OSCAR AT FIRST TRY ชิงปุ๊บ ได้ปั๊บ รับออสการ์!

ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 91 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ประโยคหนึ่งที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆ ก็คือ “นี่เป็นครั้งแรกที่ เขา / เธอ ได้รับรางวัลนี้” ไม่ว่าจะเป็น สไปค์ ลี ผู้คว้าตุ๊กตาทองสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมหลังรอคอยมานานเกือบ 30 ปีนับแต่ได้เข้าชิงครั้งแรกจากหนังเรื่อง Do the Right Thing ในปี 1990 (ส่วนเจ้าป้า เกล็น โคลส ผู้ได้เข้าชิงมา 7 ครั้ง ก็ยังต้องร้องเพลง รอ ต่อไป)

ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ชนะที่น่าอิจฉาเสียยิ่งกว่า นั่นคือบรรดาผู้คว้าออสการ์ได้ตั้งแต่เข้าชิงครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็น รามี่ มาเล็ค จาก Bohemian Rhapsody, เรจินา คิง สมทบหญิงจาก If Beale Street Could Talk, เลดี้ กาก้า จาก A Star is Born, โอลิเวีย คิงแมน จาก The Favourite เป็นต้น

อะไรก็เกิดขึ้นในโลกใบนี้และบนเวทีออสการ์ เรามาลองดูกันว่า winner at first try ผู้ชนะชัยคว้าออสการ์กลับบ้านไปในครั้งแรกที่เข้าชิง (แถมยังเป็นผลงานหนังเรื่องแรกอีกต่างหาก) นั้นยังมีใครอีกบ้าง…

 

JULIE ANDREWS จาก MARY POPPINS (1964)

เธอผู้นี้ช่างเป็นที่รักของพระเจ้าเสียนี่กระไร เพราะขนาดตอนแรก จูลี่ แอนดรูว์ส บอกปัดบทพี่เลี้ยงเด็กมหัศจรรย์ แมรี่ ป็อปปินส์ ไปแล้วแท้ๆ เพราะไม่อยากเล่นหนังเรื่องแรกในระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์ (ก่อนหน้านี้เธอเป็นนักแสดงละครเวที) แต่ทางดิสนีย์ก็ยังเชื่อมั่นว่าบทนี้ต้องเป็นเธอ และอุตส่าห์รอให้เธอคลอดลูกก่อนค่อยมาเล่น ซึ่งคณะกรรมการออสการ์ก็มีศรัทธาในตัวเธอไม่แพ้กัน เลยยกรางวัลออสการ์นำหญิงให้ไปเลยจากหนังเรื่องแรกและการเข้าชิงครั้งแรก แถมอีกปีถัดมา จูลี่ แอนดรูว์ส ยังได้เข้าขิงอีกครั้งจากบทแม่ชีเสียงสวรรค์ใน The Sound of Music อีกด้วย (แต่พ่ายให้กับ จูลี่ คริสตี้ จาก Darling)

BARBRA STREISAND จาก FUNNY GIRL (1968)

บาร์บรา สไตรแซนด์ ไม่ใช่แค่คว้าออสการ์ได้ถึง 2 ตัวเท่านั้น แต่เธอยังเป็นเจ้าของรางวัล Emmy, Grammy และ Tony Award อีกด้วย (ช่างอัจฉริยะ!) โดยบทนำจากหนังคอเมดี้ชีวประวัติเรื่อง Funny Girl ที่ทำให้เธอได้เข้าชิงออสการ์และชนะไปเลยนั้น ก็เป็นบทเดียวกับที่เธอเคยแสดงฉบับละครเวทีและได้เข้าชิงรางวัล Tony Award นั่นเอง ถือเป็นการแก้มือแบบ ‘หัวเราะทีหลังดังกว่า วะฮ่าๆๆ’ และในปี 1977 เธอยังคว้าออสการ์อีกครั้งจากเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง A Star is Born เวอร์ชั่นปี 1976 ด้วย (เล่นก็ได้ร้องก็ดีนะ ต้นแบบของเลดี้ กาก้า เขาล่ะ)

 

TATUM O’ NEAL จาก PAPER MOON (1973)

ตอนอายุ 10 ขวบ ทาทัม โอ’นีล ทำสถิติเป็นนักแสดงอายุน้อยที่สุดที่ชนะรางวัลออสการ์ (เฉพาะในสาขาที่มีการแข่งขัน ไม่นับ เชอร์ลี่ เทมเปิล ที่ได้ออสการ์เกียรติยศตอนอายุ 6 ขวบ) เธอคว้าตุ๊กตาทองสาขาสมทบหญิงได้จากหนังเรื่อง Paper Moon ซึ่งเธอแสดงตอนอายุแค่ 9 ขวบร่วมกับพ่อของเธอ ไรอัน โอ’นีล โดยในปีนั้นเธอได้คว้ารางวัลลูกโลกทองคำจากบทเดียวกันด้วย แต่หลังจากนั้นก็เหมือนเป็นอาถรรพ์ เพราะเธอก็ไม่ได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ๆ อีกเลย

 

ANNA PAQUIN จาก THE PIANO (1993)

สาว โร้ค จากแฟรนไชส์ X-Men คนนี้ เคยเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์แห่งวงการภาพยนตร์ ตอนอายุ 9 ขวบ แอนนา พาควิน สามารถเอาชนะคู่แข่งนักแสดงสาวๆ ห้าพันคน ซึ่งรวมทั้งพี่สาวของเธอเอง เพื่อรับบทในหนัง The Piano โดยมีประสบการณ์การแสดงแค่เคยเล่นเป็นสกังค์ในละครเวทีของโรงเรียน ซึ่งหนังของผู้กำกับหญิง เจน แคมเปียน เรื่องนี้ก็ทำให้พาควินได้เข้าชิงและคว้าออสการ์ไปครองได้ตอนอายุ 11 ปี รวมถึง ฮอลลี่ ฮันเตอร์ ผู้รับบทแม่ของเธอในหนังก็คว้าออสการ์นำหญิงด้วย

 

LUPITA NYONG’O จาก 12 YEARS A SLAVE (2013)

ก่อนหน้าที่ชื่อของ ลูพิตา นียองโก จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทนำในหนังชีวิตทาสของผู้กำกับ สตีฟ แม็คควีน เรื่องนี้ เธอเคยร่วมสร้าง กำกับ และตัดต่อ หนังสารคดีเรื่อง In My Genes มาแล้ว แต่ 12 Years a Slave ถือเป็นงานหน้ากล้องเรื่องแรกของเธอ ซึ่งก็ทำให้นียองโกคว้าออสการ์และโด่งดังชั่วข้ามคืน แต่เธอไม่ติดหล่มอาถรรพ์หรือต้องคำสาปของออสการ์หลังจากนั้น เพราะนียองโกเลือกรับงานแสดงต่อๆ มาอย่างระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็น Star Wars: The Force Awakens, หนังของผู้กำกับ มิรา แนร์ The Queen of Katwe, The Jungle Book ของ จอน แฟฟโรว์ และหนังฝ่าบาทเสือดำ Black Panther

 

MARLEE MATLIN จาก CHILDREN OF A LESSER GOD (1986)

มาร์ลี่ แมทลิน คว้ารางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงตอนอายุ 21 ปีจากหนังเรื่อง Children of a Lesser God ซึ่งถือเป็นนักแสดงอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลในสาขานี้ และเธอยังครองสถิติเป็นนักแสดงใบ้คนเดียวที่ได้รับรางวัลออสการ์ด้วย

 

HAING S. NGOR จาก THE KILLING FIELDS (1984)

นักแสดงชายคนเดียวที่คว้ารางวัลออสการ์ได้จากบทบาทการแสดงครั้งแรก ฮัง งอร์ เป็นคุณหมอเชื้อสายกัมพูชา-อเมริกัน ที่ผันตัวมาเป็นนักแสดงในหนังสงคราม เขมร-กัมพูชา เรื่องนี้ เขายังครองสถิติเป็นนักแสดงเอเชียคนเดียวที่ชนะออสการ์ในสาขาสมทบชายอีกด้วย ทว่าน่าเสียดายที่ 11 ปีหลังจากได้รับรางวัล เขาก็ถูกฆาตกรรมจากการปล้นชิงทรัพย์นอกบ้านของตนเองที่ลอสแองเจลิส

 

MICHAEL ARNDT จาก LITTLE MISS SUNSHINE (2007)

ไม่ใช่แค่นักแสดงเท่านั้นที่อาจคว้าออสการ์ได้จากการเข้าชิงครั้งแรกหรือหนังเรื่องแรก แต่นักเขียนบทก็มีโอกาสบิงโกได้ไม่แพ้กัน (เผลอๆ การแข่งขันน่าจะน้อยกว่าด้วย) ดูอย่าง ไมเคิล อาร์นด สิ เขาใช้เวลาแค่ 3 วันในการร่างบทเรื่อง Little Miss Sunshine (แต่ใช้เวลาอีก 3 ปีในการขัดเกลา) บทหนังถูกขายไปในปี 2001 และใช้เวลาอีก 2-3 เตรียมงานสร้าง เมื่อมันออกฉายก็กลายเป็นเซอร์ไพรส์ฮิต คว้าออสการ์ทั้งสาขาบทดั้งเดิมยอดเยี่ยม นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (อลัน อาร์คิน) และยังได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กับสมทบหญิงยอดเยี่ยม (อบิเกล เบรสลิน สมัยเป็นน้องหนูสุดแสบ) และ ไมเคิล อาร์นด ยังพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ฟลุ๊ค เพราะบทหนังเรื่องที่สองของเขาอย่าง Toy Story 3 ก็ได้เข้าชิงออสการ์และล่าสุดเขายังได้ร่วมเขียนบท Star Wars: The Force Awakens กับ เจ.เจ.อับรามส์ และ ลอว์เรนซ์ คาสดาน อีกด้วย (ช่างมาไกล มาไกลเหลือเกิน)

 

DIABLO CODY จาก JUNO (2008)

มาแนวเดียวกับ ไมเคิล อาร์นด แต่เป็นผู้หญิงสุดแซ่บ! ไดอะโบล โคดี้ คืออดีตสาวเต้นระบำเปลื้องผ้าที่มาจับปากกาเขียนบทหนังเรื่องแรกในร้านกาแฟ Starbucks แถวบ้านที่มินนิโซต้าอยู่ไม่กี่เดือน (ไม่ใช่ร้าน Starbucks สาขาหรูเริดที่ไหน แต่เป็น Starbucks ในห้างอย่าง Target) ออกมาเป็นหนังเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นที่เกิดท้องป่องโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งทำให้เธอคว้าออสการ์มาครองได้ และตัวหนังยังเข้าชิงทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิง (เอลเลน เพจ) และผู้กำกับ เจสัน ไรท์แมน ที่กลายมาเป็นผู้กำกับคู่ใจ ร่วมทำหนังหนังเกี่ยวกับผู้ใหญ่หัวใจเด็กหรือเด็กที่โตเกินวัยออกมาอีกเรื่อยๆ อย่าง Young Adult (2011), Tully (2018)

 

JENNIFER HUDSON จาก DREAMGIRLS (2006)

ธรรมดาถ้าใครถูกโหวตออกจากรายการอย่าง American Idol เราก็มักไม่ได้ยินเกี่ยวกับพวกเขาอีก แต่สำหรับฮัดสัน การถูกโหวตออกตอนปี 2004 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นขาขึ้นของเธอ เมื่อเธอได้รับเลือกให้แสดงบท เอฟฟี่ ไวท์ ในหนังเรื่อง Dreamgirls ก่อนที่จะได้ทำสัญญากับค่ายเพลงเสียอีก ซึ่งงานนี้ถือว่าท้าทายมาก เพราะ เจนนิเฟอร์ ฮอลิเดย์ ผู้รับบทเดียวกันนี้ในเวอร์ชั่นก่อนนั้นเคยคว้าทั้งรางวัล Tony และ Grammy อย่างไรก็ตาม ฮัดสันทำผลงานออกมาได้เกินคาด เธอขโมยซีนไปจากนางเอกอย่าง บียอนเซ่ และเปล่งประกายฉายแสงตอนร้องเพลง “And I’m Telling You I’m not Going” จนคว้ารางวัลออสการ์สมทบหญิงมาครอง กลายเป็นนักแสดงหญิง อัฟริกัน-อเมริกัน คนที่สามที่ทำได้ และปีถัดมา เธอก็คว้า Grammy กลับไปประดับบ้านอีกรางวัล

 

GEOFFREY FLETCHER จาก PRECIOUS (2009)

นักเขียนบทส่วนใหญ่มักเริ่มต้นอาชีพจากบทดั้งเดิม แต่ จอฟฟรี่ย์ เฟลทเชอร์ แจ้งเกิดให้ตัวเองจากการดัดแปลงนิยายสุดบีบคั้นหัวใจเรื่อง Push ของ The Sapphire ซึ่งกลายมาเป็นหนังเรื่อง Precious และคว้ารางวัลออสการ์บทดัดแปลงยอดเยี่ยมไปครอง ทำให้เขากลายเป็นคน อัฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่คว้าออสการ์สาขานี้ ก่อนที่ จอห์น ริดลีย์ จะตามรอยด้วยการชนะรางวัลจากบทหนังเรื่อง 12 Years a Slave

 

MARK BOAL จาก THE HURT LOCKER (2010)

ก่อนที่จะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ มาร์ค บาว เคยเป็นนักเขียนและทำงานวิจัยสายข่าว ซึ่งกลายเป็นทักษะที่มีประโยชน์เมื่อเขามาเขียนบทและโปรดิวซ์หนังแอนตี้สงครามเรื่องนี้ ซึ่งชนะทั้งรางวัลบทยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทั้งยังทำให้ แคทเธอรีน บิเกโลว์ กลายเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกที่ได้ออสการ์ด้วย ซึ่งทั้งคู่ยังกลับมาร่วมงานกันในหนังเรื่อง Zero Dark Thirty (2012) ที่ได้เข้าชิงสาขาบทและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกครั้ง แต่ไม่ได้รับรางวัล

 

ที่มา: http://mentalfloss.com/article/55342/19-people-who-won-oscars-their-first-movie

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก