เรียกว่าต่อให้เทคโนโลยีด้านภาพจะวิวัฒนาการไปไกลเพียงใดก็ยังแห้งแล้งทางอารมณ์ หากขาดนักแสดงมากฝีมือมาช่วยสร้างชีวิตชีวาขึ้นจากหน้ากระดาษ อีกทั้งทำหน้าที่สำคัญของตัวละคร นั่นคือการเชื่อมโยงความรู้สึกระหว่างผู้ชมและเรื่องราว เสมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอภาพคือเรื่องจริง

 ต่อให้มีคำพูดที่ว่า “ภาพหนึ่งภาพแทนตัวอักษรนับพัน” แต่เห็นทีคำพูดนี้จะไม่สามารถนำมาใช้ได้กับการถ่ายทอดตัวอักษรจากหน้ากระดาษลงแผ่นฟิล์ม

แต่ก็เป็นอีกครั้งที่จินตนาการอาจก่อปัญหา เพราะนอกจากตัวละครในเรื่องแต่งย่อมไม่สามารถที่จะเหมือนกันทุกประการกับคนจริงได้ ภาพในหัวของคนอ่านก็ยังแตกต่างกันออกไปอีกด้วย เช่น แม้บทบรรยายจะบอกว่าตัวละครนี้หล่อหรือสวยมาก ทว่าความสวยหล่อในสเป็คของแต่ละคนก็ต่างกันไป เรียกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่และความท้าทายในการแคสติ้งเหล่านักแสดง ซึ่งนอกจากฝีมือแล้วก็ยังต้องมีหน้าตาที่ “เป๊ะ” ในระดับหนึ่งอีกด้วย

นอกจากนี้แล้ว การสร้างหนังจากหนังสือสักเรื่อง แน่นอนว่าต้องมีการหวังผลรายได้และการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งเป็นหนังฟอร์มยักษ์ทุนสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งคาดหวังมากเท่านั้น หนังวรรณกรรมหนึ่งเรื่องจึงไม่ได้เจตนาสร้างขึ้นเพื่อเอาใจแฟนหนังสือผู้อยากเห็นเรื่องราวที่ตนชอบออกมาโลดแล่นสมจริงบนจอหนังเท่านั้น หากยังคาดหวังรายได้จากผู้ชมตั้งแต่เด็กเล็กยันแก่เฒ่า ดังนั้นสิ่งที่เราอาจพบเห็นอยู่บ่อยครั้ง คือ ความมืดหม่นรุนแรงหรือนัยแฝงเสียดสีในถ้อยคำระหว่างบรรทัดของหนังสือมักถูกลดทอนลงไปเพื่อคงเรท PG รักษาฐานจำนวนผู้ชม ซ้ำยังเป็นการป้องกันตัวเองจากการโดนแบนหรือกระแสต่อต้าน เพราะอาจเผลอนำเสนอเรื่องราวละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะในแง่ของเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือการเมือง

บ่อยครั้งแฟนหนังสือที่คุ้นชินกับการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวอักษร อาจเผลอไผลลืมตัว ประเมินค่าคุณภาพหนังด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับการอ่านหนังสือ หรือคาดหวังความเหมือนเป๊ะกับต้นฉบับ จนลืมไปว่าหนังเป็นเพียงการ “พรีวิว” หนังสือ และบางครั้งผู้สร้างหนังก็อาจเป็นเพียงนักแต่ง “แฟนฟิค” (Fan Fiction –เรื่องแต่งจากจินตนาการส่วนตัวของผู้อ่าน โดยหยิบยืมตัวละคร หรือพล็อตบางประเด็นจากต้นฉบับ) ที่มีการตีความและจินตนาการเฉพาะตัวอันอาจจะแปลกแยกแตกต่างไปจากผู้อ่านหรือกระทั่งตัวนักเขียนวรรณกรรมต้นฉบับเองก็เป็นได้

อี แอล เจมส์ ผู้เขียนนิยาย Fifty Shades of Gray ที่พัฒนามาจากการเป็นแฟนฟิคชั่นของหนังชุด Twilight จนได้มาขึ้นจอหนังอีกที
ความเหมือนในความต่างจากการตีความต่อยอดของ Twilight กับ Fifty Shades

 

INTERPRETATION: ใคร…? ตีความ

บ่อยครั้งเหลือเกินที่หนังที่สร้างจากวรรณกรรมนั้นออกมา “ไม่โดนใจ” เพราะว่ามัน “ไม่เหมือนกับที่คิดไว้” แต่เจ้าสิ่งที่คิดไว้นั้นมันเป็นของใครกันล่ะ? ลองมาดูกรณีตัวอย่างของการตีความเหล่านี้กัน

A CLOCKWORK ORANGE (1971)

นับเป็นงานที่ผู้กำกับคนดัง แสตนลีย์ คูบริก (Dr. Strangelove, 2001: A Space Odyssey) ตีความหนังสือผิดเพี้ยนจากงานเขียนต้นฉบับอย่างใหญ่หลวง แต่ตัวหนังก็ยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ซึ่งความผิดพลาดนี้คงต้องโทษสำนักพิมพ์ฉบับอเมริกันที่ตัดเอาบทสุดท้ายของหนังสือโดยนักเขียนชาวอังกฤษ แอนโธนี่ เบอร์เจสต์ ออกไป เพราะคิดว่าการกลับตัวกลับใจในตอนท้ายของพระเอก นอกจากจะชวนให้ตะขิดตะขวงกับเนื้อเรื่องในช่วงต้นแล้ว ยังอาจไม่โดนใจชาวอเมริกันได้มากเท่ากับการให้เขาโอบกอดอำนาจรุนแรงของความโหดร้ายและเดินหน้าก่ออาชญากรรมต่อไป ทำเอาเบอร์เจสต์รู้สึกแย่จนถึงขั้นคิดว่าไม่น่าเขียนนิยายชวนให้คนเข้าใจผิดในสิ่งที่ต้องการจะสื่อออกมาตั้งแต่แรก เพราะหนังอาจทำให้คนเข้าใจหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นเรื่องราวเชิดชูเซ็กซ์กับความรุนแรง ตอกย้ำความน่าหดหู่ของสังคมยุคล่มสลาย โดยเข้าไม่ถึงแก่นคำถามว่าด้วยความดีเลวของมนุษย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในระหว่างบรรทัด

THE SHINING (1980)

เรื่องราวของชายติดเหล้าผู้ล้มเหลวในชีวิตครอบครัว ก่อนจะมารับงานเฝ้าโรงแรมบนภูเขา สถานที่ที่ทำให้เขาต้องเผชิญสิ่งลี้ลับชวนสยอง ผลงานกำกับระดับขึ้นหิ้งโดยคูบริกอีกเช่นกัน แต่ถูกเกลียดจาก สตีเฟ่น คิง เจ้าของนิยายต้นฉบับ เพราะเลือกนำเสนอความดำมืดในจิตใจของมนุษย์แทนที่ความน่าขนหัวลุกของตัวโรงแรม และมีเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติเป็นเพียงองค์ประกอบผิวเผินผิดความตั้งใจของผู้เขียนไปอย่างจัง คิงไม่พอใจถึงขั้นขอเป็นโปรดิวเซอร์ รีเมคหนังเรื่องนี้ซะเองในรูปแบบมินิซีรี่ส์ลงจอแก้วเมื่อปี 1997 ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน เป็นไปได้ว่าต่อให้จะตีความแบบไหนหรือต้นฉบับเป็นอย่างไร ตราบใดที่ผู้ชมเก็ท หนังดัดแปลงก็ดีและโดดเด่นได้ในแบบเฉพาะของตัวเอง

SEVENTH SON (2014)

ดัดแปลงจากเล่มแรกของหนังสือชุดขายดี The Spook’s Apprentice (หรือThe Last Apprentice ตามฉบับตีพิมพ์ที่อเมริกา) หนังสือเด็กสัญชาติอังกฤษโดย โจเซฟ เดลานี ที่เต็มเปี่ยมด้วยกลิ่นอายความเชื่อและเรื่องเล่าแถบแลงคาสเชอร์ (ตอนเหนือของอังกฤษ) ทว่าการตีความสู่จอหนังฮอลลีวู้ดดูจะผิดพลาดในหลายๆ แง่มุม เพราะดัดแปลงซะจนไม่เหลือเค้าเดิมเลยแม้แต่น้อย ด้วยผู้กำกับชาวรัสเซีย เซอร์เก้ โบดรอฟ (Mongol: The Rise of Genghis Khan – 2007) และทีมนักแสดงนำสัญชาติอเมริกัน ซึ่งแม้จะมีเจตนาดีในการฟื้นฟูความนิยมของเรื่องเล่ายุคกลาง ทั้งยังเข้าใจและพยายามคงแก่นเรื่องว่าด้วยโชคชะตากับขอบเขตอันคลุมเครือของความชั่ว-ดี ทว่าในแง่ของภาพจินตนาการกลับหลุดโลกไกลต้นฉบับไปมากโข กระทั่งผู้แต่งหรือแฟนหนังสือก็ทำใจรับไม่ได้ เมื่อหุบเขาเพนเดิลในท้องเรื่องกลับกลายเป็นเพนเดิลซิตี้สไตล์อิตาเลี่ยน บ็อกการ์ตที่เป็นความเชื่อว่าเหมือนปรากฏการณ์โพลเทอร์ไกสท์ในอังกฤษ ก็กลายเป็นยักษ์คล้ายโทรล แล้วไหนจะยังมังกรที่ไม่เคยปรากฏในต้นฉบับแต่เป็นจุดขายของฮอลลีวู้ดนั่นอีก! บางทีหากลดทอนความเอาใจตลาดเหล่านี้ไปบ้าง แล้วเสนอหนังวรรณกรรมเรื่องนี้ในแง่มุมทึบทึมสไตล์อังกฤษสักนิด บรรยากาศเรื่องอาจไม่เตลิดเกินไป พอจะตะล่อมกล่อมแฟนหนังสือให้อภัยได้ ทว่าปัญหาของ Seventh Son ไม่ใช่แค่การตีความผิดเพี้ยน แต่ยังย่ำแย่ด้วยบทอันอ่อนด้อยและจำเจ จึงไม่ขับบารมีเหล่านักแสดงให้โชว์ฝีไม้ลายมืออย่างน่าเสียดาย

 

PLOT: เส้นทางต่าง แต่จุดหมายเดียวกัน 

โดยทั่วไปแล้วพล็อตของนิยายต้นฉบับและหนังดัดแปลงมักจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก แต่ด้วยเวลาอันจำกัดของหนังและความซับซ้อนของหนังสือ รายละเอียดมากมายอาจถูกปรับแต่งเสียใหม่เพื่อให้เล่าเรื่องได้จบในสองชั่วโมง โดยยังมุ่งตรงเข้าสู่ประเด็นอย่างเดียวกัน

CHILDREN OF MEN (2006)

มีต้นกำเนิดจากหนังสือ The Children of Men โดย พี. ดี. เจมส์ ซึ่งมีความซับซ้อนนอกเหนือจากประเด็นการล่มสลายของมนุษยชาติเพราะไม่สามารถสืบพันธุ์ หากยังแฝงแง่คิดเชิงศาสนาและการเมือง รวมถึงแอบซ่อนชั้นเชิงวิพากษ์สังคมอยู่ประปรายในแทบทุกหน้ากระดาษ อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับ อัลฟองโซ กัวรอง (Harry Potter and the Prisoner of Azkaban) ตัดสินใจปรับแต่งเรื่องราวจนเหมือนเป็นจุดก้าวกระโดดออกจากเนื้อหาในหนังสือ เขาไม่พยายามให้เหตุผลในประเด็นการตั้งครรภ์เหมือนอย่างหนังสือ ไม่ผลักดันด้วยข้อมูล แค่พาคนดูไปรับรู้เรื่องราวและทิ้งการตัดสินใจไว้กับผู้ชม เช่นเดียวกับตอนจบปลายเปิด และต่อให้นักอ่านจะจับสังเกตความต่างอย่างสิ้นเชิงของตัวละคร แรงกระตุ้น สภาพแวดล้อม ไปจนถึงองค์ประกอบที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาอย่างกองกำลัง ชวนตั้งข้อสงสัยว่ามันดูแมสขึ้น น่าตื่นเต้นขึ้น จนอาจทำให้ไขว้เขวจากหนังสือหรือลึกซึ้งไม่เทียบเท่า แต่ผู้เขียนนิยายต้นฉบับอย่างเจมส์ก็ออกปากภูมิใจกับตัวหนัง เธอเข้าใจดีว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนการเดินทางต่อยอดจากประเด็นของเธอ ซึ่งนั่นเองที่ทำให้หนังและหนังสือมีแก่นสำคัญอย่างเดียวกัน

GONE GIRL (2014)

นับเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งของการได้นักเขียนเจ้าของเรื่องมาเป็นมือเขียนบท เพราะ กิลเลี่ยน ฟลินน์ รู้ดีว่าเธอควรจะปรับเปลี่ยนส่วนไหนของบทหนัง โดยยังคงความหมายและจุดประสงค์ได้เหมือนหนังสือต้นฉบับ โดยเฉพาะองก์ที่ 3 หรือเนื้อเรื่องช่วงจบ ซึ่งต่างจากหนังสือราวกับเป็นบทใหม่ ด้วยการเพิ่มความรุนแรงในฉากการตายของ เดซี คอลลิงส์ (นีล แพททริค แฮร์ริส) และตอกย้ำอำนาจชักจูงของสื่ออย่างถึงที่สุดด้วยฉากออกอากาศเปิดเผยการตั้งครรภ์ของ เอมี่ (โรซามันด์ ไพค์) ซึ่งไม่เพียงเซอร์ไพรซ์แฟนหนังสือที่ได้เจอเรื่องนอกบท แต่เร้าอารมณ์ตื่นเต้นของคนดูเข้าสไตล์หนังระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา (Psychological thriller) โดยยังโยงเรื่องราวเข้าสู่บทสรุปต้นฉบับอย่างลื่นไหล แถมท้ายด้วยเทคนิคย้อนภาพจากฉากแรกอย่างที่หนังสือไม่ได้ทำ เรียกว่าใช้ภาษาหนังอย่างคุ้มค่า ต่อให้ออกนอกลู่นอกทางไปบ้างขอเพียงมีจุดหมายอย่างเดียวกัน ทั้งคอหนังและแฟนหนังสือก็แฮปปี้

INSURGENT (2015)

เริ่มเซอร์ไพรซ์ทั้งแฟนๆ และ เวโรนิก้า รอธ เจ้าของหนังสือ ตั้งแต่เผยภาพโปรโมท ทริซ ผมสั้น แถมในทีเซอร์ยังถือปืนอย่างทะมัดทะแมงผิดคาแรคเตอร์ ด้วยเหตุผลส่วนตัวและไอเดียของนักแสดงสาว เชลีน วูดลีย์ ที่ไม่อยากใส่วิก อย่างไรก็ตามหนังยังทิ้งเซอร์ใพรซ์ชุดใหญ่ด้วยกล่องใบจ้อยซึ่งมีเพียงคนทำหนังเท่านั้นที่รู้ว่ามีอะไรอยู่ด้านใน แม้แฟนหนังสือจะไม่ชอบของแปลกปลอมจากต้นฉบับ แต่กล่องปริศนานี้ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการผลักดันเรื่องราวและเพิ่มแอ็คชั่นให้กับตัวหนัง ซึ่งหลังดูจบ รอธเองถึงกับออกปากชื่นชมว่าข้อแตกต่างทั้งหลายนี้จำเป็นต่อการทำหนังจากพล็อตอันซับซ้อนวุ่นวายของเธอ ซ้ำยังช่วยเล่าเหตุการณ์บททดสอบของทริซที่ไม่น่าจะเล่าจบได้ในสองชั่วโมงจนเกือบครบแบบไม่ขาดตอน รวมทั้งนางเอกสาวที่เผินๆ อาจดูเหมือนเปลี่ยนลุคไปจากหนังสือ แต่แก่นความไม่มั่นคงทางอารมณ์ของตัวละครนั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเยี่ยมยอดผ่านการกระทำอื่นนอกเหนือจากการถือปืนท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเพิ่มเติมหรือดัดแปลงอะไรไปบ้าง หนังก็กำลังเล่าเรื่องราวในทิศทางที่ไม่ต่างจากนิยายแม้แต่น้อย

 

CHARACTER: จินตนาการ vs คนจริง 

THE DA VINCI CODE (2006), ANGELS AND DEMONS (2009), INFERNO (2016)

จากนวนิยายขายดีของ แดน บราวน์ ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยไขปริศนาเชิงสัญศาสตร์ของ ศจ. โรเบิร์ต แลงดอน ที่ในหนังสือบรรยายว่าเหมือน แฮร์ริสัน ฟอร์ด แต่บนจอจริงกลับกลายเป็น ทอม แฮงค์ส ไปเสียได้!นอกจากจะทำเอาแฟนๆ ฝันสลาย งานแสดงของแฮงค์สเรื่องนี้ยังดูแข็งทื่อเหมือนบทไม่มีอะไรให้โชว์ ทำเอาคอหนังได้แต่ส่ายหัวบ่นเสียดายไปตามๆ กัน

THE HOBBIT

งานประพันธ์จาก เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ชุดนี้ดูจะขัดตาฮอลลีวู้ดอย่างแรงในแง่ของตัวละคร เพราะตัวละครไม่ใช่กลุ่มนักผจญภัยผู้กล้าที่ดูมีสง่าราศีเหมือนใน The Lord of The Rings แต่เป็นแก๊งฮอบบิท คนแคระ และพ่อมดสูงวัย! แคสติ้งดาราอีหรอบนี้เลยต้องขอแบบหน้าตาดีชูโรงไว้ก่อน และปรับบทให้ดูฮีโร่ขึ้นมานิด เชื่อเถอะว่าบทบรรยายหน้าตา ธอริน ตามนิยายจริงนั้นไม่หล่อเท่า ริชาร์ด อาร์มิเทจ เป็นแน่ และถึง มาร์ติน ฟรีแมน จะไม่ได้หน้าตาเหมือน บิลโบ ตามคำบรรยายในหนังสือ แต่ฝีมือการแสดงของพวกเขา (รวมถึงงานเมคอัพคอสตูมที่เนรมิตให้กลายเป็นตัวละคร) ก็ทำให้นักอ่านและผู้ชมพอใจไม่น้อย

ONE DAY (2011)

แม้ เดวิด นิโคลส์ เจ้าของนิยายจะพอใจกับตัวหนัง แต่แฟนหนังสือกลับต่อต้าน แอน แฮทธาเวย์ ในบท เอ็มม่า ด้วยเหตุผลหลากหลายทั้งที่สวยเกินไป และความเป็นคนอเมริกันอันมีสำเนียงผิดเพี้ยนไปจากหนังสือ แถมการพยายามพูดสำเนียงอังกฤษแถบยอร์คเชอร์ที่ปนกันมั่วของเธอยังนับว่าล้มเหลวและฉุดความนิยมลงฮวบฮาบ หนังที่มีทั้งภาพและเสียงจึงเสียเชิงหนังสือไปเต็มๆ เมื่อนักแสดงไม่สามารถเปล่งภาษาออกมาได้ตามที่ผู้แต่งบรรยายไว้

 

หนังซอฟต์กว่า เพราะ MARKETING 

MARY POPPINS (1964)

หนังดิสนีย์ว่าด้วยพี่เลี้ยงสาวสุดมหัศจรรย์ที่มากำราบเด็กๆ จอมดื้อเรื่องนี้ดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อดัง และได้กระแสตอบรับดีงามจนติดตรึงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน ทว่ากลับทำให้ผู้แต่งชาวอังกฤษ พี. แอล. แทรเวอร์ส์ ถึงขั้นหลั่งน้ำตาด้วยความเกลียดชัง เพราะนอกจากฝั่งคนทำหนังปฏิเสธที่จะรับฟังหรือแก้ไขตามคำแนะนำใดๆ ของเธอ ตัวละคร แมรี่ ป๊อปปินส์ ยังถูกลดทอนความเข้มงวดลงไปเยอะมากอีกด้วย ความเกลียดชังของแทรเวอร์สทำให้ชาวอเมริกันไม่มีวันได้แตะต้องผลงานใดๆ ก็ตามของเธออีก และจะไม่มีใครได้เห็นการรีเมคดัดแปลง Mary Poppins จากเวอร์ชั่นของดิสนี่ย์อีกด้วย ในแง่ของนักเขียนย่อมเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับเมื่อเห็นตัวละครสุดรักถูกนำมาดัดแปลงอย่างผิดเพี้ยน แต่จะว่าไป หากดิสนี่ย์ยึดความขึงขังเข้มงวดตามต้นฉบับ หนังคงไม่ได้เหมาะสำหรับเด็กทุกคน และพี่เลี้ยงคนนี้ก็อาจไม่เป็นที่รักของผู้ชมถึงเพียงนี้ก็เป็นได้ (หากใครสนใจอยากรู้รายละเอียดเรื่องราวในช่วงที่ วอลท์ ดิสนี่ย์ พยายามตามจีบ พี. แอล. ทราเวอร์ส เพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์สร้างหนังจากนิยาย Mary Poppins สามารถติดตามได้ในภาพยนตร์เรื่อง Saving Mr. Banks)

THE MAZE RUNNER (2014)

จากการโปรโมทหนังอาจชวนให้เข้าใจว่า นี่คือนิยายวัยรุ่นทั่วไปที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนของ เจมส์ แดชเนอร์ แต่แฟนหนังสือคงรู้ดีว่าความรู้สึกเมื่อครั้งอ่านบนหน้ากระดาษนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนชมบนจอหนัง เพราะการดิ้นรนออกจากเขาวงกตมรณะนี้ช่างโหดร้าย มืดหม่น และหดหู่สมธีมโลกยุคหลังการล่มสลาย (Post-Apocalypse) เช่น ฉากการเนรเทศ เบ็น (คริส เชฟฟิลด์) ตัวละครผู้ฝ่าฝืนกฎเข้าโจมตี โทมัส (ดีแลน โอ‘ไบรอัน) เพราะจำความได้ ในหนังเราจะเห็นแค่ว่าเบ็นถูกผลักออก แต่หนังสือสร้างจินตภาพของเด็กหนุ่มแววตาปูดโปนผู้กรีดร้องโหยหวนจนน้ำลายกระเซ็น ขอความเมตตาน่าเวทนาจากเพื่อนร่วมทุ่งที่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตามอง เบ็นถูกจับสวมปลอกคอหนังซึ่งยึดติดกับเสา ให้เหล่าผู้คุมผลักดันเขาเข้าสู่ความตายในวงกตอย่างทารุณ ซ้ำร้ายพลังของตัวอักษรในการบรรยายภาพเหล่านั้นไม่เพียงชวนสะอิดสะเอียน แต่ยังน่าคลื่นเหียนกับความพยายามดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดของทั้งเบ็นและชาวทุ่งผู้คิดค้นกฎการเนรเทศ อย่างไรก็ดี ด้วยสไตล์ฮอลลีวู้ด นอกจากจะแคสต์นักแสดงเรียกเรตติ้งแล้ว โทนเรื่องดูจะเน้นหนักไปทางผจญภัยและมิตรภาพสวยงาม ถือเป็นเวอร์ชั่นลดทอนความโหดร้าย แต่ไม่ได้ถึงกับทำให้เรื่องราวนั้นผิดประเด็นหลักของหนังสือแต่อย่างใด

FIFTY SHADES OF GREY (2015)

แม้ว่าจะลงทุนแปะเรท R สมชื่องานดัดแปลงจากนิยายอีโรติกฮือฮาจากปลายปากกา อี. แอล. เจมส์ แต่ตัวหนังก็ดูจะพยายามเซฟตัวเองเหลือเกินด้วยบทรักอันแห้งแล้ง แถมหลายฉากเซ็กซ์ที่โดดเด่นเมื่อครั้งเป็นหนังสือก็ถูกตัดทอนออกไปอย่างไม่แม้แต่จะคิดสร้าง ดังเช่นฉาก Tampon Scene ที่ มิสเตอร์เกรย์ ร่วมรักร้อนแรงกับ อนา หลังดึงผ้าอนามัยออกจากช่องคลอดของเธอ! แม้จะเป็นหนึ่งในฉากเด็ดของเรื่องที่แฟนๆ อาจคาดหวังจะได้เห็น แต่เชื่อเถอะว่าทีมสร้างคิดดีแล้วกับการไม่พยายามถ่ายทอดฉากนี้ออกมา อย่างไรก็ดีแม้จะโฆษณาความอีโรติกเป็นจุดขาย หนังก็ยังพยายามจะคุมประเด็นเกมความรักของพระนางได้ตรงตามหนังสือพอสมควร

 

FAITHFULNESS: ความซื่อตรงต่อต้นฉบับ

ต่อให้เข้าใจได้ใน “ความจำเป็นต้องแตกต่าง” ของการดัดแปลงหนังสือสูจอภาพยนตร์ แต่ด้วยข้อแตกต่างเหล่านี้เองที่ชักนำไปสู่ประเด็นน่าสังเกตว่าด้วย “ความซื่อตรงต่อต้นฉบับ

อย่างไรก็ดี “ความซื่อตรง” นั้นมีหลายระดับ และต้องอาศัยความเข้าอกเข้าใจของเหล่าแฟนหนังสืออยู่ไม่น้อย เมื่อความซื่อตรงที่ว่าไม่ได้จำกัดที่การถ่ายทอดเรื่องราวแบบหน้าต่อหน้า อักษรต่ออักษร แต่สมควรถูกพิจารณาจากสิ่งที่หนังเลือกนำเสนอจากหนังสือเสียมากกว่า

Harry Potter and the Sorcerer’s Stone หนังนิยายหัวขบวนที่เลือกดำเนินเรื่องตามหนังสือแทบทุกกระเบียด แต่ก็ถ่ายทอดภาพออกมาได้ใกล้เคียงกับจินตนาการของคนอ่าน รวมถึงตัวละคร

หนังบางเรื่องเลือกที่จะพยายามเดินตามหน้าหนังสือทุกขั้นตอน เหมือน Harry Potter and the Sorcerer’s Stone (2001) ที่แฟนคลับหนังสือหลายคนประทับใจว่าเหมือนได้เห็นฉากในจินตนาการหลุดออกมาจากแผ่นกระดาษ แต่น่าสังเกตว่าเหล่าคอหนังมักไม่ค่อยปลื้มกับการเดินเรื่องสไตล์หนังสือเท่าไรนัก เพราะรายละเอียดเยอะเกิน พลอยให้จังหวะหนังอืดอาดชวนหาว

บางเรื่องเลือกจะซื่อตรงต่อตัวละคร เช่น การหยิบยืม แฟรงเกนสไตน์ มาจาก แมรี เชลลีย์ หรือ แดรกคูลา จาก บราม สโตกเกอร์ มาสู่จอภาพยนตร์ที่ปรับเปลี่ยนไปหลายยุคหลายสมัย แม้บทหนังแทบจะไม่เหมือนกันเลยในแต่ละเวอร์ชั่น แต่ก็ยังสามารถวัดความซื่อตรงต่อต้นฉบับได้จากการพยายามคงธรรมชาติของตัวละครนั้นๆ และแก่นสำคัญของเรื่องราวต้นฉบับ ซึ่งในสองกรณีตัวอย่างนี้คือ ความรัก

แดรกคูลา และ แฟรงเกนสไตน์ หลากหลายรูปแบบในหนัง ที่หยิบยืมมาจากตัวละครในนิยาย

นอกจากนี้ยังมีหนังดัดแปลงที่อาจจะเกือบเหมือนต้นฉบับ แต่เปลี่ยนตอนจบหรือตอนใดตอนหนึ่งจนเรื่องพลิก หรือบางเรื่องก็ถูกปรับเปลี่ยนเสียราวกับแต่งเรื่องใหม่ตามการตีความอีกรูปแบบ ซึ่งตราบใดที่การตีความวรรณกรรมสามารถนำมาถกกันได้อย่างไม่รู้ถูกผิด การใช้หนังสือเป็นพื้นฐานแล้วตีความใหม่ในมุมมองคนทำหนัง ก็ไม่มีทั้งข้อถูกหรือข้อผิดเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาหาความซื่อตรงก็คือ เจตนาของหนัง ว่าสอดคล้องกับต้นฉบับอย่างสมค่าว่าเป็นต้นแบบ แรงบันดาลใจ หรือมีต้นฉบับเป็นแค่ข้อมูลอ้างอิง และท้ายที่สุดแล้วเจตนานั้นถูกส่งผ่านถึงผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงไร โดยใช้หนังสือต้นฉบับเป็นเพียงไกด์ไลน์อย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะความเหมือนเป๊ะอย่างเดียวไม่อาจใช้ตัดสินค่าดีเลวของหนังวรรณกรรมได้ทั้งหมด

TIPS : วิธีดูหนังวรรณกรรมให้สนุก

สำหรับแฟนหนังสือ: เปิดใจ – ไม่เปรียบเทียบ

การดูหนังสำหรับแฟนหนังสือคงไม่สนุก หากยึดติดอยู่กับภาพจินตนาการของตนเอง หรือคาดหวังความเหมือนต้นฉบับราวกับกำลังพลิกหน้าหนังสือ โดยไม่เปิดโอกาสยอมรับจินตนาการของคนทำหนัง หรือหลงลืมไปว่าหนังวรรณกรรมคืองานดัดแปลงอันเกิดจากการตีความและจากจินตนาการของ “คนอื่น” อีกทั้งมันคงไม่แฟร์เท่าไหร่ ถ้าจะนำสื่อสองชนิดที่มีจุดร่วมเพียงข้อเดียวคือการเล่าเรื่อง แต่เทคนิคและภาษาต่างกันสิ้นเชิงอย่างหนังกับหนังสือ – มาเปรียบเทียบกันและกัน เพื่อหาจุดด่างพร้อยของอีกฝ่าย แทนที่จะดูหนังอย่างที่เป็นหนัง ความเข้าใจผิดเล็กๆ แต่ลดทอนความบันเทิงของหนังวรรณกรรมไปมากโข ก็คือ การดูหนังเหมือนอ่านหนังสือ นั่นเอง

สำหรับคนไม่เคยอ่านหนังสือ: กล้าหาญ – มั่นใจ

ด้วยความรวดเร็วทันใจของสื่อออนไลน์ กอปรกับการเข้าถึงสื่อหนังที่ไม่ได้ยากเย็นเท่าเมื่อก่อน คอหนังหลายคนอาจหวั่นเกรง “สปอยล์” ขั้นขึ้นสมอง และอาจยิ่งวิตกหนักเมื่อได้ข่าวว่าหนังที่ตนเล็งไว้มีการดัดแปลงมาจากหนังสือ เพราะไม่เพียงกลัวแฟนหนังสือสปอยล์จนหมดสนุก หากยังกลัวจะดูหนังไม่รู้เรื่องเพราะไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนอีกด้วย ซึ่งความวิตกเหล่านั้นแท้จริงไม่น่ากังวลเลยสักนิด เพราะหนังดัดแปลงที่มีคุณภาพย่อมสามารถยืนหยัดเล่าเรื่องด้วยตัวเองได้ โดยมีเพียงหนังสือต้นฉบับเป็นออพชั่นเสริมให้ผู้ชมเลือก (หรือไม่เลือกก็ได้) ไปหาอ่านเสริมอรรถรสหลังดูหนังแล้วเท่านั้นเอง อีกทั้งเนื้อหาหนังย่อมไม่เหมือนหนังสือร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งความสนุกของงานดัดแปลงก็อยู่ที่ความต่างอันแปลกใหม่ซึ่งเราไม่ได้เห็นในหนังสือ ดังนั้นแล้ว ต่อให้จะดัดแปลงหรือไม่ดัดแปลงจากอะไรก็ตามที หนังยังคงมีคุณค่าเฉพาะตัวในความเป็นหนังอยู่เสมอ

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก