FINDING NEMO (2003) ชีวิตคือการผจญภัย

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร จากคอลัมน์ REPLAY ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 823 เดือนพฤศจิกายน 2012

ในยุคสมัยที่การนำ ‘หนังเก่า’ กลับมาให้ผู้ชม (โดยเฉพาะในบ้านเรา) ได้ยลโฉมอีกครั้งในโรงภาพยนตร์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก อันเนื่องมาจากกระแสการตอบรับที่อาจเรียกได้ว่าเย็นชา หรืออย่างน้อยก็ไม่มีความกระตือรือร้นเท่าที่ควร (ประเมินจากจำนวนของหนังเก่าที่กลับมาฉายและตัวเลขรายได้ซึ่งไม่หวือหวาเท่าใด) ซึ่งมองในอีกมุมหนึ่ง มันแปลว่าผู้ชมยังไม่เห็นความหมายหรือความสำคัญของการได้ดูหนังเก่าอีกครั้งใน ‘โรงภาพยนตร์’ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว มันเป็นโอกาสที่พิเศษและเกิดขึ้นน้อยมาก

การหวนคืนจอเงินอีกครั้งของหนังอายุเก้าขวบเรื่อง Finding Nemo (ซึ่งเป็นการออกฉายทั่วโลก) จึงจำเป็นต้องมีเหตุผลหรือข้ออ้างที่แน่นหนามากกว่าการกลับมาเพียงเพื่อให้แฟนๆ ได้คลายความคิดถึง หรือรื้อฟื้นความทรงจำ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้แฟนเยาว์วัยรุ่นหลังได้ทำความรู้จักหนังที่เป็นที่รักของใครต่อใครที่ได้ดู หรือในกรณีที่เถรตรงกว่านั้น เพื่อเก็บเกี่ยวรายได้เพิ่มเติม (ซึ่งในแง่มุมหนึ่ง มันเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริง) และหลังจากที่บริษัท ‘ดีสนี่ย์ /พิกซาร์’ ประสบความสำเร็จในการนำหนังเรื่อง The Lion King (1994) กลับมาฉายซ้ำเป็นการชิมลางเมื่อปีกลาย -โดยการนำเสนอในรูปแบบสามมิติ (ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นาน แผ่นบลูเรย์สามมิติของหนังเรื่องดังกล่าวจะถูกวางตลาด อันเป็นวงจรต่อเนื่องในทางธุรกิจ) มันก็ถึงคิวของการแปลงโฉมหนังเรื่อง Finding Nemo จากระบบภาพแบบสองมิติเป็นสามมิติ (และแน่นอน แผ่นบลูเรย์สามมิติในอีกไม่ช้าไม่นาน) นั่นเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไม เรื่องราวการผจญภัยของปลาการ์ตูนสองพ่อลูกถึงได้ย้อนมาโลดแล่นในโรงหนังอีกครั้ง ทั้งๆ ที่วาระของการเฉลิมฉลองการครบรอบอย่างเป็นกิจจะลักษณะ (เช่น สิบปี สิบห้าปี ยี่สิบปี ฯลฯ) ยังไม่ได้เวลาอันสุกงอมเพียงพอ

แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่ควรรายงานเป็นลำดับแรกเกี่ยวกับ Finding Nemo 3D ก็คือ มัน ‘เสกสมรส’ เข้ากับระบบสามมิติได้อย่างสอดประสานกลมกลืนเสมือนทองแผ่นเดียวกัน จนดูประหนึ่งว่าหนังคอมพิวเตอร์กราฟฟิคอนิเมชั่นเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบ ‘3D’ ตั้งแต่เริ่มต้น ความตื้นและลึกของภาพช่วย ‘ขยับขยาย’ ให้หนังดูมีมิติที่เสมือนจริงจนแทบจะเอื้อมมือไปจับต้องได้ และความแตกต่างกันที่โดดเด่นสะดุดตามากขึ้นของรายละเอียดในส่วนโฟร์กราวนด์และแบ็คกราวนด์ ก็ยิ่งทำให้อาณาจักรใต้ท้องทะเลในแถบ Great Barrier Reef เป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ มนต์ขลังและความน่าพิศวงอย่างที่หนังอนิเมชั่นที่ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นใต้ท้องมหาสมุทรเรื่องไหนไม่อาจเทียบเคียง และนอกเหนือจากความประณีตและพิถีพิถันในการแปลงสัญญาณภาพจากสองมิติเป็นสามมิติแล้ว สีสันและความสดใส ตลอดจนความคมชัดที่ได้รับการยกระดับให้เข้มข้นและจัดจ้านมากขึ้น ก็ยิ่งช่วยให้การหวนกลับไปเยี่ยมเยียนหนังเรื่องนี้อีกครั้ง เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ชวนให้จดจำ กระทั่งเป็นเสมือนการได้ดูหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งจะถูกนำออกมาฉายเป็นครั้งแรกก็ไม่ปาน

แต่ไม่ว่าข้อเขียนนี้จะสรรเสริญเยินยอความสำเร็จของการนำเอาระบบสามมิติมาสวมทับลงบนหนังสองมิติได้อย่างเหมาะสมอย่างไร คุณงามความดีที่แท้จริงของหนังเรื่อง Finding Nemo ก็ยังคงอยู่ในองค์ประกอบหลักๆของความเป็นหนังอนิเมชั่น อันได้แก่ บทหนัง ซึ่งรวมถึงการวางกรอบในการบอกเล่า, การสร้างบุคลิกตัวละคร, การสอดแทรกมุกตลกและอารมณ์ขันที่ชวนให้สนุกสนานครื้นเครง และครอบคลุมทุกช่วงอายุของกลุ่มประชากร; บรรดาอนิเมเตอร์ทั้งหลายที่ช่วยทำให้ไอเดียที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศธาตุและตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่ในบทหนัง กลายเป็นรูปธรรมที่ผู้ชมไม่เพียง ‘จับต้อง’ ได้ด้วยการมองเห็น แต่ยังสัมผัสและรับรู้ได้ถึงความมีเลือดมีเนื้อและชีวิตชีวาของบรรดาตัวละคร และนั่นต้องรวมถึงอนิเมเตอร์ที่ทำงานกับความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่างๆ ในน้ำ ตลอดจนสร้าง ‘ความจริงเสมือน’ ของสภาพแวดล้อมใต้ท้องทะเล ที่แทบจะทำให้ผู้ชมแยกไม่ออกระหว่างของจริงกับของจำลองซึ่งละม้ายคล้ายคลึงจนน่าตื่นตะลึง

ระยะเวลาที่ผ่านพ้นไปเกือบสิบปีของหนังเรื่อง Finding Nemo ไม่ได้ทำให้เนื้อหาที่บอกเล่า ตลอดจนมุมมองหรือทัศนคติของผู้สร้าง กลายเป็นของเชยหรือตกยุคตกสมัยแต่อย่างใด

แต่ทั้งหมดทั้งมวล เครดิตสูงสุดควรจะยกให้กับ แอนดรูว์ สแตนตัน (คนเขียนบท Toy Story ทั้งสองภาค) ในฐานะผู้กำกับซึ่งทำหน้าที่ไม่ต่างจากวาทยกรของวงดุริยางค์ซิมโฟนี่ขนาดมหึมา ที่สามารถควบคุมให้สิ่งละอันพันละน้อยทั้งทางด้านภาพ เสียง การตัดต่อ เทคนิคพิเศษ บทหนัง และการแสดงของนักแสดง (ถูกต้องครับ การแสดงของบรรดาตัวละครแต่ละตัว) ทำงานร่วมกันอย่างสนับสนุนเกื้อกูลและเป็นอันหนึ่งอันเดียว ในจังหวะจะโคนที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป ข้อสำคัญ มันมุ่งสู่ทิศทางและเป้าหมายเดียวกันอย่างหนักแน่น เข้มแข็ง และผู้ชมพร้อมจะนำพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยความยินยอมพร้อมใจ

ส่วนที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย และน่าจะได้รับการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ณ ที่นี้ก็คือ ระยะเวลาที่ผ่านพ้นไปเกือบสิบปีของหนังเรื่อง Finding Nemo ไม่ได้ทำให้เนื้อหาที่บอกเล่า ตลอดจนมุมมองหรือทัศนคติของผู้สร้าง กลายเป็นของเชยหรือตกยุคตกสมัยแต่อย่างใด นั่นอาจจะอธิบายได้ด้วยเหตุผลเดียวกันกับการที่หนังอนิเมชั่นของดีสนี่ย์ (ในฐานะบริษัทแม่) และรวมถึงพิกซาร์เองหลายต่อหลายเรื่อง ยังคงยืนยงคงกะพันอยู่ในการระลึกนึกถึงของผู้ชม และนั่นก็คือ มันมักจะบอกเล่าในสิ่งที่เรียบง่ายและใกล้ตัวผู้ชมมากๆ อันได้แก่ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว และข้อสำคัญ มันมักจะเชื่อมโยงอยู่กับวัฐจักรหรือวงจรการดำรงชีวิตที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน เรื่องของการเกิด ความตาย ความเปลี่ยนแปลง และการเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโตจากเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่นั่นเอง (อาทิ Fantasia (1940) โดยเฉพาะตอนที่ใช้ชื่อว่า The Rite of Spring, Pinocchio (1940), Dumbo (1941), Bambi (1942) จนถึงหนังเรื่องหลังๆอย่าง The Little Mermaid (1989) The Lion King (1994) และแน่นอน Toy Story ทั้งสามภาค)

ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ หนังอนิเมชั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งของดีสนี่ย์จำนวนไม่น้อยมักจะสอดแทรกไว้ด้วยเนื้อหาที่เคร่งขรึมและบีบคั้นอารมณ์ หรือนำพาผู้ชมไปเผชิญหน้ากับเรื่องที่นอกจากไม่สวยสดงดงาม ยังโหดร้ายทารุณ อย่างชนิดไม่หวั่นเกรงว่า กลุ่มเป้าหมายหลักโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ อาจจะตื่นตระหนกและได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ (นับจนถึงทุกวันนี้ ฉากที่แม่ของกวางน้อยแบมบี้ถูกพวกมนุษย์ใจร้ายคร่าชีวิตในหนังเรื่อง Bambi ยังคงเป็นหนึ่งในห้วงเวลาที่กัดกร่อนและบีบคั้นอารมณ์ที่สุดของหนังการ์ตูนดีสนี่ย์ หรือฉากที่เจ้าชายต้องสู้กับแม่มดที่เปลี่ยนตัวเองเป็นมังกรพ่นไฟใน Sleeping Beauty ก็เป็นฉากที่ ‘หนักหน่วง’ แม้กระทั่งกับผู้ชมที่ไม่ใช่เด็กเล็กแล้วก็ตาม) ไม่มากไม่น้อย มันส่งผลให้ในความสนุกสนาน ตลกขบขัน อ่อนโยนและอ่อนหวาน หนังเหล่านั้นก็แฝงไว้ด้วยความขึงขังจริงจัง เท่ากับเป็นการย้ำเตือนว่า มันไม่ได้ดำดิ่งอยู่แต่โลกของความเพ้อฝันอันแสนสวยเพียงลำพัง และตระหนักถึงการดำรงอยู่ของโลกของความเป็นจริงและโลกของความโหดร้าย

จนถึงกับมีการกล่าวทำนองว่า บรรดาพ่อแม่และผู้ปกครองอาจจะพาลูกหลานเข้าไปดูหนังดีสนี่ย์ในฐานะเด็กเล็กๆ ทว่าในตอนที่พวกเขาเดินออกจากโรงภาพยนตร์ ทั้งหมดก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ คนเดิมอีกต่อไปและเติบโตขึ้นคนละนิด หนังของดีสนี่ย์เป็นเสมือนเงื่อนงำหรือหลักฐานอย่างแรกๆ ที่เปิดเผยให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่า ชีวิตไม่ได้มีเฉพาะด้านที่สว่างไสวและสวยสดงดงาม และมันปะปนไว้ด้วยเรื่องร้ายๆ และหม่นมืดที่สามารถเข้ามากล้ำกรายได้ตลอดเวลา

Finding Nemo เริ่มต้นด้วยการแนะนำผู้ชมด้วยความจริงอันไม่น่ารื่นรมย์ และนั่นก็คือ ความหวังและความฝันที่พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงและน่าเวทนาของ มาร์ลิน (ให้เสียงพากย์โดย อัลเบิร์ต บรู้คส์) ปลาการ์ตูนที่เพิ่งจะลงหลักปักฐาน ณ บ้านหลังใหม่ที่มี ‘โอเชี่ยน วิว’ กับ คอรัล คู่ชีวิตของตัวเอง และเหนืออื่นใด ทั้งสองกำลังเฝ้าคอยการมาถึงของลูกน้อยนับร้อยที่อยู่ระหว่างการฟูมฟักเป็นตัว ทว่าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หายนะก็มาเยือนเมื่อทั้งสองถูกเจ้าปลาบาร์ราคูด้าโจมตี เหตุร้ายดังกล่าวลงเอยด้วยการจากไปอย่างไม่หวนคืนของคอรัล และลูกน้อยเกือบทั้งหมด (หนังนำเสนอเหตุการณ์ดังกล่าวในลักษณะคล้ายคลึงกับความตายของแม่แบมบี้อยู่พอสมควร นั่นก็คือการไม่ให้เห็นภาพเหล่านั้นตรงๆ และปล่อยให้ผู้ชมจินตนาการความเลวร้ายที่เกิดขึ้นนอกกรอบภาพเอาเอง) และคงยกเว้นเพียงตัวเดียว ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า นีโม ตามความปรารถนาในตอนเริ่มต้นของคอรัล ผู้เป็นแม่

อย่างไม่ต้องสงสัย นีโม (อเล็กซานเดอร์ กูล) เติบโตขึ้นมาในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ และนั่นไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงแค่การต้องกำพร้าแม่และพี่น้อง และมีเพียงมาร์ลิน ผู้พ่อคอยเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่มันรวมถึงสภาวะทางกายภาพที่เรียกได้ว่าพิกลพิการ หมายความว่ามันมีครีบข้างขวาที่ลีบเล็กกว่าข้างซ้าย ซึ่งเป็นเสมือนอนุสรณ์หรือ ‘บาดแผล’ จากเหตุไม่คาดฝันในฉากเปิดเรื่องนั่นเอง และข้อจำกัดดังกล่าวนำพาให้มาร์ลิน พ่อผู้ซึ่งเป็นปลาการ์ตูนที่มีอาการ ‘ห่วงกังวล’ สูงและชอบตีตนไปก่อนไข้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มระดับการเฝ้าระวังและประคบประหงมลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งๆที่เจ้าหนูนีโมกลับไม่ได้แสดงออกว่าการมีขนาดครีบที่ไม่เท่ากันนั้นเป็นปมด้อย หรืออุปสรรคในการสัญจรไปไหนต่อไหนของมัน

อย่างที่ผู้ชมสามารถคาดเดา จุดประทุของเรื่องเริ่มต้นจากมูลเหตุดังกล่าวนั่นเอง มันเป็นตอนเช้าของวันเปิดเทอมวันแรกของนีโม และดูเหมือนว่ามาร์ลินจะยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้ลูกน้อยแหวกว่ายไปจากอ้อมอกของตัวเอง และเป็นเพราะความห่วงกังวลที่มีสูงเกินขนาดบวกกับความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในตัวลูกน้อย อันนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้นีโมต้องอับอายขายหน้าเพื่อนๆ (ทั้งๆ ที่ฝ่ายหลังก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองจริงๆจังๆ) ในที่สุด ความบาดหมางเล็กๆน้อยๆระหว่างพ่อลูกก็บานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เมื่อนีโมถูกพวกมนุษย์จับตัวไปเลี้ยงไว้ในตู้ปลา และภารกิจของมาร์ลินอันได้แก่การดิ้นรนตามหาลูกชายดังที่ระบุไว้ในชื่อเรื่อง ก็เป็นอะไรที่พูดได้เต็มปากว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ด้วยประการทั้งปวง

นับจนถึงตอนนี้ ผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่ก็คงจะตระหนักได้แล้วว่า พล็อตของ Finding Nemo อาจจะเป็นเรื่องราวการผจญภัยของปลาการ์ตูนสองพ่อลูกและผองเพื่อนของมัน แต่ในมิติของการถ่ายทอดทัศนคติและความหมาย หนังเรื่องนี้แทบจะเป็นการสื่อสารโดยตรงกับผู้ชมที่เป็นชนชั้นกลาง ดังจะสังเกตได้จากการระบุ ‘ฐานะทางเศรษฐกิจ’ ของตัวละคร อันได้แก่บ้านพักที่นอกจากมองเห็นวิวทิวทัศน์แสนสวยแล้ว ยังโอ่โถงและกว้างขวาง และเมื่อคอรัลบอกตอนต้นเรื่องว่า สภาพแวดล้อมก็ช่างแสนวิเศษซะเหลือเกิน (“…and the neighborhood is awesome”) และภาพตัดให้เห็นบรรดาเพื่อนบ้านที่ใช้ชีวิตในห้อมล้อมของปะการังอย่างมีความสุขและรื่นรมย์ มันก็แปลว่า สถานที่ดังกล่าวปลอดจากภัยอันตราย (หรืออีกนัยหนึ่ง แนวโน้มของการเกิดอาชญากรรม) และแน่นอนว่า ไม่ใช่ ‘ทุกชนชั้น’ ที่จะได้รับสิทธิพิเศษแบบนี้

อันที่จริง ผู้ชมยังได้รับการบอกกล่าวจากมาร์ลินอีกด้วยว่า เขาต้อง ‘ปากกัดตีบถีบ’ กว่าจะได้บ้านปะการังแสนสวยนี้ไว้ในครอบครอง และแสดงออกอย่างภูมิใจที่เขาทำหน้าที่ของการเป็นหัวหน้าครอบครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ข้อมูลดังกล่าวชวนให้ผู้ชมสรุปได้อย่างน้อยสองข้อด้วยกัน หนึ่งก็คือ นี่คือครอบครัวที่มาร์ลินออกไปทำงานนอกบ้าน และคอรัลดูแลกิจการภายในบ้านหรือเป็นแม่บ้านเพียงอย่างเดียว และสอง ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนสังคมนี้ ก็คือทุนนิยมที่มีเรื่องของการต่อสู้และแข่งขันเพื่อเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเป็นจุดหมายปลายทาง และอย่างไม่ต้องสงสัย ฉากหลังตามท้องเรื่องอาจจะได้แก่ชุมชนเล็กๆ ใต้ท้องทะเลฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย แต่แท้ที่จริงแล้ว มันก็คือภาพจำลองสังคมตลอดจนวิถีชีวิตในแบบของชนชั้นกลางนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้สันนิษฐานต่อเนื่องได้ว่า พฤติกรรมที่เรียกว่า overprotective หรือ พยายามปกป้องระแวดระวังภัยเกินกว่าเหตุของมาร์ลินอาจจะไม่ใช่เรื่องจำเพาะส่วนบุคคล และมันน่าจะเป็นพฤติกรรมที่มาพร้อมสถานภาพทางชนชั้นที่ไม่ชอบความสุ่มเสี่ยง และมักจะเลือกหนทางของการ ‘play it safe’ ตลอดเวลา และอย่างที่ไม่ได้อยู่เกินความคาดหมายของผู้ชมแต่อย่างใด ในท้ายที่สุด วิบากกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ถาโถมเข้ามาก็ค่อยๆ ทำให้มาร์ลินเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะปกปักรักษาลูกน้อยดุจไข่ในหินตลอดไป อันที่จริงแล้ว การทำเช่นนั้นยิ่งเท่ากับทำให้ดีกรีของการต่อต้านและแข็งขืนเพิ่มขึ้นในฉับพลัน และเหนืออื่นใด เขาจำเป็นต้องพาตัวเองหลุดพ้นไปจากความเจ็บปวดและสูญเสีย ตลอดจน ‘บาดแผลที่มองไม่เห็น’ แต่หนหลัง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องยอมรับการมีอยู่ของมัน

เป็นที่น่าสังเกตว่ามาร์ลินไม่ใช่ตัวละครหนึ่งเดียวที่มีบาดแผลติดตัว สมมติว่าจะยกเว้นเจ้า บรูซ ปลาฉลามที่พยายามเปลี่ยนอุปนิสัยการบริโภคไปเป็นมังสวิรัติ ซึ่งรอบตัวของมันลายพร้อยด้วยริ้วรอยขีดข่วน-ไปหนึ่งหน่วยแล้ว ยังมีตัวละครอีกอย่างน้อยสองตัวที่ตกที่นั่งไม่แตกต่างกัน หนึ่งในนั้นก็คือ กิลล์ (วิลเลม เดโฟ) ปลาผีเสื้อที่นับตั้งแต่แว่บแรกที่นีโมและผู้ชมได้พบกับตัวละครนี้ รูปพรรณสันฐานที่โดดเด่นของมัน นอกเหนือจากแผลเป็นฉกาจฉกรรจ์ข้างลำตัว ก็ได้แก่การที่มันมีครีบข้างขวาขาดวิ่น และน่าจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากนีโม แต่ถึงกระนั้น ผู้ชมก็ได้รับการบอกกล่าวตั้งแต่ต้นว่า มันไม่เคยเป็นอุปสรรคหรือตัวการหน่วงเหนี่ยวความคิดในเรื่องการหาทางหลบหนีไปจากตู้ปลา แม้ว่าการพยายามนับครั้งไม่ถ้วนจะสิ้นสุดด้วยความล้มเหลวก็ตาม หรืออีกนัยหนึ่ง มันไม่เคยปล่อยให้เรื่องร้ายในอดีต เป็นเงื่อนไขกำหนดความเป็นไปในปัจจุบันและอนาคตของตัวเอง

อีกหนึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน ดอรี่ (เอลเลน ดีเจนเนอเรส) ปลาสายพันธุ์ ‘บลูแทง’ (blue tang) ความจำสั้น ที่บาดแผลของเจ้าหล่อนไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด หากต้นเหตุมาจากมาร์ลินที่นอกจากจะไม่เชื่อมั่นในตัวดอรี่ ยังแสดงออกอย่างดื้อรั้น อวดดี และเจ้าเล่ห์แสนกล จนส่งผลให้ทั้งสองต้องลงเอยด้วยการแหวกว่ายผ่านฝูงแมงกระพรุนไฟแสนสวย แต่เต็มไปด้วยพิษสงในสภาพทุลักทุเล และผลสืบเนื่องจากสถานการณ์ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนั้น ก็คือรอยบากข้างลำตัวของดอรี่ที่มาร์ลินต้องรับผิดชอบเต็มๆ

แต่เดชะบุญที่ความทรงจำอันแสนกะทัดรัดของดอรี่ ทำให้มันลืมไปอย่างปลิดทิ้งถึงบาดแผลและความเจ็บปวดที่ได้รับ และในตอนที่ผู้ชมได้พบกับดอรี่อีกครั้ง มันก็กำลังเล่นซ่อนหาอย่างสนุกสนานกับฝูงลูกเต่าตนุและไม่มีอะไรตกค้างเป็นตะกอนความรู้สึกแต่อย่างใด ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นคนละกรณีโดยสิ้นเชิงกับของมาร์ลินที่เหตุร้ายในอดีตไม่เคยลบเลือน หรือในแง่มุมหนึ่ง เจ้าตัว ‘ไม่ยอมปล่อยวาง’

และทีละน้อย ผู้ชมก็ตระหนักได้ว่า มันเป็นเรื่องของความสุกงอมของสถานการณ์ที่จะบ่มเพาะให้มาร์ลินได้เรียนรู้ในที่สุดว่า มันถึงเวลาที่เขาจะต้องก้าวผ่านข้ามพ้นไปให้ได้ซักที และเหนืออื่นใด ซาบซึ้งในความจริงว่าชีวิตไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ หรืออยู่ภายใต้การคุ้มครองป้องภัยของใครได้ตลอดเวลา และต้องก้าวเดินไปข้างหน้าหรือแม้แต่ออกผจญภัย

ความหมายที่แท้จริงของหนังจึงไม่ได้อยู่ที่ในที่สุด มาร์ลินกับนีโมก็ตามหากันจนเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่เหนือการคาดการณ์ของผู้ชม แต่ได้แก่ตอนจบของเรื่องที่แทนที่หนังจะลงเอยด้วยการให้ผู้ชมได้เห็นภาพสองพ่อลูกหวนกลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวที่อบอุ่นดังเดิม มันกลับเป็นฉากที่มาร์ลินโบกมือลาลูกชาย แต่ทว่าคราวนี้ ด้วยท่าทีผ่อนปรนกว่าในตอนต้น และเข้าอกเข้าใจในความเป็นไปของวงจรชีวิตมากขึ้น ผู้ชมถึงกับได้ยินมาร์ลินตะโกนบอกนีโมด้วยประโยคที่สมมติว่าย้อนเวลากลับไปในตอนต้น เขาคงไม่เชื่อว่าตัวเองจะเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมา และนั่นก็คือ …now go and have adventure”

กล่าวในที่สุดจริงๆ เสน่ห์ดึงดูดของหนังเรื่อง Finding Nemo ซึ่งได้บรรยายเอาไว้ก่อนหน้า อาจจะสรุปรวบยอดได้ในสองสามประการด้วยกัน อย่างแรกที่สุดก็คงจะได้แก่ทัศนคติของคนทำหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ว่าจะมองโลกในแง่ดีอย่างไร ก็ไม่เคยหลงลืมที่จะย้ำเตือนให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ไม่รื่นรมย์, อีกครั้งหนึ่ง อารมณ์ขันที่หลายครั้งหลายครา เรียกเสียงหัวเราะได้อย่างสนั่นหวั่นไหว ยังสะท้อนถึงความละเอียด อ่อนไหว และรสนิยม (ใครจะไปนึกว่าเสียงร้องของนกนางนวล จะเป็นอย่างที่ผู้ชมได้ยินในเรื่อง และฉากที่มันล้อหนังเรื่อง The Birds รวมถึง Psycho ของ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค ก็อาจทำให้หลายคนฮาตกเก้าอี้ได้ง่ายดาย) และเหนืออื่นใด เสียงพากย์ของเหล่านักแสดงหลักของเรื่อง ไปจนถึงนักพากย์ในบทสมทบทั้งหมดทั้งมวล-ที่ไม่เพียงทำให้ผู้ชมเชื่อโดยปราศจากข้อกังขาในตัวละคร หากยังช่วยขยับขยายบุคลิกของแคแร็คเตอร์เหล่านั้นให้ยิ่งคมชัด ง่ายดายต่อการติดตามรวมถึงผูกพัน หรือตกหลุมรักเลยทีเดียว

ใครที่ได้ดูหนังสารคดีเบื้องหลังการสร้าง Finding Nemo (ซึ่งถูกแทรกเป็นของแถมในแผ่นดีวีดีของหนังเรื่องนี้) ก็คงจะได้รู้เห็นขั้นตอนและกระบวนการสร้างหนังเรื่องนี้ ที่ว่าไปแล้ว มันก็เหมือนๆ กับหนังสารคดีเบื้องหลังทั่วไป มันไม่เพียงบอกว่าหนังเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ประสบความยากลำบากในการสร้างมากน้อยแค่ไหน และทีมงานต้องอุทิศตนอย่างมากมายมหาศาลเพียงใด เป็นเรื่องที่ผู้ชมแยกแยะได้ลำบากว่า ฟุตเตจเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือเพียงแค่การโฆษณาชวนเชื่อ แต่สองสามประโยคที่ แอนดรูว์ สแตนตั้น ในฐานะผู้กำกับกล่าวไว้ และในตอนแรก มันฟังดูสวยหรูตามวิสัยของคนทำหนังที่ถูกกำหนดให้พูดถึงแต่ด้านบวกของหนังตัวเอง ทว่าในเวลาต่อมา มันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริงทุกประการ นั่นก็คือ ถ้อยคำที่เขาเอ่ยถึงต้นสายปลายเหตุของการทำหนังเรื่อง Finding Nemo ทำนองว่า เป็นเพราะเขาอยากจะ ‘ทำหนังที่ดี หนังที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม หนังที่ตัวเขาเองอยากดู และข้อสำคัญ หนังที่ไม่มีใครถูกละเว้น, กีดกันหรือแบ่งแยกออกไป’

โดยปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัย Finding Nemo เป็นหนังที่ถูกสร้างสำหรับผู้ชมทั้งที่เป็นเด็กเล็ก (6-7 ขวบ) และเด็กโต (60-70) และสามารถยืนยันได้ว่า ไม่น่าจะมีใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน

 

FINDING NEMO (2003); FINDING NEMO 3D (2012)

กำกับ-แอนดรูว์ สแตนตั้น; กำกับร่วม-ลี อังคริช/อำนวยการสร้าง-เกรแฮม วอลเตอร์ส/บทภาพยนตร์-แอนดรูว์ สแตนตั้น, บ็อบ ปีเตอร์สัน, เดวิด เรย์โนลด์ส จากเรื่องของแอนดรูว์ สแตนตั้น/กำกับภาพ-ชารอน คัลลาแฮน, เจเรมี่ ลาสกี้/ลำดับภาพ-เดวิด เอียน ซอลเตอร์/ดนตรีประกอบ-โธมัส นิวแมน/ออกแบบงานสร้าง-ราล์ฟ เอกเกิลสตั้น/หัวหน้าฝ่ายเทคนิค-โอเรน เจค็อบ/หัวหน้าฝ่ายแอนนิเมเตอร์-ดีแล่น บราวน์/ผู้แสดง-อัลเบิร์ต บรู้คส์, อเล็กซานเดอร์ กูล, เอลเลน เอลเลน ดีเจนเนอเรส, วิลเลม เดโฟ, แบร็ด การ์เร็ทท์, อัลลิสัน แจนนี่ย์, ออสติน เพนเดิลตั้น, สตีเฟน รูท, วิคกี้ ลูอิส, ฯลฯ/สี/ความยาว 100 นาที

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก