20 หนังฝีมือผู้กำกับหญิง

เมื่อ แพตตี้ เจนกินส์ ผู้กำกับหญิงผู้กุมบังเหียน Wonder Woman ลบข้อครหาว่าผู้กำกับหญิงน่ะเหรอ..จะทำหนังซูเปอร์ฮีโร่-ได้สำเร็จ แถมยังทำได้อย่างยอดเยี่ยมจนกวาดเสียงชื่นชมไปล้นหลามด้วยซ้ำ

SP จึงขอพาผู้อ่าน ไปรู้จักกับผู้กำกับหญิงมากฝีมืออีกหลายๆ คน ผ่านผลงานเด่นๆ ของเธอ

 

—–

Monster (2003) กำกับโดย แพตตี้ เจนกินส์

ก่อนจะมาดังเปรี้ยงกับหนังฮีโร่หญิงเบอร์ 1 ของสังกัดดีซี นี่คือผลงานของเปิดตัวของ แพตตี้ เจนกินส์ ผู้กำกับหญิงชาวอเมริกัน สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องนาม ไอรีน วูร์นอส เมื่อปี 1989 วูร์นอสได้พบ เชลบี้ เด็กสาวที่กำลังถูกส่งตัวไปอยู่กับญาติเพราะพ่อแม่เธอรับไม่ได้ที่เห็นลูกมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ วูร์นอสรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงดำเนินไปในฐานะคู่รัก และในวันที่พวกเขานัดพบกันครั้งแรก วูร์นอสก็ได้รู้ถึงความจริงข้อที่ว่า สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดก่อนไปพบเชลบี้คื เงิน เธอจึงเลือกที่จะหาเงินด้วยวิธีที่เร็วที่สุด นั่นคือการฆ่า

หนังส่งให้ ชาร์ลิซ เธรอน เจ้าของบท ไอรีน วูร์นอส คว้าออสการร์และลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำหญิง และแน่นอน-ทำให้เจนกินส์กลายเป็นผู้กำกับหญิงที่เนื้อหอม ถูกรุมจีบจากสตูดิโอต่างๆ ให้ไปทำหนังให้ไปโดยปริยาย (ใช่แล้ว..วอร์เนอร์ก็คือหนึ่งในนั้น)

 

Deep Impact (1998) กำกับโดย มิมี่ เลเดอร์

หลังสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะผู้อำนวยการสร้าง/ผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งในวงการจอแก้ว มิมี่ เลเดอร์ ก็ได้ก้าวเข้ามาทำงานทางจอเงินในหนังเรื่องแรก The Peacemaker (1997) ก่อนจะเนรมิตผลงานหนังวันสิ้นโลกชิ้นนี้ขึ้นในปีถัดมา ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม กวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 349 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 75 ล้าน

Deep Impact พาเราไปสำรวจจิตใจของมนุษย์ว่า พวกเขาจะทำเช่นไรเมื่ออุกบาตขนาดยักษ์จะพุ่งเข้าใส่โลกในเวลาอีกไม่นาน – นับแต่วันเข้าฉายจนถึงตอนนี้ก็ล่วงเลยเกือบจะ 20 ปีแล้ว แต่มันก็ยังดูสนุกและสดใหม่เสมอ และความที่หนังถ่ายทอดอารมณ์เศร้า สูญเสีย สิ้นหวังได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ จึงไม่แปลกที่คอหนังจะยกให้มันเป็นตำนาน

 

Bright Star (2009) กำกับโดย เจน แคมเปียน

ภาพยนตร์ลำดับที่ 17 ของ เจน แคมเปียน ผู้กำกับหญิงที่คร่ำหวอดและสั่งสมชื่อเสียงอยู่ในวงการมานาน (ผลงานที่โด่งดังที่สุดของเธอคงหนีไม่พ้น หนังที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและบทยอดเยี่ยม อย่าง The Piano (1993))

หนังอิงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในปี 1818 พาไปสำรวจเรื่องรักของกวีหนุ่ม จอห์น คีตส์ (เบน วิชอว์) และสาวน้อยข้างบ้าน แฟนนี่ บราวน์ (แอ็บบี้ คอร์นิช) ที่มีลักษณะนิสัยแตกต่างกันชัดเจน จอห์นเป็นนักกวีที่สุขุม ส่วนแฟนนิ่งเป็นนักเรียนแฟชั่นที่รักในความเป็นตัวของตัวเอง ถึงอย่างนั้นความรักของคนทั้งคู่ก็ยังงอกงามขึ้นท่ามกลางปัญหาและอุปสรรคมากมาย

 

Winter’s Bone (2010) กำกับโดย เดบราห์ กรานิก

เดบราห์ กรานิก เป็นผู้กำกับสาวที่มีผลงานในวงการมาไม่มากนัก ก่อนจะได้มากำกับหนังทุนต่ำอย่าง Winter’s Bone เธอก็หายหน้าไปนานถึง 6 ปี แต่ผลงานนี้ก็ถือว่าเป็นการกลับมาที่สมศักดิ์ศรี เมื่อสามารถเข้าชิงออสการ์ได้ถึง 4 สาขา และยังส่งให้ดาราสาวชื่อไม่ดังมากในตอนนั้นอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เข้าชิงรางวัลนำหญิงในเวทีออสการ์เป็นครั้งแรกด้วย

ว่าด้วยเรื่องราวของ รี ดอลลี่ (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) เด็กสาววัย 17 ปี ที่ต้องรับภาระเป็นหัวหน้าครอบครัวอันยากจนแทนพ่อที่หายตัวไปอย่างลึกลับ จนกระทั่งตำรวจได้มาที่บ้านเธอพร้อมกับบอกว่าพ่อของเธอเอาบ้านค้ำประกัน ถ้าหากหาตัวพ่อไม่เจอ บ้านหลังนี้จะต้องถูกยึด ดอลลี่จึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวไว้ให้ได้

หนังฉายภาพการต่อสู้ดิ้นรนในการใช้ชีวิตของดอลลี่ ด้วยท่าทีที่ดำเนินไปอย่างเรื่อยๆ เอื่อยๆ ปล่อยให้คนดูได้ซึมซับกับสภาพของชนบทในอเมริกาอย่างเต็มที่ ซึ่งสีในหนังที่ออกทึมๆ ครึ้มๆ ก็สื่อถึงชีวิตของดอลลี่ได้เป็นอย่างดี – ที่สำคัญคือการแสดงของลอว์เรนซ์ก็ยอดเยี่ยม และฉายแววความเป็นซูเปอร์สตาร์มาแต่ไกล

 

 An Education (2009) กำกับโดย โลน เชร์ฟิก

ผู้กำกับสาวชาวเดนมาร์ก โลน เชร์ฟิก เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับหญิงที่โดดเด่นในวงการไม่น้อย แถมยังโลดแล่นอยู่ในวงการมาตั้งแต่ปลายยุค 80’ กระทั่งได้กำกับ Italian for Beginners (2000) ชื่อเสียงของเธอก็กระฉ่อนจากสไตล์การกำกับภาพยนตร์แบบ Dogme 95 ซึ่งเป็นสไตล์การกำกับที่เน้นการคงความบริสุทธิ์ของหนัง โดยไม่มีการแต่งเติมเสริมใส่สเปเชี่ยลเอฟเฟใดๆ

An Education คืองานชิ้นเอกในยุคหลังของเธอ – เล่าเรื่องแบบย้อนยุคในปี 1961 เจนนี่ (แครี่ มัลลิแกน) เด็กสาวชาวอังกฤษวัยมัธยมที่ถูกเคี่ยวเข็ญร่ำเรียนอย่างหนักเพื่อให้เข้าสามารถมหาวิทยาลัย อ็อกซ์ฟอร์ด ในประเทศอังกฤษ แล้ววันหนึ่ง เธอก็บังเอิญพบ เดวิด (ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด) ชายหนุ่มฐานะดีที่มาชักนำให้เจนนี่ได้รู้จักวิถีชีวิตที่ฟู่ฟ่า จนเธอหลงใหล และเริ่มตั้งคำถามว่า จะตั้งใจเรียนไปเพื่ออะไร ในเมื่อแค่มีสามีรวยก็สบายอยู่แล้วนี่นา

หนังการันตีคุณภาพด้วยการเข้าชิงออสการ์ในปี 2009 ถึง 3 สาขา ถึงแม้จะไม่สามารถคว้ารางวัลมาครองได้เลยก็ตาม แต่การถ่ายทำแบบ Dogme 95 ที่ทำให้ตัวหนังออกมาดูเป็นธรรมชาติ และการถ่ายทอดความขบถของวัยรุ่นออกมาได้อย่างลึกซึ้ง ก็ทำให้มันเป็นหนังที่เหมาะแก่การสอนใจเด็กสาววัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเป็นอย่างยิ่ง

 

Our Kind of Traitor (2016) กำกับโดย ซูซานนา ไวต์

ซูซานน่า ไวต์ คืออีกหนึ่งผู้กำกับหญิงมือรางวัลแห่งวงการทีวี ซีรีส์ที่เธอกำกับอย่าง Paradise’s End กวาดรางวัลใหญ่น้อยไปได้มากมาย ส่วน Generation Kills ซีรีส์ทางช่อง HBO ก็ถูกเสนอชื่อเข้าชิง 11 รางวัล Emmy ซึ่งร่วมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย ส่วนบนจอใหญ่ ไวต์กำกับหนังไปแล้ว 2 เรื่อง คือ Nanny McPhee and the Big Bang หนังแฟนตาซีคอเมดี้เมื่อปี 2010 และหนังสปายเข้มๆ ที่ดัดแปลงจากนวนิยายขายดีของ จอห์น เลอ คาร์เร เรื่องนี้ ซึ่งนำแสดงโดย 4 ดาราฮอลลีวู้ดชื่อก้อง ยวน แมคเกรเกอร์, นาโอมี แฮร์ริส, สเตลแลน สการ์สการ์ด และ เดเมียน ลูอิส ซีรี่ย์

เล่าถึงช่วงวันหยุดพักร้อนที่เมืองมาราเกช โมร็อคโค เพอร์รี และ เกล คู่รักชาวอังกฤษได้รู้จักกับ ดีม่า เศรษฐีหนุ่มชาวรัสเซีย โดยไม่เคยรู้มาก่อนว่า ดีม่าคือพ่อค้าฟอกเงินรายใหญ่ของมาเฟียรัสเซีย จนเมื่อดีม่าขอร้องให้พวกเขาช่วยนำข้อมูลลับไปให้หน่วยสืบสวนราชการลับของอังกฤษ ทั้งคู่จึงต้องตกอยู่ในอันตรายและติดอยู่ในบ่วงแหของการเมืองอันแสนสกปรก กับการเดินทางสุดลุ้นระทึกไปทั่วทั้งยุโรป ตั้งแต่ ปารีส ลอนดอน ไปจนถึงกรุงเบิร์น

คนที่อยากชมหนังสไตล์สายลับอังกฤษจ๋าๆ ที่ดำเนินเรื่องแบบเนิบๆ แต่สร้างความกดกันได้เป็นอย่างดี ไม่เน้นแอ็คชั่นมากมาย แต่หนักไปทางสืบสวนและการเชือดเฉือนเล่นแง่โทนภาพมืดๆครึมๆ หรืออยากดูนักแสดงฝีมือพระกาฬมาหักเหลี่ยมเฉือนคมกันให้ระทึกกันทุกเสี่ยววินาที นี่คือหนังที่เหมาะสำหรับคุณ

 

Unbroken (2014) กำกับโดย แองเจลินา โจลี

นักแสดงฮอลลีวูดตัวแม่ผู้มีปากอวบอิ่มทรงเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ แองเจลิน่า โจลี ผันตัวมาเอาดีด้านกำกับใน In the Land of Blood and Honey เป็นเรื่องแรกในปี 2011 ได้รับคำวิจารณ์ที่ก้ำกึ่งจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชม แต่หนังก็ยังได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในที่สุด

3 ปีต่อมา ขุ่นแม่โจลี่ ขอพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้กำกับอีกครั้งใน Unbroken หนังดราม่าที่สร้างมาจากเรื่องจริงของ หลุยส์ แซมเปรินี นักวิ่งโอลิมปิกที่ได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะนักบินทิ้งระเบิด ก่อนที่เครื่องบินจะตกลงกลางทะเล ทำให้เขาต้องลอยเคว้งอยู่ในน้ำถึง 47 วัน จึงจะถูกทหารญี่ปุ่นพบเข้าและจับเขาไปเป็นเชลย

ถึงจะยังไม่เป็นที่รักของนักวิจารณ์และผู้ชมแบบเอกฉันท์อยู่ดี แต่อย่างน้อยหนังก็ได้ชิงออสการ์ถึง 3 รางวัล และต่อยอดประสบการณ์ให้โจลี่ได้กำกับหนังเรื่องต่อมา นั่นคือ By the Sea (2015)

 

Shrek (2001) กำกับโดย วิคกี้ เจนสั, แอนดรูว์ อดัมสัน

อนิเมชั่นชิ้นโบว์แดงจากค่าย Dreamworks ที่มอบหมายให้ แอนดรูว์ อดัมสัน และ วิคกี้ เจนสัน ผู้กำกับสาวหน้าใหม่ที่เคยผ่านงานสตอรี่บอร์ดอนิเมชั่นทางทีวีมาอย่างโชกโชนให้หลายๆ สตูดิโอ ทั้ง Warner Bros., Marvel และ Disney Television หากครั้งนี้ถือเป็นงานกำกับหนังใหญ่ครั้งแรกของเธอ

เรื่องราวของ เชร็ค ยักษ์เขียวผู้อาศัยอยู่บริเวณหนองน้ำอันห่างไกลจากผู้คน แต่แล้ววันหนึ่ง ความสันโดษอันแสนมีค่าของเขาก็ถูกรบกวนโดยตัวละครของเทพนิยายที่มารุกราน เพราะถูก ลอร์ดฟาร์ ควอด ขับไล่ออกมา เชร็คจึงเดินทางไปต่อรองกับ ลอร์ดฟาร์ ควอด โดยมีข้อตกลงว่าเขาจะเดินทางไปช่วยเจ้าหญิงฟีโอน่าจากมังกรร้าย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันแสนมหัศจรรย์

Shrek ได้รับทั้งเงินและกล่อง กวาดรายได้ทั่วโลกไป 484 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 60 ล้านเหรียญฯ คว้าออสการ์สาขอนิเมชั่นยอดเยี่ยม และยังได้รับไฟเขียวจากสตูดิโอให้ทำภาคต่ออีก 3 ภาคด้วย – แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วที่จะการันตีว่าอนิเมชั่นเรื่องนี้มีดีขนาดไหน

 

Slumdog Millionaire (2008) กำกับโดย เลิฟลีน ทานดาน, แดนนี บอยล์

หนังเจ้าของ 8 ออสการ์ของสองผู้กำกับ แดนนี บอยล์ และ เลิฟลีน ทานดาน ผู้กำกับสาวชาวอินเดียที่กำกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก หลังก่อนหน้านี้เธอทำงานเป็นฝ่ายแคสติ้งนักแสดงให้กับหนังอย่าง Monsoon Wedding (2001), Vanity Fair (2004) และ Brick Lane (2007)

ดัดแปลงจาก Q and A นิยายขายดีของอินเดีย ว่าด้วย จามาล (เดฟ พาเทล) เด็กหนุ่มจากสลัมเมืองมุมไบ ที่เข้าร่วมแข่งขันรายการเกมเศรษฐีของอินเดีย และกำลังจะพิชิตรางวัลแจ็คพอตหากตอบคำถามข้อสุดท้ายถูก แต่แล้วจามาลก็โดนสอบสวนจากตำรวจ เพราะไม่เชื่อว่าเด็กสลัมอย่างเขาจะสามารถตอบคำถามมาได้ไกลขนาดนี้ หากความสนุกของหนังไม่ได้อยู่ที่การลุ้นว่าจามาลจะคว้าแจ็คพอตได้ไหม แต่อยู่ที่การได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของเขา ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่สะท้อนชีวิตของคนสลัมในประเทศที่แน่นหนาไปด้วยผู้คนหลากชนชั้น

 

Final Score 365 วันตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ (2007) กำกับโดย โสรยา นาคะสุวรรณ 

จากแนวคิดของ จิระ มะลิกุล แห่ง GTH ที่อยากจะนำเสนอชีวิตของวัยรุ่นไทยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาลัยในรูปแบบเรียลลิตี้โชว์ กลายมาเป็นหนังแนวสารคดีที่สะท้อนชีวิตของเด็กไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 คน (หนึ่งในนั้นคือ เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์) เฝ้าติดตามพวกเขาเป็นเวลา 365 วันโดยไม่มีบท และไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยจะมีทีมงานที่ตามติดชีวิตของเด็กๆ ทั้งสิ้นแค่ 6 คน – โสรยา นาคะสุวรรณ คือคนที่รับหน้าที่กำกับการแสดง

นอกจากความเรียลที่สะท้อนชีวิตของเด็กไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้เป็นอย่างดีจนส่งให้คว้ารางวัลภาพยนตร์ไทยลำดับภาพยอดเยี่ยมของชมรมวิจารณ์บันเทิงไปครอง, ได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสุพรรณหงส์ และตัวโสรยาเองก็ได้เข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีประกาศรางเดียวกันแล้ว ในปีที่ถ่ายทำยังเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของระบบการสอบเข้าเรียนในอุดมศึกษา จากการสอบเอ็นทรานซ์มาเป็นระบบแอ็ดมินชันส์ครั้งแรกด้วย

Final Score จึงกลายเป็นเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์กลายๆ อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่รู้จักคำว่า ‘เอนทรานซ์’ แค่ในจินตนาการ ได้เห็นมันอย่างเป็นรูปธรรม

 

Brave (2012) กำกับโดย เบรนดา แชปแมน, มาร์ค แอนดรูส์

ชื่อของ เบรนดา แชปแมน อาจเป็นที่รู้จักในฐานะมือเขียนบทในอนิเมชั่นเรื่องดังๆ อาทิ The Lion King, Beauty and the Beast หรือ Fantasia 2000 เพราะในตำแหน่งผู้กำกับ เธอเพิ่งมีผลงานแค่เรื่องเดียวคือ The Prince of Egypt ในปี 1998 ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจากดิสนีย์พิกซาร์ให้มากำกับเรื่องนี้คู่กับ มาร์ค แอนดรูวส์

ว่าด้วยเรื่องราวของ เมริดา เจ้าหญิงหัวรั้น ธิดาของกษัตริย์เฟอร์กัสและราชินีเอลินอร์ เธอต้องการจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเอง จึงไปขอพรกับแม่มดชรานางหนึ่ง หากพรนั้นกลับกลายเป็นคำสาปที่สุดแสนจะเลวร้าย เจ้าหญิงผมแดงเลยต้องออกเดินทางค้นหาความหายของความกล้าหาญที่แท้จริง พร้อมกับหาทางคลายคำสาปร้ายให้ได้ก่อนจะสายเกินแก้

แชปแมนกล่าวถึงแรงบันดาลของหนังเรื่องนี้ว่า เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอกับลูกสาว ซึ่งมีนิสัยมุ่งมั่นและเป็นตัวของตัวเองมากคล้ายๆ กับเธอ เลยนึกสงสัยว่าลูกสาวจะกลายเป็นคนแบบไหนกันนะเมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น เธอจึงต้องการจะทำอนิเมชั่นที่สะท้อนเรื่องราวความสัมพันธ์ฉันท์แม่และลูกสาว และเพื่อเป็นตัวแทนความรักที่เธอมีให้ลูกนั่นเอง

 

American Honey (2016) กำกับโดย แอนเดรีย อาร์โนลด์

หลังคว้าออสการ์จากการกำกับหนังสั้นเรื่อง Wasp (2003) ผู้กำกับหญิงชาวอังกฤษ แอนเดรีย อาร์โนลด์ ก็ลุยทำหนังยาวมาตลอดสิบปีจนมีผลงานประดับบารมี 4 เรื่อง คือ Red Road (2006), Fish Tank (2009), Wuthering Heights (2011)  และ American Honey ซึ่งเป็นเรื่องล่าสุด

ซึ่งก็ดูเหมือนอาร์โนลด์จะชอบเล่าเรื่องราวที่มีตัวละครนำเป็นผู้หญิง เพราะผลงานทั้ง 4 ล้วนเล่าจากมุมมองของตัวละครเพศแม่เป็นหลัก อย่างในหนังโร้ดมูฟวี่เรื่องนี้ที่ว่าด้วยกลุ่มวัยรุ่นสุดห่ามที่ออกเดินทางเพื่อทำมาหากินไปด้วยกัน ก็โฟกัสไปที่ สตาร์ (ซาช่า เลน) สาวน้อยที่เกิดมาในครอบครัวที่ลำบาก ต้องเลี้ยงดูลูกชายและลูกสาวของพี่ ก่อนจะมาเข้าก๊วนเป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มนี้ และต้องจับคู่กับ เจค (ไชอา ลาบัฟ) ไปตระเวนเคาะประตูตามบ้านเพื่อขายนิตยสาร ซึ่งก็ก็เป็นการเคาะประตูเปิดสู่โลกกว้างให้สตาร์ได้รู้จัก ‘ชีวิต’ ด้วยเช่นกัน

 

Selma (2014) กำกับโดย เอวา ดูเวอร์เนย์

ชีวประวัติ มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและต่อต้านการเหยียดผิว ถูกถ่ายทอดเป็นหนังอีกครั้ง โดยมีฉากหลังเป็นการเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิให้คนผิวสีได้มีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้ง ในปี 1965 ซึ่ง ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ เป็นผู้นำการเดินขบวนตั้งแต่เมืองเซลมา ไปจนถึงเมืองมอนต์โกเมอรี

ความยอดเยี่ยมของหนัง คือการฉายภาพเหตุการณ์ประท้วงครั้งนี้ได้อย่างทรงพลัง สนุกชวนติดตาม และบอกเล่าประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ ยังต้องให้เครดิตแก่ผู้กำกับหญิง เอวา ดูเวอรเนย์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ผู้แบกภาระหน้าที่ของผู้นำกลุ่มคนผิวสี และเผชิญปัญหาต่างๆ นาๆ มากมายได้อย่างเข้าถึงอารมณ์

จึงไม่แปลกที่หนังจะถูกเสนอชื่อชิงออสการ์ปี 2014 ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในเมื่อหลายคนถึงขั้นยกให้มันเป็นหนึ่งในหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญที่ทำออกมาได้ดีที่สุดเลยด้วยซ้ำ

 

The Babadook (2014) กำกับโดย เจนนิเฟอร์ เคนท์

เรื่องราวของ เอมิเลีย (เอสซี่ เดวิส) แม่ม่ายสาวที่สูญเสียสามีไปและต้องเลี้ยงลูกชายคนเดียวอย่างยากลำบาก แต่เรื่องกลับเลวร้ายแพราะลูกชายของเธอมักจะชอบฝันถึงปีศาจร้ายและเชื่อว่าปีศาจตนนั้นตั้งใจจะมุ่งเอาชีวิตของเขาและแม่ – ส่งให้ เจนนิเฟอร์ เคนท์ กลายเป็นผู้กำกับหญิงหน้าใหม่ไฟแรงอีกคนหนึ่งที่สามารถเเจ้งเกิดในวงการอย่างงดงาม หลังจากผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องเเรกของเธอ The Babadook ได้รับเสียงชื่นชมตั้งแต่เข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์ซันเเดนซ์เมื่อปี 2014 จนมาในฉายในวงกว้างก็ยังฮิตติดตลาดอีก

หนังยังชวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ในภาพยนตร์ของเจ้าพ่อหนังเขย่าขวัญ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก เเละ โรมัน โพลันสกี ด้วยวิธีเล่าเรื่องสยองขวัญเเบบ old fashioned บวกกับความสามารถของเคนท์เอง เธอเล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้เป็นแม่ที่มีอารมณ์ไม่มั่นคงได้อย่างยอดเยี่ยม และแฝงด้วยนัยยะจิตวิทยาเกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อย่างแนบเนียน ยกระดับให้หนังไม่ใช่แค่หนังผีตุ้งแช่ๆ ที่หาดูได้ดาษดื่นในตลาดภาพยนตร์

 

The Hurt Locker (2008) กำกับโดย แคทริน บิเกโลว์

แคทริน บิเกโลว์ คือผู้กำกับหญิงที่คลุกคลีอยู่ในวงการภาพยนตร์มาตั้งแต่เริ่มเป็นผู้กำกับหนังยาวในปี 1981 (เรื่อง The Loveless) ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นผู้กำกับหญิงคนเเรกที่สามารถคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ครั้งที่ 82 ในปี 2009 จากหนังดราม่าสงคราม The Hurt Locker (2008)

หนังเล่าเรื่องราวของหน่วยกู้ระเบิดในอิรัก ซึ่งทำหน้าที่กู้ระเบิดตามจุดที่ต้องสงสัยต่างๆ ท่ามกลางสภาวะก้ำกึ่งระหว่างความเป็นกับความตายอยู่ตลอดเวลา กระทั่งเกิดมีคนในทีมเสียชีวิต ทางการจึงได้ส่งมือดีด้านการกู้ระเบิดอย่าง จ่าสิบเอกวิลเลี่ยม โจนส์  (เจเรมี เรนเนอร์) มานำทีมแทน แต่หัวหน้าทีมคนใหม่นี้กลับมีนิสัยเลือดร้อน บ้าดีเดือด มุทะลุ และไม่ฟังใคร ทำให้ลูกน้องสองคนของเขาลุกขึ้นมาต่อต้าน เพราะกลัวว่าความมุทะลุของวิลเลี่ยมจะทำให้ทุกคนต้องตายกันหมด

ทีเด็ดของหนังอยู่ที่ความสมจริง เราจะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูทหารที่ทำภารกิจในสงครามอยู่จริงๆ มองเห็นสภาวะกดดันและสิ่งที่ต้องเผชิญในสงครามราวกับกำลังสวมบทเป็นตัวละครในหนังจริงๆ

 

ดาวคะนอง (By the Time It Gets Dark) กำกับโดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังดีกรีรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหลายเวที รวมถึงรางวัลใหญ่อย่างสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 26 เล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอย่างหลวมๆ ของตัวละครหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ผู้กำกับภาพยนตร์หญิง และผู้เป็นแรงบันดาลใจของเธอ ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษานักกิจกรรมในยุค 2510, บริกรสาวที่ต้องเปลี่ยนงานเป็นประจำ และนักแสดงชายหญิงคู่หนึ่ง –แม้ว่ามันจะไม่ใช่หนังที่ดูง่าย แต่เราก็พอจะตีความมันได้คร่าวๆ ว่ามันคือหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่กล่าวถึง 6 ตุลา น้อยมาก

ใหม่-อโนชา บอกว่านี่คือหนังที่เป็น ‘ส่วนตัว’ ของเธอ ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา อันเป็นหลักไมล์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือเรื่องราวที่คั่งค้างอยู่ในความทรงจำและความสนใจของเธอมานาน จนเมื่อถึงแก่เวลาอันสมควร เธอก็นำมันมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นหนัง ที่โดดเด่นด้วยการใช้สัญญะที่ลึกซึ้งคมคาย และการตัดต่อแต่ละซีนของแต่ละตัวละครให้มีอิสระต่อกันได้อย่างชวนฉงน – ความทะเยอทะยานและความตั้งใจทำในสิ่งที่รักและเชื่อจริงๆ ของอโนชา ทำให้นอกจากหนังจะครองถ้วยรางวัลมากมายแล้ว ตัวเธอเองก็กวาดรางวี่รางวัลไปไม่น้อยเหมือนกัน (รวมถึงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของ Starpics Thai Film Award หนล่าสุดด้วย)

 

American Psycho (2000) กำกับโดย แมรี แฮร์รอน

หนึ่งในตำนานหนังโรคจิตที่แฟนหนังต้องเคยดู หรือเคยได้ยินชื่อเป็นอย่างน้อย สร้างมาจากนิยายชื่อดังชื่อเดียวกัน และกำกับโดย แมรี่ แฮร์รอน รวมถึงเป็นงานชิ้นโบว์แดงของ คริสเตียน เบล ในช่วงเวลาก่อนที่เขาจะได้ไปสวมผ้าคลุมออกปกป้องเมืองก็อตแธม

หนังเล่าถึง แพทริค เบทแมน (เบล) ผู้บริหารระดับสูงวัย 27 ปีที่มีชีวิตหรูหราและดูสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง แต่การอยู่นสังคมชั้นสูงที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดี ก็ทำให้แพทริคลุ่มหลงในความเพอร์เฟคและต้องการจะเป็นที่หนึ่งอยู่ตลอด เขาจึงเริ่มเข้าสู่วิถีของความโรคจิตอย่างเต็มขั้น

นอกจากจะมีฉากสยองชวนแหวะอยู่เยอะแยะจนเหมาะกับคอหนังสายโหดแล้ว หนังยังเสียดสีความเป็นสังคมอเมริกันและชนชั้นสูงแบบตรงไปตรงมา แม้จะยังมีบางคนบอกว่า แฮร์รอนเพลย์เซฟด้วยการไม่พยามเปลี่ยนแปลงอะไรจากนิยายมาก แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังยอดเยี่ยม และควรค่าให้แฟนหนังแนว Horror หามาชมสักครั้งเป็นอย่างยิ่ง

 

We Need to Talk About Kevin (2011) กำกับโดย ลินน์ แรมเซย์

ผู้กำกับสาวชาวสก็อตแลนด์ ลินน์ แรมเซย์ คือหนึ่งในผู้กำกับหญิงที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในโลกภาพยนตร์ หลังจากได้โชว์ฝีมือการกำกับภาพยนตร์เรื่อง Ratcatcher (1999) เเละ Morvern Callar (2002) จนกลายเป็นที่รักของนักวิจารณ์

แต่ผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเธอ คืองานกำกับลำดับที่ 3 เรื่องนี้ต่างหาก – We Need to Talk About Kevin เป็นเรื่องของอีวา (ทิลดา สวินตัน) หญิงสาวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างทุกข์ระทมเมื่อลูกชายของเธอดันเป็นฆาตกรที่สังหารหมู่เพื่อนโรงเรียน โดยหนังจะค่อยๆ ฉายภาพความสัมพันธ์เบื้องลึกระหว่างเธอกับลูกชาย และเล่าว่าเพราะเหตุใดลูกชายเธอถึงเป็นฆาตกร

การเล่าเรื่องสลับอดีตกับปัจจุบัน ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวและความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างลึกซึ้ง และลินน์ แรมเซย์ ก็สามารถถ่ายทอดให้ผู้ชมได้เข้าใจในความอ่อนแอของตัวละครผ่านภาพเเละเสียง และทิ้งคำถามให้ผู้ชมได้ขบคิดในตอนสุดท้าย เลยไม่แปลกที่มันจะได้รับคำวิจารณ์ในแดนบวกจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมทั่วไป – อ้อ เว้นวรรคไป 6 ปี ล่าสุดเธอเพิ่งมีหนังใหม่มาให้แฟนๆ ได้ชมให้หายคิดถึงกันแล้ว นั่นคือ You Were Never Really Here นำแสดงโดย วาคีน ฟินิกซ์

 

Lost in Translation (2003) กำกับโดย โซเฟีย คอปโปลา

ราวกับว่าจิตวิญญาณของการทำหนังจะสามารถถ่ายทอดกันได้ผ่านสายเลือดยังไงยังงั้น เมื่อ โซเฟีย คอปโปลา ลูกสาวของผู้กำกับชั้นครู ฟรานซิส คอปโปลา โชว์ฝีมือเขียนบทและกำกับหนังเรื่อง Lost in Translation (2003) จากประสบการณ์ส่วนตัวของตัวสมัยอยู่ญี่ปุ่นคนเดียวได้อย่างลุ่มลึกและเหงาสุดขั้วหัวใจ จนได้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนที่ 3 และเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม

หนังมีฉากหลังเป็นโตเกียว เล่าความสัมพันธ์ของหญิงชายจากเมืองฝรั่งมังค่าที่ต่างก็ประสบปัญหาเรื่องภาษา ชาร์ล็อตต์ (สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน) เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ ก็ต้องบินตามสามีช่างภาพมาอยู่ที่ญี่ปุ่น หากเธอก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอยู่ดีเพราะสามีเอาแต่ทำงาน กระทั่งได้มาพบ บ็อบ แฮริส  (บิล เมอร์เรย์) นายแบบโฆษณาที่เบื่อหน่ายชีวิตแบบเปื่อยๆ ที่ญี่ปุ่นเช่นกัน – เมื่อความเหงาเป็นดังขั้วบวกขั้วลบ หนุ่มสาวจึงได้มาพบและสานสัมพันธ์กันในคืนร้าวราน

คอปโปลา หลงใหลในตัวละครผู้หญิงที่มีความซับซ้อนเเละอยู่ในสภาพเเวดล้อมที่แปลกประหลาดมานานเเล้ว อาจเพราะว่าบทนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงของตัวเองสมัยอยู่โตเกียว จึงทำให้เธอสามารถถ่ายทอดความรู้สึกเศร้า อึมครึม และอึดอัดได้อย่างชัดเจนตลอดทั้งเรื่อง หนังแทบไม่มีบทพูดที่ยืดยาว เพราะแค่ภาพ บรรยกาศในฉาก และการแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครก็ถ่ายทอดความรู้สึกได้ครบถ้วนแล้ว

 

Little Miss Sunshine (2006) กำกับโดย โจนาธาน เดย์ตัน และ วาเลรี่ ฟาริส

หนังฟีลกู้ดผลงานการกำกับร่วมกันของสองสามีภรรยา โจนาธาน เดย์ตัน และวาเลรี่ ฟาริส แม้จะเป็นการกำกับหนังใหญ่เรื่องแรกของพวกเขา แต่ก็ทำได้ยอดเยี่ยมจนสามารถเข้าชิงออสการ์ในปี 2006 ได้ถึง 4 สาขา และคว้ารางวัลกลับบ้านไปได้ 2 สาขา คือสมทบชายยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม

เมื่อครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งต้องออกเดินทางไกลข้ามรัฐ เพื่อไปร่วมงานประกวด Little Miss Sunshine ของลูกสาวคนเล็กของบ้าน โดยมีรถตู้สีเหลืองคันเก่าๆ ที่ติดๆ ดับๆ ตลอดเวลาเป็นพาหนะ เช่นเดียวกับปัญหาระหองระแหงภายในบ้าน ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ คลี่คลาย เมื่อการเดินทางบนท้องถนนครั้งนี้ได้ให้อะไรกับครอบครัวนี้มากกว่าที่พวกเขาคิด

หนังมาในสไตล์ Road Movie คือมีเรื่องราวอยู่บนท้องถนนเสียส่วนใหญ่ และยังเสียดสีวิถีชีวิตและสังคมที่เต็มไปด้วยเปลือกนอก จิกกัดอาการบ้าคลั่งความสำเร็จของคนอเมริกันผ่านชีวิตของสมาชิกในครอบครัวที่ล้วนแต่เป็นพวกขี้แพ้ แถมยังจิกกัดวงการประกวดนางงามได้อย่างเจ็บแสบ และยังมอบอารมณ์ขันและพลังบวกให้แก่ผู้ชม จนทำให้กลายเป็นหนึ่งในหนังฟีลกู้ดประจำใจใครหลายๆ คนจนทุกวันนี้

—–

 

Shares