THE 30 MUST SEE to be a movie lover : SEQUELS ภาคต่อ

บทความโดย ยอริฟ อมิซิทตัส และ กอร์ดอน เก็กโค่ (จากคอลัมน์ 30 Must See to be A Movie Love ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 823 เดือนพฤศจิกายน 2012)

เมื่อละเล่นคำกันตามรูปศัพท์ “หนังภาคต่อ” ชวนให้คิดแบบเถรตรงได้ว่ามี “เนื้อหาต่อจากภาคก่อนหน้า” แต่อาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลของโลกภาพยนตร์ หาได้อนุญาตให้ตีขลุมเหมารวมได้เพียงเท่านั้น เพราะหนังที่ออกฉายทีหลังจำนวนไม่น้อยกลับมี “ห้วงเวลาตามท้องเรื่อง” เกิดขึ้นก่อนภาคที่ออกฉายไปแล้ว (เช่น ย้อนกลับไปเล่าเรื่องของคุณลุงฮันนิบาลในวัยหนุ่ม เป็นต้น) ดังนั้น จึงมีการบัญญัติศัพท์ว่า “ภาคก่อนหน้า” (Prequel) เอาไว้รองรับ อย่างไรก็ตาม บทความนี้ขอใช้คำว่า “หนังภาคต่อ” (Sequels) เพื่อสื่อความถึงหนังที่ออกฉายเป็นภาคถัดๆ มา โดยไม่จำเป็นว่าหนังเรื่องนั้นจะมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับภาคก่อนในลักษณะใด (อาทิ เชื่อมเนื้อเรื่องที่ถูกหั่นแบ่งอย่าง Kill Bill, เชื่อมเฉพาะตัวละครอย่าง เจมส์ บอนด์, ตัวละครชุดเดียวกันแต่กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าแบบ Infernal Affairs II ฯลฯ)

สิ่งที่หลายคนมักประสบพบเจอกับกรณี “หนังภาคต่อ” ก็คือ “ยังไม่ได้ดูภาคก่อนหน้าเลย แล้วจะดูภาคนี้รู้เรื่องไหมเนี่ย?” ปัญหานี้อาจคลี่คลายได้ในหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทนดูไปแล้วพบว่าหนังมีวงจรชีวิตของมันเองในภาคนี้-โดยไม่ต้องปูพื้นภาคก่อนหน้าก็ได้ หรือ ดูแล้วงงงวยไม่รู้ว่าไอ้ตัวนั้นมายังไง แล้วมันมาโกรธแค้นอะไรกับไอ้ตัวนี้ และอีกกรณีหนึ่งก็คือ การประสบพบเจอคุณภาพที่เหมือนการสุ่มซื้อหวยรัฐบาล มันอาจจะยอดเยี่ยมกระเทียมเจียว แต่ (โดยส่วนมาก) หนังภาคต่อระดับน่าหดหู่กู่ไม่กลับ มักจะรอคอยท่านอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม “หนังภาคต่อ” ที่เราคัดสรรมาให้ในคราวนี้ ไม่ใช่หนังกะเฬวราก หากถูกกล่าวถึงในระดับ “ยอดเยี่ยม” บ้างในความหมายของหนังสนุก, หนังน่าสนใจ หรือ หนังดี ทั้งสิ้น

Starpics ขอเชิญทุกท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของ “คนรักหนังภาคต่อ”



หนังในหมวดนี้คือภาคต่อที่ได้รับอิทธิพลจากภาคแรก (หรือภาคก่อนหน้า) อย่างมาก อาจจะในแง่ของพล็อตเรื่อง ตัวละคร โครงสร้างความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งต่างๆ ฯลฯ เรียกว่าอยู่ภายใต้เงื้อมเงาและเจริญรอยตามในแบบไม่นอกลู่นอกทางเกินไปนัก การชื่นชอบหนังภาคต่อในแบบนี้ถือเป็นขั้นพื้นฐานที่สุด

นอกเหนือจากลิสท์รายชื่อที่เราให้ไป ยังมีหนังเด่นซึ่งเป็นภาคต่ออันน่าจดจำ อาทิ The Naked Gun 2½ (1991), Mad Max II: The Road Warrior (1981), Back To The Future Part II (1989), Superman II (1980), Addams Family Values (1993), Rugrats In Paris (2000), The Lost World: Jurassic park (1997), Airplane 2: The Sequel (1982), Nightmare On Elm Street 3: The Dream Warriors (1987), Mission: Impossible: Ghost Protocol (2011), National Lampoon’s Christmas Vacation (1989), Ghostbusters II (1989) และ Halloween 3: Season of the witch (1982)

30. LORD OF THE RINGS: RETURN OF THE KING (2003)

แม้ภาคนี้จะเลิศเลอเพอเฟ็คท์ได้เพราะอานิสงค์ของการปูพื้น-ในภาคแรก (เช่นเดียวกับที่แฟนเดนตายของหนังกระซิบกระซาบกันว่า “ภาคแรกมีเสน่ห์ที่สุด”) การยอมเสียสละให้หนังดร็อปลงแต่เป็นตัวเชื่อมที่ยอดเยี่ยม-ในภาคที่สอง (ยอมคาตัวเองเอาไว้อย่างนั้นเพื่อภาคสุดท้ายโดยเฉพาะ) – กระนั้น ภาคสุดท้ายที่ยืนยิ้มรับเสียงสรรเสริญได้ด้วยการส่งต่อเนื้อเรื่องและอารมณ์จากภาคก่อนๆ เช่นหนังอย่าง ROTK ก็ยังสมควรได้รับการสรรเสริญยกย่องเชิดชู ในฐานะที่ทำให้บทสรุปของ “อภินิหารแหวนครองพิภพ” ออกมาน่าตื่นตาตื่นใจทั้งงานด้านภาพและเสียง

29. LETHAL WEAPON 2 (1989)

ความแข็งแกร่งของสูตรตำรวจคู่หูขาวดำ ด้วยตัวละครแบบ ริกส์ และ เมอร์ทอช (เก่ง บ้า ตลก และบุคลิกไม่น่าจะเข้ากันได้) ตลอดไปจนถึงความสำเร็จอย่างล้นหลามในภาคแรก ทำให้การทำภาคต่อแทบกลายเป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปาก อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างคู่หูสุดเดือดอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่กลับค่อยประดิดประดอยพล็อตเรื่องใหม่ให้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ เมล กิ๊บสัน และ แดนนี่ โกลเวอร์ ในหนังของ ริชาร์ด ดอนเนอร์ ยังคงทรงเสน่ห์เหลือกินเหลือใช้ ในคราวนี้พวกเขาต้องมาสืบค้นและบุกตะลุยสืบสวนการคบคิดประกอบอาชญากรรมของผู้ที่ใช้เอกสิทธิ์ทูตอาฟริกาใต้ นอกจากนี้ ประโยคคำพูด “Diplomatic Immunity” ด้วยสำเนียงคนดำแบบน่าหัวเราะเยาะ ยังกลายเป็นเครื่องหมายการค้าสำคัญอีกด้วย

 28. SHREK 2 (2001)

หลังจากภาคแรกทำท่าว่าจะล้อเลียน “ไอคอนแห่งโลกเทพนิยาย” ไปจนเกลี้ยง แต่จริงๆ แล้วมันยังเหลืออีกเป็นพะเรอเกวียน หนังเริ่มเมื่อเจ้ายักษ์ออร์กตัวเขียว ชเร็ค สุขสมหวังกับเจ้าหญิง ฟิโอน่า ทั้งคู่พากันเดินทางอย่างอุ้ยอ้ายมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ฝ่ายหญิง-ซึ่งแน่นอนว่ายากจะทำใจรับลูกเขยแสนอัปลักษณ์ตัวนี้ได้ นำพาไปสู่การพัวพันถึงนางฟ้าใจทราม เจ้าชายสันดานเสีย และตัวอื่นๆ ที่หลงหูหลงตาไปจากบทหนังภาคแรก อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ภาคนี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด คือการให้กำเนิดตัวละครสำคัญอย่าง พุซอินบู้ทส์ แมวเหมียวนักดาบ ผู้เปล่งรัศมีทั้งโหดเหี้ยมและขี้อ้อนได้สลับกันอย่างน่าทึ่ง ประเด็นก็คือ มันเข้ามาตะกุยตะกายแย่งความสำคัญ “ตัวละครสมทบ” แข่งกับเจ้าลา (เอ๊ะ! หรือว่าล่อ) ดองกี้ ผู้ครอบครองฟันที่เหยินที่สุดในโลกอนิเมชั่น

ความป่วนเปิ่นของทั้งพุซและดองกี้ ทำให้ยักษ์ออร์คและบรรดาพวกเทพนิยายทั้งหลายที่ปรากฎตัว-กลายเป็นเพียงบุคคลธรรมดาในบัดดล!

27. STAR TREK II: THE WRATH OF KHAN (1982)

Star Trek เวอร์ชั่นใหม่น่ะหรือ? ก็โอเคนะ แต่หากถามแฟนเดนตายของ Star Trek (ที่เราเรียกกันว่า เทร็คกี้ /เทร็คเกอร์) ภาคแจ๋วที่สุดของพวกเขาได้แก่ Star Trek II กับการปรากฎตัวของวายร้ายระดับเอกอุ ข่าน (ริคาร์โด มอนตาลบาน) คู่ปรับคนสำคัญของนายพลเคิร์ก ทีเด็ดของภาคนี้ไม่เพียงการผูกพล็อตให้มหาวายร้ายนี้เก่งกาจยากจะทาบเทียม หากเขายังเป็นตัวละครที่เปี่ยมด้วยเลือดเนื้อจิตใจ อารมณ์ความรู้สึกรุนแรง กำลังวังชาราวม้าคึกถูกฝึกให้เสพยาบ้า และหากใครยังไม่ได้ดู ขอแนะนำให้จับตามอง “ฉากตาย” (ของใครหนอ?) ให้ดี นี่คือหนึ่งในมหรสพแห่งมรณาที่สาสมกับแฟนพันธุ์แท้จริงๆ

ส่วนสำคัญที่จะทำให้คนดูคลั่งไคล้หนังภาคนี้มากขึ้น คือการได้รู้จักกับสตาร์เทร็คเวอร์ชั่นซีรี่ส์ฉายทางทีวี เพราะหากใครเป็นแฟนคลับหน้าจอแก้วมาก่อน ย่อมเรียกหาแต่ “ข่านนนนนนน…” อย่างแน่นอน

26. DIE HARD WITH A VENGEANCE (1995)

ภาคแรก-กลายเป็นหนังแอ็คชั่นคลาสสิค, ภาคสอง-ผู้กำกับ เรนนี่ ฮาร์ลิน ได้รับคำชมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง, ภาคที่สี่-ได้คำวิจารณ์เฉลี่ยถึง B+ ส่วนภาคที่สามที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่น่ะหรือ? …“มันเป็นหนังที่บ้าบอและโครมครามที่สุด” ภารกิจตามมาหลอกหลอน จอห์น แมคเคลน (บรูซ วิลลิส) นายตำรวจที่ชีวิตส่วนตัวเลวทรามลงเรื่อยๆ ทุกภาค หลังจากไปผจญภัยตึกระฟ้า ไปสติแตกแถวเครื่องบินมาแล้ว คราวนี้เขาเจอคู่ปรับที่ถือไพ่เหนือกว่าตลอดเวลา คอยล่อหลอกให้แมคเคลนไปล้มลุกคลุกคลาน เปรอะเปื้อนฝ่าด่านต่างๆ โดยมีความปลอดภัยของกรุงนิวยอร์กเป็นเดิมพัน แม้หนังจะไม่ได้เหนือชั้นหรือเลิศเลอ (จริงๆ แล้วได้คำวิจารณ์แย่ที่สุดในแฟรนไชส์ Die Hard) แต่มัน “สนุกเป็นบ้า” มุกต่างๆ ถูกใส่เข้ามาถี่ยิบ พร้อมด้วยความอึดของตัวละครพระเอกที่ถูกใจคนดูเป็นที่สุด ที่สำคัญ เราจะได้เห็นความเหนือชั้นของนักแสดงสมทบอย่าง แซมมวล แอล แจ๊คสัน และ เจเรมี่ ไอรอนส์ ที่เชือดเฉือนกับวิลลิสอย่างสมน้ำสมเนื้อเหลือเกิน

25. BLADE II (2002)

ในแฟรนไชส์ของ Blade นั้น เราคงต้องชม สตีเฟ่น นอร์ริงตัน ผู้กำกับภาคแรกที่สามารถทำให้หนังแอ็คชั่นแวมไพร์เรื่องนี้มีรากฐานที่แข็งแรง แต่ถึงที่สุดแล้ว แฟนหนังก็ยังคงเทความสนใจไปยังผู้กำกับแบรนด์เนมอย่าง กิลแยร์โม เดลโตโร่ ในภาคที่สองอยู่ดี วัตถุดิบชั้นเลิศที่แผ้วถางทางเอาไว้ตั้งแต่ภาคแรกถูกนำมาขัดเกลาและปรับแต่งอย่างสอดคล้องลงตัว บรรยากาศดูลี้ลับและโกธิคมากขึ้น แอ็คชั่นดูเนี้ยบและถึงใจขึ้น รวมไปถึงการเข้าคู่ตัวละครที่เหมือนมาจากคนละเวที แต่ก็เข้าขากันราวร่วมเล่นมาหลายตอน ทั้งยังไม่รวมถึงการผลักดันให้ทุกคนแน่ใจว่าคนอย่าง เวสลี่ย์ สไนป์ ก็เป็นพระเอกหนังแบบเท่จังเลย กับเขาได้จริงๆ

24. SCREAM 2 (1997)

หลังจากภาคแรกได้ทำการยั่วล้อและละเล่นกับ “สูตรหนังเชือด” อย่างสนุกสนาน จนไม่น่าจะหลงเหลือมุกให้นำมาสับขาหลอกคนดูได้อีก ทว่าคนเขียนบทอย่าง เควิน วิลเลียมสัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปรมาจารย์หนังหวีด เวส คราเว่น ก็ยังหาทางให้ภาคต่อนี้ออกมาคุณภาพสูงลิ่ว ด้วยการให้ตัวละครพูดคุยปูพื้นเกี่ยวกับ “หนังภาคต่อ” และให้คนดูคอยคาดเดาท่ามกลางอารมณ์ขันปนระทึก เมื่อถึงคราวต้องหลอกล่อ หนังคงเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ผสานบทสนทนาตัวละครคมกริบ และในจังหวะต้องเหี้ยม หนังก็เหี้ยมไม่แพ้ใคร

ฉากฆาตกรรมและการทุรนทุรายเอาตัวรอดของนางเอกสาว ซิดนี่ย์ คือสิ่งที่เป็นไฮไลท์สำคัญ

 23. TOY STORY 2 (1999)

ยังไงการ์ตูนสุดฮิตของพิกซาร์เรื่องนี้ก็ต้องมีรายชื่อติดอันดับ เพียงแต่ต้องข้ามปัญหาสองข้อนี้ไปให้ได้เสียก่อนคือ 1) ระหว่างภาคต่อกับภาคแรก อันไหนดีกว่ากัน? และหากต้องเลือกภาคต่อ 2) เราจะเลือกภาค 2 หรือ 3 กันดี?

บรรดาเกจิหนังทั้งหมดทั้งมวล ล้วนชี้นิ้วไปยังภาค 2 แทบจะทั้งหมด ในภาคนี้เล่าถึงเหตุการณ์หลายปีถัดมา กลุ่มผองเพื่อนของเล่นร่วมผจญภัยไปช่วยเหลือ วู้ดดี้  เจ้าหุ่นคาวบอยสุดเฮี้ยว ซึ่งดันกลายเป็น “คอลเล็คชั่นหายาก” และมีคนจ้องชนิดตาเป็นมัน เราจึงได้เห็นบทภาพยนตร์อันยอดเยี่ยมว่าด้วยมิตรภาพและการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยในสังคม ซึ่งตบโบนัสคนดูด้วยฉากการไล่ล่าช่วยเหลืออย่างสนุกสนาน

 22. INDIANA JONES & THE LAST CRUSADE (1989)

ปัญหาประการสำคัญของภาคก่อนหน้าอย่าง The Temple of Doom (1984) คือ มันค่อนข้างจะหม่นมืดเกินไป สนุกน้อยไปนิด และพลอยทำให้หนังประสบความสำเร็จทางการเงินต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ (แต่ยังถือว่าถล่มทลาย) ดังนั้น สตีเว่น สปีลเบิร์ก ในฐานะผู้กำกับมาตั้งแต่ Raiders of the lost ark (1981) จึงตัดสินใจหวนคืนไปสู่ความสำเร็จอย่างภาคแรกอีกครั้ง

ดังนั้น อินเดียน่า โจนส์ (แฮริสัน ฟอร์ด) ภาคนี้จึงมีบุคลิกและตกอยู่ในสถานการณ์ใกล้เคียงกับเมื่อเกือบสิบปีก่อน มิหนำซ้ำ ความขบขันราบรื่นยังดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อันเป็นผลมาจากการเสริมตัวละครผู้เป็นพ่อ (ฌอน คอนเนอรี่) เข้ามา เจ้าพ่อลูกคู่นี้แบบว่าดื้อดึง ชอบเล่นสนุกทั้งคู่ ทีนี้หนังก็เลยได้ผจญภัยกันไป ฮากันไปอย่างสุดเหวี่ยง

21. HELLBOY II: THE GOLDEN ARMY (2008)

ก่อนจะออกฉาย หลายคนยังกังขาในฝีไม้ลายมือของ กิลแยร์โม่ เดลโตโร อยู่บ้าง แต่หลังจากเรื่องนี้ออกฉายและสานต่อความสำเร็จด้วยผลงานระดับออสการ์อย่าง Pan’s Labyrinth คงแทบไม่มีใครกล้าเหยียดหยามหนุ่มเนิร์ดใหญ่นักทำหนังจากเม็กซิโกคนนี้อีกต่อไป ในภาคนี้เราได้เห็นไอ้เด็กนรกอย่าง เฮลล์บอย (รอน เพิร์ลแมน) ด้วยมุมมองที่ลึกขึ้นและชวนเห็นอกเห็นใจมากขึ้น เขาถูกกักกันตัวให้อยู่ในสถานะ “อาวุธลับ “ของรัฐบาล ขณะที่ความสัมพันธ์กับแฟนสาวสุดเพี้ยน (พอๆกัน) อย่าง ลิซ (เซลม่า แบลร์) ก็ออกจะสามวันดีสี่วันไข้ ทั้งนี้ยังมีตัวน่ารำคาญแกมสงสารระคนกันอย่างมนุษย์ปลา (ดั๊ก โจนส์) เข้ามาขโมยซีนเรื่อยๆ

หนังลุ่มลึกทางอารมณ์ ขณะเดียวกันก็เอะอะโครมครามในยามที่เฮลล์บอยออกลูกแอ็คชั่น

20. BATMAN RETURNS (1992)

ภายใต้การกุมบังเหียนของ ทิม เบอร์ตัน (ก่อนที่ภาคสามจะเปลี่ยนไปอยู่ในมือของ โจเอล ชูมัคเกอร์ และลงสู่จุดต่ำสุดของประวัติศาสตร์มนุษย์ค้างคาวในภาคที่สี่) นี่เป็นมนุษย์ค้างคาวภาคที่มีเสน่ห์ล้ำลึกที่สุด หนังใช้ประโยชน์จากเวอร์ชั่นการ์ตูนผสมผสานกับสไตล์การกำกับของเบอร์ตันที่ผลักดันให้เหล่าตัวร้ายออกมา “พิลึกพิลั่น” หากใครมองว่าโจ๊กเกอร์ในภาคแรกช่างเสียสติแล้ว โปรดมาพิจารณาความวิปลาสแบบมนุษย์เพนกวินและนางแมวป่าในภาคนี้ดู

19. INFERNAL AFFAIRS II (2003)

ในความเป็นจริง เหตุการณ์ตามท้องเรื่องของภาคนี้-เกิดขึ้นก่อนหน้าภาคแรก เพราะหนังย้อนกลับไปเล่าถึงอดีตในวัยหนุ่มของตำรวจ/ผู้ร้ายที่ปลอมแปลงมาแฝงองค์กรของกันและกัน จะว่าไปแล้ว ตัวละครที่ไม่เหมือนเดิม รวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็แทบจะหลุดพ้นออกมาจากภาคแรก อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของภาคแรกกลับสะกดภาคต่อ (อันเป็นภาคเนื้อหาก่อนหน้า) เสียอยู่หมัด เพราะคนสร้างเขาช่างจินตนาการทางพล็อตอย่างยากจะหาใครเปรียบ โดยการเอาโครงสร้างความสัมพันธ์ทั้งหมดของตัวละครภาคแรก มาเป็นพิมพ์เขียวในการหาช่องว่าง และสร้าง “จุดกำเนิด” -อันเป็นเนื้อหาของภาคสอง ดังนั้น มุกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคแรก จึงได้กลับมาถูกขยายความและยั่วล้อในภาคสองอย่างเฉียบแหลม และนั่นยังรวมไปถึงฝีไม้ลายมือการกำกับของ แอนดรูว์ เลา ที่เด็ดขาดลีลาไปเลย

แน่นอนว่า หนังอาชญากรรมจากฮ่องกงเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในงานที่หลักแหลมและทรงพลังที่สุดของโลกภาพยนตร์ตะวันออกยุคใหม่

18. KILL BILL VOL.2 (2004)

นี่คือหนังที่ชวนให้ถกเถียงพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ประการแรก มันน่าจะเป็นหนังเรื่องเดียวกับ vol.1 และสาเหตุเดียวที่ถูกแยกออกมาเป็นสองภาค ก็เพราะมันยาวเกินไป จึงถือเป็นภาคต่อแบบว่าเพราะภาคแรกมันไม่จบ ประการที่สอง จริงๆ แล้วหากจะบอกว่าหนัง vol.1 และ vol.2 เป็นหนังที่เหมือนกันก็คงไม่ถูกนัก เพราะหากพิจารณาจากสไตล์การอ้างอิงของผู้กำกับจอมอ้างอิง เควนติน ตารันติโน่ เราจะพบว่า แหล่งที่มาของการอ้างอิงใน vol.1 จะเน้นไปยังกังฟูและซามูไร ขณะที่ vol.2 จะเน้นหนังสไตล์คาวบอยเสียมากกว่า

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็ยังดูผสมปนเปกันอยู่ดี และในฐานะหนังภาคต่อ-นี่คืองานที่ยอดเยี่ยมได้เพราะการวางพล็อตเรื่องอย่างแน่นหนาโดยภาคก่อนหน้า และถูกเสริมพลังเทอร์โบด้วยฝีมืออันไม่มีใครหยุดได้ของผู้กำกับนั่นเอง



ภาคต่อที่น่าตื่นตาตื่นใจ-สำหรับนักดูภาพยนตร์ที่กระตือรือล้น หาใช่การดำเนินตามรอยเท้าหนังเรื่องก่อนหน้าแบบก้าวต่อก้าว (และทำได้เพียงเปลี่ยนฉากสถานที่หรือเพิ่มตัวละคร) แต่มันยังควรจะต้องมี “ความกล้า” ในการปรับเปลี่ยนเรื่องราว เสริมแต่งให้ออกนอกขนบ จนบางที มันก็อาจเป็นภาคต่อที่หลุดออกไปอยู่ในจักรวาลอื่นเลยก็ได้ นอกจากนั้น ภาคต่อที่เรารวมมาอยู่ในหมวดนี้ยังรวมถึงหนังที่ดีกว่าภาคก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการแหกธรรมเนียมภาคต่อที่มักจะเลวลงอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

นอกจากรายชื่อในลำดับที่เราให้ไป ยังมีหนังแนะนำอันได้แก่ ตอนที่ดีที่สุดของแฟรนไชส์อย่างเช่น Terminator 2: Judgment Day (1991) เจมส์ บอนด์ ภาคที่ดีที่สุด (ถ้าคุณนับว่ามันยังพอจะเป็นหนังภาคต่อได้) From Russia with Love (1963) ปฏิบัติการ แจ๊ค ไรอัน ใน Clear & Present Danger (1994) หนังที่เปลี่ยนอารมณ์ให้หม่นมืดจนแทบจะล้นขอบวรรณกรรมเยาวชนอย่าง Harry Potter and the Order of the Phoenix (2007) กระทั่งหนังที่บ้าขนาดเปลี่ยนฉากสถานที่-ราวกับเล่นเกมตู้อย่าง Back to The Future Part III (1990)

17. EVIL DEAD II (1987)

หลังจากภาคแรกประสบความสำเร็จ กลายเป็นหนังคัลท์ให้คนคลั่ง แซม ไรมี่ หวนกลับมาทำภาคต่อของหนังผีบ้าในป่าทึบ ดูผิวเผินเป็นกิจกรรมแบบทุนนิยมที่ขูดรีดความภักดีจากคนดู และหยิบฉวยเงินในกระเป๋าอย่างน่าไม่อาย ทว่าเมื่อพ้นช่วงเชื่อมต่อในฉากแรกๆ ของหนังไปแล้ว คนดูจะพบว่าหนังผีบ้าภาคนี้ล้วนใหม่สดอย่างเหลือเชื่อ มันไม่มีอะไรเดินย่ำกับของเก่าเก็บแม้แต่นิด ทุกฉากทุกห้วงเวลาล้วนหักเหไปอย่างยากที่คนดูจะคาดเดา ผู้กำกับและคนเขียนบทวางจังหวะให้คนดูเกิดอารมณ์ได้ทั้งขบขันและเขย่าประสาทอย่างเหมาะเหม็ง จนมันได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหนังผีภาคต่อที่ดีที่สุด และคู่ควรกับสถานะหนังเขย่าขวัญที่ส่งอิทธิพลต่อหนังยุคใหม่มากที่สุดอีกเรื่องด้วย

16. THE BOURNE ULTIMATUM (2007)

ใครว่าภาคแรกอย่าง The Bourne Identity ภายใต้การกำกับของ ดั๊ก ไลแมน เป็นหนังที่ไม่ดี? เปล่า มันดี แต่ภาคที่สองของ “สายลับความจำเสื่อม” กลับดีกว่า และภาคที่สามกลับดีที่สุด!

หลังจากเทคโอเวอร์ในภาคสองมาเป็นของตนเอง พอล กรีนกราส เจ้าพ่อแห่งวงการ ”สั่นไหวสไตล์” และการตัดต่อแบบฉึบฉับ ได้เนรมิตให้หนังเจสัน บอร์น กลายเป็นมหกรรมแห่งความน่ากระสับกระส่าย เวียนหัว แต่กลับสะท้อนภาวะทางใจของคนที่จำอะไรไม่ได้-อย่างดียิ่ง ภาคสองอย่าง Supremacy ว่าดีแล้ว แต่ภาคสามนั้นเรียกว่าบรรลุระดับโสดาบันไปเลย โดยเฉพาะฉากในสถานีวอเตอร์ลูช่วงครึ่งเรื่องแรก ใครเล่าจะไม่อกสั่นขวัญแขวนได้?

15. GREMLENS 2: THE NEW BATCH (1990)

ไอ้ตัวเกรมลินจากภาคก่อนหน้ายังอยู่ แต่มันช่วยที่ไม่ได้ที่เหล่าเกรมลินคอลเล็คชั่นใหม่ๆ ของผู้กำกับ โจ ดังเต้ จะมาแย่งซีนขโมยความเด่นกันเพียบ (โดยเฉพาะยัยเกรมลินตัวเมียสุดเพี้ยน) บางคนที่ได้ดูบอกว่าคุณภาพของภาคต่อในเรื่องนี้ มันก็เหมือนกับการที่ผู้กำกับคิดไปเองว่านี่คือครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะได้ทำหนังเกรมลินแล้ว เขาจึงใส่ความหฤหรรษ์อย่างสุดแสนสร้างสรรค์ ตัวละครโฉบเฉี่ยวโหดมันฮา พล็อตและมุกแบบเถิดเทิงกระเจิงกระจายเต็มไปหมด ถึงขนาดทำให้หนังภาคแรกกลายเป็นหนังติ๋ม และภาคนี้ถูกยกขึ้นหิ้งหนึ่งในภาคต่อที่ดีที่สุดตลอดกาล

น่าเสียดายที่ตอนเข้าฉายถูกมองข้าม แต่เมื่อเรามีดีวีดีหรือบลูเรย์ (หรือกระทั่งเว็บบิทก็แล้วแต่) ก็ฉวยโอกาสนี้ไปหามาดูกันเถอะ

14. X2: X-MEN UNITED (2003)

หนึ่งในหนังยุคใหม่ที่ถูกเอ่ยอ้างถึงในฐานะ “หนังภาคต่อที่ดีกว่าภาคแรก” แม้ว่ามนุษย์กลายพันธุ์และการห้ำหั่นในภาคแรกนั้นจะนับได้ว่าน่าพึงพอใจแล้วก็ตาม มาคราวนี้ ไบรอัน ซิงเกอร์ ไม่เพียงมีการดีไซน์ฉากและตัวละครหน้าใหม่ที่สร้างความประทับใจให้แก่คนดู (และแน่นอนว่าใครจะลืมฉากบุกประชิดตัวประธานาธิบดีในช่วงต้นเรื่องได้ลง) แต่มันยังเปี่ยมไปด้วยเบื้องลึกของตัวละครโดยเฉพาะวูล์ฟเวอรีน

บางที สิ่งที่สรุปหนังภาคนี้ได้ดีที่สุดน่าจะมาจาก แอนดรูว์ ซาร์ริส นักวิชาการ/นักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่กล่าวไว้ว่า “หนังมันดีพอที่จะบอกได้ว่าผมถูกสะกดให้เพลิดเพลิน บันเทิง และสนุกสนานซาบซึ้งอย่างต่อเนื่อง และท้ายที่สุดมันเป็นหนังที่บอกเล่าถึงดราม่าความเป็นมนุษย์มากกว่าพวกกลายพันธุ์เสียอีก”

13. THE EMPIRE STRIKES BACK (1980)

ภาพของแฟรนไชส์ Star Wars ทั้ง 6 ภาค อาจจะถูกครอบครองโดย จอร์จ ลูคัส แต่อันที่จริงภาคที่เขากำกับมีอยู่ 4 เท่านั้น และ 1 ใน 2 ภาคที่เขาไม่ได้กำกับอย่าง The Empire Strikes Back กลายเป็นสตาร์วอร์สภาคที่ดีที่สุดตลอดกาล!

แม้ว่าในภาคแรกอาจจะเป็นหนังที่สร้างกระแสนิยมอย่างบ้าคลั่ง มีภาพสงครามอวกาศอันตื่นเต้น ตัวละครเท่ๆ และการโยงใยความสัมพันธ์อันน่าตื่นตาตื่นใจ แต่หนังชุดสตาร์วอร์สอาจจะกลายเป็นบล็อคบัสเตอร์แสนธรรมดา หากไม่ได้ Episode V หรือเรียงตามลำดับการสร้างเป็นภาคที่ 2 เรื่องนี้ช่วยชีวิตเอาไว้ มันบรรจุเอาฉากแอ็คชั่นชั้นยอด ภาพบรรยากาศและโลเคชั่นน่าตื่นตา การเผยความเป็นมาและตำนานของสงครามอวกาศอย่างน่าทึ่ง การลงลึกไปสู่พลังแห่งจักรวาลของโยดา และแน่นอน การพาคนดูถลำเข้าสู่รสขมปร่าและด้านมืดของมหากาพย์ชุดนี้

 12. DAWN OF THE DEAD (1978)

ถ้าไม่นับความระทึกของห้วงเวลาตายห่าตายโหง และไม่นับเรื่องราวซอมบี้ไล่ล่าคนเป็น หนังภาคต่อเรื่องนี้เกือบจะแยกเป็นเอกเทศจากภาคต้นกำเนิดได้ ตัวละครผู้หลบหนีถูกออกแบบมาใหม่ (แม้จะยังอยู่ในสูตรผสมเดิมๆ) และที่ใหม่กว่าคือ การเสียดเย้ยระบบทุนนิยมที่บ้าคลั่งเสียยิ่งกว่าผีบ้ายั้วเยี้ยะ ด้วยการให้ตัวละครไปติดอยู่ในห้างสรรพสินค้ายามค่ำคืนและทำสิ่งโง่บัดซบ จอร์จ เอ โรเมโร ยังคงเก่งฉกรรจ์ในการควบคุมความระทึกของหนัง โดยคราวนี้เขามากับภาพสีสันสุดโหด เพลงป็อบบรรลือโลก และฉากไล่ล่าที่มันยิ่งกว่าภาคก่อนหน้าเสียอีก

11. SPIDER-MAN 2 (2004)

จริงอยู่ว่ามันดำเนินรอยตามสูตรหนังภาคต่อ “ใหญ่ขึ้น มากขึ้น” แต่ใครเล่าจะไม่ชื่นชมที่ แซม ไรมี่ ผู้กำกับสามารถทำให้ในความบิ๊กเบิ้มของหนัง มีอารมณ์ดราม่าเข้มข้น ด้านหม่นมืด ความน่าสงสารเห็นใจ ให้เวลากับการปูพื้นตัวละครร้ายสุดเจ๋งอย่าง ด็อกเตอร์ อ็อคโทปุส ไปจนถึงการไล่ล่าต่อสู้ที่ในช่วงสำคัญก็ถาโถมใส่คนดูอย่างต่อเนื่องชนิดตั้งตัวแทบไม่ติด ที่สำคัญ หนังดูดีกว่าภาคแรกเล็กน้อยในภาพรวม เนื่องจากองค์ประกอบสิ่งละอันพันละน้อยและจังหวะดำเนินเรื่องสอดคล้องลงตัวมากขึ้น

10. THE DARK KNIGHT (2008)

ใครที่ปากมอมกล้าด่าว่าภาคแรก Batman Begins เป็นหนังไม่ดี? เปล่าเลย มันเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่ภาคที่สองของ คริสโตเฟอร์ โนแลน นี้เขามีพล็อตก่อการร้าย มีเงื่อนไขศีลธรรมมนุษย์อันน่าตื่นตระหนก มีฉากแอ็คชั่นสุดอลังการ และรวมไปถึงการมี โจ๊กเกอร์ !

9. THE GODFATHER PART II (1974)

ตัวอย่างคลาสสิคที่ถูกจดจำและอ้างอิงต่อๆ กันมาในโลกภาพยนตร์: Godfather Part II เป็นหนังภาคต่อที่ดีที่สุดตลอดกาล และเป็นหนังที่ดีกว่าภาคแรก

หากพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม หนังภาคแรกกับภาคที่สองในตระกูลก็อดฟาร์เธอร์นี้ (โปรดลืมภาคที่ 3 ไปเถิด) อาจจะมีคุณภาพสูสีใกล้เคียงกัน ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า คือผู้ชำนาญการด้านการจัดวางภาพ ดนตรีประกอบ และเรียงเรื่องอย่างแท้จริง เพียงแต่การเล่าเรื่องราวคอร์ลิโอเน่ในภาคแรกนั้นเน้นย้ำไปยังภาพรวมของอาชญากรรมเสียมากกว่า พอมาถึงภาคต่อนี้ ด้วยการลำดับภาพเทียบเคียงระหว่างรุ่นลูกช่วงขาลงกับรุ่นพ่อช่วงขาขึ้นนั้น ได้ให้ความหมายอย่างลึกซึ้งพิสดาร อันรวมไปถึงการชี้ชวนให้ตีความในบริบททางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างน่าสนุกอีกด้วย

8. HARRY POTTER AND THE PRISONER OF AZKABAN (2004)

เชื่อว่านักดูหนังหลายคนคงรู้สึกสมเพชเวทนา คริส โคลัมบัส ที่ทำ Harry Potter สองภาคแรกออกมาได้ “คุณหนู” เสียเหลือเกิน (แต่นั่นก็มีคนถกเถียงว่า สิ่งที่ได้เห็นตรงตามอารมณ์วรรณกรรมเยาวชนแล้ว) มันยังผลให้ภาคที่ปฏิวัติรูปโฉมกลุ่มนักเรียนเวทย์มนต์ชุดนี้ให้เข้าสู่ความเป็นวัยรุ่น และเรียนรู้ด้านมืดของสังคมผู้ใหญ่อย่าง Prisoner of Azkaban กลายเป็นผลงานภาคต่อชั้นเยี่ยม

ภาคนี้ที่กุมบังเหียนโดยผู้กำกับคลั่งสีเขียวฟ้าอย่าง อัลฟองโซ กัวรอง ใช้สไตล์การดำเนินเรื่องอย่างกระชับฉับไว เทคนิคภาพยนตร์ล้นปรี่ ให้ตัวละครก้าวข้ามพ้นวัยเด็กสู่วัยรุ่น และเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นเจือปนความฉูดฉาดเข้ามา ไปจนถึงการปรากฎตัวที่ยากจะลืมเลือนของ แกรี่ โอลด์แมน ในบท ซีเรียส แบล็ค

เป็นภาคที่ดีที่สุดของแฮร์รี่ พ็อตเตอร์หรือเปล่า? อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ (ยังต้องต่อกรกับภาค 4 ภาค 5 และภาค 7.2) แต่หากใครชอบหนังสักเรื่องที่ลุกขึ้นมาแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ โดยไม่ทิ้งจิตวิญญาณดั้งเดิมไป … หนังเรื่องนี้คือคำตอบ

7. ALIENS (1986)

หากจะมีหนังสักเรื่องที่เขี่ย The Godfather Part II ลงจากบัลลังก์หนังภาคต่อที่ดีที่สุด หนังเรื่องนั้นอาจจะเป็น Aliens

เจมส์ คาเมรอน เป็นนักทำหนังที่มั่นใจในตนเองเสมอมา พร้อมใช้งบประมาณมหาศาลทำผลงานให้สมบูรณ์แบบ และไม่แยแสว่าใครจะเคยทำสไตล์ไหน อารมณ์ใดมาก่อน ดังนั้น จากเวอร์ชั่นภาคก่อนหน้าอันเป็นหนังวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความหลอกหลอน จากการกำกับของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ (ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในหนังไซไฟที่ดีที่สุดตลอดกาล) คาเมรอนหยิบเอาตัวละคร เอลเลน ริปลี่ย์ (ซิกอร์นี่ย์ วีเวอร์) กลับมาถูไถใช้ใหม่ในภาคนี้ (ให้เธอกลับไปผจญภัยอีกครั้งกับกลุ่มตัวละครที่มีการปูพื้นเพเสียดิบดี สร้างความผูกพันกับคนดูอย่างเหนียวแน่น – ก่อนที่จะถูกฆ่าตายทีละตัวทีละตัว) เพิ่มดีกรีและปริมาณฉากแอ็คชั่นพะเรอเกวียน การกดดันตึงเครียดอัดแน่นในทุกฉากทุกซีนของหนัง… ที่สำคัญ นี่คือหนึ่งในการดัดแปลงจากภาคก่อนหน้าที่กล้าหาญ เป็นตัวของตัวเอง และประสบความสำเร็จทางศิลปะภาพยนตร์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง



มีหนังภาคต่อที่คนจำนวนมากหลงลืมไป หากใครรักจริงหวังแต่งในการเป็นคนรักหนังภาคต่อ ก็ไม่ควรจะเมียงมองหาแต่บรรดาแอ็คชั่นร้อยล้าน หรือซูเปอร์ฮีโร่เอะอะโครมครามเท่านั้น จงอย่าลืมหนังชั้นดีเหล่านี้ เพราะบ้างก็ถูกลืมไปว่ามันเป็นหนึ่งในหนังภาคต่อ และบ้างก็เป็นหนังดีที่คนชื่นชมจนลืมไปว่ามีภาคก่อนหน้า

ไม่เพียงหนังภาคต่อชั้นยอดและเปี่ยมสไตล์ที่เรานำเสนอข้างล่างเท่านั้น ต่อไปนี้คือเหล่าหนังอาจถูกลืม 28 Weeks Later (2007), Bill & Ted’s Bogus Journey (1991), Saraband (2003), Sanjuro (1962), For a Few Dollars More (1965), The Good, the Bad and the ugly (1966), Bride of Frankenstein (1935), Clerks II (2006), A Better Tomorrow part 2 (1987), 49 up (2006), Election II (2006), Flirting (1990), The French Connection 2 (1975), Desperado (1995)

6. RETURN TO OZ (1985)

อันที่จริง หนังเรื่องนี้จะถูกบรรจุในหมวดกล้าดีก็ยังได้ เพราะผู้กำกับเวอร์ชั่นนี้เปลี่ยนแปลงความงดงามและจินตนาการบรรเจิดของเวอร์ชั่นคลาสสิคปี 1939 เสียสิ้น ที่สำคัญหลายคนคงลืมไปว่าพ่อมดแห่งออซนี้มีภาคต่อกับเขาด้วย และที่ไม่ธรรมดาก็คือ มันเป็นภาคต่อที่ละเลงความหฤหรรษ์ในด้านมืดอย่างไม่ปรานีปราศรัย บรรยากาศแบบโกธิค ปิศาจร้าย ไปจนถึงความหม่นหมองที่แฝงอยู่รอบไปหมด จนถึงขั้นมีคนกล่าวว่า “นี่คือหนังสำหรับเยาวชนที่น่าหวาดผวาที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

 5. AND LIFE GOES ON (1992)

ไตรภาคหมู่บ้านโคกอร์ เริ่มต้นที่ Where is the friend’s home? (1987) ตามด้วยเรื่องนี้ และปิดท้ายด้วย Through the Olive Trees (1994) ทั้งสามเรื่องเป็นหนังแนวของจริงผสมเรื่องเล่า และถ่ายทอดออกมาในแนวเหมือนจริง-ซึ่งผสมผสานอย่างกลมกล่อมลงตัว โดยการกำกับของปรมาจารย์หนังอิหร่าน อับบาส เคียรอสตามี่ สำหรับภาค And Life Goes on นี้คือการที่ผู้กำกับหนัง Where is the friend’s home ได้ข่าวว่าหมู่บ้านที่เขาเคยถ่ายทำหนังมีเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง จึงเดินทางกลับไปสำรวจความเสียหาย และค้นหาว่านักแสดงชาวบ้านของเขานั้นยังมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่

4. APU SANSAR (1959)

ในไตรภาค Apu Trilogy นี่คือภาคที่ 3 ปิดท้าย-ด้วยชื่อแบบสากลว่า The World of Apu หลังจากที่เขาเผชิญวัยเด็กอันแร้นแค้นในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง จากนั้นก็เข้าเมืองเรียนหนังสือ ในภาคนี้เราจะได้พบเรื่องราวในช่วงที่เขาทอดทิ้งการเรียน และคิดจะเป็นนักเขียนให้ได้ เหตุการณ์หลักคือการเดินทางกลับบ้านไปพบเจอกับเรื่องราวหลายอย่างที่รบกวนจิตใจ

สัตยาจิต เรย์ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังภาคต่อ แม้ว่าโดยรูปโฉมของหนังจะเป็นงานสไตล์อิตาเลียน-นีโอเรียลลิสม์ แหวกขนบหนังอินเดีย ด้วยการนำเสนออย่างสมจริงสมจัง-กระนั้นก็ยังได้รับการชื่นชมว่าเป็นหนังหัวก้าวหน้าของประเทศ และเป็นไตรภาคคลาสสิคสำหรับคอหนังระดับชั่วโมงบินสูงส่ง

3. STOLEN KISSES (1968)

แม้ว่าจะดูเหมือนแตกต่างทางอารมณ์อยู่พอสมควร แต่การที่ ฟรังซัวส์ ทรุฟโฟต์ ยอดผู้กำกับชาวฝรั่งเศสเลือกที่จะทำชีวิตของ อองตวน ดัวเนล ให้ออกมาหลายช่วงวัย เราจึงพอกล้อมแกล้มได้ว่านี่คือภาคต่อในแง่ชีวิตของชายคนหนึ่ง หลังจากที่เราได้เห็นวัยเด็กอันสับสนและไร้ความรักใน The 400 Blows (1959) ในภาคนี้เขาโตเป็นหนุ่ม ออกจากกรมกองทหาร กลับสู่ปารีส เช่าหอพักแถวมงมาร์ต และจากนั้นการย้ายงานไปเรื่อยๆ พร้อมกับเรื่องรักแสนวุ่นวายก็เริ่มต้นขึ้น

2. THE COLOR OF MONEY (1986)

หลังจากภาคก่อนใน The Hustler (1961) นักแม่นพูลอย่าง เอ๊ดดี้ วิลสัน (พอล นิวแมน) ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญด้วยการถูกแบนเนื่องจาก “ตุกติก” มาคราวนี้หลังจากผ่านไปหลายสิบปี เขากลับมาเป็นคนวัยดึกที่คอยสนับสนุนไอ้หนุ่มเลือดเดือดคนใหม่ วินเซนต์ ลอเรีย (ทอม ครูซ) เข้าสู่วงการ

หนังกำกับโดย มาร์ติน สกอร์เซซี ซึ่งรับประกันได้ว่าจะเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนทางเทคนิคภาพยนตร์ การแสดงอันเอกอุของทุกชีวิตที่เดินผ่านกล้อง และรวมไปถึงการทำให้หนังออกมามืดหม่นและคุกคามคนดู-สุดประมาณ

1. BEFORE SUNSET (2004)

หลังจาก “อ้อนตะวันให้หยุดเพื่อสองเรา” โดยการใช้ชีวิตดื่มด่ำกลางค่ำคืน และพัฒนาความสัมพันธ์อย่างงดงาม-ในเวลาเพียงย่ำค่ำยันรุ่งสาง ผ่านไป 9 ปี หนุ่มหล่อสาวสวยอย่าง เจฟฟรี่ย์ (อีธาน ฮอว์คส์) และ ซีลีน (จูลี่ เดลพี) ก็กลับมาเจอกันอีกหนจนได้ ภายใต้การกุมบังเหียนของผู้กำกับคนเดิม ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์

ในคราวนี้เราจะได้พบกับความเป็นจริงที่ว่า ทำไมทั้งคู่ไม่ได้พบกันอีกหลังจากนัดหมายกันอย่างโรแมนติก? เวลาที่ผันผ่านเกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่? และส่วนสำคัญที่กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคต่อระดับขึ้นหิ้งเรื่องนี้ก็คือ ทั้งคู่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่หรือไม่? อย่างไร?

ในภาคแรก คนดูจะได้พบกับมุมมองของความรักกับชีวิตในแบบคนหนุ่มสาว มันเต็มไปด้วยอุดมคติและจิตวิญญาณของวัยรุ่น ขณะที่ภาคนี้-ด้วยบทหนังอันแสนคมคาย-เมื่อวุฒิภาวะตัวละครเพิ่มขึ้น โลกทัศน์ของพวกเขาเปลี่ยนไป ทั้งคู่คิดและพูดแบบผู้ใหญ่มากขึ้น แต่กระนั้นก็หาได้ทำให้หนังดูแข็งกระด้างหรือน่าอึดอัดแต่ประการใด

สิบนาทีสุดท้ายของหนังอันแผ้วถางทางไปสู่บทสรุป (?) นั้น เป็นหนึ่งในห้วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งของโลกภาพยนตร์-และของหนังภาคต่อทั้งมวลอีกด้วย

Shares
น้องใหม่สุดโหด/ตำแหน่ง กราฟฟิก สนุกกับการวาดภาพ