30 MUST SEE ENSEMBLE CAST เล่นกันเป็นหมู่คณะ

โดย กอร์ดอน เก็กโค่ และ ยอริฟ อมิซิทตัส (จากคอลัมน์ THE 30 MUST SEE to be a movie lover ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 835 เดือนพฤศจิกายน 2013)

           ความแตกต่างประการสำคัญระหว่าง “หนังทั่วไป” กับหนังแบบ “เล่นเป็นหมู่คณะ” (Ensemble Cast) ก็คือ หนังทั่วไปมักจะพุ่งเน้นความสนใจตลอดจนให้ปริมาณบทแก่ “ตัวละครหลัก” 1-2 ตัวมากเป็นพิเศษ ทว่าหนังที่เล่นกันเป็นหมู่คณะนี้ ตัวละครหลักอาจมีหลายตัวซึ่งล้วนมีความสำคัญและได้รับโอกาสให้ปรากฎบนจอภาพยนตร์ในระดับไล่เลี่ยใกล้เคียงกัน และบางครั้ง ตัวละครที่ถูกเกลี่ยบทให้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมนี้ อาจถูกเรียกว่าเป็นตัวละครสมทบทั้งหมดเลยก็ได้

           หากย้อนกลับไปตรวจสอบเส้นทางของหนังแบบ Ensemble Cast จะพบว่ามันเดินมาจากสายของซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ ด้วยความที่ซีรี่ส์เล่าเรื่องขนาดยาวบ้าง หลายสถานการณ์บ้าง ไปจนถึงการที่มีเวลาในการฉายค่อนข้างเยอะเอาการ ทำให้สามารถเน้นไปยังตัวละครตัวนั้นทีตัวนี้ที เพื่อสร้างความหลากหลายไม่จำเจแก่คนดู (กรุณาจินตนาการถึง “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ”) กระทั่งเสมือนมีพระเอกนางเอกหลายคน

           เมื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ภาพยนตร์ซึ่งมีเวลาในการฉายน้อยกว่า เราจะพบว่าแต่กี้แต่ก่อนนั้นเคยมีคำว่า “หนังรวมดารา” (All-Star Cast) ซึ่งอาศัยพลังบารมีจากดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงหลายคนเพื่อกระตุ้นความสนใจจากแก่คนดู แม้ว่าในบางครั้ง ดาราผู้ถูกโปรโมทเสียอลังการนั้นจะโผล่เข้ามาในหนังแบบกะปริดกะปรอย และถึงขั้นทำหน้าที่เพียง “แวะมาทักทายคนดู” แค่นั้นเอง

           แต่สำหรับ Ensemble Cast แบบแท้ๆ นั้น แม้แต่ละคนจะได้บทแบบถัวเฉลี่ยกระจัดกระจายใกล้เคียงกัน ทว่าสูตรของหนังแนวทางนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่านักแสดงจะต้องมีชื่อเสียงแค่ไหน ทำให้บางเรื่องนักแสดงเป็นพวกอภิมหาเทพมาชุมนุมกันโดยได้นัดหมาย ขณะที่บางเรื่องกลับเป็นใครก็ไม่รู้โผล่มาหน้ามาสลอนเต็มจอไปหมด กระนั้นก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ พวกเขาล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนหนังและไม่ถูกตีตราปิดฉลากว่าใครมีความสำคัญมากกว่ากัน

           หรือหากจะมีความเหลื่อมล้ำทางบทบาท ก็มักเป็นไปด้วยความจำเป็นทางพล็อตเรื่อง (เช่น ตัวละครนี้ต้องเป็นผู้เล่าเรื่อง) หรือกระทั่งใครสักคนในนั้นเป็นจอมขโมยซีน

           Starpics ขอเชิญทุกท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของ “คนรักหนังรวมกลุ่มนักแสดง”

            *หมายเหตุ ลิสท์นี้เน้นโซนฮอลลีวู้ดและละแวกใกล้เคียงเป็นหลัก

 

THE TEAM WORK: ความสำเร็จของทีม คือความสำเร็จของเรา

           การแสดงแบบหมู่คณะประเภทนี้ลงเอยด้วยความน่าประทับใจแบบภาพรวม คนดูจะไม่รู้สึกว่าใครโดดเด่นกว่าใคร บางเรื่องชื่อชั้นดาราอาจจะเหลื่อมล้ำ ทว่าโดนควบคุมจัดการไม่ให้มีใครดราม่าเกินหน้าเกินตาเพื่อนร่วมทีม ขณะที่บางเรื่องก็แทบไม่มีคนดังเลย ดังนั้น หนังประเภทนี้จึงขึ้นชื่อว่าเน้นสามัคคีไปด้วยกัน (ไปด้วยกัน ไปได้ไกล…อะแฮ่ม!) หนังของผู้กำกับที่ชอบรวมนักแสดง – แต่ไม่ให้ใครเกินหน้าใครอย่าง โรเบิร์ต อัลท์แมน, ซิดนี่ย์ ลูเม็ตต์, เควนติน ทารันติโน่ หรือกระทั่ง เวส แอนเดอร์สัน ล้วนอยู่ในกลุ่มนี้ หากรายชื่อที่ให้ไปยังไม่จุใจล่ะก็ เรายังมีหนังทีมเวิร์คระดับเทพ อาทิ Gosford Park (2001), Glengarry Glen Ross (1992), Short Cuts (1993), Reservoir Dogs (1992), Almost Famous (2000), The Royal Tenenbaums (2001), The Player (1992), Everyone says I love you (1996), The Lord of the Rings (2001-2003), Sin City (2005), The Sweat Hereafter (1997), American Graffiti (1973), Dazed and Confused (1993), Nashville (1975), Crimes and Misdemeanors (1989), The Wild Bunch (1969) และ The Breakfast Club (1985) เป็นต้น

 

30. UNITED 93 (2006)

           การจำลองเหตุการณ์บนเครื่องบิน United Airlines ซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายไฮแจ็คให้มาถล่มทำเนียบขาว แต่ถูกกลุ่มผู้โดยสารรวมพลังต่อสู้จนเครื่องดิ่งลงพื้นโลกเสียก่อน คือมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ พอล กรีนกราส จริงอยู่ว่าสไตล์ส่ายสั่นและลำดับภาพอย่างกระหน่ำกระชั้น อาจเป็นจุดขายหลักของหนังเรื่องนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่าบรรดาผู้โดยสารและผู้ก่อการร้ายบนเครื่องบินนี้มีบุคลิกและพฤติกรรมมนุษย์เหมือนอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่มีใครโดดเด่นเกินหน้าเกินตา แถมยังแสดงออกมาได้อย่างแนบเนียนสมจริงสมจัง

           ทั้งหมดนี้ ทำให้คนดูแทบจะเชื่อตามว่าพวกเขาอยู่ในเหตุการณ์บนนั้นจริงๆ

 

29. MURDER ON THE ORIENT EXPRESS (1974 / 2017)

           แม้ตัวละคร นักสืบปัวโรต์ (อัลเบิร์ต ฟินนี่ย์) จะต้องโดดเด่นในฐานะตัวเอกจากนิยายต้นฉบับของ อกาธาร์ คริสตี้ ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของหนังเรื่องนี้ ทว่าเมื่อดูจากภาพรวมของหนัง แทบทุกตัวละครล้วนแสดงบทบาทของตนเองได้อย่างดีเยี่ยมและไม่มีใครพยายามขโมยซีนของใคร ยังผลให้ “ความลึกลับ” ของเรื่องราวดูเร้าใจมากยิ่งขึ้น

           ส่วนหนึ่งต้องชื่นชมผู้กำกับ ซิดนี่ย์ ลูเม็ตต์ ที่คุมปริศนาการฆาตกรรมบนรถไฟสายด่วนนี้อย่างอยู่หมัด จนทำให้เห็นทีมเวิร์คของดาราตัวท็อปแห่งวงการอย่าง ลอเรน เบคอล, อิงกริด เบิร์กแมน, มาร์ติน บัลซั่ม ไปจนถึง ฌอน คอนเนอรี่ 

           สำหรับเวอร์ชั่นรีเมคปี 2017 ที่กำกับและนำแสดงโดย เคนเนธ บรานาห์ นั้นก็ขนเอานักแสดงดังมาเต็มขบวนไม่แพ้กัน ทั้งน้องใหม่ดาวรุ่งอย่าง เดซี่ ริดลีย์ มาจนถึงรุ่นใหญ่อย่าง มิเชลล์ ไฟเฟอร์, จอห์นนี่ เด็ปป์ ไปยันรุ่นป้าลายครามอย่าง จูดี้ เดนช์ แต่ผลที่ออกมากลับไม่ค่อยเปรี้ยงนัก (คนดูส่วนใหญ่ว่าหนังน่าหลับซะครึ่งเรื่อง) อย่างไรเสีย ก็จะมีคดีสืบสวนภาคต่อไปของเฮอร์คูล ปัวโรต์ ให้เราชมกันต่อในปี 2019 อย่าง Death on the Nile

 

28. THE THIN RED LINE (1998)

           หนังสงครามที่มีนักแสดงอย่าง ฌอน เพนน์, นิค โนลเต้, จิม คาวีเซล, จอห์น คูแซ็ค, เบน แชปลิน, วู้ดดี้ ฮาเรลสัน, จอร์จ คลูนี่ย์ และ จอห์น ทราโวลต้า มารวมกันแน่นทะนานในเรื่องเดียว ได้สร้างความพิลึกกึกกืออย่างหนึ่งขึ้นมา เนื่องจากคนดูแทบไม่ค่อยรู้สึกว่าพวกเขามีตัวตน (และยิ่งกว่านั้นคือ คนดูไม่ค่อยแน่ใจว่าตนเองดูรู้เรื่อง)

           สาเหตุดังกล่าวเป็นเพราะบทบาทของทุกคนมีหน้าที่เป็น “องค์ประกอบหนึ่งของเรื่อง” ที่ผู้กำกับสุดติสท์อย่าง เทอเรนซ์ มาลิค หยิบจับมาใช้เล่าปรัชญาชีวิตกับสงครามอย่างลึกซึ้ง หรือกล่าวอีกอย่างว่า เราไม่รู้หรอกว่านักแสดงเหล่านี้เล่นเข้าขากันดีหรือสามัคคีกันแค่ไหน แต่ทั้งหมดล้วนถูกผู้กำกับตัดหั่นเลาะเล็มบท-จนแทบจะเป็นตัวประกอบเล็กๆ กันหมด

 

27. THE ROYAL TENENBAUMS (2001) / MOONRISE KINGDOM (2012)

           อันที่จริง หนังของ เวส แอนเดอร์สัน นั้นคือสวรรค์ของนักแสดงที่อยากทำอะไรเปิ่นๆ แสบๆ คันๆ ในลักษณะตัวการ์ตูนบ้าบอ ซึ่งทั้งเรื่องราวของครอบครัวสุดเพี้ยนมากปัญหา และลูกเสือเด็กที่หนีค่ายไปตั้งรกรากกับสาวคนรัก จนผู้ใหญ่วิ่งเต้นเคลียร์กันขาขวิดเรื่องนี้ ก็เอื้ออำนวยให้นักแสดงแต่ละคนได้หาทางขโมยซีนกันสุดฤทธิ์ ทว่าท้ายที่สุดมันกลับเป็นการแสดงกลุ่มประเภทสามัคคีรวมพลังที่ยอดเยี่ยมกระเทียมเจียว ซึ่งนอกจากเนื้อเรื่องและงานสร้างที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใครแล้ว กำไรสายตาอีกอย่างของคนดูก็คือการได้เห็นนักแสดงดังๆ ในมาดและบทประหลาดๆ ทั้ง กวินเน็ธ พัลโทรว, ยีน แฮ็คแมน, เบน สติลเลอร์, โอเว่น กับ ลุค วิลสัน ในเรื่องแรก และ บรูซ วิลลิส, เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน, บิลล์ เมอเรย์, ฟรานเชส แม็คดอร์มานด์, เจสัน ชวาร์ซแมน และ ทิลด้า สวินตัน ในเรื่องหลัง

 

26. THE AVENGERS (2012)

           ซูเปอร์ฮีโร่มารวมตัวกัน!?! แถมต่างคนต่างมีบุคลิกสุดจี๊ดจนยากจะจับมาเลี้ยงให้เชื่องได้ แต่อย่างที่เราเห็นกันอยู่ว่า จอสส์ วีดอน ทำให้ กัปตันอเมริกา, ฮัลค์, ไอรอนแมน, ธอร์ ฯลฯ ได้ปริมาณบทและความสำคัญเกือบจะเท่ากันทั้งหมด และความสนุกของหนังก็มาจากตรงนี้นี่แหละ

           ความเก่งกาจของคนสร้างคือการทำให้บุคลิกอันไม่ปกติของฮีโร่แต่ละคน ต้องมาผจญกับสถานการณ์วิกฤตร่วมกัน และต่างคนต่างก็ควักเอาอีโก้ของตนเองมาปาใส่กันอย่างเมามัน ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง ความสามัคคี (เพราะเห็นแก่โลก?) ก็บังเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

 

25. X-MEN (2000)

           โปรดย้อนไปอ่านของ The Avengers อีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนผู้กำกับเป็น ไบรอัน ซิงเกอร์ และตัวละครเป็นกลุ่มเอ็กซ์เม็นที่นำทีมโดย วูล์ฟเวอรีน

 

24. THE WOMEN (1939)

           หลายคนยังสงสัยว่า นี่อาจเป็น Sex and the City เวอร์ชั่นคุณตาคุณยายยังเด็ก ตัวละครสาวๆ ซึ่งนำทีมโดยนวลอนงค์ในตอนนั้นอย่าง โจน ครอว์ฟอร์ด, นอร์มา เชียเรอร์, โรซาลินด์ รัสเซลล์ ฯลฯ ต่างแชร์บทบาทกันในฐานะหญิงสาวผู้เวียนว่ายในวังวนแห่งความรัก ซึ่งสับสนยุ่งเหยิงไม่ลงตัว

           จอร์จ คิวกอร์ กำกับให้หนังออกมาตลกปนดราม่าอย่างกลมกล่อม ความน่าทึ่งของเขาก็คือ หนังดำเนินไปอย่างสนุกสนานโดยไม่มีบทของใครเหลื่อมล้ำกัน และนักแสดงซึ่งมีบทพูดสิริรวมแล้วถึง 130 คนนี้ ก็ล้วนมีความสลักสำคัญทั้งสิ้น

 

23. 12 ANGRY MEN (1957)

           ซิดนี่ย์ ลูเม็ตต์ น่าจะเป็นผู้กำกับที่ชำนาญการคอนโทรลนักแสดงจำนวนมาก ให้มารับใช้พล็อตเรื่องอย่างซื่อสัตย์ แถมยังให้ทักษะการแสดงที่เข้มข้นจริงจังโดยไม่เที่ยวไปบดบังใครอีกด้วย เราจึงได้เห็น “ลูกขุนทั้ง 12 คน” ทั้งทะเบาะเบาะแว้งกัน และค่อยๆ โน้มน้าวใจกันในแบบดราม่าที่สมจริงสมจัง เหมือนแอบสังเกตของจริงยังไงยังงั้น แม้ เฮนรี่ ฟอนด้า จะถูกวางสถานะให้โดดเด่นกว่าคนอื่นเล็กน้อย แต่หากไม่มีพวกคนหัวดื้อที่เหลือ หนังคงไม่เฉียบขาดทางการแสดงแบบนี้

 

22. PULP FICTION (1994)

           มือปืน 2 คน, อีหนูกับเจ้าพ่อ, นักมวยกับเมีย, เจ้าของบ้านในชุดนอน, พ่อค้ายา, จอมสะสาง, กลุ่มนักข่มขืน ไปจนถึงพวกคนกระจอกทั้งหลายในเรื่อง-ล้วนมีความโดดเด่นทั้งสิ้น และยังไม่นับฉากจำนวนมากของหนังที่น่าจะกลายเป็นฉากคลาสสิคของโลกภาพยนตร์ (แค่มือปืนท่องไบเบิ้ลก่อนยิงคนตาย ก็สุดเหวอแล้ว)

           แต่เห็นแบบนี้ เควนติน ทารันติโน่ ทำให้ทุกบทบาทในหนังอาชญากรรมนี้แชร์ความโดดเด่นอย่างเท่าเทียมกัน และล้วนแสดงได้อย่างขึ้นชื่อลือชากันทั้งนั้น แม้ว่าสองมือปืนซึ่งรับบทโดย จอห์น ทราโวลต้า และ แซมมวล แอล. แจ๊คสัน จะโดดเด้งกว่าใครเพื่อน แต่ใครเลยจะปฏิเสธฉากดีๆ ที่ตัวละครของ อูม่า เธอร์แมน, วิง เรห์ม, บรูซ วิลลิส, คริสโตเฟอร์ วอลเคน, ทิม ร็อธ, ฮาร์วี่ย์ ไคเทล ฯลฯ ร่วมกันสรรค์สร้างขึ้นมา

 

21. DO THE RIGHT THING (1989)

           เหตุผลที่คนจำนักแสดงจากหนังเรื่องนี้กันไม่ค่อยได้ ไม่ได้หมายความว่าแสดงไม่ดี (นอกเหนือไปจากการที่หนังไม่ดังในระดับทั่วไป) หากนั่นเพราะการคัดนักแสดงที่กลืนไปกับบทบาท หรือการกำกับที่มีเทคนิคแพรวพราวของ สไปค์ ลี ซึ่งทำให้คนดูสัมผัสได้ว่า “อุณหภูมิแห่งอคติ” ในชุมชนหลากหลายเผ่าพันธุ์นี้ดูสมจริงเหลือหลาย ทุกคนต่างล้วนมีส่วนในการเพิ่มดีกรีความร้อนให้แก่เรื่อง และกรุยทางไปสู่ความรุนแรงในตอนท้าย

 

20. MARGIN CALL (2012)

           ในวันที่วิกฤตซับไพรม์กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องระดมความคิดและความสกปรกโสมมเพื่อเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ บรรดาตัวละครที่วนเวียนมีตั้งแต่ลูกจ้างชั้นล่าง ผู้บริหารระดับกลาง ผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงกลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัท จนหนังเสมือนกางพิมพ์เขียวแห่งทุนนิยมสามานย์ให้เราได้ยล ว่ามีใครมีส่วนร่วมในระบบอันแล้งน้ำใจนี้บ้าง ซึ่งนั่นทำให้คนอย่าง เควิน สเปซี่ย์, พอล เบ็ตตานี่, เดมี่ มัวร์, ไซมอน เบเกอร์ ไปจนถึง เจเรมี่ ไอรอนส์ ต่างได้โชว์ศักยภาพหนุนส่งกันและกันอย่างสุดอลังการ

 

19. MASH (1972)

          ถ้าเป็นเมืองไทย บรรดาองค์กรวิชาชีพแพทย์หรือทหารคงได้ออกมากดดันเซ็นเซอร์-โทษฐานทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาป่นปี้ เพราะกลุ่มแพทย์สนามในสงครามเกาหลีเรื่องนี้ ล้วนเหมือนกับสุภาษิตจีนที่ว่าเอาไว้ “เจียะป้าบ่อสื่อ-กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรจะทำ” วันๆ เลยนั่งคิดแต่จะหาเรื่องพิเรนทร์ทำแก้เครียด จนกลายเป็นตลกร้ายประเภทรวมดาราของ โรเบิร์ต อัลท์แมน ซึ่งเปี่ยมด้วยทีมเวิร์คในการแสดงชนิดทำให้คนดูฮากันอุตลุต

 

18. CRASH (2004)

           หนึ่งในดราม่าระดับทศวรรษจากการประกาศผลออสการ์ปี 2005 คือการที่หนังซึ่งไม่ได้แม้กระทั่งเข้าชิงสาขาผู้กำกับอย่าง Crash สามารถพลิกล็อคคว่ำหนังเกย์เต็งจ๋าอย่าง Brokeback Mountain คว้าหนังยอดเยี่ยมจนทุกคนมองหน้ากันเหรอหรา

           แต่หากเรามองในแง่การแสดงเป็นหมู่คณะก็จะพบว่า มันได้รางวัลเกียรติยศนี้ไปครองอย่างสมเหตุสมผลแล้ว เพราะเหล่าตัวละครหลายชาติพันธุ์หลากลักษณะในเรื่องนี้แชร์ความสำคัญอย่างเท่าเทียมทั่วถึง ร่วมกันสะท้อนปมปัญหาอคติการอยู่ร่วมกันในสังคมอเมริกาซึ่งเลาะเลียบไปกับยุคสมัยตอนนั้นอย่างแนบเนียน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะจิ้มชื่อดาราคนไหนของเรื่องออกมา-อาทิ ดอน ชีเดิ้ล, แธนดี้ นิวตัน, แม็ทท์ ดิลลอน, ซานดร้า บูลล็อค, ลูดาคริส, เทอเรนซ์ ฮาเวิร์ด, ไมเคิล พีน่า, ไรอัน ฟิลิเป้ หรือกระทั่ง เบรนดัน เฟรเซอร์ ก็ล้วนสลักสำคัญและแทบไม่เหลื่อมล้ำกันเลย

 

17. LITTLE MISS SUNSHINE (2006)

            พล็อตเรื่องประเภทครอบครัวเพี้ยนๆ มีปัญหา เอื้ออำนวยให้นักแสดงแต่ละคนฉายแววเจิดจ้าออกมา และแน่นอนมันเจิดจ้าเหมือนชื่อของหนังจริงๆ

           แต่ละตัวละครอาจมีคาแรคเตอร์ผิดแผกไปจากมนุษย์มนา ทว่าเมื่อมาอยู่ด้วยกันกลับหลอมเป็นหนึ่งเดียวแน่นแฟ้น และแทบไม่เห็นร่องรอยของการลักขโมยความเด่นจากใคร จนคว้ารางวัลแสดงหมู่ยอดเยี่ยมจากสมาคมนักแสดงอเมริกา และยังทำให้นักแสดงทุกคนที่ร่วมเดินทางพาลูกสาวคนเล็กไปประกวดนางงามเด็กที่แคลิฟอร์เนีย ได้รับการยกย่องไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อขี้แพ้-เกรก คินเนียร์, คุณน้าเกย์จิตตก-สตีฟ คาเรลล์, คุณแม่หน่ายใจ-โทนี่ คอลเล็ตต์, คุณพี่ไม่พูด-พอล ดาโน่, อีหนูโลกสวย-อบิเกล เบรสลิน และออสการ์สมทบชายในบทคุณปู่ปากปีจอ-อลัน อาร์กิ้น

 

16. THE FULL MONTY (1997)

            คงไม่ค่อยมีใครจดจำนักแสดงในเรื่องนี้ได้เท่าไหร่ (หรือคุณนึกหน้านักแสดงพอมีชื่ออย่าง มาร์ค แอ๊ดดี้ กับ โรเบิร์ต คาร์ไล ออก?) เพราะพวกเขาถูกคัดเลือกมาให้เป็นคนหน้าตางั้นๆ ทว่ากลับเล่นสอดประสานเข้ากันแบบทีมเวิร์ค (เหมือนอย่างที่พวกเขาพยายามจะทำในการเต้นเปลือยในเรื่อง) หนังสร้างความเฮฮาครื้นเครงเมื่อกลุ่มชายตกงานต้องมารวมตัวกันเต้นแก้ผ้าเพื่อหาเงินประทังชีวิต ขณะที่รูปโฉมโนมพรรณนั้นไม่ได้เข้าใกล้ความเย้ายวนชวนชมเอาเสียเลย

           แต่นั่นแหละ การเล่นเป็นกลุ่มที่ทรงประสิทธิภาพจริงๆ มันต้องวัดกันที่ผลลัพธ์ของหนังว่าสามารถกระเตงคนดูไปด้วยได้หรือเปล่า และหากดูจากรางวี่รางวัลเป็นพะเรอเกวียนที่หนังเล็กๆ เรื่องนี้ได้รับ คงบอกได้ว่าพวกเขาทำได้ดีขนาดไหน

 

15. NETWORK (1976)

           ความยุ่งเหยิงในสถานีโทรทัศน์ที่อยู่รอดปลอดภัยด้วยระดับของเรทติ้งนี้ ทำให้ตัวละครจำนวนมากต้องเข้ามาอลหม่านและกัดกันเละตุ้มเป๊ะ และนั่นยิ่งทำให้หนังของ ซิดนี่ย์ ลูเม็ตต์ แสบสันต์เข้ากระดูกดำเมื่อมันกัดธุรกิจสื่อสารมวลชนอย่างไม่บันยะบันยัง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องที่ขับเคลื่อนด้วยฝีไม้ลายมือของผู้แสดงนี้ จะกลายเป็นโรงงานผลิตรางวัล เมื่อส่งนักแสดงเข้าถึงเวทีออสการ์ 5 คน!!!

           ปีเตอร์ ฟินช์, เฟย์ ดันอะเวย์ และ เบียทริซ สเตรท (นำชาย นำหญิง และสมทบหญิง ตามลำดับ) ร่วมกันโกยรางวัลอย่างสนุกมือ ขณะที่ วิลเลียม โฮลเด้น และ เน็ด บีทตี้ ได้แต่นั่งยิ้มแหยๆ และปรบมือตอนที่ชื่อของคู่แข่งถูกประกาศให้เป็นผู้ชนะ

 

THE COMPETITION: เฉือนบทกันสุดฤทธิ์!

           การแสดงแบบกลุ่มซึ่งดาราแต่ละคนได้ปริมาณบทใกล้เคียงกัน ทำให้ไม่มีการยกให้ใครเป็นดารานำอย่างเด่นชัด ดังนั้น ต่างคนต่างก็รีดเค้นพลังความสามารถออกมาอย่างถึงที่สุด จนแทบจะกลายเป็นการแข่งขันกันโดยปริยาย แต่ก็นั่นแหละ หนังบางเรื่องมีการเชือดเฉือนที่หาผู้ชนะไม่ได้ แต่บางเรื่องก็มีคนที่วิ่งเข้าเส้นชัยได้อย่างฉิวเฉียด หนังของผู้กำกับอย่าง สตีเว่น โซเดอเบิร์ก, พอล โธมัส แอนเดอร์สัน หรือที่เน้นการแสดงอย่าง ไมค์ นิโคลส์ และ สตีเฟ่น ดัลดรี้ มักจะอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน นอกเหนือจากลิสท์ที่เราให้ไป ยังมีหนังเล่นหมู่ซึ่งดาราใหญ่เค้าเฉือนบทกันอย่างเมามัน ได้แก่ The Towering Inferno (1974), Mars Attacks! (1997), L.A.Confidential (1997), Babel (2006), Amores Perros (2000), 21 Grams (2003), Coming Home (1978), Charlie wilson’s war (2007), The Deer Hunter (1978), The Great Escape (1963), The Bridge on the River Kwai (1957), Adaptation (2002), Up in the air (2009), Heat (1995), Apollo 13 (1995) เป็นต้น

 

14. DOUBT (2008)

            ด้วยพล็อตเรื่องเกี่ยวกับ “บาทหลวงผู้ต้องสงสัยว่ากินถั่วดำเด็กชาย” ทำให้บรรยากาศส่วนใหญ่ในหนังของ จอห์น แพทริค แชนลี่ย์ ออกมาอึมครึม ชวนสงสัย เปี่ยมด้วยความไม่น่าไว้วางใจ และนี่เองที่ทำให้ตัวละครทั้งหลายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น บาทหลวง เด็กชาย แม่ชีแก่ แม่ชีสาว ผู้ปกครอง ฯลฯ ล้วนเข้ามาสังฆกรรมเชือดเฉือนบทบาทกันอย่างถึงพริกถึงขิง จนทำให้ค่าเฉลี่ยทางฝีมือของหนังเรื่องนี้สูงลิบลิ่ว และไม่น่าแปลกใจหากนักแสดงจะเข้าชิงออสการ์ถึง 4 คน ซึ่งรายนามแต่ละคนอย่าง เมอรีล สตรีพ, ฟิลิป ซีมัว์ ฮอฟฟ์แมน, เอมี่ อาดัมส์ และ ไวโอล่า “ขโมยซีน” เดวิส ทำให้มันเสมือนเวทีมวยแลกหมัดของนักชกรุ่นเฮฟวี่เวท และเสมือนฝันที่เป็นจริงของชมรมคนชอบดราม่าเชือดเฉือนอีกด้วย

 

13. BOOGIE NIGHTS (1997)

           มหากาพย์แห่งอุตสาหกรรมหนังโป๊นี้ นักแสดงมีบทบาทเหมือนส่วนประกอบในสายพานการผลิตของอุตสาหกรรมจริงๆ ทุกคนล้วนมีเรื่องราวของตนเองและเชื่อมต่อกันไปมา ผู้กำกับอัจฉริยะอย่าง พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ทำให้เหล่าดารานักแสดงในเรื่องนี้ซึ่งเป็นขาประจำของเขา อาทิ จูลี่แอนน์ มัวร์, ดอน ชีเดิ้ล, ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน และ วิลเลียม เอช เมซี่ย์  “เกือบจะเท่าเทียมกัน” อยู่แล้วเชียว ถ้าไม่มีฉาก มาร์ค วอห์ลเบิร์กโชว์ของลับ” ในตอนท้ายเรื่อง

           กระนั้น หนุ่ม มาร์กี้ มาร์ค กลับไม่ใช่ผู้เฉือนเข้าเส้นชัย เพราะทั้งหมดทั้งมวล มันเป็นหนังที่คนดูและนักวิจารณ์เอาแต่พูดถึงการแสดงสุดสวิงสวายของ เบิร์ต เรย์โนลด์ส

 

12. THE MAGNIFICENT SEVEN (1960 / 2016)

         ด้วยเหตุที่มีการรวมตัวมือปืนกัน 7 คนมาร่วมปกป้องหมู่บ้านจากเหล่าร้าย หนังจึงเป็น Seven Samurai เวอร์ชั่นคาวบอยไปโดยปริยาย ฉากการต่อสู้กับพวกคู่อริทำให้พวกเขาเล่นกันแบบทีมเวิร์คได้ยอดเยี่ยม แต่เนื่องจากหนังจงใจขายความน่าตื่นตาของบุคลิกตัวละครมือปืนทั้ง 7 จึงทำให้เกิดการแย่งชิงความเด่นดังกันอลหม่าน แม้จะแสดงดีกันถ้วนหน้า ทั้ง สตีฟ แม็ควีน, ชาร์ล บรอนสัน และ อีไล วอลลาซ แต่ท้ายสุด มี 2 คนที่เหมือนจะอยู่รอดปลอดภัยได้โดยไม่มีอะไรมาบดบังให้เสื่อมราศี นั่นคือ ยูล บรินเนอร์ และ เจมส์ โคเบิร์น

         สำหรับเวอร์ชั่นใหม่ที่กำกับโดย อังตวน ฟูกัว ออกฉายในปี 2016 ก็ประสบชะตากรรมเดียวกับหนังรีเมคเรื่องอื่นๆ นั่นคือไม่เจ๊งแต่ก็ไม่เจ๋งเท่ากับต้นฉบับ ถึงจะขนเอานักแสดงชายมากหน้าหลายคาแรกเตอร์ โดยมีหนุ่มฮ็อต (ในช่วงนั้น) อย่าง คริส แพรตต์ มาเป็นแม่เหล็ก ก็ไม่ช่วยให้เสียงตอบรับดีขึ้นเท่าไหร่ กลายเป็นการตอกตะปูปิดโลงว่าหนังแนวตะวันตกนั้นมัน ‘ตกยุค’ ไปแล้วจริงๆ อย่างไรเสีย ใครที่ชอบความคุ้มหนุ่มๆ เยอะๆ ก็ไปหามาชมกันได้

 

11. TROPIC THUNDER (2008)

            หนึ่งในหนังที่ตลกที่สุดของปี 2008 โหด มัน ฮา ด้วยการแสดงของเหล่าดาราตลกซึ่งเสียดสีล้อเลียนการถ่ายทำหนังสงครามแบบเตลิดเปิดเปิง พล็อตเรื่องกลุ่มนักทำหนังสงครามที่ดันไปเจอกับ “ของจริง” ในประเทศด้อยพัฒนา เอื้อให้มีบุคลิกตัวละครสุดพิสดารพันลึก (แค่มุกเอาคนขาวมาแสดงเป็นคนดำก็ดูเรื้อนได้ใจแล้ว) แต่เหนือกว่า เบน สติลเลอร์, โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ และ แจ๊ค แบล็ค ที่ถือเป็นเต้ยแห่งการแสดงสุดเพี้ยน (และเพียรพยายามจะขโมยซีนกันตลอดเวลา) ทั้งมวลกลับถูกซูเปอร์สตาร์หน้าหล่ออย่าง ทอม ครูซ กับบทบาทโปรดิวเซอร์หัวล้านเล่นใหญ่ จี้ปล้นความสนใจไปหน้าตาเฉย

 

10. THE HOURS (2002)

           สตีเฟ่น ดัลดรี้ ทำให้หนังของเขาเป็นมหกรรมโชว์การแสดงเสมอมา และเมื่อได้วัตถุดิบเป็นนิยายของ ไมเคิล คันนิงแฮม ที่บรรยายตัวละครจิตตกหลายตัวผ่านหลายยุคสมัย ก็ยิ่งทำให้เกิดการแก่งแย่งกันเด่นแบบไม่มีใครยอมใคร 3 สาวใหญ่กับ 3 ยุคสมัย ที่ไม่ได้มาเล่นร่วมในฉากเดียวกัน กลายเป็นเวทีประลองฝีมือราวกับมหกรรมชิงแชมป์โลก ทั้ง นิโคล คิดแมน, จูลี่แอนน์ มัวร์ และ เมอรีล สตรีพ แถมยังมีนักแสดงสมทบสุดขลังอย่าง เอ๊ด แฮร์ริส ซึ่งสุดท้ายแล้ว เจ๊นิโคลในบท เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ก็เฉือนเข้าป้ายไปได้ด้วย “จมูกปลอม” นั่นเอง

 

9. OCEAN’S 11/12/13/8 (2001, 2004, 2007, 2018)

           ปฏิบัติการรวมพลคนอยากปล้นของ แดนนี่ โอเชียน ทั้งสามภาค นำไปสู่กลยุทธ์อาชญากรรมสุดหวือหวาเร้าใจ และเร่งดีกรีความเพลิดเพลินด้วยสไตล์กำกับของ สตีเว่น โซเดอเบิร์ก เพราะทุกคนมีส่วนในปฏิบัติการ หนังจึงมีบทให้ตัวละครเกินสิบตัวต้องมาแชร์กันอย่างบ่อยครั้ง แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะได้บทเท่ากัน และยิ่งมียอดฝีมือกับธรรมดาฝีมือร่วมฉากกัน ก็พลอยทำให้ใครบางคนโดดเด่นเร้าใจกว่าใครเขา

           และ “ใคร” ที่ว่านี้ก็มักจะเป็น จอร์จ คลูนี่ย์ ไม่ก็ แบรด พิทท์ อยู่ร่ำไป (เสียใจด้วยนะ แม็ทท์ เดมอน, ดอน ชีเดิ้ล, จูเลีย โรเบิร์ต และ แอนดี้ การ์เซีย!!!)

           สำหรับภาคของสาวๆ อย่าง Ocean’s Eight นั้น แม้ว่าจะนำทีมโดย แซนดรา บุลล็อค ที่รับบทเป็นน้องสาวของแดนนี่ โอเชียน ผู้ต้องการจะปล้นล้างแค้นให้พี่ชาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาวคนอื่นๆ ที่มาร่วมภารกิจนั้นก็เด็ดดวงไม่แพ้กัน (จนถึงขั้นขโมยซีนหัวหน้าแก๊งไปเลยก็มี!) ไม่ว่าจะเป็น แอนน์ แฮทธาเวย์, เคท แบลงเช็ตต์, เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ โอ๊ย ตัวแม่ทั้งน้าน!

 

8. THE DEPARTED (2006)

           มันไม่ควรจะกลายมาเป็นหนัง Ensemble cast สักเท่าไหร่ หากพิจารณาจากสไตล์หนังของ มาร์ติน สกอร์เซซี ที่มักจะให้ตัวละครหลักมีบทบาทเหนือกว่าใครอื่นเขาเสมอมา แต่เรื่องนี้หาใช่แบบนั้น เพราะไม่เพียงเกลี่ยบทให้สองดารานำที่เป็นสปายให้ตำรวจ/ผู้ร้าย อย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ แม็ทท์ เดมอน หนังยังมีนักแสดงระดับสุดยอดอย่าง แจ๊ค นิโคลสัน กับมาเฟียผู้บ้าคลั่ง, อเล็กซ์ บาลด์วิน กับ มาร์ติน ชีน ที่โชว์เก๋าเหลือประมาณ หรือ เวร่า ฟาร์มิก้า กับด้านอันอ่อนโยนของหนัง

           ทว่าท้ายที่สุดแล้ว หนังรีเมคจาก Infernal Affairs เรื่องนี้ ซึ่งยังโชว์เทคนิคการนำเสนอสุดโลดโผน กลับถูกขโมยความสนใจไปโดยตำรวจปากตะไกรซึ่งรับบทโดย มาร์ค วอห์ลเบิร์ก!

 

7. TRAFFIC (2000)

           ความแตกต่างของนักทำหนังอย่าง สตีเว่น โซเดอเบิร์ก กับตำนานอย่าง โรเบิร์ต อัลท์แมน ประการหนึ่งก็คือ ขณะที่ฝ่ายหลังเลือกให้นักแสดงมารวมกลุ่มกันโดยกดทับความเด่นเอาไว้ คนแรกกลับปล่อยให้แต่ละคนชิงดีชิงเด่นกันตามใจชอบ และนั่นยังผลให้หนังอาชญากรรมที่ผนวกหลายสถานการณ์หลากสถานที่-แต่เชื่อมโยงกันด้วยอาชญากรรมและยาเสพติดเรื่องนี้ เกิดมหกรรมปล่อยของกันสุดฤทธิ์

           หนังคว้าออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลง, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม และผู้คว้าชัยชนะท่ามกลางกลุ่มดารารุ่นใหญ่อย่าง ไมเคิล ดั๊กลาส, แคทลีน ซีต้า โจนส์, ดอน ชีเดิ้ล ได้แก่ เบนิซิโอ เดลโตโร่ ในบทตำรวจปราบยาเสพติด

 

6. THE USUAL SUSPECTS (1995)

           รูปโฉมของหนังเอื้อให้เป็น Ensemble Cast โดยแท้ เพราะหนังวางพล็อตให้มี “ผู้ต้องสงสัย” ในคดีอาชญากรรมคึกโครมหลายคน และคนเขียนบทกับผู้กำกับก็บิดหักเรื่องไปมาเพื่อหลอกล่อคนดูตลอดเวลา การแสดงประเภทกลุ่มของหนังเรื่องนี้จึงต้องชื่นชมทั้งนักแสดงและผู้กำกับที่ช่วยกันอำพรางโฉมหน้าของจอมโหดนักวางแผนอย่าง “ไคเซอร์ โชเซ่” ได้แนบเนียน

           ไบรอัน ซิงเกอร์ รุ่งโรจน์จากเรื่องนี้ก่อนจะไปกำกับหนังดังจำพวกเอ็กซ์เม็นและซูเปอร์แมน ขณะที่กลุ่มนักแสดงอย่าง พีท พอทเทิลสเวิร์ธ, สตีเฟ่น บาลด์วิน, แกเบรียล เบิร์น และ เบนิซิโอ เดล โตโร่ ก็เนียนไปกับบทอย่างสุดกู่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ในห้วงยามนั้นจะไม่มีนักแสดงคนไหนมาแรงเท่ากับ เควิน สเปซี่ย์

 

5. CHICAGO (2002)

           อาจโดนดูถูกว่าโด่งดังได้ออสการ์เพราะไม่มีหนังเพลงดีๆ มานานแล้วบ้าง ผู้กำกับ-ร็อบ มาร์แชล-ถูกกระแนะกระแหนว่าฝีมือสู้คนกำกับเวอร์ชั่นละครเวทีไม่ได้บ้าง แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้หนังเพลงอาชญากรรม/เสียดสีสังคมเรื่องนี้ขับเคลื่อนไปอย่างไหลลื่น คือภาคการแสดงอันยอดเยี่ยม ต่างคนต่างเดินหน้าสร้างความเด่นให้ตัวเองแบบอุตลุต (และผู้พ่ายแพ้ถูกคัดออกคนแรก ได้แก่ ริชาร์ด เกียร์) จนประกาศศักดาเข้าชิงสาขาการแสดงถึง 4 ตัว ทั้ง ควีน ลาติฟาห์, จอห์น ซี.ไรลี่ย์ และ เรเน่ เซลเวเกอร์

           ทว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดได้แก่ แคทธลีน ซีต้า-โจนส์ ซึ่งฉวยออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยมกลับบ้านไปด้วย

 

4. THE HELP (2011)

           ดาราชั้นดี(และน่ารัก)อย่าง เอ็มม่า สโตน กลายเป็นนักแสดงระดับธรรมดาไปเลย เมื่อต้องมาอยู่ในหนังที่เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรดทางการแสดงเรื่องนี้ ยัยหนูเอ็มม่าแสดงเป็นหญิงสาวที่พยายามเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมืองของคนผิวสี โดยได้รับ “ความช่วยเหลือ” มากมายจากบรรดาหญิงผิวสีรับใช้ที่ต้องทำงานต่ำต้อยด้อยค่า หนังอาศัยอคติของคนแต่ละกลุ่มสร้างพล็อตและส่งมุกกันอย่างครื้นเครงและสนุกสนาน แต่ก็ยังเกาะกินใจให้ซาบซึ้งและคอยลุ้นตามไปด้วย

           ไวโอล่า เดวิส, ออคทาเวีย สเปนเซอร์ และ เจสสิก้า แชสเท่น เล่นแบบไม่แคร์เพื่อนร่วมฉากแต่อย่างใด และดาหน้าเข้าชิงออสการ์กันอย่างเมามัน โดยหนังคว้ามาได้ในสาขาสมทบหญิงของออคทาเวีย ขณะที่ไวโอล่าพลาดสาขานำหญิงไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด (สาแก่ใจแล้วใช่ไหม? “เมอรีลแฟนคลับ”)

 

3. NO COUNTRY FOR OLD MEN (2007)

           ตัวละครเอกของเรื่องอาจเป็นได้ทั้ง นายอำเภอคนดี (ทอมมี่ ลี โจนส์), มือปืนคนเลว (ฮาเวียร์ บาเด็ม) และ ชาวบ้านดีๆเลวๆ (จอช โบรลิน) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนังถูกตัวละครทั้ง 3 ฝ่ายร่วมกันอุ้มประคับประคองเอาไว้ตลอดเวลา จนกลายเป็นงานแสดงประเภทกลุ่มที่ยอดเยี่ยม (นอกเหนือจากความยอดเยี่ยมในทุกส่วนสัดของหนัง ภายใต้การกำกับของ สองพี่น้องตระกูลโคน)

           แต่ก็นั่นแหละ หากจะมีใครสักคนถูกจดจำได้มากที่สุด เขาคนนั้นต้องเป็น ฮาเวียร์ บาเด็ม ในบทบาทมือปืนน่าสะพรึงผู้มีทรงผมทรมานใจแม่-แอนตัน ชิเคอร์

 

2. CLOSER (2004)

           หนังของ ไมค์ นิโคลส์ ทั้งทีมีหรือจะแสดงห่วย?

           แต่ปัญหาก็คือมหกรรมรวมดารามากฝีมือเรื่องนี้ เหมือนการจับเอาตัวท็อปมารบราฆ่าฟันกันเอง ผ่านพล็อตเรื่องคู่รัก 2 คู่ที่เจ็บปวดรวดร้าวกับความรัก และคิดแค้นพยาบาทหักหลังกันไปมา พลังดราม่าของหนังนับว่าพุ่งทะลุเพดานโรงหนัง ในตอนที่ฉายนั้นไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า จู้ด ลอว์ และ จูเลีย โรเบิร์ตส์ นั้นฝากฝีไม้ลายมือขั้นเอกอุครุเทพ แต่ผู้ชนะตัวจริงน่าจะเป็น ไคลฟ์ โอเว่น และ นาตาลี พอร์ตแมน ที่แตะมือกันคว้าลูกโลกทองคำและเข้าชิงออสการ์ในสาขาสมทบ

 

1. MAGNOLIA (1999)

           หนังบนหิ้งที่อยู่บนหอคอยงาช้างของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่การเล่าหลายเหตุการณ์แล้วเซอร์ไพรส์คนดูด้วยเหตุการณ์ปริศนา “ฝนตกลงมาเป็นกบ” (ซึ่งแน่นอนว่ามันอิงกับตำนานในคัมภีร์ไบเบิ้ล) ทว่าส่วนสำคัญคือการสร้างสถานการณ์ที่กระจัดกระจายผ่านตัวละครที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน เหล่านี้กลายเป็นเงื่อนไขให้แต่ละกลุ่มตัวละครได้เวลาของตนเอง-ที่จะเฉิดฉายให้เหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ

           อาการยึดติดกับชีวิตด้านมืด ซึ่งเหมือนกับการ “ไม่ปล่อยวาง” ของผู้คนนี้ ถูกนำเสนอผ่านฝีมือนักแสดงชั้นยอดอย่าง ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน, จอห์น ซี.ไรลี่ย์, วิลเลียม เอช เมซี่ย์, จูลีแอนน์ มัวร์ แต่ที่น่าบันทึกเอาไว้ก็คือ คนที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็น ทอม ครูซ ซึ่งหยิบลูกโลกทองคำกลับบ้านไป

 

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก