Dark Horse Comics ม้ามืดแห่งวงการการ์ตูนอเมริกัน

บทความโดย มิกัง
ตีพิมพ์ใน นิตยสาร Let’s Comic ฉบับที่ 5 / พฤศจิกายน 2552

เชยไปซะแล้วถ้าใครไม่รู้จักม้ามืดตัวนี้ เพราะนี่คือสำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนอินดี้ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา และมาแรงเป็นอันดับ 3 ของวงการ เป็นรองเพียงสองพี่บิ๊ก Marvel และ DC Comic เท่านั้น ด้วยสถิติการผลิตหนังสือการ์ตูนและกราฟิคโนเวลถึง 30 เล่มต่อเดือน

ไม่เพียงเท่านั้น  Dark Horse ยังเป็นสำนักพิมพ์ที่พลิกโฉมวงการด้วยนโยบายไม่เอาเปรียบนักเขียน จนทำให้มีผลงานล้ำๆ จากศิลปินระดับเทพมากมาย และเป็นผู้เปิดโลกทัศน์ของนักอ่านชาวมะกันให้รู้จักหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ปัจจุบัน Dark Horse ขยับขยายอาณาจักรออกไปอีกกว่า 30 บริษัท ครอบคลุมความบันเทิงหลากหลายทั้งนิตยสาร นิยาย ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีโอเกมส์ ไปยันของเล่นของสะสม ! และยังคงวิ่งประกาศศักดาต่อไปทั่วโลก

เรามาย้อนรอยดูเส้นทางความสำเร็จของม้ามืดตัวนี้กันดีกว่า เผื่อจะนำมาปรับใช้กับวงการการ์ตูนไทยเราได้บ้าง

 

เริ่มต้นจากม้าตัวเล็กๆ หัวใจเสรี

เช่นเดียวกับ Quentin Tarantino ผู้กำกับหนังขวัญใจเด็กแนวอย่าง Kill Bill และ Inglorious Bustard ที่เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานร้านเช่าวีดีโอมาก่อน นาย Mike Richardson ผู้ก่อตั้ง Dark Horse ก็เริ่มจากการเป็นพ่อค้าหนังสือธรรมดาที่มีใจรักในการ์ตูน ในปี 1980  เขาใช้เครดิตการ์ดที่มีวงเงิน 2,000 เหรียญฯ เปิดกิจการร้านขายหนังสือการ์ตูน Pegasus Books ในเมืองเบนด์ เมืองเล็กๆ ของรัฐโอเรกอน ด้วยความตั้งใจที่จะเขียนและวาดภาพประกอบหนังสือเด็กของตัวเองไปด้วย แต่ธุรกิจก็เติบโตจนทำให้หนังสือเด็กของเขาต้องรอไปก่อน ริชาร์ดสันขยับขยายไปเปิดร้านสาขาใหม่ในตัวเมืองรัฐโอเรกอนและวอชิงตัน แต่ไม่นานเขาก็เริ่มเครียดกับคุณภาพหนังสือที่ร้านของเขาจำหน่ายว่ามันไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้น เขาจึงใช้เงินที่ได้จากการขายหนังสือ มาเปิดสำนักพิมพ์มันเองซะเลย !

“ไม่นานเขาก็เริ่มเครียดกับคุณภาพหนังสือที่ร้านของเขาจำหน่ายว่ามันไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้น เขาจึงใช้เงินที่ได้จากการขายหนังสือ มาเปิดสำนักพิมพ์มันเองซะเลย !”

Dark Horse Presents และ Boris the Bear เป็นผลงานประเดิมแท่น 2 เรื่องแรกที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Dark Horse ในปี 1986 แต่เรื่องที่แจ้งเกิดกลับเป็น Concrete ของ Paul Chadwick ที่ว่าด้วยเรื่องราวของนักเขียนสุนทรพจน์ประจำสภาคองเกรส ผู้กลายร่างเป็นอสุรกายปูนซีเมนต์หนัก 2,000 ปอนด์ ที่ทำให้ Chadwick ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ ถึง 26 รางวัล นับเป็นการฉายแววครั้งแรกก่อนที่ม้ามืดตัวนี้จะควบทะยาน

 

สู้ด้วยกึ๋น และฝีเท้าเต็มพิกัด

ในสนามแข่งขัน ม้าจะตัวเล็กรึใหญ่ไม่สำคัญเท่าฝีเท้าและการตัดสินใจ ในสนามธุรกิจ บริษัทที่เล็กกว่าแต่มีความคิดสร้างสรรค์และความเร็วในการลงมือทำ ย่อมสามารถเอาชนะบริษัทใหญ่โตได้ และ Dark Horse ก็ใช้กลยุทธนี้กรุยทางสู่ความสำเร็จ

“บริษัทที่เล็กกว่าแต่มีความคิดสร้างสรรค์และความเร็วในการลงมือทำ ย่อมสามารถเอาชนะบริษัทใหญ่โตได้”

ในปี 1988 Dark Horse ได้ปฏิวัติวงการหนังสือการ์ตูนที่สร้างจากหนังดัง ด้วยการออกซีรีส์การ์ตูน Aliens และ Predator ที่ขายดิบขายดี ตามด้วย Star Wars ในปี 1990 ที่ทำให้ Dark Horse ยึดครองตลาดนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งๆ ที่ลิขสิทธิ์การพิมพ์เรื่องดังๆ เหล่านี้ก็ว่างอยู่ในวงการนานแล้ว แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ใดให้ความสนใจเพราะคิดว่าพวกเขาไม่ได้ถือครองลิขสิทธิ์นั้นอยู่

นอกจากนั้น Dark Horse ยังคิดนอกกรอบด้วยการให้ศิลปินทำหนังสือการ์ตูนให้เป็นภาคต่อจากหนังดังเหล่านั้นซะเลย ซึ่งไอเดียสดใหม่นี้ก็ได้รับผลตอบรับดีเยี่ยมจากยอดจำหน่ายเป็นล้าน ทุกวันนี้ Dark Horse จึงกลายเป็นผู้นำในตลาดการ์ตูนย่อยนี้อย่างเป็นทางการ ด้วยผลงานขายดีอย่าง Star Wars, Buffy the Vampire Slayer, Aliens, Prediator, Terminator, Tarzan, Conan ฯลฯ

อู่ข่าวอู่น้ำของ Dark Horse

 

และในปี 1990 Dark Horse ก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการอีกครั้ง ด้วยการจับหนังดังสองเรื่องมาอยู่รวมกันในหนังสือการ์ตูนเรื่องเดียว นั่นคือ Aliens versus Predator ที่ทำให้มีคนนำไปเลียนแบบใช้มากมาย สร้างกระแสยำใหญ่ให้เกิดขึ้นในวงการการ์ตูนอเมริกา จนทุกวันนี้ การ crossover หรือนำการ์ตูนมาแจมกันนั้นกลายเป็นวัฒนธรรมสำคัญอันหนึ่งของวงการไปแล้ว นอกจากการเอาหนังมายำกันแล้ว Dark Horse ยังต่อยอดไอเดียนี้เป็นการเอาการ์ตูนจากค่ายอื่นอย่าง DC Comics มาแจมด้วย กลายเป็นผลงานการ์ตูน crossover ที่ติดอันดับขายดีอย่าง Batman/Predator, Superman/Aliens และ Joker/Mask

ผูกมิตรกับจ็อคกี้ เข้าตากรรมการ

แม้จะมาทีหลัง แต่ก็ใช่ว่าจะต้องวิ่งตามรอยเท้าเดิมๆ ของเจ้าถิ่น บ่อยครั้งการ คิดต่าง-ทำต่าง’ จากธรรมเนียมดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว มักจะนำมาซึ่งช่องทางใหม่ๆ ที่ดีกว่า ในขณะที่สำนักพิมพ์เก่าแก่อย่าง Marvel และ DC Comics มีกฎระเบียบหยุมหยิมกับนักเขียน และตั้งตนอยู่ในสถานะนายทุน  Dark Horse กลับมีวิสัยทัศน์เปิดกว้างให้สิทธิเสรีภาพกับศิลปิน ปฏิบัติต่อนักเขียนประดุจคู่หูหุ้นส่วน ที่สามารถมีส่วนร่วมในการผลิตและจำหน่ายผลงานของตัวเองได้ ประจวบเหมาะกับในช่วงเวลานั้น การจัดเรทติ้งหนังสือการ์ตูนได้เข้ามามีบทบาทในวงการการ์ตูนอเมริกัน

“บ่อยครั้งการ คิดต่าง-ทำต่าง’ จากธรรมเนียมดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว มักจะนำมาซึ่งช่องทางใหม่ๆ ที่ดีกว่า”

จนทำให้สตูดิโอยักษ์ใหญ่อย่าง DC Comics ต้องขัดแย้งกับนักเขียนการ์ตูนมือเก๋าหลายรายอันเนื่องจากเรื่องของการเซ็นเซอร์ หนึ่งในนั้นคือ Frank Miller ผู้ประกาศกร้าวว่าจะเลิกทำงานให้กับ DC Comics และหันมาพิมพ์หนังสือกับสำนักพิมพ์อินดี้อย่าง Dark Horse แทน

Frank Miller ผู้มีคุณูปการต่อ Dark Horse

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในปี 1990 สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการการ์ตูน Frank Miller (Batman: The Dark Knight Returns) และ Dave Gibbons (The Watchmen) จึงนำผลงานเรื่อง Give Me Liberty มาเสนอกับ Dark Horse ตามด้วย Hard Boiled ที่ Frank Miller ร่วมงานกับ Geof Darrow ความสำเร็จของผลงานส่วนตัวเหล่านี้ บวกกับนโยบายแฟร์ๆ ของ Dark Horse ทำให้นักเขียนมือเก๋าอีกมากมายตบเท้าตามเข้ามาเป็นแถว อาทิ Mike Mignola (Hellboy), Art Adams (X-Men), John Byrne (The Fantastic Four),  และ Chris Claremont  (X-Men) นับเป็นครั้งแรกในวงการที่ศิลปินรุ่นใหญ่เสนองานให้กับสำนักพิมพ์อื่นนอกเหนือจาก DC และ Marvel การเคลื่อนไหวนี้สร้างความตื่นตัวให้กับวงการการ์ตูนอย่างมาก และนำไปสู่การก่อตั้ง Image Comics สำนักพิมพ์อีกแห่งที่เน้นเรื่องสิทธิประโยชน์ของนักเขียนเช่นกัน

มองข้ามช็อต สู่ Manga และ Graphic Novel

การ์ตูนญี่ปุ่นหรือ Manga เริ่มเข้ามาตีตลาดหนังสือการ์ตูนอเมริกาในช่วงปี 2001 เนื่องจากความนิยมการ์ตูนในรูปแบบกราฟิคโนเวลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจนำเข้าการ์ตูนญี่ปุ่นเพื่อรองรับความต้องการนั้น แต่ Dark Horse ล้ำหน้าใครๆ ไปกว่า 20 ปี เพราะสำนักพิมพ์นี้ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1982 แล้ว นาย Mike Richardson ประธานผู้ก่อตั้งก็ชอบไปเที่ยวแดนปลาดิบเป็นประจำตั้งแต่ยุค ’90 และได้ไปสานสัมพันธ์กับนักเขียนการ์ตูนชาวยุ่นไว้หลายคนจนสนิทสนม

ด้วยเหตุนี้  Dark Horse จึงได้ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องดังๆ จากนักเขียนฝีมือเยี่ยมมากมาย อาทิ Lone Wolf & Cub ของ Kazuo Koike ที่มียอดขายเกิน 1 ล้านเล่มในอเมริกาแล้วในขณะนี้, Crying Freeman (น้ำตาเพชฌฆาต) ของ Ryoichi Ikegami, Akira ของ Katsuhiro Otomo, Ghost in the Shell ของ Shirow Masamune, Astro Boy ของ Tezuka Osamu, Blade of Immortal ของ Hiroaki Samura, Gunsmith Cats ของ Kenichi Sonada และ Oh My Goddess ของ Kosuke Fujishima ซีรีส์การ์ตูนญี่ปุ่นที่ยาวที่สุดในอเมริกาตอนนี้

ทางด้านหนังสือการ์ตูนแนวกราฟิคโนเวล Dark Horse ยังเป็นผู้ผลิตผลงานชิ้นโบว์แดงอย่าง Sin city และ 300 ของ Frank Miller, Hellboy ของ Mike Mignola, และ The Perry Bible Fellowship ของ Nicholas Gurewitch ทิ่ขายดีติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ในเว็บไซต์  Amazon.com

ควบทะยาน พาการ์ตูนลงแผ่นฟิล์ม

หลังจากที่เคยเปิดตลาดการนำหนังดังมาทำเป็นหนังสือการ์ตูนแล้ว ในปี 1990 Dark Horse ก็ลองคิดมุมกลับ นำคาแรกเตอร์และเรื่องราวในหนังสือการ์ตูนไปทำเป็นหนังดูบ้าง คิดแล้วก็ไม่รอช้า นาย Richardson เจ้าเก่าจึงก่อตั้ง Dark Horse Entertainment, Inc. ขึ้นทันที โดยอาศัยสถานที่ล็อตหนึ่งในสตูดิโอ Twentieth Century Fox และจับมือกับบริษัท Largo Entertainment ดำเนินการพัฒนาโปรเจ็คท์หนังกว่าครึ่งโหลในบัดดล

เป็นผลให้เกิดการผลิตหนัง 4 เรื่องภายในเวลา 3 ปี ซึ่งรวมถึงเรื่องเด่นๆ ที่เราคุ้นชื่อกันดีอย่าง The Mask (1994) และ Timecop (1994) ที่กลายเป็นหนังฮิตติดชาร์จ และภายในเวลา 16 ปีหลังจากก่อตั้ง Dark Horse Entertainment ก็มีโปรเจ็คท์ภาพยนตร์และทีวีซีรีส์รวมกันกว่าสองโหลเข้าไปแล้ว ในที่นี้รวมถึง Hellboy ทั้งสองภาค, RIPD, Ark, Grendel, Arch Enemies และ Criminal Macabre (ล่าสุดคือ  The Legend of Tarzan 2016)

ยังไม่พอ ในปี 2005 Dark Horse Entertainment ร่วมกับ Image Entertainment บริษัทผู้จัดจำหน่าย DVD ยังก่อตั้ง Dark Horse Indie บริษัทผลิตหนังอินดี้ขึ้นมา ซึ่งก็มีผลงานภาพยนตร์ทุนต่ำเอามันส์อย่าง My Name is Bruce (2007) หนังตลกที่กำกับและนำแสดงโดย Bruce Campbell นักแสดงในตำนานของหนังเกรดบี

สูงสุดคืนสู่อวกาศ ร้านขายของเล่นจากนอกโลก

ในปี 1993 ขณะที่กำลังเพลินกับการทำหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์ นาย  Richardson ก็ยังไม่ลืมกำพืดตัวเองที่เริ่มต้นมาจากการเป็นพ่อค้า เขาจึงเปิดร้านขายของเล่น Things From Another World, Inc. ขึ้นที่ซิตี้วอล์คในยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ซึ่งโดดเด่นเป็นสง่าด้วยการออกแบบให้มียานอวกาศพุ่งชนตัวตึกอยู่ และขายไปขายมา ก็เข้าอีหรอบเดิมอีกจนได้ นั่นคือเขาตัดสินใจเปิดบริษัททำของเล่นมันเองซะเลย!

“ขายไปขายมา ก็เข้าอีหรอบเดิมอีกจนได้ นั่นคือเขาตัดสินใจเปิดบริษัททำของเล่นมันเองซะเลย !”

Dark Horse Deluxe จึงถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1998 ด้วยมิชชั่นเริ่มแรกเพื่อผลิตของเล่นของสะสม, โมเดล, อุปกรณ์จากศิลปินในสังกัดของ Dark Horse แต่ต่อมาพันธกิจของบริษัทก็ขยับขยายสู่การเป็นผู้นำกระแสวัฒนธรรมป็อปล้ำยุค สินค้าของ Dark Horse Deluxe ได้แก่ Tragic Toys for Girls and Boys ของเล่นระทมทุกข์สำหรับเด็กหญิงและชายจากไอเดียของผู้กำกับสุดเพี้ยน Tim Burton, ผลิตภัณฑ์จากสตูดิโอ WETA ของ Peter Jackson, สินค้าจากซีรีส์การ์ตูน Serenity ของ Joss Whedon และล่าสุด ของเล่นจากผู้กำกับ Guillermo del Toro

นอกจากนั้น Dark Horse Deluxe ยังผลิตสินค้าจากคาแรกเตอร์การ์ตูนคลาสสิคๆ อย่าง Peanuts, Little Lulu, Flash Gordon, Tarzan, Popeye และ Underdog เคียงคู่ไปด้วยผลิตภัณฑ์ขวัญใจเด็กแนวอย่าง Emily the Strange และเจ้าแม่อินเตอร์เน็ต Penny Arcade และแน่นอนว่าย่อมต้องมีของเล่นที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนในสังกัด อาทิ Sin City, 300, Hellboy, The Mask, SpyBoy และ Go Boy 7 ใครสนใจเข้าไปเยี่ยมชมร้านของเล่นจากนอกโลกนี้ได้ที่ www.tfaw.com เขาอ้างอวดสรรพคุณไว้ว่า ‘ไม่ว่าคุณจะคลั่งอะไร เรามีของไว้ให้คุณเก็บใส่คอลเลคชั่นแน่นอน’

กระโจนสู่สนามใหญ่ ไม่หยุดนิ่ง

เมื่อเก๋าเกมในวงการหนังสือการ์ตูนแล้ว Dark Horse ก็ขยับขยายตัวเองสู่ตลาดหนังสือวงกว้างยิ่งขึ้น ในปี 2004 M Press ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตสิ่งพิมพ์กระแสหลักและนวนิยายทั่วไป เช่น Shanghai Diary อัตชีวประวัติของ Ursula Bacon อดีตเด็กหญิงวัย 11 ขวบที่หนีภัยนาซีเข้าไปอยู่ในเซี่ยงไฮ้, The Playboy Interviews, Movie Crazy ของ Leonard Maltin ส่วน DH Press บริษัทในเครืออีกแห่งก็ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตนิยายที่สร้างจากสื่อเด่นดังหรือคาแรกเตอร์ของ Dark Horse เอง อาทิ หนังสือเกี่ยวกับ Hellboy, The Universal Monsters, Scarface และ Vampire Hunter D

ในโลกอินเตอร์เน็ต DarkHorse.com เปิดตัวเมื่อปี 1995 และเป็นเว็บไซต์ที่อัดแน่นไปด้วยบทสัมภาษณ์, เกมส์, หนังตัวอย่าง, การแข่งขัน, หนังสือการ์ตูนออนไลน์ รวมทั้งร้านขายของเล่นจากนอกโลกก็ฝังตัวอยู่ในนี้ด้วย ปัจจุบันเป็นเว็บไซต์ที่ฮอตมาก ด้วยสถิติผู้เยี่ยมชมมากกว่า 500,000 คน และมีการเข้าชมมากกว่า 3,250,000 ครั้งต่อเดือน นอกจากนี้  Dark Horse ยังจับมือกับ MySpace นำหนังสือการ์ตูนไปลงให้นักท่องเว็บอ่านกันได้อีกช่องทางหนึ่ง อาทิ Dark Horse Present การ์ตูนเล่มบุกเบิกในตำนานของ Dark Horse, Sugar Shock ของ Joss Whedon และผลงานจาก Gerard Way นักร้องนำวง My Chemical Romance เรื่อง The Umbrella Academy

ปัจจุบัน ม้ามืดตัวนี้ยังแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก ผ่าน The Dark Horse Licensing Group ที่ก่อตั้งในปี 2008 เพื่อดูแลการจัดจำหน่ายสินค้าของ Dark Horse ที่มีวางขายในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกหลากหลายภาษาแล้ว

ที่มา

ปล.ต้องขออภัย หากข้อมูลบางส่วนของบทความที่อาจไม่ได้อัพเดทเนื่องจากเป็นบทความที่ถูกเขียนขึ้นกว่า 9 ปีแล้วนะครับผม แฮ่..
#แอดฯบกซัน

แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบนเว็บไซต์ Plotter นะครับผม แฮ่..

Shares
บรรณาธิการ / CEO สำนักพิมพ์ การ์ตูนไทย Let's Comic