THE WIFE คู่สร้าง-คู่สม, คู่ทุกข์-คู่ยาก หรือ คู่เวร-คู่กรรม

รีวิวโดย บุษบา เตชศรีสุธี (การให้ดาวและคะแนนเป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล)

หมายเหตุ บทความนี้มีการสปอยล์เนื้อหาในภาพยนตร์

สาเหตุที่ไปดูก็เพราะเชียร์เจ้าป้า เกล็นน์ โคลส ให้ได้ออสการ์สักที (นางเข้าชิงออสการ์มาแล้ว 6 ครั้ง ตอนนี้ได้ลูกโลกทองคำก็แปลว่ามีลุ้น) ซึ่งเจ้าป้าก็เล่นดีจริงๆ นั่นแหละ ดีจนเกือบคิดว่านี่เป็นเรื่องจริง ชะตากรรมของภรรยาที่ต้องเป็น ‘นักเขียนผี’ ให้สามีได้ชื่อได้หน้าแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่สาวยันแก่ จนกระทั่งสามีได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมที่ต้องเดินทางไปรับถึงประเทศสวีเดนนั่นแหละ ความอัดอั้นตันใจทั้งหลายที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตก็เลยถึงคราวระเบิดออกมา

เราว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือมันมองได้หลายมุมนะ แม้ว่าเบื้องหน้าจะออกไปทางเฟมินิสต์ เรียกร้องความยุติธรรมให้กับเพศหญิงที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ (สมกับชื่อเรื่อง The Wife) แต่ในขณะเดียวกัน มันก็พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา / ชีวิตคู่ ด้วย โดย โจน อาร์เชอร์ (ตอนแก่รับบทโดย เกล็นน์ โคลส / ตอนสาวรับบทโดย แอนนี่ สตาร์ก) กับสามี โจเซฟ แคสเซิลแมน (ตอนแก่รับบทโดย โจนาธาน ไพรซ์ / ตอนสาวรับบทโดย แฮร์รี่ ลอยด์) นั้นจะว่าไปก็เหมือนเป็นคู่รักที่เติมเต็มกันและกัน เพราะตอนที่ยังสาว โจนเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของแคสเซิลแมนนั่นเอง ด้วยความที่ฝ่ายชายมีวาทศิลป์โน้มน้าวใจคนด้วยถ้อยคำสวยหรู แถมจะว่าไปหน้าตาสมัยหนุ่มๆ ก็ยังไม่เลวอีกด้วย ทำให้เธอหลงคารมและหลงรักเขาเข้าเต็มเปา ก่อนจะค้นพบในภายหลังว่า แท้จริงแล้วตัวเขานั้นก็แค่ ‘ดีแต่พูด’

คนหนึ่งเขียนเก่งแต่พูดไม่เก่ง อีกคนพูดเก่งหรือมีไอเดียดีแต่เขียนไม่ได้ กลายเป็นคู่ที่ช่วยผลักดันซึ่งกันและกัน ทำให้ผลงานที่ออกมามีครบทั้งความลึกซึ้งและท้าทายจนได้รับรางวัลโนเบล แม้ว่าโจนจะเป็นมันสมองและหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสามีอย่างโจเซฟก็ช่วยให้เธอสามารถที่จะเขียนงานออกมาได้ ในแง่นี้สถานะของพวกเขาดูจะสลับบทบาทกันในครอบครัว เมื่อภรรยากลายเป็นคนทำงานหาเงิน ในขณะที่สามีคอยจัดการงานบ้านหรือลูกๆ

นอกจากนั้น หนังยังมีฉากสองฉากที่แสดงให้เห็นว่า นักเขียนหญิงในยุคสมัยนั้นไม่ค่อยมีที่ทางหรือโอกาสเท่าไหร่ เพราะคนที่จะมอบโอกาสให้กับนักเขียนอย่าง บรรณาธิการ นักวิจารณ์ ก็ล้วนแต่เป็นผู้ชาย ทำให้โจนไม่มั่นใจที่จะใช้ชื่อของเธอ และเลือกดันให้สามีออกหน้าแทนดีกว่า เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นผู้ชาย เป็นศาสตราจารย์ และเป็นนักเขียนเชื้อสายยิวที่บรรณาธิการสำนักพิมพ์กำลังมองหา ยิ่งโจเซฟเป็นคนพูดเก่งชอบโชว์ ในขณะที่โจนเป็นผู้หญิงขี้อายเก็บตัวด้วยแล้ว เธอจึงสมัครใจหรือเสนอตัวเป็นนักเขียนผีให้เขาเพราะความไม่มั่นใจที่จะออกจากเซฟโซนของตัวเอง และเมื่อผลงานเกิดดังขึ้นมา ก็ต้องตกกระไดพลอยโจนทำไปเรื่อยๆ

เพราะอย่างน้อย โจนก็ได้เขียนหนังสือ ตามที่โจเซฟเคยบอกว่า ‘นักเขียนนั้นต้องเขียน ไม่เช่นนั้นจิตวิญญาณจะหิวโหย’ และอย่างน้อย หนังสือที่เธอเขียนออกมาไม่ว่าจะกลายเป็นชื่อของใคร มันก็ได้รับการตีพิมพ์และมีคนอ่านมากมาย ตามที่นักเขียนหญิงคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า ‘หนังสือต้องมีคนอ่าน ไม่ใช่วางให้ฝุ่นจับอยู่บนชั้นในมหาวิทยาลัย’

ฉะนั้นในแง่นี้ โจนกับโจเซฟก็มีความเป็น ‘คู่สร้าง-คู่สม’ อยู่ เพราะทั้งคู่ช่วยกันสร้างผลงานและสร้างครอบครัว ซึ่งหากลำพังคนเดียวคงไม่สามารถทำได้ขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่บางคนจะมองภายนอกแล้วคิดว่า พวกเขาช่างดูเป็นคู่แท้เสียจริงๆ และด้วยความที่ผ่านอะไรต่อมิอะไรด้วยกันมามาก โดยเฉพาะการต้องร่วมปิดบังความลับและพึ่งพิงกันและกันในการทำงาน ก็ทำให้ทั้งคู่ดูเหมือน ‘คู่ทุกข์-คู่ยาก’ ที่มีความเข้าอกเข้าใจและให้อภัยกันอีกด้วย

แต่สุดท้าย หนังก็วกกลับมายังแนวทางหลักของเฟมินิสต์ ที่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าออกจะ ‘คลิเช่’ หรือซ้ำซากจำเจไปเสียหน่อย นั่นคือตีแผ่ความเลวร้ายตามสไตล์ของฝ่ายสามีที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคู่นี้ต้องกลายเป็น ‘คู่เวร-คู่กรรม’ ไปจนได้ เมื่อตัวเขานั้นยังคงไม่หลุดรอดจากกับดักผู้ชายในหนังแนวนี้อีกหลายเรื่อง นั่นคือสันดานเจ้าชู้ ใช้แท็กติกเดิมๆ ในการล่อลวงหญิงสาว จุดนี้ทำให้ทุกสิ่งที่เขาทำถูกตีความว่าเป็นการ ‘หลอกใช้’ ภรรยาได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งการนวดเฟ้นเอาอกเอาใจหรือแสดงความรักใคร่ก็ชวนให้ระแวงสงสัยว่าเป็นการล่อลวงเพื่อหวังผลประโยชน์

‘การล่อลวง’ หรือ ‘ยั่วยวน’ (Seduce) นั้นเป็นกลยุทธหลักในการหาคู่ของสิ่งมีชีวิตเพศผู้อยู่แล้ว ซึ่งตัวละคร โจเซฟ แคสเซิลแมน ที่มีทั้งความตะกละตะกลามในอาหารและไม่ยับยั้งชั่งใจในกามารมณ์แม้ว่าจะแก่หัวหงอกแล้วนั้น ก็ดูเหมือนจงใจถูกเขียนบทให้ออกมาแย่ (รวมถึงนักแสดงที่มารับบทตอนแก่ที่ดูโทรมลงไปมาก) ถ้าหากเขาเป็นสามีที่ดีกว่านี้หน่อย ไม่นอกลู่นอกรอยหรือตัณหากลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วโฟกัสไปยังประเด็นการเป็นเจ้าของผลงานหรือสำรวจมิติอื่นๆ ในความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยา บางทีหนังอาจจะมีความน่าสนใจมากขึ้นและไม่ย่ำซ้ำรอยเดิมๆ ในแบบหนังเฟมินิสต์ดาดๆ ที่ฟางเส้นสุดท้ายของภรรยาผู้อดทนมักหนีไม่พ้นความเจ้าชู้ไม่สิ้นลายของสามี

แท้จริงแล้วความรักก็คงมีทั้งการล่อลวง การได้เปรียบ-เสียเปรียบ และการพึ่งพิงอิงประโยชน์ซึ่งกันและกัน

แต่อย่างที่บอกว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือการมองได้หลายแง่มุม การที่สามีเป็นพวกมักมากอย่างเห็นได้ชัดก็ทำให้เราคนดูต้องคอยคิดแทนฝ่ายภรรยาเสมอว่า ‘ความรัก’ ที่เขาอ้างถึงนั้นคือการล่อลวงอย่างหนึ่งใช่ไหม? ซึ่งแท้จริงแล้วความรักก็คงมีทั้งการล่อลวง การได้เปรียบ-เสียเปรียบ และการพึ่งพิงอิงประโยชน์ซึ่งกันและกัน

เหมือนกับอีกหนึ่งชายหนุ่มที่เป็นตัวแปรสำคัญมากระตุ้นให้ภรรยาผู้ภักดีอย่างโจนลุกขึ้นปลดแอกตัวเอง นั่นคือ นาธาเนียล โบน (คริสเตียน สเลเตอร์) ผู้ต้องการจะเขียนหนังสือชีวประวัติของแคสเซิลแมนและระแคะระคายในผลงานของเขา จะว่าไปตัวเขาก็พยายามล่อลวงหรือหลอกใช้โจนและครอบครัวของเธอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือการได้เรื่องอื้อฉาวไปเขียนเช่นกัน

หากคนเป็นแม่และเมียก็ไม่ได้โง่เช่นนั้น ที่ผ่านมาโจนนำความอึดอัดคับข้องใจในตัวสามีมาระบายออกอย่างสร้างสรรค์ผ่านตัวละครในหนังสือของเธอ และเธอก็ฉลาดพอที่จะไม่ใช้อารมณ์จนทำให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองหรือครอบครัวระส่ำระสาย ตัวละครนี้ไม่ตกหลุมพรางของเฟมินิสต์ที่มุ่งแต่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพอย่างกราดเกรี้ยวจนไร้สติ ในฉากจบเราจึงเห็นเธอยังคงทำหน้าที่ภรรยาและแม่ที่ดีต่อไปด้วยความสงบนิ่งเข้มแข็ง

แต่ถ้าหาก ‘นักเขียนย่อมต้องเขียน’ ฉากสุดท้ายที่โจนเปิดหน้ากระดาษเปล่าอย่างอ้อยอิ่ง จึงชวนให้ขบคิดต่อไปว่า แล้วนักเขียนผีอย่างเธอจะทำอย่างไร ในเมื่อไม่มีตัวตนให้สวมหรือชื่อของสามีให้อิงอาศัยอีกต่อไปแล้ว

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก