ผีเสื้อและดอกไม้ (พ.ศ. 2528) ทุกๆ คนเป็นคนดี

697

เขียนโดย ประวิทย์ แต่งอักษร จากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 841 เดือนพฤษภาคม 2014

  • ความพิเศษที่มองเห็นได้อย่างชัดแจ้งที่สุดของหนังเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” ได้แก่การที่มันเป็นหนังไทยหนึ่งในน้อยเรื่องมากๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวมุสลิม ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และถึงแม้ว่าสถานการณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองในตอนที่หนังเรื่องนี้ไปปักหลักถ่ายทำ (อันน่าจะได้แก่ในช่วงราวๆ ต้นปี 2528) จะไม่คุกรุ่นและเดือดพล่านเหมือนกับช่วงหลังจากเดือนมกราคม ปี 2547 ซึ่งเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของความรุนแรงระลอกใหญ่ที่บานปลายมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้น-ก็ใช่ว่าเราจะมองไม่เห็นรากเหง้าของปัญหา

  • หนังเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในตอนที่ออกฉาย (ข้อมูลระบุว่า หนังทำเงินประมาณเดียวกับทุนสร้าง ซึ่งก็แปลว่าเมื่อคำนวณร่วมกับงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการแบ่งรายได้กับโรงภาพยนตร์-ก็ถือว่าล้มเหลวในแง่ของการลงทุน) แต่ก็ไปได้สวยบนเวทีรางวัล หนังคว้า 7 รางวัลตุ๊กตาทองของสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย รวมถึงหนังยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม (นั่นคือช่วงก่อนหน้าที่จะมีงานมอบรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์ และรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง) อีกทั้งตัวหนังยังถูกส่งไปประกวดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮาวาย และชนะเลิศรางวัลที่ใช้ชื่อว่า East-West Center Award ซึ่งเปรียบได้กับหนังยอดเยี่ยมของเทศกาล (ข้อที่ควรระบุก็คือ หนังอีกเรื่องหนึ่งที่ร่วมประกวดในเทศกาลเดียวกันก็คือ A Time to Live, A Time to Die ของ โหวเสี่ยวเชี่ยน)

  • อีกทั้งเมื่อวันคืนผ่านพ้นไป หนังก็ไม่ได้ตกหล่นหรือสูญหายไปในกาลเวลาและจากการระลึกถึงของผู้ชม นักดูหนังจำนวนไม่น้อยยังคงยกให้ “ผีเสื้อและดอกไม้” เป็นผลงานที่ดีที่สุดของ ยุทธนา มุกดาสนิท และในช่วงต้นปี พ.ศ. 2548 หอภาพยนตร์แห่งชาติ (ชื่อในขณะนั้น) ก็เลือกให้ “ผีเสื้อและดอกไม้” อยู่ในลิสต์รายชื่อ 100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู” รวมทั้งในปี พ.ศ. 2554 เมื่อหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์แห่งชาติเป็นครั้งแรก “ผีเสื้อและดอกไม้” ก็เป็นหนึ่งในหนัง 25 เรื่องแรก – ที่ได้รับการค้ำประกันว่า มันจะถูกเก็บรักษาไปตราบนานเท่านาน รวมทั้งเป็นผลงานที่สมควรแนะนำให้ผู้ชมรุ่นหลังได้ยลโฉมในฐานะผลงานที่ทรงคุณค่าของยุคสมัย


            ผีเสื้อและดอกไม้” เป็นชื่อนิยายขนาดสั้นของ “นิพพานฯ” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2521 และได้รับรางวัลจากการประกวดหนังสือแห่งชาติในปีเดียวกัน อีกทั้งกรมวิชาการ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในวิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าทึ่ง และพร้อมๆกันนั้น ก็ต้องปรบมือให้กับวิสัยทัศน์ของหน่วยงานราชการที่ทั้งเปิดกว้างและน่ายกย่องชื่นชม-โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่า นี่ไม่ได้เป็นหนังสือจำพวกสั่งสอนศีลธรรม หรือสะท้อนวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมหรือคร่ำครึโบราณ หากแต่เป็นการตั้งคำถามกับหลายสิ่งหลายอย่างในสังคม (การปฏิบัติตามกฎหมาย, ความถูกต้อง, ความดีงาม, ความยากดีมีจน) และในหลายกรณี วิพากษ์วิจารณ์ทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ณ ดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ

นับเนื่องจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2557) นิยายเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” ได้รับการตีพิมพ์สิริแล้ว 19 ครั้ง ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศอย่างน้อยสองภาษา อันได้แก่ ญี่ปุ่นและจีน นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2543 “ผีเสื้อและดอกไม้” ยังได้รับเลือกให้เป็นหนังสือหนึ่งในร้อยเล่มที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน โดยโครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

กล่าวสำหรับตัวหนัง ข้อมูลหลายแหล่งระบุตรงกันว่า หนึ่งในเหตุผลที่บริษัท ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ซึ่งในตอนนั้น (พ.ศ. 2528) อาจกล่าวได้ว่าเป็นเสมือนห้องเครื่องของอุตสาหกรรมหนังไทย และรวบรวมคนทำหนังแถวหน้าในสังกัดเอาไว้เป็นจำนวนมาก-ยอมอนุญาตให้ ยุทธนา มุกดาสนิท ดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ของ “นิพพานฯ” เป็นหนัง ทั้งๆ ที่โอกาสในทางการตลาดของมันนับว่าริบหรี่ หรืออย่างน้อยก็ไม่สวยสดงดงาม (โดยเฉพาะเมื่อเปรียบกับนิยายประโลมโลกย์ ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการดัดแปลงเป็นหนังเป็นประจำ) ก็เนื่องด้วยหนังเรื่อง “น้ำพุ” ของยุทธนา ซึ่งสร้างและออกฉายในปีก่อนหน้า (พ.ศ.​ 2527) เพิ่งประสบความสำเร็จทางรายได้อย่างงดงาม และนั่นทำให้ เจริญ เอี่ยมพึ่งพร ในฐานะนายใหญ่ของค่ายไฟว์สตาร์ฯ-เปิดไฟเขียวให้ ทั้งๆ ที่เมื่อคำนึงในเรื่องของงบประมาณการสร้างที่สูงถึงราวๆ 25 ล้านบาท ตลอดจนความยากลำบากในการต้องยกกองลงไปถ่ายทำ ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้จริงๆ เป็นระยะเวลาเนิ่นนานแรมเดือน-ก็อาจจะเรียกได้ว่าไม่คุ้มค่าในแง่ของการลงทุน

ความพิเศษที่มองเห็นได้อย่างชัดแจ้งที่สุดของหนังเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” ได้แก่การที่มันเป็นหนังไทยหนึ่งในน้อยเรื่องมากๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวมุสลิม ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และถึงแม้ว่าสถานการณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองในตอนที่หนังเรื่องนี้ไปปักหลักถ่ายทำ (อันน่าจะได้แก่ในช่วงราวๆ ต้นปี 2528) จะไม่คุกรุ่นและเดือดพล่านเหมือนกับช่วงหลังจากเดือนมกราคม ปี 2547 ซึ่งเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของความรุนแรงระลอกใหญ่ที่บานปลายมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้น-ก็ใช่ว่าเราจะมองไม่เห็นรากเหง้าของปัญหา อย่างน้อยที่สุด-มันก็ได้แก่เรื่องของความยากจน ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไม่เพียงตัดอนาคตของเด็กหนุ่มที่เส้นทางการศึกษาของเขาน่าจะทอดไปข้างหน้าอย่างยาวไกล หากยังผลักไสไล่ส่งให้เขาต้องลงเอยด้วยการเป็นคนที่ทำตัวนอกกรอบและกฎเกณฑ์ของสังคม และเหนืออื่นใด มีชีวิตที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจับกุม ตลอดจนอันตรายนานัปการทั้งจากผู้คนที่แวดล้อมและจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันซึ่งสามารถจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

หนังเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในตอนที่ออกฉาย (ข้อมูลระบุว่า หนังทำเงินประมาณเดียวกับทุนสร้าง ซึ่งก็แปลว่าเมื่อคำนวณร่วมกับงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการแบ่งรายได้กับโรงภาพยนตร์-ก็ถือว่าล้มเหลวในแง่ของการลงทุน) แต่ก็ไปได้สวยบนเวทีรางวัล หนังคว้า 7 รางวัลตุ๊กตาทองของสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย รวมถึงหนังยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม (นั่นคือช่วงก่อนหน้าที่จะมีงานมอบรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์ และรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง) อีกทั้งตัวหนังยังถูกส่งไปประกวดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮาวาย และชนะเลิศรางวัลที่ใช้ชื่อว่า East-West Center Award ซึ่งเปรียบได้กับหนังยอดเยี่ยมของเทศกาล (ข้อที่ควรระบุก็คือ หนังอีกเรื่องหนึ่งที่ร่วมประกวดในเทศกาลเดียวกันก็คือ A Time to Live, A Time to Die ของ โหวเสี่ยวเชี่ยน)

อีกทั้งเมื่อวันคืนผ่านพ้นไป หนังก็ไม่ได้ตกหล่นหรือสูญหายไปในกาลเวลาและจากการระลึกถึงของผู้ชม นักดูหนังจำนวนไม่น้อยยังคงยกให้ “ผีเสื้อและดอกไม้” เป็นผลงานที่ดีที่สุดของ ยุทธนา มุกดาสนิท และในช่วงต้นปี พ.ศ. 2548 หอภาพยนตร์แห่งชาติ (ชื่อในขณะนั้น) ก็เลือกให้ “ผีเสื้อและดอกไม้” อยู่ในลิสต์รายชื่อ 100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู” รวมทั้งในปี พ.ศ. 2554 เมื่อหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์แห่งชาติเป็นครั้งแรก “ผีเสื้อและดอกไม้” ก็เป็นหนึ่งในหนัง 25 เรื่องแรก – ที่ได้รับการค้ำประกันว่า มันจะถูกเก็บรักษาไปตราบนานเท่านาน รวมทั้งเป็นผลงานที่สมควรแนะนำให้ผู้ชมรุ่นหลังได้ยลโฉมในฐานะผลงานที่ทรงคุณค่าของยุคสมัย

ใครที่เคยได้อ่านหนังสือ “ผีเสื้อและดอกไม้” ของ “นิพพานฯ” คงจะสังเกตเห็นได้ว่า ผู้เขียนไม่เคยบอกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ฉากหลังของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้น ณ แห่งหนตำบลใด เรารู้เพียงแค่ว่ามันได้แก่ซักอำเภอหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอยู่ไม่ห่างไกลจากประเทศมาเลเซีย ทว่าตัวหนังเปิดเผยให้ได้รับรู้ตรงๆ ว่า มันคืออำเภอเทพา ซึ่งตั้งอยู่ตอนล่างของจังหวัดสงขลา ใกล้กับยะลา และปัตตานี และแน่นอนว่า ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ขณะที่ช่วงเวลาของเรื่องราวทั้งหมด-เป็นเหตุการณ์ร่วมสมัย หรือในตอนที่การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี และนั่นรวมถึงข้าวสารและน้ำตาลไปขายชายแดน – ยังคงหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของกลุ่มคนยากไร้ที่ใครๆ เรียกขานพวกเขาเหล่านั้นว่า “กองทัพมด” ข้อน่าสังเกตก็คือ ในเครดิตช่วงต้นเรื่องที่หนังขึ้นตัวหนังสือขอบคุณหน่วยงานทั้งหลายที่ให้ความช่วยเหลือในการถ่ายทำ “ขบวนการกองทัพมด” ก็เป็นหนึ่งในรายชื่อผู้สนับสนุนการสร้างหนังเรื่องนี้

ตัวเอกของเรื่องได้แก่เด็กหนุ่มอายุ 13 ปีที่ชื่อ ฮูยัน (สุริยา เยาวสังข์) ผู้ซึ่งในตอนเริ่มต้น หนังให้เห็นว่าเขาเป็นเด็กโข่งและนั่งอยู่หลังสุดของห้องเรียน ซึ่งรายละเอียดในหนังสือของ “นิพพานฯ” แจกแจงให้รับทราบว่า ฮูยันเข้าเรียนช้ากว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน เนื่องจากแม่ของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็กๆ และในฐานะของพี่ชายคนโต เขาต้องช่วย ปุนจา (สุเชาว์ พงษ์วิไล) พ่อของเขาซึ่งเป็นกุลีแบกหามที่สถานีรถไฟ-เลี้ยงน้องชายและน้องสาวอีกสองคน แต่ถึงกระนั้น เขาก็เป็นเด็กหัวดี และในความคิดเห็นของทั้งคุณครู (ดวงใจ หทัยกาญจน์) และเพื่อนร่วมชั้นเรียน ต่างก็พากันเชื่อว่า ถ้าหากจะมีใครซักคนในห้องที่มีศักยภาพจะเรียนหนังสือชั้นสูงๆ หรือแม้กระทั่งไปต่อเมืองนอกเมืองนา คนๆ นั้นก็ได้แก่ฮูยัน

แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีกว่าตัวฮูยันเอง ผู้ซึ่งอย่าว่าแต่ศึกษาต่อในชั้นสูงๆ ขึ้นไปเลย ลำพังแค่เรียนหนังสือให้จบชั้นประถมปีที่ 4 ก็ทำท่าว่าเป็นไม่ได้ เหตุผลไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าความขัดสนและฝืดเคือง จนแม้กระทั่งค่ากระดาษสอบที่โรงเรียนทวงแล้วทวงอีก-ก็ยังติดค้างจนกระทั่งวันสุดท้าย และสถานการณ์ก็ทำท่าว่าจะย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ เมื่อปุนจาบ่นให้ได้ยินว่า ผู้คนหันไปใช้รถยนต์กันหมด และไม่ค่อยมีข้าวของให้ขนที่สถานีรถไฟ

ความผิดแผกแตกต่างไปจากหนังไทยประเพณีนิยมอีกประการหนึ่งของ “ผีเสื้อและดอกไม้(นอกเหนือจากความเป็นหนังที่เกี่ยวข้องกับคนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้) เป็นเรื่องของกลวิธีในการบอกเล่าและนำเสนอนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ หนังไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่าพล็อต หรือโครงเรื่องที่แต่ละเหตุการณ์ล็อคหรือผูกมัดกันอย่างแน่นหนาและตายตัวเหมือนกับการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ และนำไปสู่ไคลแม็กซ์ของเรื่องที่จำเป็นต้องระเบิด, แตกหัก หรือนำไปสู่คำตอบบางอย่างในแบบที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ทว่าแต่ละเหตุการณ์ที่เรียงร้อย-ได้รับการถ่ายทอดในลักษณะที่ละม้ายคล้ายคลึงกับความเป็นจริงตามวิสัยของหนังในแบบเรียลิสต์หรือสัจนิยม มันเกาะเกี่ยวกันอย่างหลวมๆ และกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ข้อสำคัญก็คือ ไม่มีการใส่เหตุบังเอิญเข้ามาหันเหหรือบีบบังคับทิศทางของการเล่าเรื่องตามอำเภอใจ และ/หรือ เพื่อสร้างความหวือหวาหรือน่าตื่นเต้นจนทำให้หนังสูญเสียทั้งโมเมนตั้มและความเป็นธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ (อย่างไรก็ตาม ระดับของความเหมือนจริงของหนังก็ยังไปไม่ถึงขั้นของการใช้นักแสดงสมัครเล่น หรือการกำหนดให้ตัวละครพูดภาษาท้องถิ่น และภาษาที่ตัวละครสื่อสารทั้งที่โรงเรียนและบ้าน-ก็เป็นภาษากลางของคนกรุงเทพฯ)

ทีละน้อย ผู้ชมก็สรุปได้ไม่ยากเย็นว่าส่วนหนึ่งของเนื้อหาบอกเล่าในสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่ออยู่รอดของฮูยัน ซึ่งก็เป็นอย่างที่หนังแสดงให้เห็น ไม่มีอะไรง่ายดาย รวมถึงไม่มีทางออกหรือคำตอบที่สำเร็จรูปและตายตัว แต่ถึงกระนั้น ข้อที่ควรกล่าวถึงอย่างยิ่งยวดก็คือ ทั้งหนังของยุทธนา และหนังสือของ “นิพพาน” กลับสะท้อนความเชื่อมั่นและศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ด้วยการแสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุด ผู้คนรอบตัวของหนุ่มน้อย-ก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำและแห้งแล้ง และต่างก็หยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่กันและกันตามสมควร ในกรณีของคุณครู เธอไม่เพียงช่วยออกค่ากระดาษสอบให้กับฮูยัน (ทั้งๆ ที่ผู้ชมรู้อยู่แก่ใจว่าเธอเองก็ย่อมจะต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะส่วนตัว และไม่สามารถจะทำเช่นนี้กับนักเรียนยากจนทุกคน) และยังเป็นธุระจัดการให้หนุ่มน้อยได้ขายไอศกรีมแท่งในโรงเรียน ด้วยปรารถนาให้เขาได้มาสอบไล่เพื่อจะได้มีใบสุทธิรับรองวุฒิการศึกษา หรือตัวครูใหญ่เองซึ่งแม้ว่าบทบาทจะน้อยนิด แต่การที่เขาอนุโลมให้เด็กหนุ่มขายไอศกรีมทั้งๆ ที่ผิดกฎระเบียบของโรงเรียน – ก็กลับทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงความเป็นมนุษย์มนาของตัวละคร (แต่ก็อีกนั่นแหละ นั่นนำไปคำถามที่ใหญ่โตกว่านั้นมากนัก – ว่าทำไมระบบการศึกษาในตอนนั้นถึงไม่เหลียวแลนักเรียนที่มีปัญหาบีบคั้นในทางเศรษฐกิจแบบนี้ และปล่อยให้พวกเขาต้องต่อสู้กับความยากไร้แต่เพียงลำพัง ทั้งๆ ที่วุฒิภาวะยังนับว่าอ่อนด้อยนัก)

หรือกล่าวให้ครอบคลุม บรรดาตัวละครที่พระเอกของเราได้พานพบในตอนหลัง-ซึ่งสมมติว่ามองอย่างผิวเผินแล้ว คนเหล่านั้นก็มีสถานะไม่แตกต่างไปจากกากเดนหรือแม้กระทั่งตัวสร้างปัญหาให้กับสังคม แต่เมื่อหนังพาผู้ชมไปพบและได้ใช้เวลาคลุกคลีตีโมง มันก็แทบจะทำให้พวกเราในฐานะผู้ชมรู้สึกผิดที่ตีตราหรือยัดเยียดข้อกล่าวหาคนเหล่านั้นโดยที่ไม่ทันได้ลองสวมใส่รองเท้าที่พวกเขาใช้ในการก้าวเดิน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้-ไม่ได้ปรากฏในรูปลักษณ์ของตัวละคร มันเป็นสิ่งที่ผู้ชมมองไม่เห็นอย่างเป็นรูปธรรม แต่อิทธิพลของมันแผ่ซ่านอย่างตลบอบอวลตลอดเรื่อง และนั่นก็ได้แก่ความยากจนข้นแค้นที่ไม่เพียงบีบบังคับให้ในที่สุดแล้ว ฮูยันก็ต้องยอมเสียสละโอกาสในทางการศึกษา เพื่อว่าน้องชายและน้องสาวของเขา-จะได้เรียนหนังสือ และดังกล่าวข้างต้น เขาต้องกลายมาเป็นคนขายไอศกรีมแท่ง ซึ่งในตอนเริ่มแรก มันทำท่าว่าจะไปได้สวย แต่ก็อีกนั่นแหละ ชีวิตไม่ได้ให้ความเมตตาปรานีกับเขาทุกวัน และเอาเข้าจริงๆ แล้ว รายได้จากการขายไอศกรีมก็ไม่น่าจะจุนเจือครอบครัวของเขาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่อะไรก็ดูเหมือนไม่สลักสำคัญเท่ากับการที่หนังให้เห็นว่า – ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป การยึดมั่นอยู่กับความถูกต้องดีงามซึ่งเป็นสิ่งที่หนุ่มน้อยมุ่งหวังและใฝ่ฝัน – ก็กลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องดีงาม – ไม่ได้จับมือหรือควงแขนไปในทิศทางเดียวกับการที่เจ้าตัวต้องมีชีวิตเพื่อความอยู่รอด

ช่วงหนึ่งของเขา ผู้ชมถึงกับได้เห็นหนุ่มน้อยแสดงออกอย่างกระอักกระอ่วน, ว้าวุ่นและสับสน เมื่อความจำเป็นต้องทำทุกหนทางเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว กับความปรารถนาที่จะเป็นคนดีของเขา-ถูกบีบบังคับให้ต้องมาเผชิญหน้ากัน มันคือตอนที่ฮูยันพาดุญญากับอาเครญา น้องชายน้องสาวไปมอบตัวที่โรงเรียน และได้พบกับคุณครูผู้ซึ่งสอบถามถึงความเป็นไปในชีวิตของเขา ก่อนที่เธอจะแสดงออกอย่างตัดพ้อต่อว่า, ตำหนิติเตียน และผิดหวัง (ทั้งๆ ที่ว่าไปแล้ว เธอไม่มีสิทธิ์จะทำเช่นนั้น) – เมื่อได้รับการบอกกล่าวว่า ฮูยันไม่ได้ขายไอศกรีมอีกต่อไป และเขา ‘ค้าข้าวสาร’ ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ฉากนี้สิ้นสุดลงด้วยการช็อทที่นับว่าซับซ้อนทีเดียว เริ่มต้นจากภาพในระยะค่อนข้างไกลที่เผยให้ฮูยันหันกลับไปมองโรงเรียนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเดินจากมา และทีละน้อย จังหวะก้าวของเขาก็เร่งรีบมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นการพยายาม ‘หนี’ ไปจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาพทิ้งท้ายก็คือเครนช็อทที่เผยให้เห็นเด็กหนุ่มวิ่งลับตาไปในทิวไม้ และมันบอกโดยอัตโนมัติถึงสภาวะข้างในของตัวละครที่น่าเชื่อว่ามันคงจะเจ็บปวดและร้าวราวที่ตัวเขาไม่สามารถประพฤติตนให้สอดคล้องและเหมาะสมกับมาตรฐานความถูกต้องดีงามของคุณครู

แต่ถึงอย่างนั้น – ก็เชื่อมั่นได้ว่า คงไม่มีผู้ชมคนไหน ‘พิพากษา’ ความเป็นคนดีคนเลวของฮูยันด้วยเงื่อนไขที่ตื้นเขินแบบนั้น เพราะมองเห็นอย่างโทนโท่อยู่แล้ว หนุ่มน้อยมีชีวิตที่เหมือนกับการตกกระไดพลอยโจน และเขาไม่มีความฟุ่มเฟือยในแง่ทางเลือกของชีวิตเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่อยู่สูงกว่านั้น

ไม่ว่าจะอย่างไร การที่ฮูยันเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการกองทัพมดในการลักลอบขนข้าวสารไปขายชายแดน – ก็อาจจะทำให้มอง (อย่างผิวเผินและฉาบฉวย) ได้ว่า โอกาสของการพยายามจะเป็นคนดีของเขายิ่งอยู่ห่างไกลหรือแม้กระทั่งหลุดลอย เพราะจากที่หนังให้เห็น สิ่งที่เขาทำ – ไม่เพียงเป็นเรื่องผิดกฎหมายและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกจับกุม (และนั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงความบาดหมางและการทะเลาะเบาะแว้งกับแก๊งคู่อริที่หากินแบบเดียวกันที่สามารถจะเกิดได้ตลอดเวลา) ผู้คนรอบตัวเขา – ยังล้วนแล้วเป็นแบบอย่างที่ไม่น่าลอกเลียน หรือแม้กระทั่งเป็นอิทธิพลที่เลวร้าย หลายคนมีชีวิตที่สำมะเลเทเมา และหันหลังให้กับ ‘พระผู้เป็นเจ้า โดยสิ้นเชิง และในเวลาไม่นานนัก ผู้ชมก็สามารถสังเกตเห็นได้ว่า ฮูยันก็มีความโน้มเอียงที่จะนำพาตัวเองไปในวิถีอันน่าห่วงกังวลแบบนั้น เขาเริ่มมีเสื้อผ้าสวยๆ สวมใส่ และหัดสูบบุหรี่ – ซึ่งว่าไปแล้ว มันก็ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเขาไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ และถึงกับไปหยิบยืมเพื่อนบ้าน อีกทั้งพ่อของเขาก็ยังมาประสบอุบัติเหตุ และต้องยุติอาชีพรับจ้างขนของไปโดยปริยาย

และสมมติว่าจะมีตัวละครไหนในเรื่องที่หนังปูให้ผู้ชมได้สังหรณ์ว่าเขาน่าจะสร้างปัญหาให้กับฮูยันมากกว่าเพื่อน หรือแม้กระทั่งฉุดรั้งให้เขายิ่งห่างไกลจากเส้นทางของความเป็นคนดี คนๆ นั้นก็คือนาฆา (โรม อิศรา ในบทบาทการแสดงที่น่าจดจำ) เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่โดยสถานะแล้วเป็นเหมือนหัวโจกของแก๊ง ไม่ยอมก้มหัวให้กับใครง่ายๆ และชีวิตของเขาว่ายวนอยู่กับการตีรันฟันแทง

ปมปัญหาประทุขึ้นมาจากนาฆาผู้ซึ่งไม่เคยปิดบังว่าเขาหมายปอง มิมปี (วาสนา พลเยี่ยม) เพื่อนนักเรียนชั้นเดียวกันกับฮูยัน แต่ก็เป็นอย่างที่หนังให้เห็น นอกจากมิมปีไม่ได้มีใจให้กับนาฆาแล้ว ระหว่างเธอกับฮูยัน-ก็ยังมีความสนิทสนมในระดับที่แนบแน่นกว่าการเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมชั้นเรียน ว่าไปแล้ว เนื้อหาในส่วนนี้เอื้ออำนวยให้มันมุ่งหน้าไปในทิศทางของเรื่องในแบบชิงรักหักสวาทอย่างง่ายดาย แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่หนังไม่ได้พาตัวเองเดินไปตกหลุมพรางแบบนั้น และจุดมุ่งหมายของการนำเสนอตัวละครนี้ – ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สอดส่องเข้าไปในรายละเอียดชีวิตของเด็กหนุ่ม และก็เป็นอย่างที่กล่าวข้างต้น มันทำให้ผู้ชมไม่อาจจะตัดสินความเป็นคนดี – เลวของตัวละครอย่างนาฆาโดยไม่พินิจพิเคราะห์ตื้นลึกหนาบางให้ถี่ถ้วนได้อีกต่อไป

ช็อทลองเทคในช่วงค่อนไปทางท้ายเรื่อง-บอกให้รู้ว่า เรื่องของนาฆาก็เหมือนกับของเด็กมีปัญหาอีกนับไม่ถ้วน และมันหนักหนาสาหัสกว่าของฮูยันอย่างไม่อาจเทียบเคียง ความยากจนเป็นชนวนเหตุให้ครอบครัวเล็กๆ ของเขาต้องพังพินาศ แม่ของเขาล้มป่วย และต้องการเงินรักษาเป็นจำนวนมาก พ่อของเขาไม่ทำงานทำการและได้แต่รีดไถแม่ ส่วนพี่สาวก็เป็นผู้หญิงขายตัว ในกรณีของนาฆา เขาไม่มีแม้แต่โอกาสถามถึงหนทางของการเป็นคนดีเหมือนกับที่ฮูยันเอ่ยให้ได้ยินสองหรือสามครั้ง และบางที คนที่ช่วยสรุปความหมายทั้งหมดแทนนาฆา-ก็คือ อะเดล (ปุยฝ้าย ไทยหิรัญ) เพื่อนของฮูยันที่บอกว่า สิ่งที่ยากที่สุด – อาจจะไม่ใช่การเป็นคนดี แต่มันคือการหาทางทำให้ตัวเองมีกิน

แต่ทั้งๆ ที่ชีวิตไล่ต้อนเด็กหนุ่มอย่างนาฆาในสภาพที่ไม่แตกต่างจากนักมวยยกสุดท้ายที่กำลังจะต้องโยนผ้ายอมแพ้ในอีกไม่นาน ทว่าหนังก็ไม่หลงลืมให้ผู้ชมได้เห็นด้านที่ดีงามของตัวละคร นั่นคือตอนที่ฮูยันร้องขอให้เด็กหนุ่มเลิกยุ่งเกี่ยวกับมิมปี ซึ่งดูวี่แววแล้ว เรื่องทั้งหมดน่าจะต้องจบลงด้วยการลงไม้ลงมือ และไม่ใครก็ใครก็น่าจะเลือดตกยางออก หรือบาดเจ็บล้มตาย แต่จนแล้วจนรอด ทุกอย่างกลับตาลปัตร และสิ้นสุดลงในแบบที่หนังให้ผู้ชมได้เห็นว่า ในความเกกมะเหรก, หยาบกระด้างและเอาเรื่องเอาราวของนาฆา กลับซุกซ่อนไว้ด้วยความอ่อนไหวและดีงาม และมันน่าจะทำให้ผู้ชมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า บางทีโดยพื้นฐานของความเป็นมนุษย์มนา ไม่ว่าจะยากดีมีจน พวกเราต่างล้วนแต่ใฝ่หาความดี

และด้วยรายละเอียดที่ได้สาธยายมาทั้งหมดนี่เองที่ทำให้ “ผีเสื้อและดอกไม้” เป็นหนังที่ใช้ประโยชน์จากสไตล์หรือแนวทางที่ผู้สร้างกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มแรก และนั่นคือ romantic realist ได้อย่างแยบยลและวิเศษเลิศเลอ จริงๆ แล้ว คำทั้งสองนี้-ไม่สมควรที่จะไปด้วยกัน หมายความว่า ในโลกของความเป็นจริงย่อมไม่อาจจะปะปนด้วยสิ่งที่เรียกว่าโรแมนติก, อุดมคติหรือความเพ้อฝัน และทำนองเดียวกัน ในโลกของอุดมคติและความเพ้อฝัน – ก็ไม่สมควรที่จะถูกเจียดแบ่งพื้นที่ให้กับความเป็นจริงที่คอขาดบาดตาย แต่ทว่า “ผีเสื้อและดอกไม้” กลับรักษาทั้งสองส่วนได้อย่างสมดุลและน่าอัศจรรย์ หรืออีกนัยหนึ่ง ขณะที่ผู้ชมรู้เห็นเป็นพยานถึงการดำรงอยู่ของความเป็นจริงอันโหดร้ายที่เล่นงานตัวละครอย่างสะบักสะบอมและไร้ความเมตตาปรานี แต่ถึงที่สุดแล้ว มันก็จะไม่เคยรุกล้ำกล้ำกรายเข้าไปบั่นทอนหรือทำลายความฝัน, ความหวัง และความปรารถนาที่จะเป็นคนดีของตัวละคร หรือแม้กระทั่งทำให้หวั่นไหวแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

ในโลกของความเป็นจริงย่อมไม่อาจจะปะปนด้วยสิ่งที่เรียกว่าโรแมนติก, อุดมคติหรือความเพ้อฝัน และทำนองเดียวกัน ในโลกของอุดมคติและความเพ้อฝัน – ก็ไม่สมควรที่จะถูกเจียดแบ่งพื้นที่ให้กับความเป็นจริงที่คอขาดบาดตาย แต่ทว่า “ผีเสื้อและดอกไม้” กลับรักษาทั้งสองส่วนได้อย่างสมดุลและน่าอัศจรรย์

และตอนจบของหนัง – ก็นำพาผู้ชมไปพบกับบทสรุปที่ให้ความรู้สึกสว่างไสวและชวนให้ตื้นตัน มันเป็นตอนจบที่นอกจากไม่ได้ลงเอยด้วยการเทศนาสั่งสอนให้ผู้ชมเรียนรู้หนทางของการเป็นคนดีในแบบที่หน่วยงานของรัฐมักจะเรียกร้องเอาจากประชาชนของตัวเอง หรือดังที่กล่าว ยัดเยียดทัศนคติและวิธีคิดในแบบอนุรักษ์นิยม ในทางตรงกันข้าม มันยังคงรักษาจิตวิญญาณของความเป็นคนนอกกรอบและกฎเกณฑ์ของตัวละครได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย อีกทั้งความรู้สึกว่าเขาเป็นคนละพรรคละพวกกับหน่วยงานของรัฐฯ (การ์ดหรือนายตรวจรถไฟ, ตำรวจศุลกากร) ก็ยังคงดำรงอยู่และไม่ได้หายไปไหน

จริงอยู่ที่หลายคนอาจรู้สึกว่ามันออกจะเป็นการปิดฉากที่สวยหรูและเกินความน่าเชื่อถืออยู่พอสมควร แต่ถึงกระนั้น มันก็ไม่ได้ถึงกับหันหลังหรือเพิกเฉยให้กับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง และเหนืออื่นใด คงต้องเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่านี่คือหนัง romantic realist และบางครั้ง ความโรแมนติกก็ได้รับชัยชนะ

ในแง่ของงานสร้าง มีหลายส่วนที่สมควรถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวยกย่องสรรเสริญโดยตรง หนึ่งในนั้นได้แก่ดนตรีประกอบ ผลงานการประพันธ์ของ ดนู ฮันตระกูล, จิรพรรณ อังศวานนท์ และ อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ-ที่เป็นเสียงเปียโนไฟฟ้าผสมซินธิไซเซอร์ที่ให้มู้ดและโทนที่ทั้งอ่อนหวาน บริสุทธิ์และไร้เดียงสา ข้อสำคัญ มันบรรยายห้วงความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนความหวังและความฝันของตัวละครได้อย่างไม่ต้องสิ้นเปลืองประโยคคำพูดใดๆ รวมทั้งในบางช่วงบางตอน – ก็ยังมีการนำเอาดนตรีพื้นเมืองมาผสมผสานได้อย่างลงตัวและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับหนัง

อีกส่วนก็คืองานกำกับภาพของ ปัญญา นิ่มเจริญพงศ์ ที่หลายต่อหลายฉากเป็นการถ่ายในแบบลองเทค (ด้วยกล้องสเตดดิแคม) ภายใต้สถานการณ์ที่น่าเชื่อว่าควบคุมไม่ง่าย เพราะทั้งหมดเป็นการถ่าย ณ สถานที่จริง คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจำนวนไม่น้อยเป็นตัวประกอบที่ไม่ได้รับเชิญ และหลายครั้ง มันน่าจะเป็นการถ่ายทำได้เพียงครั้งเดียว หรือสมมติว่ามีการเทคซ้ำ – ก็น่าจะกระทำได้ด้วยความยากเย็น และคงไม่จำเป็นต้องบอกว่านี่คือช่วงเวลาที่สเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์หรือการทำซีจี. เป็นความฝันเฟื่องสำหรับคนทำหนังไทย รวมทั้งไม่จำเป็นต้องบอกอีกด้วยเช่นกันว่า นี่คือช่วงเวลาที่หนังถ่ายด้วยฟิล์ม ไม่ใช่ด้วยหน่วยความจำแบบดิจิตัลที่สามารถถ่ายทิ้งถ่ายขว้างไปได้เรื่อยๆ ทว่าการถ่ายช็อทแบบลองเทคเหล่านั้นไม่เพียงโชว์การเคลื่อนกล้องที่สลับซับซ้อน มันยังช่วยรักษาความต่อเนื่องลื่นไหล ตลอดจนความซื่อสัตย์และจริงใจ และแน่นอนว่าแทบทุกครั้งที่หนังใช้การถ่ายแบบลองเทค (แทนการลำดับภาพเพื่อเล่าเรื่องตามปกติ) ผู้ชมก็รับรู้ได้ถึงความพิเศษและสลักสำคัญของเหตุการณ์นั้นๆ

หนึ่งในนั้นก็คือตอนที่ฮูยันได้พบกับมิมปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทั้งสองคนเลิกเรียนหนังสือ ฉากนี้ถูกปูด้วยเหตุการณ์ที่อยู่ก่อนหน้าที่ฮูยันมาเฝ้ารอมิมปีที่สถานีรถไฟเป็นประจำ แต่ก็ต้องเก้อทุกคราว และกล้องก็ได้แต่จับภาพของหนุ่มน้อยที่เดินขึ้นไปมองหาในตัวรถไฟจากด้านนอกของโบกี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ความปรารถนาของฮูยันก็เป็นจริง และกล้องของปัญญาก็ร่วมเฉลิมฉลองด้วยการติดตามหนุ่มน้อยขึ้นไปบนรถไฟในสภาวะที่มีความโกลาหลพอสมควร และไม่น่าจะเก็บบันทึกสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่ายดาย แต่กล้องก็ยังไปต่อด้วยการจับภาพของทั้งสองนั่งลงและสอบถามสารทุกข์สุกดิบซึ่งกันและกัน จนกระทั่งรถไฟค่อยๆ เคลื่อนออกจากสถานีโดยที่ฮูยันไม่รู้ตัว และการพูดคุยดำเนินไปจนถึงเสียงหวูดรถไฟดัง นั่นคือตอนที่หนุ่มน้อยพบว่าตัวเองกระโดดลงรถไฟไม่ทันแล้ว และการถ่ายลองเทคถึงได้สิ้นสุดลง

แต่กล่าวโดยสรุปแล้ว หนังคงจะไม่มีวันรักษาสภาวะกึ่งจริงกึ่งฝันได้อย่างกลมกล่อม, ลงตัว, แนบเนียนและเป็นธรรมชาติได้ถึงเพียงนี้ – ถ้าหากปราศจากคนทำหนังที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ที่แหลมคม และเหนืออื่นใด สามารถควบคุมให้ทีมงานของเขามองเห็นภาพเดียวกัน และผลลัพธ์ในท้ายที่สุด “ผีเสื้อและดอกไม้” ซึ่งน่าจะเป็นผลงานแห่งความเหนื่อยยาก – ก็ไม่ได้ลงเอยด้วยการเป็นเพียงแค่หนังที่ดีที่สุดของ ยุทธนา มุกดาสนิท เท่านั้น แต่โดยปราศจากข้อโต้แย้งและสงสัย มันเป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมหนังไทย

 

“ผีเสื้อและดอกไม้”

กำกับการแสดง-ยุทธนา มุกดาสนิท/อำนวยการสร้าง-เจริญ เอี่ยมพึ่งพร/บทภาพยนตร์-รัศมี เผ่าเหลืองทอง ดัดแปลงจากนิยายชื่อเรื่องเดียวกันของ “นิพพานฯ”/กำกับภาพ-ปัญญา นิ่มเจริญพงศ์/ลำดับภาพ-ม.ล.วราภา เกษมศรี/ดนตรีประกอบ-ดนู ฮันตระกูล, จิรพรรณ อังศวานนท์, อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ/ดำเนินงานสร้าง-ยุวดี ไทยหิรัญ/ออกแบบงานสร้าง-ยุทธนา มุกดาสนิท, วีรพงศ์ธาราศิลป์/กำกับศิลป์และสร้างฉาก-ประสรรค์ เพชรพงศ์, ศิลปชัย ตุ่นหรัด/ออกแบบเครื่องแต่งกาย-นิศา พุ่มพวง/บันทึกเสียง-นิวัติ สำเนียงเสนาะ/ผู้แสดง-ด.ช.สุริยา เยาวสังข์, ด.ญ.วาสนา ผลเยี่ยม, ด.ช.ชัยวัฒน์ พจนรักษ์, ด.ญ.วัลยา อัมพุช, สุเชาว์ พงษ์วิไล, ดวงใจ หทัญกาญจน์, ปุยฝ้าย ไทยหิรัญ, โรม อิศรา/สี/ความยาว 127 นาที

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก