CAST AWAY (2000) shit happens

โดย ประวิทย์ แต่งอักษร (บทความจากคอลัมน์ Replay ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 827 เดือนมีนาคม 2013)

หนึ่งในความจริงอันแสนเรียบง่ายที่ได้รับการบอกกล่าวผ่านหนังเรื่อง Cast Away (2000) ผลงานกำกับของ โรเบิร์ต เซเมคคิส (Forrest Gump, Contact, Flight) ได้แก่การที่ตัวหนังสะกิดหรือย้ำเตือนให้ผู้ชมได้ตระหนักว่า บางครั้งบางคราว (หรือหลายครั้งหลายคราว) เราเคยชินกับสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตจนหลงลืมคุณค่าหรือความหมายของมัน และหยิบฉวยสิ่งเหล่านั้นไปใช้สอยโดยไม่ทันได้ระลึกว่า มันบำเพ็ญประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเราอย่างมากมายมหาศาลเพียงใด เพียงเพราะมันก็อยู่ของมันตรงนั้นอยู่แล้วและมันง่ายดาย แน่นอนว่า ความกตัญญูรู้คุณและซาบซึ้งมักจะบังเกิดขึ้นในตอนที่ความสะดวกสบายอันเกิดขึ้นจากสรรพสิ่งเหล่านั้นสิ้นสุดลงหรือไม่มีอยู่อีกต่อไป

ฉากหนึ่งที่ผู้ชมหัวเราะไม่ค่อยจะออกอยู่ในตอนท้ายของหนังเรื่อง Cast Away มันเป็นเหตุการณ์ที่ตัวเอกหวนคืนสู่อารยธรรมของมวลมนุษยชาติอีกครั้งหลังจากประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกและต้องติดอยู่บนเกาะร้างเป็นเวลาแสนนานจนใครๆ ต่างพากันคิดว่าชายหนุ่มตายจากโลกนี้ไปแล้ว บริษัทต้นสังกัดและเพื่อนๆ ร่วมงานพากันจัดงานเลี้ยงฉลองการกลับบ้านของเขาอย่างเอิกเกริกใหญ่โต และในตอนที่ทุกคนกลับออกไปและทิ้งให้ชายหนุ่มอยู่ในห้องสวีทของโรงแรมตามลำพัง ภาพที่หนังเผยให้เห็น (อย่างเย้ยหยัน) ก็คืออาหารนานาชนิดที่ถูกกินทิ้งกินขว้าง และยังคงเหลืออยู่บนโต๊ะอีกก่ายกอง นั่นรวมถึงก้ามปูขาอวบอ้วนที่สมมติว่าย้อนเวลาของหนังกลับไปราวหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น มันเป็นคนละไซซ์กับปูตัวแรกที่เขาตั้งใจจับมาประทังความหิวโหยซึ่งดูผ่ายผอมราวกับเป็นโรคขาดสารอาหาร และข้างในมีแต่เมือกเหลวๆ ไม่ใช่เนื้อแน่นคับเปลือกนอกเหมือนกับตัวที่ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาพิจารณาด้วยสีหน้าที่ยากจะอธิบาย

แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังเป็น ‘ตลกฝืด’ (โดยเจตนาของคนทำหนัง) ไม่เท่ากับตอนที่พระเอกของเราหยิบไฟแช็คขึ้นมากดเพื่อทดสอบการทำงาน และผู้ชมก็ได้เห็นว่ามันไม่เพียงปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง การจุดไฟยังเป็นเรื่องที่สุดแสนง่ายดาย-ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น แน่นอนว่ารายละเอียดในส่วนนี้คงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเหลวไหลและน่าขัน-ถ้าหากหนังไม่ได้บอกเล่าให้รับรู้ว่า ในตอนที่ชายหนุ่มเพิ่งจะติดเกาะใหม่ๆ เขาต้องประสบความยากลำบากอย่างแสนสาหัส และถึงกับเลือดตกยางออก-ในความพยายามจะจุดไฟด้วยการนำกิ่งไม้มาเสียดสีตามความรู้พื้นฐานของวิชาลูกเสือสามัญ ว่าไปแล้ว มันเป็นฉากลุ้นระทึกพอๆ กับฉากในหนังเขย่าขวัญเลยทีเดียว รวมทั้งในทันทีที่การดิ้นรนของเขาสัมฤทธิ์ผล มันก็เป็นความรู้สึกอันยิ่งใหญ่ที่เจ้าตัวภาคภูมิใจและต้องเฉลิมฉลองด้วยการส่งเสียงดัง

ในบรรดาอะไรต่ออะไรที่หนังให้เห็นว่ามันอำนวยความสะดวกให้กับตัวละครจนกระทั่งเจ้าตัวหลงลืมคุณค่าหรือความหมายที่แท้จริง หรืออย่างน้อย เขาก็เชื่อว่ามันจะไม่ยุติหรือสิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้ อีกอย่างหนึ่งที่ถูกให้น้ำหนักตั้งแต่เริ่มแรกและได้รับการเน้นย้ำอย่างต่อเนื่อง-ก็คือเรื่องของเวลาที่เป็นดังสุภาษิตและคำพังเพยบอกไว้ไม่ผิดเพี้ยน มันผ่านพ้นไปแล้วและไม่หวนกลับคืน เหมือนกับสายน้ำที่ไม่เคยคอยใคร

ในตอนที่หนังพาผู้ชมไปพบกับ ชัค โนแลน (ทอม แฮงค์ส) เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ระบบของเฟ็ดเอ็กซ์ บริษัทขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ชื่อดัง เขามีชีวิตที่ผูกติดอยู่กับเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ชายหนุ่มทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เขาต้องบินไปประเทศโน้นประเทศนี้เพื่อดูแลให้การจัดส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์เป็นไปอย่างตรงเวลา กิตติศัพท์อันลือเลื่องเกี่ยวกับชัคได้แก่เรื่องเล่าที่บอกต่อๆ กันมาว่า ครั้งหนึ่งที่รถส่งพัสดุของเฟ็ดเอ็กซ์เสียกลางคัน เขาถึงกับขโมยจักรยานของเด็กเล็กคนหนึ่งเพื่อให้การจัดส่งเป็นไปตามกำหนดการเดิม

ผลพวงจากการติดอยู่ในกับดักของเข็มนาฬิกาอย่างชนิดเอาเป็นเอาตาย (ตามประโยคที่ชัคเอ่ยในตอนต้น นั่นก็คือ “…we live or we die by the clock.”) ส่งผลให้ชีวิตส่วนตัวของชัคได้รับการกระทบกระทั่งอย่างรุนแรง หนังบอกให้รู้ว่าเขามีอาการปวดฟัน แต่มันก็ยังคงไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนที่ชายหนุ่มจะไปหาทันตแพทย์ และถึงแม้ว่าเขาจะได้ร่วมอยู่บนโต๊ะอาหารกับญาติสนิทมิตรสหายรวมถึง เคลลี่ (เฮเลน ฮันท์) แฟนสาว-ในช่วงคริสต์มาสอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ก็ยังไม่วายถูกเรียกตัวกะทันหันให้ต้องเดินทางข้ามโลกไปแก้ปัญหาเดิมๆ

แม้ว่าหนังจะไม่ได้ให้เวลามากนักในการสถาปนาข้อมูลพื้นฐานของตัวละครให้ผู้ชมได้รับรู้ ทว่าสิ่งที่สามารถสรุปได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชัคกับเคลลี่ คนรัก-ก็คือ ทั้งสองคบกันมานานพอสมควร และญาติสนิทมิตรสหายล้วนสนับสนุนให้ทั้งสองตกร่องปล่องชิ้นกันอย่างจริงๆจังๆ (ฉากที่ทั้งสองแอบเดิมพันว่า เรื่องการแต่งงานของพวกเขาจะถูกหยิบยกมาเป็นหัวข้อสนทนาบนโต๊ะอาหารหรือไม่และเมื่อใด-บอกโดยอัตโนมัติถึงความสุกงอมของความสัมพันธ์) สันนิษฐานได้ไม่ยากว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองยังไม่ได้แต่งงานเกี่ยวข้องกับการที่ชัคต้องชีพจรลงเท้าอยู่ตลอดเวลา แต่อีกสาเหตุที่ถูกระบุอย่างแฝงนัยยะสำคัญและน่ากล่าวถึง-ได้แก่การที่หนังบอกให้รู้ว่าเคลลี่เคยล้มเหลวในชีวิตคู่ และดูเหมือนว่าเธออยู่ในช่วงที่กำลังเรียกหาความเชื่อมั่นกลับคืนมา

กระนั้นก็ตาม ในฉากที่ชายหนุ่มหญิงสาวร่ำลากันก่อนที่ฝ่ายแรกจะขึ้นเครื่องบิน ผู้ชมได้เห็นว่าพระเอกมอบกล่องของขวัญเล็กๆ ให้หญิงสาว ซึ่งไม่ได้อยู่เหนือการคาดเดาว่า ข้างในคงจะต้องเป็นแหวนขอแต่งงาน แต่จากที่หนังให้เห็น หญิงสาวไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ และปฏิกิริยาของหญิงสาวขมุกขมัวและตลบอบอวลไปด้วยความเคลือบแคลง, สงสัยและลังเล

เคลลี่ไม่มีทางล่วงรู้ว่า อนาคตในภายภาคหน้าจะหันเหไปในทิศทางใด และหญิงสาวก็คงจะเชื่อว่าอย่างน้อย เธอก็มีเวลาไตร่ตรองอีกสามสี่วันจนกว่าชายหนุ่มจะกลับมาร่วมฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่ชีวิตก็เป็นอย่างที่เราต่างรับรู้และซาบซึ้งดี มันไม่แน่นอน และหลายครั้งหลายครา ขณะที่เราเชื่อว่ายังพอจะมีเวลา ทุกสิ่งอย่างกลับสิ้นสุดหรือปิดฉากลงชนิดไม่ทันตั้งตัว

นับจากนี้เป็นต้นไป ผู้ชมไม่ได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับเคลลี่อีกเลยจนกระทั่งในช่วงราวๆ ยี่สิบนาทีสุดท้าย ทว่าอย่างหนึ่งที่สามารถประมวลได้หลังจากที่เหตุการณ์ทั้งหมดผ่านพ้นไป (หมายถึง หลังจากเครื่องบินตก, พระเอกหายสาบสูญ, สี่ปี่ให้หลัง, พระเอกกลับบ้าน และทั้งสองได้เจอกันอีกครั้ง) ก็คือ หญิงสาวซึ่งลงเอยด้วยการมีชีวิตที่ไม่สามารถหวนย้อนกลับมาสานต่อความสัมพันธ์แต่ครั้งเก่าก่อนได้อีกแล้ว-พบว่าเธอไม่เพียงรักเขาไม่เสื่อมคลาย ทว่าชัคยังเป็นเสมือน ‘รักแท้’ เพียงหนึ่งเดียว แต่ปัญหาก็คือทุกอย่างมันสายเกินไป และนั่นแปลความหมายโดยอ้อมได้ว่า การไม่ตอบรับหรือปฏิเสธในการพบกันครั้งสุดท้ายนั้น แทบไม่แตกต่างจากการปล่อยให้ ‘โอกาส’ ที่ควรจะรีบฉวยเอาไว้-หลุดลอยไป แม้ว่าในที่สุด การกระทำเช่นนั้นจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องบินก็ยังคงตก และชายหนุ่มก็ยังคงหายสาบสูญไปเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่อย่างน้อย หญิงสาวคงไม่ต้องอยู่กับความรู้สึกผิดพลาดบกพร่องที่คงจะเกาะกุมห้วงคิดคำนึงไปแสนนาน

แต่ข้างฝ่ายชัคเองก็มีความประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการเรื่องเวลา เขาบ้างานเกินไป และเชื่อมั่นในความแน่นอนของชีวิตและสมุดบันทึกตารางการทำงานของตัวเองมากเกินไป ข้อสำคัญ นักดูหนังที่จัดเจนทั้งหลายคงสังหรณ์ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในทันทีที่เขาพูด ‘ประโยคต้องห้าม’ ในช่วงที่ชายหนุ่มกำลังร่ำลาแฟนสาวก่อนขึ้นเครื่องบิน นั่นก็คือ “แล้วผมจะรีบกลับมาหา (I’ll be right back)” เพราะเป็นที่รู้กันว่าตัวละครนับไม่ถ้วนบนแผ่นฟิล์ม (โดยเฉพาะในหนังสยองขวัญ) ที่เอ่ยถ้อยคำเดียวกันนี้แล้ว-มักจะไม่ได้กลับมา ในกรณีของชัค ประโยคที่ฟังเหมือนเป็นคำมั่นสัญญานี้-กินเวลาร่วมสี่ปี และอะไรต่ออะไรก็เปลี่ยนแปลงล่วงเลยไปชนิดที่เรียกร้องให้มันหวนกลับคืนมาเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป

ว่าไปแล้ว เหตุการณ์เครื่องบินตกเป็นเรื่องสุดวิสัยที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มันเป็นเสมือนตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตชนิดที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้ด้วยประการทั้งปวง แม้ว่าคนเรามักจะไม่ค่อยได้นำเงื่อนไขเหล่านี้มาร่วมคำนวณในการวางแผนอนาคตซักเท่าใด สิ่งที่ควรได้รับการกล่าวถึงเพิ่มเติมก็คือเซเมคคิสนำเสนอฉากเครื่องบินตกซึ่งเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนได้อย่างน่าสะพรึงกลัว, บีบคั้นอารมณ์ และโน้มน้าวชักจูงให้เชื่อได้ว่า มันจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาได้อย่างละม้ายคล้ายคลึงกับความเป็นจริง และผู้ชมซึ่งถูกทำให้รู้สึกว่าร่วมเดินทางอยู่บนเครื่องบินลำมรณะนี้-ได้แต่ภาวนาให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านพ้นไปโดยเร็ว (ฉากเครื่องบินตกในหนังเรื่อง Flight อีกหนึ่งผลงานของเซเมคคิส-ก็สร้างความอกสั่นขวัญแขวนในระดับเดียวกัน และอาจกล่าวได้ว่า ความสมจริงสมจังของทั้งสองฉากนี้เกี่ยวเนื่องกับการที่เซเมคคิสเองก็เป็นนักบิน และเข้าอกเข้าใจในสภาพการบินที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากต่างๆ นานา)

ผลลัพธ์จากเครื่องบินตก-ก็เป็นไปตามที่ผู้ชมได้รับการบอกกล่าวตั้งแต่ในโฆษณาหนังตัวอย่าง พระเอกเป็นคนเดียวที่รอดตายอย่างน่าอัศจรรย์ กระแสน้ำพัดพาให้เรือชูชีพของเขามาเกยตื้นบนเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทร โดยเกือบจะไม่มีอุปกรณ์ยังชีพหรือสิ่งอำนวยความสะดวกแต่ประการใด และชายหนุ่มตกที่นั่งไม่แตกต่างจากฝูงลิงในหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ของ สแตนลี่ย์ คูบริก นั่นคือต้องดิ้นรนสถาปนาอารยธรรมของมวลมนุษยชาติขึ้นมาจากสภาพที่ไม่มีตัวช่วยอะไรเลย (ยกเว้นลูกวอลเลย์บอล, รองเท้าสเก็ตน้ำแข็ง, วิดีโอเทป และชุดกระโปรงของผู้หญิง-ซึ่งเป็นสิ่งของที่แทบจะมองไม่เห็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดในสภาพที่อารยธรรมล่มสลาย)

ความกล้าหาญชาญชัยอย่างหนึ่งของคนทำหนัง ได้แก่การนำเสนอเนื้อหาในส่วนที่เป็นการติดเกาะซึ่งกินเวลาราวครึ่งหนึ่งของหนังทั้งเรื่อง (หรือประมาณชั่วโมงกับอีกราวสิบห้านาที) ในรูปการณ์ที่น่าเชื่อถือ และไม่ได้ล่วงละเมิดตรรกะและกฎเกณฑ์ในเชิงเหตุและผล ไม่มีการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นหวือหวาที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อเรียกร้องความสนใจ (ซึ่งโดยอ้อมแล้ว มันอาจสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของคนทำหนังเอง) และทุกอย่างดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนเท่าที่คนติดเกาะคนหนึ่งพึงจะต้องพบเจอ จนกระทั่งผู้ชมอาจใช้หนังเรื่อง Cast Away เป็นเสมือนกรณีศึกษาหรือแม้กระทั่งคู่มือยังชีพหากบังเอิญต้องเผชิญกับความโชคร้ายแบบเดียวกัน ข้อน่าสังเกตก็คือ หนังไม่แม้กระทั่งเปลี่ยนมุมมองการบอกเล่าจากพระเอกไปหาตัวละครอื่นๆ เช่น เคลลี่ หรือทีมค้นหาผู้รอดชีวิต-ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชมได้แต่จินตนาการผ่านประโยคคำพูดของชัคและคนอื่นๆในภายหลัง หรือไม่แม้กระทั่งใช้การแฟลชแบ็คย้อนอดีตหรือตัดภาพในห้วงคิดคำนึงของตัวละคร-เพื่อปลดปล่อยผู้ชมจากสภาวะจนมุม และพูดให้ครบถ้วน ผู้ชมไม่ได้ยินแม้แต่เสียงดนตรีประกอบในการชักจูงชี้นำอารมณ์และความรู้สึก-ซึ่งเป็นไปได้ว่า การใส่ดนตรีประกอบเข้ามาในสถานการณ์ที่หนังพยายามจะรักษาความซื่อสัตย์และสมจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น-อาจกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมขึ้นมาทันที (และครั้งแรกที่ผู้ชมได้ยินเสียงดนตรีของหนังทั้งเรื่อง-ก็คือตอนที่พระเอกพาตัวเองหลุดพ้นเกาะแห่งนั้นไปได้แล้ว) และตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ เสียงที่เราได้ยินก็คือสรรพสำเนียงตามธรรมชาติ และด้วยองค์ประกอบทั้งหมดทั้งมวล มันยิ่งตอกย้ำความอ้างว้างเดียวดายของตัวละครให้ยิ่งอักเสบและกลัดหนองมากขึ้นเป็นทวีคูณ

เนื้อหาในส่วนที่เป็นฉากติดเกาะ-สามารถแบ่งเป็นสองช่วงด้วยกัน ช่วงแรกได้แก่การที่เขาต้องพยายามอยู่ให้รอดและอยู่ให้ได้ และจากที่ผู้ชมได้เห็น ทุกสิ่งอย่างอาจดำเนินไปอย่างทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่ในที่สุด ชัคก็ผ่านพ้นความยุ่งยากทั้งหมดทั้งมวลไปได้ และครึ่งแรกจบลงด้วยเหตุการณ์ที่พระเอกของเราสามารถแก้ปัญหาใหญ่โตที่สุดและจำเป็นเร่งด่วนต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด นั่นก็คือการถอนฟันคุดแบบ DIY หรือ do it yourself และนับเป็นอีกฉากที่เขย่าขวัญสั่นประสาทและกัดกร่อนความรู้สึกของผู้ชมอย่างหนักหน่วงรุนแรง และแทบจะไม่ประนีประนอม

ครึ่งหลังของฉากติดเกาะเป็นเหตุการณ์ในอีกสี่ปีถัดไป และสิ่งที่ถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจก็คือชัคสามารถอยู่รอดบนเกาะแห่งนั้นได้อย่างไม่มีปัญหา และน่าเชื่อว่าเขาคงจะใช้ชีวิตแบบนั้นไปเรื่อยๆ-ถ้าหากไม่มีอะไรมาสะกิดให้เขาเกิดพุทธิไอเดียที่จะฝ่าคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเกาะอยู่ตลอดเวลา-เพื่อไปจากสภาวะของการจนมุม ตรงไหนซักแห่งแถวนี้เอง ที่หนึ่งในความหมายที่ โรเบิร์ต เซเมคคิส ต้องการนำเสนอ (ซึ่งมันได้รับการระบุไว้ในเอกสารงานสร้าง) ก็ค่อยๆ ผุดพราย นั่นคือประโยคที่เขากล่าวว่า นี่คือหนังที่สาธิตให้ผู้ชมได้เห็นว่าการอยู่รอดเป็นเรื่องง่าย แต่การอยู่ไปเรื่อยๆ ต่างหากที่มันยาก (an illustration of the idea that surviving is easy, it’s living that’s difficult.”)   และวันดีคืนดี ส่วนประกอบของสุขาเคลื่อนที่ก็ถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยชายฝั่ง ทีละน้อย ความคิดเรื่องการอยู่ไปเรื่อยๆ-ก็สิ้นสุดลง

นี่คือหนังที่สาธิตให้ผู้ชมได้เห็นว่า การอยู่รอดเป็นเรื่องง่าย แต่การอยู่ไปเรื่อยๆ ต่างหากที่มันยาก

เนื้อหาในส่วน ‘องก์ที่สาม’ ของหนังนับจากชายหนุ่มนำพาตัวเองหลุดพ้นจาก ‘ดินแดนที่กาลเวลาหลงลืม’ กลับสู่ความสะดวกสบายของปลายศตวรรษที่ 20 อีกครั้ง-ได้รับการนำเสนออย่างน่าครุ่นคิดพิจารณา และกล่าวได้ว่ามันเป็นส่วนที่กำหนดทิศทางและความหมายของหนังทั้งเรื่อง ข้อน่าสังเกตก็คือ หนังอาจจะให้เห็นว่า ใครต่อใครพากันอ้าแขนต้อนรับการกลับบ้านของ ชัค โนแลนด้วยความกระตือรือร้น แต่ปฏิกิริยาของชายหนุ่มเกือบจะไม่ยินดียินร้าย อย่างหนึ่งที่ผู้ชมสรุปได้แน่ๆ ก็คือเขาไม่ใช่ ชัค โนแลน คนเดิม เขาผอมลงอย่างผิดหูผิดตา (ซึ่งต้องชื่นชมสปิริตทางการแสดงของ ทอม แฮงค์ส ที่ยอมลดน้ำหนักตัวเองถึง 25 กิโลกรัม) เขาดูเศร้าสร้อย และไม่ได้กระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาเหมือนกับในตอนต้น งานด้านภาพมีส่วนช่วยสนับสนุนแง่มุมเหล่านี้ ในตอนต้นเรื่อง หนังใช้การเคลื่อนกล้องเพื่อสร้างบรรยากาศของการไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ทว่าในช่วงหลัง กล้องมักจะเฝ้ามองชัคในตำแหน่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง หรือเคลื่อนไหวในจังหวะและลีลาที่เนิบนาบเชื่องช้าลง

มันชวนให้สรุปได้ว่า แม้ว่าหนังเรื่อง Cast Away จะบอกเล่าเรื่องของคนติดเกาะที่อุตส่าห์นำพาตัวเองกลับบ้านหลังจากสี่ปีผ่านพ้นไป แต่มันก็ไม่ใช่หนังที่ต้องการเฉลิมฉลอง ‘ชัยชนะของดิ้นรนเพื่ออยู่รอดและการไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา’ และอันที่จริง ชายหนุ่มกลับบ้านพร้อมกับความเจ็บปวด ความรู้สึกสูญเสียที่แทรกซึมอยู่ในแทบทุกการแสดงออกของตัวละคร และสมมติว่าจะลองไล่เรียง ‘ความสูญเสีย’ ที่เกิดขึ้น ที่แน่ๆ เขาทำเวลาหล่นหายไปสี่ปี เขาตกข่าวเรื่องการที่รัฐเทนเนสซี่ซึ่งเป็นรัฐบ้านเกิด-ได้เป็นเจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล และไม่ได้ไปร่วมเชียร์ในเกมชิงแชมป์ซูเปอร์โบวล์ที่แม้ว่าจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อย่างเฉียดฉิวก็ตาม เขาพลาดการไปร่วมงานศพคู่ชีวิตของเพื่อนรัก และรู้สึกผิดที่ไม่ได้ ‘อยู่ตรงนั้น’ และช่วยให้เพื่อนรักผ่านพ้นช่วงเวลาของความโศกเศร้าอย่างไม่ต้องอ้างว้างเดียวดาย (ซึ่งว่าไปแล้ว ไม่มีใครถ่องแท้กับแง่มุมเหล่านี้เท่ากับเขาอีกแล้ว)

แต่ความสูญเสียอะไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หลวงเท่ากับการพบว่า การหวนกลับมาหาคนรักล่าช้าไปประมาณสี่ปี-ส่งผลให้เขากับเคลลี่ไม่สามารถจะ ‘ไปต่อ’ ด้วยกัน เพราะเธอมีชีวิตใหม่เรียบร้อยแล้ว (ฉากที่หนังบอกให้รู้ว่าเคลลี่มีครอบครัวแล้ว-ถูกนำเสนออย่างแยบยล โดยไม่ต้องพึ่งพาการสื่อสารด้วยคำพูดแม้แต่ประโยคเดียว รวมทั้งผู้ชมรับรู้สถานการณ์ล่าสุดของตัวละครได้อย่างทันท่วงที) และทั้งหมดทั้งมวล มันแทบจะทำให้สรุปเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากบอกว่า นี่คือหนังที่เรียกร้อง (ในลักษณะที่ไม่แตกต่างจาก Forrest Gump) ให้ผู้ชมได้ย้อนกลับไปสำรวจตรวจสอบถึงคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของการดำรงชีวิต มันไม่ใช่การมุมานะทำงานอย่างบ้าเป็นหลังจนไม่หลงเหลือทั้งเวลาและชีวิตส่วนตัวเหมือนกับชัค เพราะในที่สุดแล้ว การที่ผู้ชมได้ยินชายหนุ่มพูดกับเคลลี่ในการพบกันครั้งหลังว่า “ผมไม่น่าขึ้นเครื่องบินลำนั้นเลย” ก็แทบจะเป็นเรื่องป่วยการ และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โภชผลหรือความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด นอกจากจะยิ่งตอกย้ำบาดแผลของความผิดพลาดและสูญเสียของกันและกันให้ยิ่งเจ็บปวดขื่นขมมากขึ้น

ไม่ต้องสงสัยว่า ‘อุบัติเหตุ’ ที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนบทเรียนสุดแสนแพงสำหรับ ชัค โนแลน เพราะมันต้องแลกด้วยการสูญเสียสิ่งที่มีค่าอย่างล้นเหลือ แต่ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้เขาเรียนรู้ความจริงของชีวิตสองสามข้อ อย่างน้อยที่สุด-ก็เรื่องความไม่แน่ไม่นอน หรืออีกนัยหนึ่ง เรื่อง ‘ห่วยแตก’ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อีกหนึ่งก็ได้แก่ความโหดร้ายของการต้องอยู่ตามลำพัง และการมีใครซักคนคอยปลอบประโลมอยู่เคียงข้างเป็นเรื่องจำเป็น (แม้ว่าใครซักคนที่ว่านี้อาจเป็นเพียงแค่ไอเดียหรือจินตนาการ และชัคไม่ได้มีแค่ลูกวอลเล่ย์บอลที่ชื่อ วิลสัน เป็นเพื่อน แต่รูปภาพของเคลลี่ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเธอยังคงอยู่กับเขาบนเกาะแห่งนั้นเช่นกัน) และอีกหนึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกล่องพัสดุที่ไม่ถูกแกะนั่นเอง

หนังให้เห็นว่าชายหนุ่มแกะพัสดุภัณฑ์ทุกกล่องที่ลอยมาติดเกาะเพื่อนำข้าวของที่อยู่ในนั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อการยังชีพ ยกเว้นกล่องที่ด้านหน้าของมันมีรูปของปีกนกที่กำลังโบยบิน หนังไม่ได้บอกว่าเพราะอะไร แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือความคาดเดาของผู้ชม ลึกๆ แล้ว-เขาคงปรารถนาให้มันคอยหล่อเลี้ยงความหวังว่า ซักวันหนึ่ง เขาจะสามารถพาตัวเองไปจากเกาะแห่งนี้และนำกล่องพัสดุดังกล่าวไปส่งให้ถึงมือผู้รับ ผู้ชมถึงกับได้เห็นเขาวาดรูปปีกนกบนฝาสุขาเคลื่อนที่ถูกดัดแปลงเป็นเสมือนผ้าใบของเรือแพที่ใช้แล่นฝ่าคลื่นขนาดมหึมา กระนั้นก็ตาม ในอีกแง่มุมหนึ่ง มันเย้ายวนให้ตีความได้เหมือนกันว่า การเลือกไม่เปิดกล่องพัสดุนั้น-เป็นเสมือนตัวแทนของความรู้สึกที่ว่า เขายังคงพอมีอำนาจที่จะควบคุมหรือเลือกที่จะทำ (หรือไม่ทำ) อะไรตามที่ตัวเขาเป็นฝ่ายริเริ่มขึ้นมาเอง

ขยายความก็คือ นับตั้งแต่ต้นเรื่อง ชีวิตของชัคเหมือนตกอยู่ภายใต้กรงเล็บของนาฬิกา และไม่เคยมีอิสระที่จะได้ทำในสิ่งที่ต้องการ จนกระทั่งเครื่องบินตกและต้องติดเกาะเป็นเวลาแสนนาน และเงื่อนเวลาก็ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป (เพราะเขามีมันทั้งชีวิต) แต่ข้อจำกัดของสถานที่ก็ทำให้เขายังคงอยู่ในภาวะจำนนเหมือนเดิม หรือพูดง่ายๆก็คือ เกือบตลอดทั้งเรื่อง เขาไม่เคยได้ทำในสิ่งที่ปรารถนาหรือต้องการ กระทั่งการพยายามจะฆ่าตัวตายของเขา (ตามที่เจ้าตัวบอกเล่า) ก็ยังลงเอยด้วยความล้มเหลวอย่างน่าเวทนา

ดังที่กล่าวข้างต้น ชัคในตอนที่หวนคืนอารยธรรมของมนุษยชาติ-ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เราอยากจะเชื่อว่าเขาฉลาดขึ้น และตกผลึกมากขึ้น หรืออย่างน้อย ตระหนักในคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของชีวิตมากขึ้น แต่อย่างหนึ่งที่ผู้ชมได้เห็นแน่ๆ โดยเฉพาะในตอนจบเรื่อง-ก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่ชัค ‘ได้รับ’ ในสิ่งที่เขาไม่เคยมีโอกาสสัมผัสมาตลอดตั้งแต่ต้น มันเป็นเหตุการณ์หลังจากที่ชัคนำพัสดุกล่องนั้นไปส่งให้ผู้รับตามที่เขาตั้งปณิธาน แต่ปรากฏว่าไม่เจอใครและได้แต่วางมันไว้หน้าบ้านพร้อมกระดาษโน๊ตแสดงความขอบคุณ จากนั้นก็ขับรถมาจอด ณ บริเวณจุดตัดของสี่แยก (ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับฉากเปิดเรื่อง และแน่นอนว่านั่นเป็นเจตนาของผู้สร้าง) เพื่อกางแผนที่ดูว่าเขาควรจะมุ่งหน้าไปทางใด นั่นคือตอนที่หญิงสาวเจ้าของพัสดุ (รวมถึงโลโก้รูปปีกนก) ผ่านมาพอดี เธอให้ข้อมูลด้วยท่าทีเป็นมิตรว่า ถนนแต่ละเส้นสามารถนำพาเขาไปไหนได้บ้าง ก่อนจะจากลา

หนังจบลงก่อนที่ผู้ชมจะทันได้รู้ว่าชายหนุ่มจัดการอย่างไรกับชีวิตในภายภาคหน้าของตัวเอง แต่เราอยากจะเชื่อว่าเรารู้ว่าชายหนุ่มเลือกที่จะมุ่งไปเส้นทางใด อันที่จริง เอาใจช่วยด้วยซ้ำ แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกเราอีกต่อไป และทุกสิ่งอย่างที่ได้รับการบอกเล่าจนถึงนาทีสุดท้าย-ก็นับว่าครบถ้วนสมบูรณ์ กล่าวคือ ในที่สุด ชัค โนแลนสามารถนำพาตัวเองหลุดพ้นจากรูปแบบชีวิตที่ต้อง ‘อยู่หรือไป’ ตามเข็มนาฬิกา และลงเอยด้วยความสามารถที่จะ ‘เลือก’ ทำในสิ่งที่หัวใจของเขาเรียกร้องต้องการ

มองในแง่นี้ สี่ปีบนเกาะร้างกลางทะเลลึก-ก็ไม่ถึงกับเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายจนเกินไปนัก และบางที เขาควรจะต้องขอบคุณมัน เพราะมันช่วยบ่มเพาะให้เขาได้เรียนรู้และค้นพบชีวิตใหม่เลยทีเดียว

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก