หนังเด่นดี มีคุณภาพ แต่ออสการ์มองข้าม

“ถ้าต้องแพ้ให้กับหนังที่ห่วยกว่า ย่อมสร้างความปวดร้าวให้มิตรรักแฟนคลับมากๆ”

โดย ปารณัท (ปารณพัฒน์) แอนุ้ย  ส่วนหนึ่งจากบทความในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 826 เดือนกุมภาพันธ์ 2013

ทุกการแข่งขัน ย่อมต้องมีคนที่สมหวังและผิดหวัง กับผลการตัดสินที่ออกมา แม้ว่าจำนวนของผู้ที่ผิดหวังดูจะเยอะกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่พ่ายแพ้จะฝีมือแย่กว่า วงการภาพยนตร์ก็เช่นกัน การประกาศผลรางวัลตุ๊กตาทอง ออสการ์ ทุกครั้ง ย่อมมีผู้ชนะได้เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น และบ่อยครั้งที่ผลที่ออกมาไม่เป็นที่ถูกใจทั้งผู้สร้างหนัง และบรรดามิตรรักแฟนเพลงที่เอาใจช่วยหนังเรื่องนั้นอยู่

            ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ สุภาษิตไทยที่สามารถเอามาใช้ได้กับหนังที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นอย่างดี แม้คณะผู้ตัดสินจะไม่เห็นชอบให้ได้รางวัลแห่งความภาคภูมิใจไปครอง แต่หนังมีคุณภาพเหล่านี้ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในด้านดีมาก ผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน เป็นที่จดจำของแฟนหนังไม่ต่างกับหนังที่ได้รางวัลออสการ์เรื่องอื่นๆ และเผลอๆ จะน่าจดจำกว่าหนังที่หยิบพุงปลา คว้ารางวัลใหญ่ไปแทนได้บางเรื่องเสียอีก


 

หนังคลาสสิค ที่ออสการ์เมิน

รางวัลออสการ์สาขาที่ทุกคนบนโลกสนใจมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เพราะในสายตาของคนดูหนังทั้งหลาย มันมีศักดิ์ศรีถึงขั้นว่า นี่คือ หนังที่ดีที่สุดในปีนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่น่าเศร้าทีเดียว ที่หลายต่อหลายปี หนังที่คุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดในปีนั้นๆ จะถูกมองข้ามด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ยังดีว่าบางปี หนังที่สมศักดิ์ศรี ณ ขณะนั้น ในปีนั้นจริงๆ ได้รางวัลใหญ่ไปก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องแพ้ให้กับหนังที่ห่วยกว่า ย่อมสร้างความปวดร้าวให้มิตรรักแฟนคลับมากๆ ด้วยเช่นกัน

————————————————-

CITIZEN KANE

การถูกมองข้าม ไม่ให้ความสำคัญของ Citizen Kane ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์เมื่อปี 1941 น่าจะถือเป็นการมองข้ามที่น่าเสียดายที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะอย่างที่คอหนังรู้กันดี ทุกวันนี้ Citizen Kane คือหนังอมตะ ที่ถูกพูดถึงและนำมาวิเคราะห์มากที่สุด มีองค์ประกอบด้านเทคนิคที่แพรวพราวที่สุด และได้รับการขนานนามว่าเป็นหนังดีที่สุดของโลกก็ว่าได้ จากการจัดอันดับให้อยู่ที่ 1 หนังขึ้นหิ้งของหลายสำนัก ทั้ง American Film Institute หรือ AFI และ นิตยสาร Sight & Sound

Citizen Kane ครองบัลลังก์ด้านบนสุดบนชาร์ต Sight & Sound นานถึง 50 ปี แม้ว่าครั้งล่าสุด ปี 2012 จะต้องเสียแชมป์ให้กับ Vertigo และร่วงลงไปอยู่อันดับ 2 แค่นี้ ออร์สัน เวลส์ ผู้กำกับ เขียนบท และอำนวยการสร้างสมองเพชร เจ้าของโปรเจ็คต์ก็คงยิ้มเยาะกรรมการออสการ์อย่างสบายใจเฉิบอยู่บนสวรรค์ ที่ตาไม่ถึงมองข้ามหนังของเขาไปได้

แม้ว่า How Green Was My Valley หนังรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้น จะยังมีชื่อเสียงที่ยืนยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ต่างกัน แต่ถ้าถามว่า ปัจจุบันนี้เขายกย่องใครมากกว่า Kane ย่อมต้องชนะแบบใสๆ เป็นแน่

————————————————-

THE SHAWSHANK REDEMPTION

เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 1994 ศึกชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมค่อนข้างเข้มข้นอย่างมาก เพราะในบรรดาหนัง 5 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ มีถึง 3 เรื่องที่ได้เลื่อนสถานะขึ้นมาเป็นหนังคลาสสิคในปัจจุบัน (อันที่จริง Four Weddings and a Funeral ก็สามารถนับได้ว่าคลาสสิคเช่นกัน) ได้แก่ Forest Gump, Pulp Fiction และ The Shawshank Redemption แม้ว่าท้ายที่สุด Gump จะประกาศศักดาบนเวทีออสการ์อย่างยิ่งใหญ่ คว้าไปได้ 6 รางวัลรวมถึงหนังยอดเยี่ยม  Pulp Fiction อาจพลาดหนังยอดเยี่ยมไป แต่อย่างน้อย ด้วยวิธีการเดินเรื่องที่แปลกแหวกแนว ก็ส่งให้ได้รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมติดไม้ติดมือไป 1 รางวัล

ส่วน Shawshank นะเหรอ น่าเสียดายที่ถูกออสการ์มองข้ามไป เมื่อไม่ได้รับรางวัลอะไรติดไม้ติดมือไปเลยจากเข้าชิง 7 สาขา (ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ยังโดนมองข้าม ไม่ได้เข้าชิงไปอีกหลายสาขาเช่นกัน) แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า การไม่มีออสการ์มาประดับมือ ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของหนังลงแต่อย่างใด Shawshank กลายเป็นหนังที่ส่งเสริมและสร้างกำลังใจให้คนใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข ตราบจนถึงทุกวันนี้ และคงอีกนานกว่าหนังเรื่องนี้จะถูกลบหายไปจากความทรงจำดีๆ ของคนดู

————————————————-

VERTIGO

ในช่วงเวลาที่ออกฉายสู่สายตาประชาชนเมื่อปี 1954 Vertigo ไม่ประสบความสำเร็จในแทบทุกทาง ทั้งๆ ที่มีชื่อของผู้กำกับ อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก (เรายังมีเรื่องของเขาให้กล่าวถึงอีกเยอะแยะ) กับดารายอดฝีมือ เจมส์ สจ๊วต เป็นจุดขาย นอกจากหนังจะไม่เป็นที่ต้องการของคนดูแล้ว นักวิจารณ์ยังไม่ปลื้มกับหนังด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ คุณความดีของมันยิ่งปรากฏ ต้องขอบคุณนักวิจารณ์หนังจากฝั่งยุโรปที่นำหนังกลับมาวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง จนคนที่เคยเบือนหน้าหนีในตอนแรกต้องหันกลับมาพิสูจน์คุณงามความดีด้วยสายตาตัวเองเสียใหม่

Vertigo ก็โดนมองข้ามอย่างมากในเวทีออสการ์ด้วย แต่เมื่อผ่านคืนวันอันเหน็บหนาวมาจนถึงปัจจุบัน ได้พิสูจน์แล้วว่า Vertigo คือสุดยอดภาพยนตร์ที่แท้จริงในปีนั้น รวมถึงสุดยอดภาพยนตร์เรื่องหนึ่งตลอดกาล เมื่อนิตยสาร Sight & Sound ได้จัดอันดับหนังเรื่องนี้ จากการลงคะแนนเสียงของนักวิจารณ์ทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมาให้เป็นที่ 1 หนังดีที่สุด เหนือกว่า Citizen Kane ซึ่งครองแชมป์มาเกือบ 50 ปีด้วย ซึ่งมีความน่าเชื่อถือกว่าออสการ์เสียด้วยซ้ำ

การได้เข้าชิงออสการ์แค่ในสาขาดนตรีประกอบและกำกับศิลป์ ไม่อาจลดทอนคุณภาพเหนือกาลเวลาของหนังเรื่องนี้ได้เลย

————————————————-

PSYCHO

หนังของยอดผู้กำกับฮิทช์ค็อกมาอีกแล้ว เป็นเรื่องน่าเสียดายมากๆ ที่หนังเรื่องนี้ (และหลายๆ เรื่องของเขา) ไม่ได้มีบทบาทเด่นชัดบนเวทีออสการ์เลย ทั้งตัวหนังและตัวผู้กำกับเอง แต่ผลงานของเขาก็ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกหลายล้านรายแล้วว่า ไม่ได้ออสการ์ก็ไม่ถึงกับจะลงแดงตาย

Psycho เป็นหนังระทึกขวัญสั่นประสาทระดับคลาสสิค มาพร้อมฉากฆาตกรรมในห้องน้ำซึ่งหลอนขั้นเทพ อยู่ยงคงความดีมากว่า 50 ปี โดยไม่ต้องพึ่งพาบารมีออสการ์แต่อย่างใด หนังเข้าชิง 4 รางวัล แม้จะพลาดไปทั้งหมด แต่การติดอันดับ 18 หนังดีเยี่ยมของ AFI ฉากฆาตกรรมในห้องน้ำที่ได้รับการขนานนามว่าน่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ การเป็นต้นแบบให้หนังสมัยใหม่เอามาทำภาคต่อ มารีเมค หรือถึงขั้นแตกหน่อให้เกิดเรื่องราวใหม่ๆ เลยก็ยังมีอยู่เยอะโข ถึงแต่ละเรื่องที่ตามมาจะห่างไกลจากมาตรฐานที่ Psycho เคยสร้างเอาไว้ก็ตามที

แต่ก็เป็นหลักฐานชิ้นใหญ่ที่บ่งบอกว่า หนังเรื่องนี้มันคุณภาพสูงเสียดฟ้าขนาดไหน

————————————————-

SUNSET BOULEVARD

          หนังที่มีเนื้อหาแรงในสายตาคนในวงการฮอลลีวู้ดสมัยนั้น เนื่องจากมันเล่าเรื่องของดาราสาวใหญ่ ที่ผ่านจุดสูงสุดมานานแต่ยังหวนคิดถึงอดีตอันรุ่งเรืองสมัยยังสาวๆ จนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมในเวลาต่อมา เมื่อเธอได้ปลิดชีพนักเขียนบทหนุ่มที่ไม่ยอมช่วยให้เธอหวนคืนสู่วงการอย่างยิ่งใหญ่ แม้จะมาพร้อมการแสดงระดับตำนานของ กลอเรีย สวอนสัน ในบท นอร์มา เดสมอนด์ (เธอพลาดรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมไปครองด้วย) แต่ก็ถูกมองในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่จากคนในอุตสาหกรรมหนัง เพราะมันเสียดสีฮอลลีวู้ดแรงมาก และดูจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กรรมการออสการ์เลือกโหวตให้ All About Eve ซึ่งก็มีเนื้อหาแบบเดียวกับ Sunset แต่พูดถึงแง่ละครเวทีมากกว่าให้ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครองแทน

แม้ Sunset Boulevard จะพลาดท่าแพ้ All About Eve ไป แต่ทุกวันนี้ เสียงสาปแช่งทั้งหลายก็ลดน้อยลง แปรเปลี่ยนเป็นเสียงยกย่องถึงคุณภาพของหนัง ทั้งด้านการกำกับ การแสดง การถ่ายภาพ ต่างๆ นานา Sunset ก็ยังเคียงคู่ ขนาบข้าง All About Eve ในฐานะหนังสุดยอดตลอดกาลอยู่ดี

————————————————-

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Taxi Driver งานระดับคลาสสิคของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ย์ และ โรเบิร์ต เดอนีโร ถึงจะพลาดออสการ์ แต่ความคลาสสิคไม่เคยจางหาย

American Grafiti ก่อนที่ จอร์จ ลูคัส จะมาทำ Star Wars นี่คือหนังเรื่องเล็กๆ ที่เป็นที่รักของคนเมื่อ 40 -50 ปีก่อน จนถึงทุกวันนี้

Dr.Strangelove or How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb หนังกัดสงครามเย็นเรื่องเยี่ยมของผู้กำกับ สแตนลี่ย์ คูบริก

High Noon หนังคาวบอยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แม้จะพลาดท่าให้ The Greatest Show on Earth ไป แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครยกย่องหนังละครสัตว์เรื่องนั้นเท่าหนังตะวันตกเรื่องนี้อีกแล้ว

The Graduate จากฝีมือของ ไมค์ นิโคล กลายเป็นหนังที่พลิกโฉมหน้าหนังเล็กๆ ในฮอลลีวู้ดให้มีที่ยืนที่มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

2001 : A Space Odyssey อีกหนึ่งหนังเด่นของคูบริค กลายเป็นต้นแบบให้หนังไซไฟหลายๆ เรื่องลอกเลียนแบบ


ชิงมาก ย่อมเจ็บมาก

ในแต่ละปี มักมีหนังตัวเต็งได้เข้าชิงหลายรางวัล มีอยู่สถิติหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่ามีใครสังเกตไหม แต่แทบทุกปีมักจะมีหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ได้เข้าชิงมากตั้งแต่ 6 รางวัลขึ้นไป และเป็นการเข้าชิงในรางวัลใหญ่ๆ แต่สุดท้ายกลับชวดหมดเลยทุกรางวัล

ทั้งนี้ เนื่องจากหากนับสถิติของหนังที่เข้าข่ายแบบนี้ทุกเรื่อง ซึ่งมันอาจจะนับรวมหนังที่เข้าชิงแค่ 1 รางวัลเป็นต้นไป ซึ่งเป็นรางวัลอะไรก็ได้ แต่ก็พลาดหมดเลยทุกอย่าง ผลลัพธ์ที่ออกมาจะกว้างมาก จนไม่สามารถยัดรวมกันในหน้ากระดาษนี้ได้ ผู้เขียนเลยขออนุญาตนับเกณฑ์แค่ว่า หนังที่เข้าข่ายชวดหมดทุกรางวัล ณ ที่นี้ ต้องเป็นหนังที่ได้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่างน้อยก็ 1 สาขาเท่านั้นแทน

หลังจากนั่งนับและเก็บสถิติแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง พบว่าตั้งแต่ปี 1927 ซึ่งจัดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งแรกเป็นต้นมาถึงครั้งที่ 84 เมื่อปี 2011 มีหนังที่เข้าชิงรางวัลใหญ่สุดถึง 135 เรื่อง ที่ไม่สามารถคว้ารางวัลอะไร แม้กระทั่งรางวัลที่ดูจะเล็กน้อยที่สุด ติดไม้ติดมือกลับไปได้เลย จะเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาเดียวแล้วไม่ได้รางวัลไปครอง อย่างเช่น The Ox-Bow Incident (1943) เราก็นับรวมอยู่ในหมดนี้ด้วย

The Ox-Bow Incident (1943)

ที่หนักข้อที่สุด ดูจะเป็นหนังเรื่อง The Turning Point (1977), The Color Purple (1985), Gangs of New York (2002) และ True Grit (2010) เรื่องแรกเข้าชิง 11 รางวัล 3 เรื่องหลังเข้าชิง 10 รางวัล แต่ไม่ได้รางวัลปลอบใจเลยซักรางวัลเดียว

The Turning Point (1977)

The Color Purple (1985)

Gangs of New York (2002)

True Grit (2010)


 

พลิกล็อคช็อกความรู้สึก

หากถือคติ แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร อาจทำให้ผู้แพ้บนเวทีออสการ์หลายๆ คน (รวมถึงบรรดากองเชียร์ พ่อยกแม่ยกทั้งหลาย) พอจะปลอบใจตัวเองได้ว่า ถึงยังไงเราก็ทำดีที่สุดแล้ว ต่อให้จะไม่มีใครมองเห็นความดีงามของเราก็ตาม แต่ในบางกรณี การโดนมองข้ามก็เป็นสิ่งที่น่าฉุน โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะจากที่เป็นเต็งจ๋า นอนมาวินมาอยู่ดีๆ กลับต้องพ่ายอย่างเหวอๆ ให้กับคู่แข่งที่มาแรงแซงทางโค้งอย่างไม่น่าเชื่อ กรณีสำคัญๆ แบบนี้ มีอะไรกันบ้างเอ่ย

————————————————-

CRASH แรงปลาย คว่ำ BROKEBACK MOUNTAIN

CRASH

Brokeback Mountain

เป็นการพลิกล็อคชนะที่ทำเอาไก่ตาแตกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อหนังเกย์คาวบอยใน ‘ภูเขาหลังหัก’ ของผู้กำกับ อัง ลี ซึ่งก่อนหน้านี้กวาดรางวัลใหญ่จากสถาบันต่างๆ มาแทบจะตลอดทาง ต้องพ่ายแพ้ให้กับหนังดราม่าหลากหลายชีวิตที่ดูพื้นๆ ในเมืองลอสแองเจลิส อย่าง Crash  รวมถึงก่อนหน้าการประกาศรางวัลหนังยอดเยี่ยมไม่กี่นาทีก่อน อัง ลีก็เพิ่งจะเดินขึ้นไปรับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมออสการ์มาครอง แทบจะปิดประตูแพ้ได้อยู่แล้ว เนื่องจากสถิติที่ออกมา หนังเรื่องไหนผู้กำกับคว้ารางวัลได้ รางวัลหนังก็แทบจะอยู่ในมือแล้วไม่ต่ำกว่า 90% จนกระทั่งสิ้นเสียงประกาศของ แจ็ค นิโคลสัน ผู้มาประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คนทั้งโกดักเธียเตอร์ ก็ได้ฮือฮากันใหญ่

Brokeback Mountain

เสียงลือเสียงเล่าอ้างหลังจากนั้นตามมาทันทีว่า เหล่ากรรมการออสการ์ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุอานามมาก ค่อนข้างจะหัวอนุรักษ์นิยม และไม่นิยมชมชอบหนังเพศที่ 3 แบบ Brokeback Mountain นี้ หากเป็นเช่นนี้จริงๆ นับว่าน่าเสียดายยิ่ง เพราะการแพ้ของ Brokeback ไม่ได้แพ้เพราะคุณภาพยังไม่ถึง แต่แพ้เพราะอคติโดยแท้ แม้ Crash จะไม่ได้เป็นหนังที่แย่จนถึงขั้นไม่สมศักดิ์ศรีที่จะชนะก็ตาม

————————————————-

SAVING PRIVATE RYAN โดน SHAKESPEARE IN LOVE น็อคคาเวที

Saving Private Ryan

            จริงอยู่ว่า การเข้าชิง 11 รางวัลออสการ์ และคว้ามาได้ถึง 5 รางวัลย่อมไม่ใช่เรื่องขี้ๆ สำหรับหนังเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับว่า Ryan หนัง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่เหนือชั้นที่สุด พอๆ กับ Schindler’s List เมื่อปี 1993 ซึ่งได้ใจนักวิจารณ์และนำโด่งที่จะคว้ารางวัลใหญ่สูงสุดมาครองแบบไม่น่าพลิกล็อค กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับหนัง Shakespeare in Love หนังโรแมนติกคอเมดี้ ที่เข้าชิงมากกว่าถึง 13 รางวัล และคว้ามาได้ถึง 7 มันย่อมเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมาตั้งแต่ตอนประกาศชื่อผู้เข้าชิงแล้วพอสมควร

Saving Private Ryan

และลางร้ายก็ยังมาแสดงตัวให้เห็นในงานประกาศผลออสการ์ครั้งที่ 71 อยู่ตลอดเวลา เมื่อรางวัลที่หนังเช็คเสปียร์เบาสมองเรื่องนี้คว้าไป หากไม่นับสาขาด้านเทคนิคและการออกแบบซึ่งสมควรได้แน่ๆ อยู่แล้ว มีแต่สาขาใหญ่ๆ ทั้งสิ้น ทั้ง นำหญิง (กวินเนธ พัลโทรว์) สมทบหญิง (จูดี้ เดนช์ ที่ปรากฏตัวบนจอแค่ไม่กี่นาที!) บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ซึ่งเรื่องนี้เอาชนะหนังสงครามสุดยิ่งใหญ่ของพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ดลงได้ด้วยซ้ำ ส่วนรางวัลใหญ่รางวัลเดียว ท่ามกลาง 4 สาขาย่อยด้านเทคนิคของ Saving Private Ryan คือ ผู้กำกับยอดเยี่ยม และหลังจากนั้น สปีลเบิร์กก็ไม่เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดขนาดนั้นอีกเลย

Shakespeare in Love

แม้ทุกวันนี้ ทุกคนจะจดจำได้เพียงแค่ว่า Shakespeare Must Die เอ๊ย! Shakespeare in Love เป็นเจ้าบัลลังก์ในคืนนั้น แต่ใครๆ ก็ยังคงไม่ลืมว่า Saving Private Ryan คือหนังสงครามที่ดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์

————————————————-

THE DARK KNIGHT ดาวดับในคืนเดือนสว่าง

            ออสการ์ไม่ชอบหนังตลาด เป็นประโยคเด็ดที่เรามักได้ยินกันตลอดเวลา ออสการ์ไม่ชอบหนังซูเปอร์ฮีโร่ นี่ก็อีกหนึ่งประโยคเด็ดที่เราเจอบ่อยเช่นกัน ส่งผลให้หนังซูเปอร์ฮีโร่ตลาดๆ แต่คุณภาพเด็ดดวง อย่าง The Dark Knight กลายเป็นลูกเมียน้อย โดนมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

ด้วยความลุ่มลึกแฝงปรัชญา ผสมเข้ากับสุดยอดการแสดงทิ้งทวน (แบบไม่ตั้งใจ) ของ ฮีธ เล็ดเจอร์ ในบท โจ๊กเกอร์และความสนุกของตัวหนังเรื่องนี้ ทำให้ใครๆ ก็จินตนาการไม่ออกว่า 5 พื้นที่สุดท้ายเข้าชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมจะไม่มี ’อัศวินรัตติกาล’ อยู่ได้ไง แต่การประกาศผลผู้เข้าชิงทำเอาทุกคนต้องสะดุ้ง เพราะนอกจากตัวหนังที่เก็งกันมาว่าติดแน่นอนจะหลุด ตัวผู้กำกับโนแลนก็หลุดด้วยเช่นกัน ถึงหนังจะได้เข้าชิงในสาขาอื่นๆ เยอะถึง 8 สาขา แต่มันก็เป็นด้านเทคนิคเสียมากกว่า เอาน่า คิดซะว่าการที่เล็ดเจอร์ได้รางวัลสมทบชายไปครองแบบไร้คู่แข่งมาเทียบเคียง และการกวาดเงินมหาศาลระดับพันล้านทั่วโลก ก็สร้างตำนานไว้พอดูโดยไม่ต้องพึ่งออสการ์สาขาอื่นอีกแล้ว


เหตุการณ์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

Extremely Loud and Incredibly Close หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งนักวิจารณ์จากทั่วทุกสารทิศ สับเละเป็นโจ๊ะ แต่กรรมการก็ใจดีให้โอกาสหนังได้เข้าชิงออสการ์หนังยอดเยี่ยมเหนือกว่า Drive และ Melancholia หนังอินดี้ฟอร์มเล็กๆ (แต่ใจใหญ่มาก) ที่นักดูหนังทั่วโลกชอบมากกว่า และได้รางวัลใหญ่ๆ มามากกว่า

Extremely Loud and Incredibly Close

Drive

Melancholia

Almost Famous หนังเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำสาขาหนังเพลงหรือหนังตลกยอดเยี่ยม แต่กลับไม่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาเดียวกัน มันเป็นไปได้อย่างไร? แม้ออสการ์จะตบหัวและลูบหลัง คาเมรอน โครว์ ด้วยการมอบรางวัลบทหนังยอดเยี่ยมให้ และ ฟรานเชส แม็คเดอแมน กับ เคต ฮัดสัน ได้กอดคอกันเข้าชิงรางวัลสมทบหญิง แต่ก็ดูจะเป็นคำขอโทษที่ไม่เพียงพอ

Almost Famous

Dead Man Walking ตัวเก็งสุดแกร่งอันดับต้นๆ ของปี 1995 ในปีที่หนังระดับแนวหน้ามีน้อยมาก แต่ดันหลุดจาก 5 ชื่อสุดท้ายหนังยอดเยี่ยมไปอย่างไม่คาดคิด แม้จะได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ที่เหลือ อย่างสาขา นำหญิง นำชาย และผู้กำกับก็ตาม


 

หนังภาษาต่างประเทศของแสลง?

สาขาหนังภาษาต่างประเทศนับได้ว่าเป็นสาขาที่มีข้อถกเถียงขัดแย้งเห็นต่างเยอะมากที่สุดเลยก็ว่าได้   เนื่องจากว่าหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมที่ได้รางวัลใหญ่ไปครองนั้น มีหลายครั้งมากที่เป็นหนังที่เข้าป้ายเป็นหนังที่ไม่สมศักดิ์ศรีที่จะได้รางวัลสูงสุดไปครองในสายตาของคนดูและนักวิจารณ์จำนวนมาก (แต่ตรงกับความชอบของกรรมการออสการ์) ซึ่งคนไม่ใช่กรรมการอย่างเราๆ จะทำอะไรได้นอกจากก้มหน้ายอมรับแล้วก้าวต่อไป

หนังที่ดีๆ ภาษาอื่นๆ ที่โดนหนังที่ดูจะ ดีน้อยกว่า ปาดหน้าคว้าชัยไป ที่เด่นๆ ก็มี…

————————————————-

THE CLASS และ WALTZ WITH BASHIR

The Class

ยอมรับว่า Departures ซึ่งได้รางวัลไปครองเมื่อปี 2009 ไม่ใช่หนังที่แย่อะไร แต่ถ้าเอามาเปรียบเทียบกับ The Class และ Waltz with Bashir ความแตกต่างจะเห็นได้อย่างชัดเจน หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้กลายเป็นหนังนิ่งๆ แต่ซ้ำซากจำเจ และดูน่าเบื่อไปในบัดดล

Waltz with Bashir

The Class เป็นหนังวิพากษ์ระบบการศึกษาที่รสจัดจ้าน มันสามารถจำลองภาพสังคมอันน่ากลัว ผ่านตัวนักเรียนในชั้นวัย 14 ขวบจำนวนเกือบ 20 ชีวิตได้แบบสุดสยอง ส่วน Bashir ก็มีลูกเล่นการนำเสนอในแบบอนิเมชั่น ผสมเข้ากับการเดินเรื่องแบบสารคดี ตีแผ่ความโหดร้ายของสงครามได้สุดขั้วอารมณ์ แม้ในสายตาของใครหลายๆ คน การที่ Departures ได้รางวัลไปก็ไม่ถึงขั้นแย่ มันแค่น่าเสียดายว่า หนังที่รูปทรงดีกว่าทั้ง 2 เรื่องนี้ ต้องพลาดรางวัลให้หนังนิ่งๆ รสจืดๆ ไปก็เท่านั้น

Departures

————————————————-

DOGTOOTH

เป็นหนังมืดหม่นและสุดแสนจะไม่ประนีประนอมคนดูเลย สำหรับ Dogtooth ซึ่งคอหนังต่างประเทศทั่วโลก แทบจะมีมติเอกฉันท์ กดไลค์ให้หนังลุ้นออสการ์เมื่อปี 2011 อย่างถึงที่สุด แต่ด้วยความที่มันค่อนข้างยากต่อการเข้าถึง และรันทดเกินเหตุ คล้ายๆ กับหนังของ วอน เทรียร์ และ ไมเคิล ฮาเนเก้ คงเป็นตัวการหลักให้กรรมการออสการ์หันไปปันใจให้ In a Better World

In a Better World

ก็อย่างที่รู้กัน ออสการ์ชอบแนวทางหนังของผู้กำกับแบบวอน เทรียร์ และฮาเนเก้ซะที่ไหนละ ก็ในหนังที่เล่าเรื่องของพ่อแม่ที่เลี้ยงลูก 3 คนโดยปิดกั้นโลกจากโลกภายนอกอย่างเต็มที่ มีทั้งฉากฆ่าแมว ฉากทำลายฟัน และอื่นๆ อันน่าหวดเสียวทั้งสิ้น และยังจบลงอย่างน่าหดหู่ In a Better World ซึ่งมีมุมมองต่อโลกในแง่ดี (เกินเหตุ) และไม่ทำให้ต้องเบือนหน้าหนีบ่อยเท่า แม้จะไร้ชั้นเชิงในการนำเสนอ และออกจะดูถูกสติปัญญาไปนิดหน่อย ก็เลยหยิบชิ้นปลามันไปครองแทน


กฎข้อบังคับ ดับหนังดีเข้ารอบ

                ด้วยกฎข้อบังคับที่น่าปวดหัวบางประการ ซึ่งตั้งเอาไว้มาตั้งแต่ปีมะโว้ ทำให้หนังขั้นเทพจากนอกแดนอเมริกาไม่สามารถเบียดเข้าไปเป็น 1 ใน 5 ผู้ท้าชิงรางวัลได้ ซึ่งหลายๆ เรื่องน่าเสียดายมาก เพราะมันมีโอกาสจะเป็นผู้ชนะแบบมาวิน หนังบางเรื่องเลยต้องเป็นแค่หนังดีน่ายกย่องที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดายในสกู๊ปเล่มนี้แทน

————————————————-

TALK TO HER

                กฎของออสการ์ที่ว่า ให้ประเทศที่จะส่งหนังเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ส่งหนังเข้าประกวดได้แค่ประเทศละ 1 เรื่องเท่านั้น สร้างความปวดหัวให้กับทุกประเทศอย่างมาก กรณีเด่นๆ ที่เจอปัญหาเช่นนี้ เกิดในปี 2002 เมื่อประเทศสเปนตัดสินใจในท้ายที่สุด ส่ง Mondays in the Sun ซึ่งมีชื่อขายคือ ฮาร์เวียร์ บาร์เด็ม เป็นตัวแทนเหนือ Talk to Her ของผู้กำกับ เปโดร อัลโมโดวาร์ ซึ่งได้รับการยกย่องมากกว่านักต่อนัก ท้ายที่สุด Mondays ก็ไม่ผ่านเข้าไปถึง 5 เรื่องสุดท้ายด้วยซ้ำ

ส่วน Talk to Her นะเหรอ หนังอาจชวดจากสาขานี้ซึ่งถ้าได้เข้าชิงก็มีสิทธิเป็นผู้ชนะมากที่สุด แต่ก็ยังได้เข้าชิงในสาขาที่ใหญ่พอๆ กัน ทั้งผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แม้จะต้องพลาดหวังไปทั้ง 2 รางวัลแต่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ปีนั้นใครกันแน่ที่เป็นที่ 1 ของหนังแดนกระทิงดุตัวจริง และผ่านมาเนิ่นนานถึง 10 ปี ทุกวันนี้มีคอหนังทั่วโลก ย่อมจดจำ Talk to Her ได้มากกว่า ‘วันจันทร์บนดวงอาทิตย์’ แน่นอน

————————————————-

THE MOTORCYCLE DIARIES

                กฎที่ว่า 1 ประเทศ ส่งเข้าชิงได้แค่ 1 เรื่องไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับ The Motorcycle Diaries เพราะปัญหาใหญ่จริงๆ ของหนังชีวประวัติ ‘เช กุวารา’ เรื่องนี้อยู่ตรงที่ ประเทศไหนจะได้สิทธิหนังเรื่องนี้ไปเข้าชิงมากกว่า เนื่องจากในขั้นตอนการสร้าง มีถึง 9 ประเทศที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้สุดท้ายจะตกลงกันได้ว่าประเทศอาร์เจนตินานั่นแหละที่ได้สิทธิ์นั้นไป แต่ดินแดนฟ้าขาวก็เลือกส่งหนังเรื่อง Lost Embrace เข้าชิงแทนไปแล้ว

Lost Embrace

ส่วนผลลัพธ์ที่ออกมาก็เหมือนกันกับTalk to Her นั่นแหละ Lost Embrace ไม่อาจฝ่าด่านอรหันต์ไปถึง 5 ชื่อสุดท้าย ส่วน The Motorcycle Diaries แม้จะพลาดรางวัลนี้ แต่ก็ยังได้เข้าชิงสาขาดนตรีประกอบเป็นการปลอบใจ ซึ่ง…ได้ออสการ์มาครองเสียด้วยสิ!


แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวกับเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจได้ในเว็บไซต์ Plotter ครับผม

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"