“สะอาด” วิเคราะห์ “การ์ตูนญี่ปุ่นสร้างชาติ”

“ประเทศญี่ปุ่นก็แสดงให้โลกเห็นมาเป็นชาติแล้ว ว่าการ์ตูนสร้างชาติได้”

จากคอลัมน์ Let’s See(ลอดช่อง) เล่ม Let’s comic 21 ประจำเดือน กันยายน 2555

เรื่องโดย : สะอาด

อ่านการ์ตูนบู๊เตะต่อยปล่อยพลังกันมาแต่อ้อนแต่ออก เคยสงสัยไหมครับว่าพลังที่ปกป้องชาวบ้านให้พ้นภัยและใช้ชีวิตอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขนั้นมันกระเด็นออกมาสู่นอกกระดาษบ้างไหม

ครับ ผมกำลังตั้งคำถามว่า สื่อการ์ตูนมีพลังพอที่จะส่งอิทธิพลต่อชีวิต หรือสร้างประโยชน์ให้สังคมได้แค่ไหน

ศิลปะการเล่าเรื่องรูปแบบอื่นอย่างวรรณกรรม The Republic ของเพลโต อธิบายความเป็นรัฐได้ลึกซึ้งถึงแก่นจนกลายเป็นแบบอย่างของนักปกครองทั่วโลก หรือเอาใกล้ตัวอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็เขียนบทความวิจารณ์รัฐบาลจนเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทย ในขณะที่ภาพยนตร์เองก็กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลสุดๆ ในปัจจุบัน

วรรณกรรม The Republic ของเพลโต

การที่หนังสารคดี An Inconvenient Truth ของอัลกอร์ ปลุกกระแสรณรงค์เรื่องโลกร้อน(แม้มันจะหายไปเร็วมากก็เถอะ) บันทึกวิดีโอเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิล์ดเทรดที่สร้างภาพจำของขบวนการก่อการร้าย หรือสารพัดคลิปยูทูปดังๆ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนยิ่ง

สารคดี An Inconvenient Truth ของอัลกอร์

“หากเปรียบจุดเด่นของศิลปะการเล่าเรื่องแต่ละแบบเป็นส่วนประกอบของต้นไม้ งานวรรณกรรมก็คงเป็นราก”

ผมเองสงสัยในพลังของการ์ตูนมานานนม(เขียนไปก็เครียดไป ว่างานกูที่ต้องตัดต้นไม้มาทำกระดาษมันให้ประโยชน์อะไรกับโลกบ้าง) จนวันหนึ่งผมไปเจอข่าวรางวัล เท็ตสึกะ โอซามุ ของญี่ปุ่นประกาศมอบรางวัลพิเศษให้นิตยสารโชเน็นจัมป์ เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว นิตยสารจัมป์ ฉบับ 16 ในร้านหนังสือเซ็นไดได้กลายเป็นแหล่งบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวของเหล่าเด็กผู้ประสบภัยที่เวียนหนังสือเล่มนั้นกันอ่านไปเป็นร้อยๆ คนจนฝ่าฟันอุปสรรคความลำบากช่วงนั้นมาได้

นิตยสารจัมป์ฉบับ 16

ผมถึงได้รู้ว่า เฮ้ย จริงๆ การเอนเตอร์เทนเด็กมันก็ช่วยสังคมได้นี่หว่า

แล้วหากมองลึกลงไปถึงเรื่องประโยชน์ที่มีต่อสังคม จริงๆ ประเทศญี่ปุ่นก็แสดงให้โลกเห็นมาเป็นชาติแล้ว ว่าการ์ตูนสร้างชาติได้

หากเปรียบจุดเด่นของศิลปะการเล่าเรื่องแต่ละแบบเป็นส่วนประกอบของต้นไม้ งานวรรณกรรมก็คงเป็นราก เหมาะจะเอาไปต้มทำยาอายุวัฒนะ อาจมีรสชาติหมาไม่กินแต่มากคุณค่าคงกระพัน ส่วนภาพยนตร์คงไม่พ้นเป็นผล มีรสหวานฉ่ำ เด็ดกินได้ทันที แต่ก็อาจจะบูดเร็ว

และการ์ตูนก็คงเป็นเมล็ด เมล็ดที่เหมาะจะเอาไว้กินเล่น แต่ก็สามารถหว่านเพาะจนงอกเงยแตกกิ่งก้านให้ประโยชน์ต่อไปได้

การที่ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแกร่งกำยำมาก(ความกระหายในการอ่านของเขาสามารถอธิบายได้ด้วยผลการจัดอันดับยอดขายหนังสือพิมพ์ทั่วโลกที่มีประมาณวันละ 540 ล้านฉบับ หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นอันดับแรกเจ้าเดียวก็ปาเข้าไปแล้ว 90 ล้านฉบับ) (แถมสองอันดับต่อมาพี่แกก็กวาดหมด) + รัฐบาลสนับสนุนฉิบโผง จึงไม่แปลกที่เขาจะสร้างปรากฏการณ์หว่านเมล็ดพันธุ์กระจุยกระจายอย่างที่ยากจะมีชาติใดมาลอกเลียน

“เฉพาะบักหำโดราเอมอนตัวเดียว ญี่ปุ่นก็สามารถจับมันมาทำเป็นฟิกเกอร์โมเดล ตุ๊กตา อาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้าอาภรณ์นับแต่หัวจดตีน เครื่องสุขภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ และฑูตทางวัฒนธรรมของประเทศ!”

แม้อุตสาหกรรมหลักที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญพรวดๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเป็นรถยนต์ แต่เราปฎิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมการ์ตูนก็สร้างกำไรให้ญี่ปุ่นมหาศาล เอาง่ายๆ เฉพาะวันพีซเล่ม 67 ก็พิมพ์ที 4.05 ล้านเล่ม (ขณะที่บ้านเราขายได้หลักพันเล่มก็แทบจัดปาร์ตี้แล้ว) ผลประกอบการของสำนักพิมพ์การ์ตูนดังๆ ปีๆ นึงเป็นหลักหมื่นล้านบาท ไหนจะตีตลาดต่างประเทศจนสร้างกระแสคลั่งมังงะไปทั่วโลก ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอื่นๆ อีกหลายทอด

ต้องไม่ลืมว่าหนังสือการ์ตูนดังๆ จักต้องมีคาแรคเตอร์เด่นๆ เป็นที่จดจำและญี่ปุ่นก็เป็นเจ้าแห่งการจับคาแรคเตอร์มาขายของอยู่แล้ว อธิบายในทางราบ – แทบทุกเมืองในญี่ปุ่นจะมีคาแรคเตอร์เป็นสัญลักษณ์ (เข้าทำนอง 1 ตำบล 1 คาแรคเตอร์) ความเป็นคาแรคเตอร์จะสิงสถิตอยู่ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ป้ายสถานีรถไฟ สัญลักษณ์มหาวิทยาลัย โลโก้บริษัท ฯลฯ ส่วนในทางดิ่ง – เฉพาะบักหำโดราเอมอนตัวเดียว ญี่ปุ่นก็สามารถจับมันมาทำเป็นฟิกเกอร์โมเดล ตุ๊กตา อาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้าอาภรณ์นับแต่หัวจดตีน เครื่องสุขภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ และฑูตทางวัฒนธรรมของประเทศ!

เหตุที่ปรากฏการณ์นิตยสารจัมป์ฉบับ 16 เกิดขึ้นได้ อาจจะเป็นเพราะการ์ตูนคือแหล่งบันเทิงที่ง่ายแก่การเข้าถึงที่สุด มันไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีหรือสมาธิขั้นสูงในการเสพ และวางตัวอยู่ได้ทั้งบนชั้นห้องสมุดสุดหรูยันโถส้วมโดยคงความเป็นศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

หลายคนกล่าวว่าการ์ตูนเป็นสื่อที่ทำผิดแล้วโลกพร้อมให้อภัย(จะเอาอะไรมากกับการ์ตูน) กล่าวคือ เราเขียนการ์ตูนด่ารัฐบาลได้ แต่ถ้าเราทำหนังด่ารัฐบาล เราอาจติดคุก เราเขียนการ์ตูนพล็อตไม่ค่อยสมเหตุสมผลได้ แต่ถ้าเราเขียนเรื่องสั้นทำนองเดียวกัน เราอาจโดนนักวิจารณ์สับละเอียดถึงแก่น

ด้วยเหตุนี้ จะร้ายหรือดีการ์ตูนก็ยังเป็นที่สื่อที่มีน้ำเสียงของความเป็นเด็กในความรู้สึกคนส่วนใหญ่(แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เปลี่ยนไป) จุดอ่อนคือมันอาจจะถ่ายทอดสารที่มีความจริงจังออกมาให้มีน้ำหนักได้ยาก แต่จุดแข็งคือมันเป็นสื่อที่เป็นมิตรกับคนอ่านระดับกอดคอกันเหนียวแน่น และการที่คนญี่ปุ่นมีเพื่อนเป็นหน้ากากเสือที่คอยสอนให้รู้จักทำความดีโดยไม่ต้องแสดงตัว หรือไอ้(เกลอ)มดแดงสอนให้สามัคคีเพื่อปกป้องจากสิ่งชั่วร้าย จึงเป็นเมล็ด “ปลูกฝัง” อยู่ในใจเด็กได้อย่างดี

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นนำความโด่งดังของคาแรคเตอร์ไปสู่การหากินได้อีกมิติในทางลึก – ใช้ ”ความรัก” ที่คนมีต่อตัวละครมาฟื้นฟูจิตใจ ดังที่เมืองโกเบทุ่มงบกว่า 55 ล้านบาท สร้างหุ่นยนต์ เท็ตสึ จิน 28 ขนาด 18 เมตร(เท่าตัวจริงเป๊ะ) ในวาระครบรอบ 15 ปีของการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในโกเบเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าเมือง(บ้านเกิดของผู้เขียน) แห่งนี้ได้ฟื้นฟูกลับมาแล้ว และหุ่นเหล็กตัวนี้จะคอยปกป้องจากภัยพิบัติต่อไป(แถมยังทำให้การท่องเที่ยวของเมืองที่ซึมเซาไปนานกลับมาคึกขึ้นอีกต่างหาก)

หันไปทางสายการศึกษา เรื่องราวของโดราเอมอนเองก็จัดเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเลยทีเดียว อาจารย์โยโกยาม่า ยาสุยุกิ แห่งมหาวิทยาลัยฟุคุยาม่า ผู้เรียกตัวเองว่านักวิเคราะห์โดราเอมอน ได้ทำวิจัยเรื่องโดราเอมอนศึกษา ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนในปี 2004 ในหนังสือชื่อว่า วิถีแห่งโนบิตะ ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน(สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์)

ส่วนเนื้อหาในวันพีซก็ถูกนำมาประยุกต์สอนเด็ก ม.ปลาย เรื่องสิทธิพลเมือง (ตัวอย่าง : ถึงช็อปเปอร์จะถูกริดรอนสิทธิหลายอย่างเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่ผิดกับกวางเรนเดียร์ตัวอื่น แถมพอกินผลมนุษย์เข้าไป ความเป็นครึ่งกวางครึ่งคนของมันก็ยิ่งก็ทำให้มนุษย์รังเกียจ แต่สุดท้ายช็อปเปอร์ก็สามารถเป็นเพื่อนกับดอกเตอร์ฮิลรุคได้ ก่อนจะยอมรับในตัวตนของตัวเองได้ในที่สุด เช่นเดียวกับที่ชาวสีผิวออกมาเคลื่อนไหวสิทธิพลเรือนในอเมริกา)

“หากย้อนกลับไปสมัยวงการการ์ตูนญี่ปุ่นเพิ่งสร้างตัว โลกก็คงค่อนขอดญี่ปุ่นเหมือนกันว่าจะเขียนการ์ตูนทำไมเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนั้น”

นักยิมนาสติกชายทีมชาติญี่ปุ่นเหรียญทองโอลิมปิคปีล่าสุด ได้บทเรียนสำคัญในการเล่นกีฬาชนิดนี้จากการ์ตูนยิมนาสติกเรื่อง Ganba! Fly High

นักฟุตบอลหญิงญี่ปุ่นชุดที่เพิ่งคว้าแชมป์โลก บนผ้าคลุมธงชาติผืนหนึ่งมีรูปวาดสึบาสะแปะอยู่
(และ เดล ปิเอโร่ ,ต๊อตติ ,ตอร์เรส ,ซีดาน ,เมสซี ก็ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูนที่วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึงโกลด์สักทีเรื่องนี้)

เชื่อว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเด็กไทยที่ชอบเล่นหมากล้อมอยู่ตอนนี้ต้องเคยอยากมีหัตถ์เทวะแบบใน ฮิคารุ เซียนโกะ
รวมไปถึงทุกวันนี้วิศวกรชาวญี่ปุ่นยังคงพยายามจะสร้างหุ่นยนต์กันดั้มขนาดเท่าตัวจริงให้ได้

แสลมดังค์ทำให้คนอยากเล่นบาส ซุปเปอร์ด็อกเตอร์เคทำคนให้อยากเป็นหมอ จีทีโอทำให้คนอยากเป็นครู ก้าวแรกสู่สังเวียนทำให้คนอยากต่อยมวย คินนิคุแมนทำให้คนอยากเป็นนักมวยปล้ำ สเปซบราเธอร์ทำให้คนอยากเป็นนักบินอวกาศ บาคุแมนทำให้คนอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน สิงห์ผจญเพลิงทำให้คนอยากเป็นนักดับเพลิง ยุทธภูมิกระเพาะเหล็กทำให้คนอยากแข่งกินจุ บากิทำให้คนอยากเล่นกล้าม เรียกข้าว่าอีกาทำให้คนอยากท้าต่อยกับคนอื่น(หลังๆ ผมมั่วเองครับ) ฯลฯ

จะมีสิ่งใดสร้างแรงบันดาลใจได้ดีกว่าการ์ตูนญี่ปุ่น

นอกเหนือจากเรื่องของวัฒนธรรมการอ่าน อีกสิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถพาการ์ตูนไปสู่จุดสูงสุดในทุกทางได้ ผมคิดว่าหัวใจสำคัญมันมาจากความเป็นโอตาคุของเขา

หรือพูดให้สวยงามขึ้น มันคือความมุ่งมั่น ทุ่ม อุทิศตัว เพื่อทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างถวายหัวของเขา

เวลาดูทีวีแชมเปี้ยนแล้วเคยสงสัยไหมครับว่าไอ้ที่มันแข่งๆ กันเอาเป็นเอาตายอยู่ทุกเทปเนี่ย มันจะทำกันไปทำไม อย่างศึกชิงเจ้าข้าวกล่องรถไฟ ศึกเทพบ่อน้ำพุร้อน ศึกเซียนมือนิ่งเนี่ย มีไว้ทำไม มึงมือนิ่งสุดในญี่ปุ่นแล้วจะกอบกู้โลกได้ไหม

หากย้อนกลับไปสมัยวงการการ์ตูนญี่ปุ่นเพิ่งสร้างตัว โลกก็คงค่อนขอดญี่ปุ่นเหมือนกันว่าจะเขียนการ์ตูนทำไมเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนั้น ทว่าเรื่องที่ไม่รู้จะทำไปทำไมอย่างพิธีชงชา ญี่ปุ่นก็ทำให้มันก็กลายเป็นปรัชญาลึกซึ้งขึ้นมาได้หน้าตาเฉย ส่วนดาบที่ทุกประเทศเอามาใช้รบราฟันแทง พอไปอยู่ในมือคนญี่ปุ่น ดาบก็กลายเป็นธรรมมะ เป็นเรื่องของการละทิ้งตัวตน

นั่นทำให้ผมเชื่อว่า ทุกสิ่งที่ดูเหมือนจะทำไปทำไม หากเราลงลึกกับมันมากพอ

วันหนึ่งเมล็ดพันธุ์จะทำให้ดอกไม้ผลิบาน

 


บทความข้างต้นนี้นำมาจาก LET’S Comic 21

การ์ตูนไทยสไตล์แนว ๆ พบกับงานของนักเขียนมากมายภายในเล่ม อาทิ

M / Eakasit / Gawin / santi / ปูเส้น / DIO / Napat

และบทความน่าสนใจ เช่น

SCOOP –ลอดช่อง การ์ตูนสร้างชาติ

ผู้อยู่เบื้องหลังผลงาน อนิเมชั่นเรื่อง ยักษ์

และอื่น ๆ อีกภายในเล่ม

ทดลองอ่านได้ที่นี่

สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่

Line @letscomic


แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ Plotter

ขอบคุณ
เว็บไซต์ kartoon-discovery.com
หนังสือ ต้นไม้ใต้ดวงอาทิตย์ โดย ทรงกลด บางยี่ขัน
พี่น้ำหวาน

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"