7 หนังเด่นที่ (คุณอาจไม่รู้ว่า) ทำมาจากคอมิคส์ / กราฟิคโนเวล

1565

7 หนังเด่นที่ (คุณอาจไม่รู้ว่า) ทำมาจากคอมิคส์ / กราฟิคโนเวล

          ในช่วงนี้ นอกเหนือไปจาก Valerian and the city of a thousand planets กับไอ้แมงมุม Spider-man: Homecoming ที่เราต่างรู้กันดีว่าสร้างมาจากหนังสือการ์ตูนชื่อดังของฝรั่งเศสกับคอมิคส์ของมาร์เวล (ตามลำดับ) แล้วก็ยังมีหนังอีกมากมายหลายเรื่องที่คุณอาจเคยดูไปแล้วโดยไม่คิดว่ามันทำมาจากหนังสือการ์ตูนด้วยซ้ำ ไหนมาลองเช็คลิสต์กันดูดีกว่า

 

  1. OLD BOY (2003) ผลงานหนังแอ็คชั่นดรามาของผู้กำกับ ปาร์ค ชาน วุก ว่าด้วยเรื่องราวการล้างแค้นสุดระห่ำ อันมาพร้อมพล็อตที่พลิกผันและทำร้ายจิตใจ (ทั้งตัวละครและคนดู) อย่างสาหัสสากรรจ์ ซึ่งความซาดิสม์เหล่านั้นก็จุดประกายมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อเดียวกันในปี 1996-1998  ของ การอน ซึชิยะ และ โนบุอากิ มิเนกิชิ ที่เริ่มต้นด้วยการที่ตัวเอกถูกจับไปขังไว้นานนับสิบปี แต่ผู้กำกับปาร์คทำให้มันหนักข้อยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มเวลาจองจำเป็น 15 ปี ซ้ำยังใส่ ‘ค้อน’ เข้าไปเป็นอาวุธพิฆาตในฉากบู๊ลองเทคอันลือลั่นของเรื่องด้วย
  1. THE EXTRAORDINARY ADVENTURES OF ADÈLE BLANC-SEC (2010) ก่อนหน้าที่จะมาทำความฝันให้เป็นจริงใน Valerian ผู้กำกับแดนน้ำหอม ลุค เบซง เป็นคอการ์ตูนตัวยงอยู่แล้ว (จนน่าแปลกใจที่ผลงานดังของเขาอย่าง The Fifth Element กับ Leon ไม่ได้สร้างจากคอมิคหรือกราฟิคโนเวลเรื่องไหนโดยตรง) และเขาได้ดัดแปลงหนังสือการ์ตูนลงแผ่นฟิล์มอย่างจริงจังใน The Extraordinary Adventures Of Adèle Blanc-Sec นี้เอง จากซีรีย์หนังสือการ์ตูนฝรั่งเศสชื่อเดียวกันของ ฌาร์คส ทาร์ดิ ที่เบซงก็ถ่ายทอดความสนุกในแนวผจญภัยเชิงประวัติศาสตร์ออกมาได้ดีงามตามต้นฉบับ จนมันกลายเป็นหนังของเขาที่ได้เสียงวิจารณ์ดีที่สุดนับตั้งแต่ Nikita

  1. WANTED (2008) ผลงานแจ้งเกิดของผู้กำกับเลือดรัสเซีย ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ ที่มีดีกรีความมันส์หยดจนคนดูแทบหยุดหายใจ ซึ่งไม่น่าแปลกใจหากรู้ว่ามันมีที่มาจากการ์ตูนเรื่องดังของ มาร์ค มิลลาร์ นักเขียนการ์ตูนแนวๆ เจ้าของผลงานที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังดังมากมายในเวลาต่อมาอย่าง Kick-Ass, Kingsman: The Secret Service ซึ่งว่ากันว่าเนื้อหาและความรุนแรงในเวอร์ชั่นการ์ตูนนั้นหนักหน่วงถึงใจยิ่งกว่าในหนังซะอีก

  1. SNOWPIERCER (2013) หนังแอ็คชั่น ไซ-ไฟ หลังโลกหายนะของผู้กำกับ บอง จุน โฮ ที่ขนเอาดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังมาเต็มขบวน นำโดยกัปตันอเมริกาหรือพ่อหนุ่ม คริส อีแวน ในบทผู้นำการปฏิวัติของกลุ่มชนชั้นล่างจากท้ายขบวนรถไฟ ที่ดาหน้าสู้ไปจนถึงต้นขบวนเพื่อค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตมนุษย์ที่ถูกแบ่งแยกอยู่ในรถไฟสายนี้ จินตนาการล้ำลึกอย่างนี้มีที่มาจากกราฟฟิคโนเวลฝรั่งเศสที่ชื่อ Le Transperceneige

  1. A HISTORY OF VIOLENCE (2005) ภาพยนตร์เรท R ที่เต็มไปด้วยฉากความรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อของผู้กำกับ เดวิด โครเนนเบิร์ก ว่าด้วยเรื่องของ ทอม สตอล (วิกโก มอร์เทนเซน) ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับภรรยาและลูกสองคนในเมืองเล็กๆ ที่รัฐอินเดียน่า จนกระทั่งวันหนึ่งมีโจรเข้ามาปล้นร้านของเขา ทอมได้สังหารคนร้ายทั้งสองก่อนได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษ หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน หนังดัดแปลงมาจากนิยายภาพชื่อเดียวกันของ จอห์น วากเนอร์ และ วินซ์ ล็อก โดยโครเนนเบิร์กบอกว่าหนังจะมีส่วนคล้ายกับนิยายภาพเพียงแค่ 15 นาทีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นหนังก็จะเดินไปในทิศทางของตัวเอง ซึ่งมันก็ไปได้ดีทั้งเสียงวิจารณ์และการคว้ารางวัลใหญ่ๆ

 

  1. V FOR VENDETTA (2005) หนังของผู้กำกับ เจมส์ แมคทีค ที่ทำรายได้ไป 132 ล้านจากทุนสร้าง 54 ล้าน ว่าด้วยโลกในอนาคตที่อังกฤษถูกปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จโดยอดีตนายพลและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมที่ใช้อำนาจควบคุมประชาชนจนไม่กล้าคิดจะหืออือใดๆ กระทั่งการมาของ วี ชายสวมหน้ากาก Guy Fawke ที่ก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลง ดัดแปลงจากนิยายภาพชื่อเดียวกันในปี 1988 ของ อลัน มัวร์ และ เดวิด ลอยด์ โดยมัวร์ให้สัมภาษณ์ว่าเขาเขียนเรื่องนี้เพื่อวิจารณ์การบริหารงานของนาง มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษในขณะนั้นที่ปกครองประเทศด้วยความแข็งกร้าวจนเกือบเป็นเผด็จการอยู่แล้ว และในโลกแห่งความเป็นจริง หน้ากาก Guy Fawke ก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านทางการเมืองอีกด้วย

  1. BLUE IS THE WARMEST COLOR (2013) หนังเจ้าของรางวัล ปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เรื่องนี้ ดัดแปลงมาจากนิยายภาพสัญชาติฝรั่งเศส Le bleu est une couleur chaude ที่แต่งโดย จูลี่ มาโรห์ ว่าด้วยเรื่องราวความรักของสองสาวชาวฝรั่งเศสในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ด้วยการร่วมทุนสร้างของฝรั่งเศส สเปน เบลเยี่ยม กำกับโดย อับเดลลาทิฟ เคชิช อย่างไรก็ตาม ความฮือฮาของหนังที่ผู้คนมักจดจำกลับไปอยู่ที่ฉากเซ็กส์อันมากมายทั้ง ชาย-หญิง และ หญิง-หญิง ซึ่งทำให้เจ้าของเรื่องต้นฉบับอย่าง จูลี่ มาโรห์ เองก็รับไม่ได้ (“ในมุมมองของเฟมินิสต์และเลสเบี้ยน ฉันไม่ยอมรับในทิศทางที่ผู้กำกับเคชิชนำพาประเด็นเหล่านี้ไป” เธอกล่าว)

 

 

Shares