48 ปก STARPICS – ดาราดัง หนังเด่น บทบันทึกแห่งยุคสมัย

โดย บุษบา เตชศรีสุธี บทความจากนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 834 เดือนตุลาคม 2013 (ฉบับครบรอบ 48 ปี)

        ฉบับครบรอบเวียนมาบรรจบอีกปีหนึ่งแล้ว และในปีนี้ นิตยสาร Starpicsก็ยังยืนยงอยู่บนแผงได้ด้วยอุปการคุณที่ดีของผู้อ่านทุกท่านมาจนครบ 48 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 49 อันเป็นก้าวสุดท้ายก่อนเข้าสู่วัยกลางคน (เลข 5) กันอย่างแท้จริง ซึ่งก่อนที่เราจะไปเฉลิมฉลองให้กับอายุอานามของหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเดินทางมาได้ยาวไกลถึงขนาดนี้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เรามาลองย้อนรำลึกกันดูดีกว่าว่า จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 48 ปีที่ผ่านมานั้น Starpics ได้พาคุณผู้อ่านไปพบพานประสบการณ์ความบันเทิงอะไรมาบ้าง ผ่านสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ทำให้เราได้พบและรู้จักกัน นั่นคือ ‘หน้าปก’ นั่นเอง

จริงอยู่ที่ใครต่อใครมักว่า ‘อย่าตัดสินหนังสือจากปก’ แต่หน้าปกหนังสือก็เป็นเสมือนดวงตาที่ชวนให้สะดุดใจเมื่อแรกพบ หรือหน้าต่างที่จะพาคนอ่านเปิดเข้าสู่เนื้อหาที่ล้ำลึกขึ้นต่อไป และหลายครั้งหลายครา หน้าปกซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของหนังสือทุกเล่มนั้น ยังทำหน้าที่เป็นดั่งบทบันทึกความทรงจำแห่งยุคสมัย และสำหรับ Starpicsนิตยสารที่แปลเป็นไทยได้ว่า ‘ดาราภาพ’ หรือ ‘ภาพดารา’ นั้น ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า รูปภาพบนหน้าปกที่คัดสรรมา ไม่ว่าจะเป็นภาพดาราคนดังหรือภาพยนตร์ที่โดดเด่นในยุคนั้น ต้องสวยสะดุดตาและเปี่ยมด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำ ดังที่ใครต่อใครว่าไว้อีกเช่นกันว่า ‘ภาพภาพเดียวแทนถ้อยคำได้นับพัน’

นอกจากนี้ ในยุคสมัยแห่งความไฮเทคที่ลูกหลานของเรากำลังอ่านตัวหนังสือจากแท็บเลต ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่า สื่อเก่าแก่ที่คุ้นเคยอย่างตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษ จะถึงกาลเปลี่ยนผ่านไปเมื่อใด เราจึงขอถือโอกาสนี้ จดบันทึกความทรงจำที่อบอวลกลิ่นหมึกพิมพ์เอาไว้ ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างบนโลกจะต้องปรับตัวไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับ Starpics

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เราขอเชิญทุกท่านมาร่วมค้นหาอดีตที่ยังหวานอยู่ เพื่อส่งต่อไปสู่อนาคตที่สดใสยิ่งกว่า

1. ELVIS PRESLEY (SP#1 – พฤษภาคม 2508)

จุดกำเนิดของ Starpics นั้นห่างไกลจากนิตยสารหนังเล่มที่คุณถืออยู่ในมือมาก เพราะฉบับปฐมฤกษ์นี้เป็นเพียงหนังสือเล่มบางเย็บแม๊ก ขนาดครึ่งเดียวของเล่มปัจจุบัน (แม้จะพยายามโกงไซส์ด้วยการทำเป็นปกพับที่เปิดขยายเป็นภาพใหญ่ได้เถอะ) และขายในราคาแค่ 3 บาท แถมหน้าปกยังเป็นนักร้องหนุ่มสุดฮ็อตแห่งยุค เอลวิส เพรสลีย์ เจ้าของตำแหน่ง ราชาเพลงร็อคแอนด์โรลล์และท่าเต้น ‘โยกและคลึง’ ที่ฮิตไปทั่วโลกรวมถึงวัยรุ่นหนุ่มสาวในประเทศไทยด้วย ความโด่งดังของเขาทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองไทยถึงกับสั่งแบนคำว่า ‘ร็อค’ เลยทีเดียว (คำว่า ร็อคแอนด์โรลล์ และท่าเต้นของเขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับจังหวะท่าทางการร่วมเพศ) แต่เหล่าโก๋หลังวังทั้งหลายก็ยังคลั่งไคล้ในเพลงของเขาไปจนถึงตามดูภาพยนตร์ที่เอลวิสแสดง ซึ่งมีออกมามากมายนับสิบๆเรื่อง และส่วนใหญ่ก็มีจุดขายอยู่ที่การร้องและเต้นเพลงประกอบของเขานั่นเอง สาเหตุที่เอลวิสได้มาประเดิมขึ้นปกเล่มแรกของ Starpics ก็ด้วยเหตุผลง่ายๆ นั่นคือคุณ สุชาติ เตชศรีสุธี อดีตบรรณาธิการรวมถึงผู้จัดทำหลายคนในตอนนั้นเป็นแฟนตัวยงของเอลวิสนั่นเองจึงไม่ต้องแปลกใจหาก‘เดอะคิง’ ผู้นี้จะถูกอัญเชิญมาขึ้นปก SP อีกหลายรอบในเล่มต่อๆมา

บทบันทึกแห่งยุคสมัย เอลวิส เพรสลีย์ เป็นศิลปินมากพรสวรรค์โดยแท้ เขาเรียนรู้ที่จะร้องและเล่นดนตรีจากหูของเขาเอง โดยได้รับอิทธิพลจากการร่วมร้องประสานเสียงในโบสถ์ จนมีสไตล์เป็นของตัวเอง นอกจากจะเป็นไอคอนคนสำคัญของโลกแล้ว เอลวิสยังส่งผลกระทบมาถึงวัยรุ่นไทยดังที่เห็นในหนังอย่าง 2499 อันธพาลครองเมือง และ อันธพาล ด้วย

2. THE SOUND OF MUSIC (SP#9 – ไม่ระบุวันวางแผง)

เล่มนี้ถือเป็นเล่มที่พาให้ Starpicsก้าวพ้นจากขอบเหวอย่างแท้จริง เพราะมันเป็นฉบับแรกที่สามารถขายได้เกลี้ยงแผง โดยแปดฉบับก่อนหน้านี้ล้วนขายได้น้อยและถูกส่งคืนมามากมายจนผู้จัดทำเริ่มถอดใจ โชคดีที่ความนิยมในภาพยนตร์เพลง The Sound of Music ที่นำแสดงโดย จูลี่ แอนดรูวส์ นั้นล้นหลามจนช่วยดึงให้นิตยสารเล่มบางๆ ที่รวบรวมบทเพลงจากหนังเรื่องนี้พลอยขายดิบขายดีไปด้วย นอกจากจะมอบความบันเทิงอิ่มเอมใจให้กับคนดูทั้งภาพและเสียงแล้ว หนังเรื่องนี้ยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปี 1965 ถึง 10 สาขาและคว้ามาได้ 5 ในสาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

บทบันทึกแห่งยุคสมัย The Sound of Music มีที่มาจากละครเพลงบรอดเวย์ที่สร้างขึ้นจากหนังสือ “The Story of the Trapp Family Singers” ของ มาเรีย วอน แทรปป์ ที่เขียนถึงชีวิตของตนเองและครอบครัวหลังหนีพ้นการคุกคามของนาซี ดังนั้นแม้ว่าเวอร์ชั่นละครเวทีและภาพยนตร์จะออกแนวโลกสวยสนุกสนาน แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของความรักหวงแหนในมาตุภูมิและหวั่นกลัวการรุกรานจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้สัมผัสได้อยู่และมนต์รักเพลงสวรรค์ ชื่อไทยของหนังนั้นอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังไทยอย่าง มนต์รักลูกทุ่ง ก็เป็นได้

3. ROMEO & JULIET (SP#36 – 15 พฤษภาคม 2512)

นี่คือ จูเลียต ต้นตำรับผู้โด่งดัง รับบทโดยสาวสวยตากลมผมดำขลับ โอลิเวีย ฮัลเซย์ ที่ทำให้หนุ่มๆรุ่นพ่อต้องเพ้อหา มันอาจเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์เรื่องแรกของโศกนาฏกรรมรักอมตะที่ถูกดัดแปลงเป็นเรื่องเล่าหลากหลายรูปแบบมาจนถึงทุกวันนี้ ผลงานปี 1968 ของผู้กำกับ ฟรังโก เซฟฟิเรลลี่ เรื่องนี้ดำเนินตามบทละครของเช็คสเปียร์อย่างค่อนข้างซื่อตรง โดยใช้ฉากหลังเป็นโบราณสถานในประเทศอิตาลี ทำให้มันดูคลาสสิคยิ่งนัก และเต็มไปด้วยฉากโรแมนติกที่น่าจดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฉากพร่ำรำพันรักของโรมิโอกับจูเลียตที่ระเบียงหน้าต่าง ฉากเลิฟซีนที่ถอดหมดเปลือกแต่สวยงาม ไปจนถึงฉากการตายอันน่าเศร้าของทั้งคู่ รวมทั้งดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่แสนไพเราะตามแบบฉบับหนังอิตาลี ทำให้มันได้รับรางวัลออสการ์ กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมมาครอง

บทบันทึกแห่งยุคสมัย– โอลิเวีย ฮัสเซย์ มีอายุเพียง 15 ปีตอนเล่นหนังเรื่องนี้ซึ่งเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรกของเธอ นอกจากมันจะทำให้เธอดังเป็นพลุแล้ว โอลิเวียยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสำหรับนักแสดงหน้าใหม่น่าจับตาร่วมกับพระเอกหนุ่ม เลนนาร์ด ไวท์ทิง ผู้รับบทโรมิโอ ในช่วงที่เธอฮ็อตมากๆ ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘สาวงามที่สุดในโลกคนนี้’ ยังเคยเดินทางมาโปรโมทผลงานที่ประเทศไทยด้วย

4. OLIVER! (SP#39 – 15 กันยายน 2512)

ใครยังจำเด็กหนุ่มน่าเอ็นดูผู้นี้ได้บ้าง? เขาคือ มาร์ค เลสเตอร์ ที่เคยโด่งดังจากหนังเพลงเรื่อง Oliver! ฉบับปี 1968 ที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์คลาสสิคของ ชาร์ลส ดิคเคนส์ เรื่อง Oliver Twist เรื่องราวของเด็กกำพร้าที่หนีออกจากบ้านเมตตามาผจญภัยบนท้องถนน และได้เข้าร่วมแก๊งค์เด็กล้วงกระเป๋าที่ถูกเสี้ยมสอนโดยผู้ใหญ่ใจทราม ทว่าในที่สุดดาวพระศุกร์ เอ๊ย โอลิเวอร์ของเราก็โชคดีถูกเศรษฐีนำไปเลี้ยงในคฤหาสถ์ ไม่ต้องไปใช้ชีวิตข้างถนนอีกต่อไป ฟังดูน้ำเน่าแต่หนังเรื่องนี้เป็นที่นิยมมากในยุคสมัยนั้น ทั้งด้วยเพลงประกอบมากมีและความน่ารักของเด็กน้อยผู้นี้ จนคว้ารางวัลออสการ์ไปถึง 5 ตัว รวมรางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์และผู้กำกับยอดเยี่ยม

บทบันทึกแห่งยุคสมัย– นอกจากความเป็นหนังเพลงที่ดูเหมือนจะอินเทรนด์ในยุคนั้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้ Oliver! เวอร์ชั่นนี้ประสบความสำเร็จล้นหลามกว่าเวอร์ชั่นอื่น (เรื่องนี้เป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ถูกนำมาดัดแปลงมากที่สุด มีทั้งเวอร์ชั่นหนังของผู้กำกับ เดวิด ลีน และ โรมัน โปลันสกี้ ไปจนถึงเวอร์ชั่นการ์ตูนดิสนีย์) อาจเป็นเพราะความเข้าถึงง่าย บันเทิง และเปี่ยมความหวัง ที่สำคัญ หนูน้อยโอลิเวอร์ทำให้คนดูตกหลุมรักเต็มเปา โดยเฉพาะฉากที่เขาร้องขอซุปเพิ่มนี่แหละ

5. THE IMPOSSIBLE (SP#48 – 31 มีนาคม 2514)

แม้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของ Starpics จะว่าด้วยหนังและเพลงต่างประเทศ แต่ก็ใช่ว่านักร้องไทยแท้จะขึ้นปกไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับวงที่มีชื่อว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ อย่าง ดิอิมพอสซิเบิล วงสตริงคอมโบยอดนิยมของเมืองไทย ซึ่งมีชื่อเสียงจากการออกอัลบั้มเพลงแปลงและร่วมบรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์ในหนังมากมายรวมถึง โทน ของผู้กำกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ โดยมีสมาชิกคนสำคัญคือ ต้อย เศรษฐา ศิริฉายา นักร้องนำและมือกีต้าร์ ในช่วงฮ็อตสุดๆ ดิอิมฯ ได้โกอินเตอร์ได้ไปแสดงในต่างประเทศ ทั้งฮาวาย, สวีเดน, ฟินแลนด์, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์ ฯ เลยทีเดียว

บทบันทึกแห่งยุคสมัย–ใครที่นึกภาพการแสดงดนตรีในโรงภาพยนตร์และความคลั่งไคล้ของแฟนๆ ดิอิม ในยุคนั้นไม่ออก ไปดูได้จากหนังจีทีเอชเรื่อง เก๋า..เก๋า ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Impossible

6. CLINT EASTWOOD (SP#58 – 1 กรกฏาคม 2515)

ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับสุดเก๋าเจ้าของรางวัลออสการ์ ปู่ คลินท์ อีสวู้ด แจ้งเกิดในฐานะหนุ่มคาวบอยมาดเท่จากไตรภาคหนังคาวบอยสปาเก็ตตี้ของ เซอร์จิโอ เลโอเน่ และบทบาทตำรวจหมาบ้า แฮร์รี่ คัลลาแฮน ในภาพยนตร์ชุดDirty Harry จนเขากลายเป็นแบบฉบับของเอกบุรุษที่แมนสุดขั้วในยุค’70 เรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของซูเปอร์สตาร์อย่าง ทอม ครูซ, แบรด พิทท์, จอห์นนี่ เด็ปป์ ได้เลย แต่ปู่คลินท์กลับไม่หยุดอยู่แค่บทบาทหน้าจอ และหันมาลองดีงานหลังกล้องในฐานะผู้กำกับโดยยังคงบ้าพลังแสดงนำด้วยอีกต่างหาก จากก้าวแรกคือเรื่อง Play Misty For Me (1971) ที่แค่เข้าชิงลูกโลกทองคำ มาจนถึง Unforgiven (1992) ที่กวาดออสการ์ใหญ่ๆ ไปถึง 4 ตัว ถึงใครจะว่า ที่เขารีบให้เพราะกลัวปู่จะแก่ตายซะก่อน แต่ชายที่ชื่อ คลินท์ อีสวู้ด ก็ไม่สนใจ มุ่งพิสูจน์ฝีมือต่อไปด้วยการทำหนังมาถึงปัจจุบันรวมกว่า 30 เรื่อง

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – ในวงการภาพยนตร์ คนที่เก่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้องไม่ใช่หาได้ง่ายๆ 50 ปีอาจมีมาเกิดสักคน และคนล่าสุดอาจเป็นชายที่ชื่อว่า เบน อัฟเฟล็ค!

7. CHARLIE CHAPLIN (SP#104 – พฤษภาคม 2519)

ถ้า เบน อัฟเฟล็ค ถือเป็นนักแสดงยอดผู้กำกับเจเนอเรชั่นล่าสุด คลินท์ อีสวู้ด เป็นเจเนอเรชั่นก่อนหน้า รุ่นเดอะยุคบุกเบิกคงหนีไม่พ้น ชาร์ลี แชปลิน แม้ว่าเขาจะอยู่ในแวดวงหนังตลกเงียบ แต่ความท้าทายนั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเลย เผลอๆ อาจต้องใช้พรสวรรค์เฉพาะตัวมากกว่าด้วยซ้ำไป และนั่นคือสิ่งที่ชายหนวดหยิมผู้นี้มีอย่างล้นเหลือ แม้ว่าผลงานหนังส่วนใหญ่ของเขาจะเน้นขายอารมณ์ขัน แต่มันก็แฝงไว้ด้วยสาระแห่งการเสียดสีวิถีการเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านตัวละครที่ยากไร้แต่จิตใจดีงาม จนกลายเป็นสโลแกนติดตัวที่ว่า ‘หัวเราะร่า น้ำตาริน’

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ไม่ใช่แค่ไว้หนวดเหมือน อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ แต่แชปลินยังล้อเลียนผู้นำนาซีไว้ในหนังเรื่อง The Great Dictator (1940) ของเขาอย่างแสบคัน นอกจากนั้น แชปลินยังเป็นคนทำหนังที่ ‘ทำ’ แทบทุกอย่างในหนังจริงๆ ตั้งแต่ ออกทุน เขียนบท ด้นสด แสดงนำ (รวมถึงแสดงบทอื่นๆ เป็นแบบอย่างด้วย) กำกับ ตัดต่อ ฯลฯ โดยทุกอย่างต้องออกมาเพอร์เฟ็คท์ โดยไม่แคร์ว่าจะต้องเปลืองฟิล์มหรือใช้เวลานานแค่ไหน สมกับคำนิยามถึงวิธีการทำหนังของเขาที่ว่า มันคือ ‘การพยายามเต็มที่เข้าขั้นบ้า’

8. KING KONG (SP#111 – กุมภาพันธ์ 2520)

ลิงยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮอลลีวู้ด ที่เคยข้ามน้ำข้ามทะเลไปฟัดกับก็อตซิลล่าถึงประเทศญี่ปุ่นมาแล้วในภาพยนตร์ของโตโฮสัตว์ประหลาดแห่งเกาะดงดิบนี้สร้างความตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมเสมอทุกครั้งที่มันขึ้นจอ ตั้งแต่เวอร์ชั่นสต็อปโมชั่นสุดคลาสสิคมาจนถึงเวอร์ชั่นซีจีสุดเนี้ยบ สำหรับฉบับปี 1976 นี้ คิงคองเจ้าของตำนาน ‘อสูรกับโฉมงาม’ ก็ยังครองใจผู้ชมและคว้ารางวัลออสการ์สาขาสเปเชียลเอ็ฟเฟ็คท์ไปครอง (ร่วมกับภาพยนตร์เรื่อง Logan’s Run)

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – เป็นที่รู้กันว่าคิงคองของแท้ต้องปีนตึกในฉบับดั้งเดิมปี 1933 นั้นมันปีนตึกเอ็มไพร์สเตท (เช่นเดียวกับฉบับล่าสุดปี 2005 ที่กำกับโดย ปีเตอร์ แจ๊คสัน ซึ่งตั้งใจทำให้เป็นยุคสมัยเดียวกัน) แต่ในฉบับรีเมคปี 1976 นี้ อุตส่าห์ทำให้อัพเดทตามยุคสมัยด้วยการให้มันปีนตึกแฝด เวิล์ดเทรด เซ็นเตอร์ แทน โดยหารู้ไม่ว่าอีก 35 ปีต่อมา ตึกที่เจ้าคองปีนก็ต้องกลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว

9. SUPERMAN (SP#130 – มีนาคม 2522)

ซูเปอร์ฮีโร่คนแรกแห่งวงการคอมิคส์และภาพยนตร์ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากชายผู้ช่างกล้า สวมกางเกงในสีแดงแจ๋ไว้ข้างนอกคนนี้ (อาจเป็นเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์โลกก็เป็นได้ ฮา) ความจริงแล้วซูเปอร์แมนเคยโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มและหน้าจอทีวีมาก่อนปี 1978 หากเป็นเวอร์ชั่นขาวดำที่กางเกงในไม่สีแดงแยงตาขนาดนี้ แต่ด้วยความหล่อขั้นเทพของ คริสโตเฟอร์ รีฟส์ บวกกับความเท่ที่เขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศ พานางเอกบินชมวิวรอบโลกได้ในพริบตา จึงทำให้มองข้ามความผิดพลาดทางแฟชั่นไปได้ หนังเรื่องนี้มี มาริโอ พูโซ ผู้แต่งThe Godfather มาเจิมบทให้ และเกือบได้ สตีเว่น สปีลเบิร์ก มากำกับ (ก่อนที่จะแห้วไปเพราะสปีลเบิร์กดันทำหนังเรื่อง Jaws เกินงบจนนายทุนขอบาย) จนลงท้ายกลายมาเป็นผลงานสร้างชื่อให้กับ ริชาร์ด ดอนเนอร์ ในที่สุด

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – ใครต่อใครก็คงอยากเท่เป็นซูเปอร์แมน แต่เมื่อนักแสดงชายผู้เคยสวมกางเกงในของฮีโร่ผู้นี้รวมไปถึงบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับโปรเจ็คท์ซูเปอร์แมนหลายคนล้วนมีอันเป็นไปแบบไม่ธรรมดา ทำให้เกิดข่าวลือ ‘คำสาปของซูเปอร์แมน’ขึ้น เช่น การตายปริศนาของ จอร์จ รีฟส์ ผู้รับบทซูเปอร์แมนในซีรีส์ทีวีและหนังปี 1951, การตกม้าจนเป็นอัมพาตของ คริสโตเฟอร์ รีฟส์ หรือแม้แต่การตกอับไม่มีงานแสดงให้เล่นของ เคิร์ก อลีน ซูเปอร์แมนคนแรกบนจอเงิน ดังนั้น เราจึงต้องจับตาดูชะตากรรมของ เฮนรี่ คาร์วิล ซูเปอร์แมนรายล่าสุดต่อไป ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!

 

10. THE BEATLES (SP#37 – 15 มิถุนายน 2512)

สี่หนุ่มวงเต่าทองที่เริ่มต้นจากการเป็นนักร้องเพลงป็อปดาวรุ่ง จนกลายมาเป็นผู้จุดประกายให้กับทั้งวงการดนตรี ภาพยนตร์ ศิลปะ การเมือง และเปิดศักราชใหม่ให้เหล่าบุปผาชนทั้งหลายได้เริงรื่นกับเสรีภาพและทวงถามหาความสันติ ผ่านบทเพลงที่เหมือนจะง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่โดนใจวัยรุ่นปุ๊นกัญชาเอามากๆ โดยเฉพาะนักร้องและมือกีต้าร์สุดติสท์ที่ชื่อ จอห์น เลนนอน ซึ่งกลายเป็นขวัญใจตลอดกาลของเหล่าฮิปปี้และนักปฏิวัติสังคมไปแล้ว จากผลงานเพลงต่อต้านสงครามเวียดนามอย่าง Imagine และการทำตัวขบถอย่างอื้อฉาว เช่น การมีสัมพันธ์ชู้สาวกับ โยโกะ โอโนะ ขณะที่เขายังมีภรรยาอยู่ ไปจนถึงภาพถ่ายช็อคโลก เมื่อเขาเปลือยกายจูบโอโนะอย่างดูดดื่มลงหน้าปกนิตยสาร The Rolling Stone

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ภาพปกThe Rolling Stone ฉบับนั้นกลายเป็นตำนานไปแล้ว พร้อมกับความตายของเลนนอนที่ถูกลอบยิงหน้าอพาร์ทเมนท์ของเขาเอง แม้ว่า The Beatles จะแยกวงกันไปก่อนหน้านั้นหลายปีดีดัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทสำคัญทั้งหลายในหน้าประวัติศาสตร์ของพวกเขานั้น มันเริ่มต้นมาจากการเป็นสมาชิกผมทรงกะลาครอบของวงเต่าทองนี่เอง

 

11. THE MUPPETS (SP#137 – ตุลาคม 2522)

อีกหนึ่งศิลปะการแสดงที่ต่อยอดมาเป็นรายการโทรทัศน์ยอดฮิตจนถึงภาพยนตร์จอใหญ่ได้อย่างสวยงาม ความสามารถเฉพาะตัวและบรรดาหุ่นมือที่น่ารักมีเสน่ห์ของ จิม เฮนสัน ทำให้เหล่านักแสดงที่เป็นคนตาดำๆ ต้องถูกสบประมาทด้วยคำโฆษณาสุดอหังการ์ของหนัง The Muppets Movie ที่ว่า ‘นี่คือความบันเทิงที่เหนือกว่ามนุษย์จะทำได้’ (More Entertaining Than Humanly Possible!)  หนังซ้อนหนังที่ว่าด้วยชีวิตของเจ้ากบเคอร์มิทผู้ตะกายออกจากบึงแสนสุขในฟลอริดา ไปเสี่ยงดวงผจญภัยในธุรกิจโชว์แห่งลอสแองเจลิส กระทั่งรวบรวมพลพรรคไปเตะตาป๋าดันนักสร้างหนังในฮอลลีวู้ดจนได้ หนังบันเทิงสมคำโฆษณาจนโกยเงินจากผู้ชมอื้อซ่าและได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาเพลงและดนตรีประกอบ

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ใครจะกล้าปฏิเสธว่า การเชิดหุ่นคือศิลปะการแสดงที่เหนือชั้นกว่าการเอาคนมาใส่ชุดเทเลทับบี้ส์หลายขุม และมีเสน่ห์กว่าการทำตัวละครด้วยซีจีหลายเท่า แม้ว่าภาพยนตร์หุ่นเชิดเรื่องล่าสุดที่นับเป็นเรื่องแรกในรอบ 12 ปีอย่าง The Muppets ปี 2011 จะไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนบรรพบุรุษของมัน แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เห็นว่า ศิลปะอันทรงคุณค่านี้ยังไม่ตายไปจากโลก

12. BROOKE SHIELD (SP#145 – มิถุนายน 2523)

อีกหนึ่งสาวผู้เคยได้ชื่อว่าเป็น ‘หญิงงามที่สุดในโลก’ คนหนึ่ง บรู๊ค ชีลด์ โชว์ตัวให้โลกเห็นตั้งแต่ยังแบเบาะแค่ 11 เดือนด้วยการเป็นแบบโฆษณา ก่อนจะมาประเดิมหนังเรื่องแรกกับบทโสเภณีเด็กใน Pretty Baby (1978) และดังต่อเนื่องในหนังโรแมนติคสองเรื่องสองรส Blue Lagoon (1980) และ Endless Love (1981) แต่หลายคนอาจรู้จักเธอจากโฆษณากางเกงยีนส์ Calvin Klein ที่มาพร้อมประโยคเด็ดว่า “คุณรู้มั้ยว่ามีอะไรอยู่ระหว่างฉันกับคาลวิน—ไม่มีเลย” ไปจนถึงชีวิตรักของเธอกับคนดังมากมาย (ไมเคิล แจ๊คสัน, เลียม นีสัน, เจ้าชายโรเบิร์ตแห่งโมนาโค) และการแต่งงานกับนักเทนนิสระดับโลก อังเดร อากัสซี ที่จบลงด้วยการหย่าร้าง มากกว่าบทบาทในหนังที่เธอถูกนักวิจารณ์โจมตีว่าเป็นนางแบบหน้าสวยหุ่นดีมากกว่านักแสดงมีฝีมือ ช่วงหนึ่งบรู๊คเลยพักงานแสดงหันไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันจนจบแทน

บทบันทึกแห่งยุคสมัย– “สาวสวยมักอาภัพ” บางที บรู๊ค ชิลด์ อาจเป็นคนหนึ่งที่ต้องสังเวยให้กับคำสาปนี้ เพราะนอกจากจะสวยเกินไปจนอาชีพการงานไม่ค่อยรุ่งเท่าไหร่แล้ว ชีวิตส่วนตัวเธอยังต้องพบเจอกับอุปสรรค ทั้งการหย่าร้าง เมื่อแต่งงานก็มีลูกยาก และพอคลอดลูกแล้วยังต้องทุกข์ทรมานจากอาการซึมเศร้าหลังคลอด จนเธอเก็บเอามาเขียนเป็นหนังสือชื่อ “Down Came the Rain: My Journey Through Postpartum Depression”เลยทีเดียว

 

13. KISS (SP#146 – กรกฏาคม 2523)

ก่อนที่วงเฮฟวีเมทัลสวมหน้ากากสุดโฉดอย่าง Slipknot จะถือกำเนิด ซีนดนตรีอเมริกันเคยตกเป็นของวงฮาร์ดร็อคสวมเสื้อหนังเพ้นท์หน้าขาวดำ 4 คนนี้  พอล แสตนลี่ มือกีต้าร์เจ้าของฉายาและเมคอัพ ‘ตาดาว’นักรักผู้สิ้นหวัง, ยีน ซิมมอนส์ หรือ The Demon มือเบสหน้าปีศาจจอมตลกร้าย, เอซ เฟรห์ลีย์ ลีดกีต้าร์ผู้หลงใหลในอวกาศรึเขาอาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาว และสุดท้าย ปีเตอร์ คริสส์ มือกลองหนวดแมวผู้เชื่อว่าตนเองนั้นมีเก้าชีวิต นอกจากเสื้อผ้าหน้าผมของนักร้องทั้งสี่ที่เด็ดดวงแล้ว คอนเสิร์ตของพวกเขายังมันส์สุดติ่งด้วยการแสดงแสนพิสดารอย่าง การพ่นไฟ, ถ่มเลือด, ยิงจรวด, ระเบิดเวที, เผากีต้าร์ ฯลฯ อัลบั้มของพวกเขาขายได้กว่า 100 ล้านแผ่นทั่วโลก และพวกเขาได้แสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าแฟนเพลงทั้งสิ้นราว 22 ล้านคน จนทำให้ KISS กลายเป็นตำนานแห่งวงการดนตรีไปแล้ว

บทบันทึกแห่งยุคสมัยจุดเปลี่ยนสำคัญของพวกเขาเกิดขึ้นในสมัยที่แสตนลี่ยังขับแท็กซี่จ่ายหนี้อยู่ ใครคนหนึ่งในวงเกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมาว่า ถ้าพวกเขามาในลุคที่แปลกประหลาดโดดเด้ง ผู้คนคงจะหันมาให้ความสนใจนานพอที่จะได้ฟังดนตรีของพวกเขาไปด้วย และปรากฏว่านั่นเป็นกลยุทธที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

 

14. FARRAH FAWCETT (SP#160 – กันยายน 2524)

หนึ่งในตัวแม่แห่งความสวยเซ็กซี่ สาวเลือดเท็กซัสคนนี้เริ่มจากการเป็นสาวพินอัพสุดฮ็อต โปสเตอร์ที่เธอถ่ายแบบในชุดว่ายน้ำสีแดงนั้นขายดีถึง20 ล้านแผ่นทั่วโลก ก่อนเธอจะไปเจิดจรัสบนจอเงินด้วยการรับบทเป็น จิล มันโร นางฟ้าชาร์ลีนักกีฬาในภาพยนตร์ทีวีชุด Charlie’s Angels ที่ดังกระฉ่อนเมือง แม้ว่าจะแสดงอยู่แค่ซีซั่นเดียว แต่ ฟาราห์ ฟอว์เซ็ตต์ ก็กลายเป็นต้นแบบความงามของสาวๆ ในยุคนั้น โดยเฉพาะผมบลอนด์หยิกเป็นลอนพองฟูแบบฟาราห์ (ที่ว่ากันว่า เคล็ดลับของเธอคือน้ำมะนาว) ฟาราห์ในวัย 50 ปียังไม่ทิ้งลายนางแบบ ไปถ่ายนู๊ดแนวศิลปะให้นิตยสารเพลย์บอย ด้วยการใช้ร่างเปลือยของเธอเองแทนพู่กันวาดภาพบนผืนผ้าใบ

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – นางฟ้าคนนี้หมดลมหายใจไปเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ปี 2009 เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ‘คิงออฟป็อป’ ไมเคิล แจ๊คสัน จะถูกพบว่าเสียชีวิต ทำให้การตายของเธอไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงนัก ฟาราห์ในวัย 62 ปีสิ้นใจที่โรงพยาบาลโดยมีคู่ชีวิต ไรอัน โอนีล และเพื่อนสนิท อลาน่า สจ๊วร์ต อยู่เคียงข้าง ภายหลังต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างเข้มแข็งอยู่ถึง3 ปี โดยเธอได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของตัวเองไว้ในสารคดีเรื่อง Farrah’s Story และมีชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่หลังจากที่เธอจากโลกนี้ไปแล้ว

 

15. MADONNA (SP#202 – สิงหาคม 2528)

ดีว่าสุดซ่าแห่งวงการดนตรี เจ้าของตำแหน่ง ‘ควีนออฟป็อป’ ผู้เขย่าโลกยุค 80 ด้วยเพลงจี๊ดใจอย่าง Like a Virgin และชุดแสดงคอนเสิร์ตที่ลือลั่นสั่นสะเทือนค่านิยมอันดีของเหล่าคนหัวอนุรักษ์ แม้ว่ามาดอนน่าจะเป็นสาวหัวขบถสุดมั่น แต่ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นนักเรียนเกรดเอที่มีความสามารถหลายด้านอย่างหาตัวจับยาก ทั้งการแต่งและร้องเพลง, การแสดง, การเต้นรำ ไปจนถึงการเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ตัวยง สำหรับวงการภาพยนตร์ นอกจากเธอจะเคยแต่งงานกับนักแสดงคุณภาพอดีตแบดบอย ฌอน เพนน์ และผู้กำกับอังกฤษสุดแนว กาย ริชชี่ แล้ว มาดอนน่ายังเคยฝากฝีมือแจ่มๆ ไว้ในหนังเพลงอย่าง Evita (1996) ที่ทำให้เธอคว้าลูกโลกทองคำนักแสดงนำหญิงมาครองด้วย

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – ปัจจุบันแม้ดีกรีความซ่าของป้ามาดอนน่าจะลดน้อยถอยลงตรงข้ามกับอายุอานามที่เพิ่มขึ้น แต่ในวัย 55 ป้าก็ยังไม่ยอมแก่เชยตกยุค นอกจากจะเคยนั่งเก้าอี้ผู้กำกับและเขียนบทหนัง 2 เรื่อง คือ Filth and Wisdom (2008) และ W.E. (2011) แล้ว ล่าสุดเธอยังอินเทรนด์ นำเสนอโปรเจ็คท์ secretprojectrevolution หนังสั้นที่เธอแสดงและได้ สตีเฟ่น ไคลน์ ช่างภาพชื่อดังมาถ่ายทำ เพื่อเป็นงานศิลปะแด่เสรีภาพ ให้ดาวน์โหลดดูกันได้ฟรีผ่าน BitTorrent อีกด้วย

 

16. TOP GUN (SP#212 – มิถุนายน 2528)

หลังจากสาวๆ ครองจอกันมาเยอะแล้ว ก็ถึงคราวของดาราหนุ่มหน้ามนขวัญใจยัปปี้ ทอม ครูซ ผู้สร้างความฮือฮามาตั้งแต่ตอนใส่เสื้อเชิ้ตตัวเดียววาดลวดลายเต้นพลิ้วให้สาวๆ สยิวในหนังเรื่อง Risky Bussiness (1983) ก่อนจะมาตอกย้ำความเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งวงการฮอลลีวู้ดในหนังนักบินสุดเท่ Top Gun (1986) เรื่องนี้ ซึ่งยังเป็นผลงานสร้างชื่อของผู้กำกับ โทนี่ สก็อตต์ และอดีตคู่หูผู้สร้างมือทอง ดอน ซิมป์สัน และ เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ อีกด้วย (น่าสังเกตว่าสองคนแรกนั้นต่างลาลับไปแล้ว เหลือเพียงบรัคไฮเมอร์ที่ยังต้องอยู่สู้ชีวิตในโลกมายาต่อไป) จริงอยู่ แม้ตัวหนังจะไม่ถึงกับดีเด่ ถ้าตัดฉากบินโชว์เหินเวหาและสู้กันกลางอากาศออกไป เรื่องราวก็ออกแนวเด็กๆ ขายฝันแบบอเมริกันดรีมซะมากกว่า แต่รายได้ถล่มทลายทั่วโลกกว่า350ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างเพียง 15 ล้านเหรียญฯ นั้น ก็ทำให้ยากจะปฏิเสธว่า ความเท่มันกินไม่ได้ แต่ขายได้…จริงๆ!!

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – นอกจากบรรดาผู้เกี่ยวข้องที่อิ่มเอมกับความสำเร็จของหนังไปตามๆกันแล้ว ยังมีอีกสองหน่วยงานที่รับส้มหล่น นั่นคือกองทหารอากาศสหรัฐฯที่เหมือนได้โปรโมทให้คนเข้าสมัครผ่านหนังเรื่องนี้ กับแว่นตาเรย์แบนด์ทรงนักบินที่ฮิตระเบิดระเบ้อมาจนถึงปัจจุบัน

 

17. JAMES BOND 007 (SP#222 – กันยายน 2530)

หนึ่งในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ยืนยงคงกระพันที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก ด้วยจำนวนภาคต่อที่ออกฉายแล้วถึง 23 เรื่อง และยังคงเดินหน้าผลิตต่อไปอย่างไม่มีแววหยุดยั้ง บทสายลับเจ้าเสน่ห์มือฉมังรหัส 007บอนด์เจมส์ บอนด์ โลดแล่นต่อกรกับวายร้ายเคจีบีจากโซเวียตมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น กระทั่งถึงยุคน้ำแข็งละลาย ปฏิบัติการของเขาก็กลายเป็นการยับยั้งแผนครองโลกของเจ้าพ่อสื่อ หรือการก่อการร้ายของคนชั่วเลือดเย็น จนภาคล่าสุดกลายมาเป็นการรับมือกับอดีตสายลับ MI6 ที่แปรพักตร์ไปเป็นทรราชย์เพราะมีความแค้นฝังหุ่นกับเอ็มไปซะงั้น อย่างไรก็ตาม การอยู่ได้-อยู่ดีของหนังสายลับอายุ 51 ปีชุดนี้ที่ปรับตัวแปรผันไปตามกาลเวลา ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่า ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งจีรัง

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – เราอาจดูค่านิยมของคนรุ่นต่างๆ ได้จากดาราชายผู้มารับบท เจมส์ บอนด์ ไล่ตั้งแต่หล่อคลาสสิคมาดแมน ฌอน คอนเนอรี่, หล่อลูกทุ่งหมัดหนัก จอร์จ ลาเซนบี้, หล่อเท่เจ้าเสน่ห์ โรเจอร์ มัวร์, หล่อสุขุมนุ่มลึก ทิโมธี ดาลตัน, หล่อแสนสำอางค์เพียร์ซ บรอสแนน และสุดท้าย หล่อหลบไป โหดหน้าเหี่ยวแต่เร้าใจมาแล้ว แดเนียล เครก ซึ่งลบล้างคำติฉินจนกลายเป็นผู้ปฏิรูป 007 ให้ประสบความสำเร็จมหาศาลน่าคิดว่า เจมส์ บอนด์ คนต่อไปจะเป็นยังไง?!

 

18. JENNIFER CONNELLY (SP#224 – 4 / 2530)

สาวสวยอีกคนที่ใช้ความงามกรุยทางเข้าวงการตั้งแต่เด็กด้วยการเป็นแบบถ่ายโฆษณา และมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบทสาวรุ่นที่ต้องผจญภัยในเขาวงกตของราชาก็อบลินที่รับบทโดย เดวิด โบวี่ ในหนังแฟนตาซีเรื่อง Labyrinth (1986) แม้เธอจะถูกวิจารณ์ว่าเล่นแข็งโป๊ก แต่ใบหน้าอันหวานซึ้งของเธอก็มีส่วนทำให้หนังเรื่องนี้ฮิตเฉพาะกลุ่ม(นอกเหนือจากความเพี้ยนของเรื่องราวและเดวิด โบวี่ ซึ่งใครที่ชอบหนังอย่าง Alice in Wonderland น่าจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก) อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องต่อๆมาของเธอก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบดุจดังสาวอาภัพเพราะความสวยเกินไป แต่เจนนิเฟอร์ก็ยังก้มหน้าก้มตาทำงานพัฒนาฝีมือและได้รับบทที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแสงสป็อตไลท์มาส่องสว่างอยู่ที่เธอใน A Beautiful Mind (2001) จากบทภรรยาผู้อุทิศความรักให้กับสามีอัจฉริยะที่กำลังจิตหลุดลอย ซึ่งทำให้หลายสถาบันรวมทั้งออสการ์ พากันประเคนรางวัลสมทบหญิงให้เธออย่างพร้อมเพรียง

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – สาวงามคนนี้แสดงให้เห็นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น และเธอยังล้มล้างคำสาปสาวสวยอาภัพ ด้วยการมีชีวิตคู่ที่ไม่หวือหวาแต่สงบเงียบกับนักแสดงชาย พอล เบททานี และลูกๆ รวมถึงการเป็นสาวงามถึงภายใน ด้วยบทบาทการเป็นฑูตเพื่อการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชนให้กับองค์กรแอมเนสตี้นานาชาติ และร่วมรณรงค์กับองค์กรการกุศลอีกมากมาย สมกับที่ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในสาวงามที่สุดในโลก

 

19. MICHAEL J.FOX (SP#270 – 14 / 2532)

นักแสดงร่างเล็กอารมณ์ดีเจ้าของบท มาร์ตี้ แม็คฟลาย เด็กหนุ่มที่วุ่นวายกับการย้อนเวลาหาอดีตไม่ก็อนาคตเพื่อแก้ไขปัจจุบัน ในหนังสุดสนุก Back to the Future ทั้งสามภาค (1985-1990) ชายชาวแคนาเดี้ยนคนนี้มีผลงานหนังฮอลลีวู้ดที่น่าสนใจหลายเรื่อง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเขากลับมาจากโรคร้ายรักษาไม่หายที่ชื่อว่า พาร์กินสัน (โรคทางระบบประสาท ทำให้เกิดอาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า หรือที่คนไทยเรียกว่า สันนิบาตลูกนก นั่นเอง) ไมเคิลพบว่าตัวเองเป็นราวปี 1991 ซึ่งทำให้เขาเครียดจนดื่มหนักในช่วงแรก แต่หลังจากนั้น 8 ปี เขาก็เลิกเหล้าและออกมายอมรับต่อสาธารณชนว่าเป็นโรคนี้ รวมถึงหาทางรักษาและให้การสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้อย่างเต็มที่ ด้วยการก่อตั้งมูลนิธิ Michael J Fox Foundation ขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ซึ่งทำให้เขาหันเหจากบทบาทนักแสดงกลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อมนุษยชนที่มีอิทธิพลคนหนึ่ง (เขาออกมาพูดสนับสนุนนักการเมืองที่ฝักใฝ่การวิจัยเรื่องสเต็มเซลล์ จนชนะการเลือกตั้ง) และความทุ่มเทต่อสู้กับโรคพาร์กินสันก็ทำให้ไมเคิลได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติมากมาย รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของแคนาดาด้วย

บทบันทึกแห่งยุคสมัย–แม้ว่าตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา อาการของโรคพาร์กินสันจะทำให้ไมเคิลรับงานแสดงได้แค่การให้เสียงตัวละครในหนังอนิเมชั่น แต่เขาก็ยังไปเป็นแขกรับเชิญในรายการทีวีบ่อยครั้ง และได้เขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองถึง 3 เล่ม ข่าวดีคือปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ The Michael J. Fox Showซีรีส์แนวซิทคอมที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขา ซึ่งไมเคิลแสดงนำเอง เริ่มออกอากาศทางช่อง NBC เป็นลางดีว่าในที่สุด เขาก็พบทางอยู่กับโรคนี้ได้อย่างสบายใจ

 

20. TERMINATOR 2 (SP#300 – 10 มิถุนายน 2534)

คนเหล็กสุดอึดจากปี 2029 เจ้าของประโยคฮิต ‘I’ll be back!” กลับมาอีกครั้งในภาคสองของหนังแอ็คชั่นไซไฟสุดมันส์ที่เพียบพูนด้วยเอ็ฟเฟ็คท์ขั้นเทพอันเป็นหมุดหมายของวงการซีจี ผลงานชิ้นเด่นในเครดิตของผู้กำกับจ้าวแห่งเทคนิค เจมส์ คาเมรอน ที่อธิบายได้ดีว่าทำไมเขาถึงกลายมาเป็นเจ้าพ่อหนังสามมิติอย่างในทุกวันนี้ และยังเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้อดีตนักเพาะกายแชมป์โลกชาวออสเตรีย อาร์โนลด์ ชวาซเนกเกอร์ ได้เปิดตัวแรงในฮอลลีวู้ด ก่อนจะกลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์กล้ามโต และกระโจนสู่เวทีการเมืองจนได้เป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียสองสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนตัวหนังเองก็ต่อยอดความสำเร็จมาได้ถึง 4 ภาค โดยภาคล่าสุด Terminator Salvation (2009) นั้นจับเอาสองหนุ่มฮ็อต คริสเตียน เบล กับ แซม เวิร์ธทิงตัน มาชนกัน พร้อมกับทำซีจีหน้าอาร์โนลด์ไปแปะเป็นหุ่นเหล็ก T-800ตัวดั้งเดิม แต่ก็ยังไม่ทำกำไรได้ไม่ถึงครึ่งของภาค 2 ที่เก็บโกยไปมากที่สุดนี้เลย

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ความสำเร็จของอาร์โนลด์ในแวดวงการเมืองนั้นทำให้เห็นว่า ชื่อเสียงในวงการบันเทิงสามารถโน้มน้าวใจผู้คนให้เชื่อมั่นได้ (แต่อาจเป็นเพราะบทบาทส่วนใหญ่ของเขาออกมาในแง่ดี ทั้งการเป็นคนเหล็กผู้พิทักษ์ พระเอกกล้ามโตผู้มีอารมณ์ขัน ไม่ใช่ตัวร้าย) ซึ่งปัจจุบันหลังผู้ว่าคนเหล็กหมดวาระทางการเมือง อาร์โนลด์ก็หวนคืนสู่ฮอลลีวู้ดอีกครั้ง โดยเขายืนยันว่าจะกลับมาเล่น Terminatorภาค 5 ที่มีกำหนดฉายในปี 2015 อย่างแน่นอน “I’ll be back!”

 

21. JURASSIC PARK (SP#344 – 1 มิถุนายน 2536)

มันอาจไม่ใช่ครั้งแรกที่ไดโนเสาร์ถูกนำมาขึ้นจอใหญ่ เพราะแน่นอนว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มนุษย์ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาตัวเป็นๆ เหล่านี้ย่อมถูกเนรมิตขึ้นมาอาละวาดในโลกภาพยนตร์เพื่อสนองความสงสัยใคร่รู้ของผู้ชมมาหลายเที่ยวแล้ว ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์สต๊อปโมชั่นและอนิเมชั่น (The Land Before Time ปี 1988 เป็นตัวอย่างของหนังประเภทหลังที่ยังมีชื่อของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก และ จอร์จ ลูคัส ในฐานะผู้อำนวยการสร้างใหญ่ด้วย ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า ไดโนเสาร์ เป็นความใฝ่ฝันของสปีลเบิร์กมาแต่ไหนแต่ไร) หาก Jurassic Park คือครั้งแรกที่ผู้ชมได้เติมเต็มความอยากนี้อย่างอิ่มเอมถึงขีดสุด ด้วยภาพตื่นตาตื่นใจของไดโนเสาร์แห่งยุคดึกดำบรรพ์ที่มาอยู่ร่วมโลกเดียวกันกับมนุษย์อย่างสมจริง จากเวทมนตร์ของวิช่วลเอ็ฟเฟ็คท์ และความเอกอุในการเล่าเรื่องของสปีลเบิร์ก พ่อมดเมืองมายา

บทบันทึกแห่งยุคสมัย นอกจากหนังเรื่องนี้จะจุดประกายให้หลายคนหันมาหลงใหลไดโนเสาร์หรือการทำภาพยนตร์ Jurassic Park ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการสต๊อปโมชั่น เมื่อ ฟิล ทิพเพ็ตต์ ผู้ถูกจ้างให้มาทำการเคลื่อนไหวของไดโนเสาร์ในภาพกว้างด้วยเทคนิคสต๊อปโมชั่นผสมกับการเบลอภาพที่เรียกว่า Go Motion ทว่าผลลัพธ์ยังไม่น่าพอใจ และอนิเมเตอร์จาก ILM ก็เสนอการใช้ซีจีแทน ซึ่งเมื่อสปีลเบิร์กและทิพเพ็ตต์ได้เห็นตัวอย่างงานซีจีที่ออกมา สปีลเบิร์กถึงกับพูดขึ้นว่า ‘คุณตกงานแล้ว’ และทิพเพ็ตต์ก็ตอบกลับว่า ‘รึคุณหมายถึงสูญพันธ์?’ ซึ่งต่อมาบทสนทนานี้ก็ถูกใช้เป็นบทพูดของตัวละครในหนังด้วยแต่ก็ไม่ต้องห่วงว่าทิพเพ็ตต์และเหล่าคนทำสต็อปโมชั่นจะตกงาน เพราะถึงยังไงพวกเขาก็ยังมีความรู้ด้านการเคลื่อนไหวและกายวิภาค จนกลายมาเป็นที่ปรึกษาให้กับเหล่าอนิเมเตอร์รุ่นใหม่แทน

 

22. RIVER PHOENIX (SP#358 – มกราคม 2537)

ดาวอีกดวงที่ดับวูบจากท้องฟ้าขณะที่เพิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่หลัดๆ  ริเวอร์ ฟีนิกซ์ พี่ชายคนโตของน้องๆ ตระกูลฟีนิกซ์อันประกอบด้วย เรน วาคิน ซัมเมอร์ และลิเบอร์ตี้ หนุ่มหล่อนิยมมังสะวิรัติผู้มีใบหน้าและบุคลิกละม้ายคล้ายเจมส์ ดีน ดาราหัวขบถมาดเท่ผู้ล่วงลับ เขาได้โชว์ฝีมือในหนังดีมีชื่อเสียงหลายเรื่อง ไล่ตั้งแต่บทเด็กชายผู้ก้าวข้ามผ่านวัยใน Stand by Me (1986), บท อินเดียน่า โจนส์ สมัยลูกเสือใน Indiana Jones and the Last Crusade (1985) และบทเกย์ขายบริการในMy Own Private Idaho (1991) จนได้รับการจับตามองในฐานะนักแสดงดาวรุ่ง แต่แล้วจู่ๆ ในคืนวันที่ 31 ตุลาคม 1993 คอหนังทั่วโลกก็ต้องช็อคกับข่าวการตายอย่างกะทันหันของริเวอร์ ผู้ล้มลงบนฟุตบาทหน้าไนท์คลับแห่งหนึ่งในย่านเวสต์ ฮอลลีวู้ด และดิ้นทุรนทุรายก่อนเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวอันเกิดจากการใช้ยาเกินขนาด

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – ถ้าในวันนี้ ริเวอร์ ฟีนิกซ์ ยังมีชีวิตอยู่ เราคงจะมีดาวจรัสแสงอีกดวงให้ชื่นชม บางคนอาจบอกว่าการลาลับในช่วงที่ชีวิตกำลังเบ่งบานนั้น คล้ายเป็นดั่งการกลายเป็นอมตะหรือเป็นดาวค้างฟ้าในหัวใจผู้คนตลอดไป แต่มันยังคงน่าเสียดายอยู่ดี ที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นสายน้ำนี้ไหลเรื่อยและเติบใหญ่ไปตามครรลองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น

 

23. BRAD PITT (SP#406 – ปักษ์แรก มกราคม 2539)

เมื่อดาวดวงเก่าไป ดาวดวงใหม่ก็โผล่เข้ามา แรกเริ่มเขาดูเหมือนชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนในฮอลลีวู้ดที่คลาคล่ำไปด้วยคนสวยหล่อ แต่ แบรด พิทท์ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เสน่ห์ของเขานั้นมากล้นและพิเศษกว่าใครๆ  หนุ่มมาดเซอร์ผู้นี้เริ่มเตะตาผู้ชมจากบทสมทบเล็กๆ ใน Thelma & Louise(1991) ในฐานะคาวบอยหนุ่มโบกรถตัวแสบที่สาวๆ โกรธไม่ลงเพราะเขาช่างน่ารักเหลือเกิน ด้วยชื่อเสียงที่เริ่มขจรขจายทำให้แบรดได้รับบทเด่นต่อทันทีในหนังดราม่านุ่มลึกของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง A River Runs Through It (1992) ตามด้วยบทพระเอกสุดหล่อในInterview with the Vampire และ Legends of the Fall ในปี 1994 ซึ่งทำให้แบรดยิ่งโด่งดังในสถานะ ‘ไอ้หนุ่มผมยาวในฝัน’ ของสาวๆ หากบทพิสูจน์ฝีมือของเขาจริงๆ กลับเป็น Se7en ผลงานปี 1995 ของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ที่แบรดรับบทตำรวจนักสืบที่ต้องไขคดีอาชญากรรมต่อเนื่องสุดซาดิสม์ของฆาตกรโรคจิตอัจฉริยะ ที่ใช้บาปหนักเจ็ดข้อในคัมภีร์ไบเบิลมาพิพากษาผู้คน รวมไปถึงตัวเขาด้วย

บทบันทึกแห่งยุคสมัย– นอกจากหนังเรื่องนี้จะทำให้คนดูต้องอึ้งทึ่งเสียวกับเนื้อหาที่หนักหน่วงชวนช็อคแล้ว การพลิกคาแรกเตอร์จากหนุ่มโรแมนติกผู้อ่อนไหวกลายเป็นหนุ่มเลือดร้อนมุทะลุดุดันยังช่วยปลดปล่อยแบรดจากการเป็นเพียงไอดอลขวัญใจสาวๆ สู่การเป็นนักแสดงซูเปอร์สตาร์มืออาชีพ เพราะหลังจากนั้น บทหนักๆ มันส์ๆ ในหนังหลากหลายแนวก็ดาหน้าเข้ามาให้เขาเล่นไม่ขาดสาย นอกจากนี้ Se7en ยังทำให้เขาได้พบกับ กวินเน็ธ พัลโทรว์ นักแสดงสาวที่มาตกบ่วงเสน่ห์ของเขา ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วเธอเป็นแค่รถไฟขบวนแรกๆ เท่านั้น

 

24.TITANIC (SP#453 – ปักษ์หลัง ธันวาคม 2540)

โศกนาฏกรรมในยุคสมัยหนึ่ง อาจกลายเป็นความสำเร็จมหาศาลในอีกยุคสมัยหนึ่งก็เป็นได้ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Titanic เรือเดินสมุทรลำใหญ่หรูหราที่ไปไม่ถึงฝั่งฝันและจมลงสู่ผืนน้ำเย็นเยียบพร้อมชีวิตผู้โดยสารนับพัน ในวันที่ 15 เมษายน ปี 1912 อีก 85 ปีต่อมา ชะตากรรมของมันถูกนำมาถ่ายทอดบนจอใหญ่ โดยฝีมือของผู้กำกับวิสัยทัศน์ไกล เจมส์ คาเมรอน ซึ่งไม่เพียงใช้เทคโนโลยีด้านภาพจำลองช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของผู้คนบนเรือลำนี้ ออกมาบนจอเงินได้อย่างตื่นเต้น สมจริง และชวนให้รู้สึกร่วมไปด้วยอย่างเต็มเปี่ยม หากเขายังแต่งเติมเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของ แจ๊ค กับ โรส หนุ่มจับกังและสาวผู้ดีที่ตกหลุมรักกันอย่างสุดซึ้งบนเรือลำนี้ มาช่วยเพิ่มน้ำหนักความประทับใจและมิติในด้านเนื้อหาให้กับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริง จนกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานที่น่าจดจำ

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ไม่เพียงเรือไททานิคเท่านั้นที่บรรทุกผู้โดยสารแทบทุกชนชั้นเต็มลำ แต่หนังเรื่อง Titanic นี้ยังเป็นปรากฏการณ์ความบันเทิงระดับสากลที่ผู้ชมทั่วโลกต่างดื่มด่ำไปกับมันได้ (จนทำให้เกิดชื่อหนังภาษาลาวอย่าง ชู้รักเรือล่ม ขึ้นมา) แต่ที่ต่างกันคือ เรือไททานิคลำจริงชนภูเขาน้ำแข็งแน่นิ่งอยู่ที่ก้นมหาสมุทร ในขณะที่เรื่องราวชีวิตใน Titanic นั้นพาคนดูโลดแล่นไปถึงฝั่งฝันอย่างอิ่มเอมใจ

 

25. STAR WARS EPISODE I (SP#493 – 10 มิถุนายน 2542)

สงครามอวกาศเรื่องนี้เคยสร้างตำนานไว้ในโลกภาพยนตร์ตั้งแต่การออกฉายของไตรภาคดั้งเดิม Star Wars (1977), The Empire Strike Back (1980) และ Return of the Jedi (1983) ด้วยความเป็นมหากาพย์แฟนตาซีไซไฟที่ผสมผสานกลิ่นอายของหนังจีนกำลังภายในได้อย่างกลมกล่อม (ตั้งแต่ ‘เจ้าฆ่าพ่อข้า’ มาจนถึง ‘ข้านี่แหละคือพ่อเจ้า’) ซึ่งยิ่งฮือฮาหนักเมื่อบิดาผู้ให้กำเนิดจักรวาลนี้อย่าง จอร์จ ลูคัส ออกมาเผยว่า หนังสามเรื่องแรกเป็นเพียง ‘ช่วงกลาง’ ของเรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ในจินตนาการบรรเจิดของเขาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เหล่าสาวกเจไดก็ต้องรอคอยกันถึง 16 ปี กว่าที่ Star Wars: Episode I – The Phantom Menace จะออกมาเปิดศักราชใหม่ของตำนานดวงดาวภาคปฐมบทในปี 1999 พร้อมความก้าวล้ำด้านเทคโนโลยีซีจีที่ช่วยเพิ่มพูนความยิ่งใหญ่ตระการตาน่าเชื่อถือ ให้กับเนื้อหาที่ออกแนวจริงจัง เป็นทางการ และมืดหม่นกว่าไตรภาคดั้งเดิมหลายเท่า

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ถ้า Star Wars ไตรภาคเก่าเคยทำให้คนรุ่นพ่อฮึกเหิมไปกับการผจญภัยของนักล่าค่าหัว ฮาน โซโล การฝึกฝนพลังกับอาจารย์โยดา หรือกวัดแกว่งดาบเรืองแสงแบบเจได เพื่อล้มล้างทรราชย์ ดาร์ธ เวเดอร์ ให้จงได้ Star Wars ไตรภาคใหม่นี้คงทำให้คนรุ่นลูกได้เข้าใจที่มาที่ไปและผูกพันกับ อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ หนุ่มน้อยหน้ามนผู้จะกลายมาเป็นจอมวายร้ายแห่งจักรวาล แม้ว่าตำนานสองบทในสองยุคสมัยจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างน้อย Star Wars ก็เป็นมหากาพย์ที่คนสองรุ่นร่วมแชร์กันได้ และเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่า ตำนานบทใหม่ของสงครามดวงดาวนี้ที่อยู่ในกำมือของ เจเจ อับรามส์ จะออกมาเป็นเช่นไร

 

26. NOTTING HILL (SP#497 – 20 กรกฏาคม 2542)

หลายครั้งหนังฮอลลีวู้ดก็น้ำเน่า แต่ด้วยเสน่ห์ของดาราและการปรุงแต่งอันทรงพลังทั้งหลาย ก็ทำให้กลิ่นโชยหึ่งของเรื่องราวที่หาได้สดใหม่อะไรนั้น กลับหอมหวานรัญจวนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องราวของดอกฟ้ากับหมาวัด สาวฮ็อตแห่งเบเวอร์ลี่ ฮิลส์ ที่ดันมาปิ๊งกับหนุ่มธรรมดาย่านน็อตติ้ง ฮิลล์ ใครก็คงพอเดาออกว่ารักครั้งนี้จะเอยแบบไหน (ถ้าผู้กำกับไม่ใช่คนติสท์อย่าง วู้ดดี้ อัลเลน หรือซาดิสม์แบบ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก) ทว่า ริชาร์ด เคอร์ติส ผู้กำกับอังกฤษเจ้าพ่อหนังรักมีรสนิยม ก็เข้าใจใส่บทเพลงโดนๆ คำพูดเด็ดๆ ให้ผู้ชมต้องจี๊ดคาเก้าอี้ และเก็บกลับไปฝันละมุนถึงที่บ้าน

บทบันทึกแห่งยุคสมัย อันที่จริงพล็อตน้ำเน่านั้นอาจเป็นพล็อตที่ทรงพลังที่สุดในโลกก็เป็นได้ เห็นได้จากเรื่องราวแนวดาวพระศุกร์, โรมิโอกับจูเลียต, บ้านทรายทอง, The Classic ฯลฯ ที่ยังคงถูกนำมาทำซ้ำ ตีความใหม่วนไปเวียนมาอยู่ทุกยุคสมัย อาจเพราะบางทีคนดูก็ไม่ได้ต้องการความแปลกใหม่ หรืออะไรที่มันยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไป หากแต่เป็นเสน่ห์ง่ายๆ ใน ‘ความไม่มีอะไร’ เหมือนหนังเรื่องนี้นั่นเอง

 

27. ANNA & THE KING (SP#514 – 10 มกราคม 2543)

นี่คือหนึ่งในปก Starpics ที่แปลกพิสดาร ด้วยเหตุว่ามันลงแต่ภาพของหนัง โดยไม่ใส่ชื่อหนังประกอบมาด้วย ซึ่งบางทีมันอาจไม่ใช่ความผิดพลาด หากเป็นความจงใจ! เนื่องเพราะ Anna & The King (1999) เป็นภาพยนตร์ที่ถูกแบนไม่ให้เข้าฉายในประเทศไทย ณ เวลานั้น (โดยก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในเมืองไทยด้วย) ด้วยเหตุผลว่าเนื้อหาบางส่วนมีการบิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เรื่องราวของแอนนา ลีโอโนเวนส์ แม่หม้ายชาวอังกฤษที่มาเป็นครูสอนภาษาให้กับบรรดาพระราชทายาทในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) ซึ่งนำเค้าโครงมาจากนิยายเรื่อง Anna and the King of Siamของ มากาเร็ต แลนดอน ที่เขียนขึ้นจากบันทึกของแหม่มแอนนาตัวจริง โดยเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับวัฒนธรรมสยามจากข้อมูลแหล่งอื่นๆ ซึ่งโด่งดังและถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และละครเพลงหลายเวอร์ชั่น

บทบันทึกแห่งยุคสมัย จริงอยู่ว่าการถ่ายทอดเรื่องราวของคนไทยจากสายตาชาวต่างชาตินั้นย่อมต้องมีสิ่งที่ ‘ไม่ใช่’ อยู่หลายอย่าง ซึ่งในกรณีของหนังเรื่องนี้ มันยังมีช่องว่างของความเป็นคนนอกและคนในรั้วพระราชวังเพิ่มเข้าไปอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกที่ Anna & The King ต้องเผชิญกับความสุ่มเสี่ยงจนถูกตัดสินให้ ‘ตัดไฟเสียแต่ต้นลม’ จะดีกว่า หากมองในแง่ที่ว่า หนังเรื่องนี้อาจเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิงที่แอบแฝงการดูถูกดูแคลนคนไทยไปจนถึงพระมหากษัตริย์แห่งประเทศสยาม แต่ถ้ามองในแง่ดีซะหน่อย อย่างน้อยการได้รับการพูดถึงในแง่หนึ่งแง่ใด ก็อาจนับเป็นความใส่ใจได้เหมือนกัน

 

28. สตางค์ (SP#536 – 20 สิงหาคม 2543)

ในบรรดาหนังไทยทั้งมวล สตางค์ คงไม่ใช่เรื่องที่ใครจดจำได้นัก หรือแม้แต่ในบรรดาผลงานหนังจำนวนมากของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ไทยที่โดดเด่นในช่วง พ.ศ.2530-2540 โดยเฉพาะกับผลงานชุด บุญชู ที่สร้างนักแสดงคู่ขวัญ สันติสุข-จินตหรา มาประดับวงการ ทว่าหนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังไทยคุณภาพที่น่าชื่นชม สตางค์ ออกฉายในปี 2543 เพียงไม่กี่ปีหลังจากเกิดวิกฤติ ต้มยำกุ้ง หรือวิกฤติทางการเงินในเอเชียซึ่งเริ่มต้นจากการลดค่าเงินบาทลงอย่างฮวบฮาบของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกฯ ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งตัวหนังก็สะท้อนภาพการดิ้นรนในสังคมยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองนี้ได้อย่างแสบสันต์ ผ่านชีวิตผู้คนหลากหลายอาชีพชนชั้นในยุคข้าวยากหมากแพง ที่ต้องมาร่วมเดินทางผจญภัยไปด้วยกัน เพื่อค้นหาธนบัตรล้ำค่า แต่สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาได้พบกลับกลายเป็น สตางค์

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ไม่เพียงแต่จะให้ข้อคิดผ่านชะตากรรมตลกร้ายของตัวละครต่างๆ สตางค์ ยังเป็นหนังไทย ‘รวมดารา’ เรื่องหนึ่งก็ว่าได้ ทั้งรุ่นเดอะอย่าง สรพงศ์ ชาตรี ในบทคนบ้า รุ่นใหญ่อย่าง จินตหรา สุขพัฒน์ ในบทกะหรี่, ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ในบทครูสอนลีลาศขาพิการ มาจนถึงรุ่นใหม่ (ในเวลานั้น) อย่าง ติ๊ก เจษฏาภรณ์, เชอร์รี่ เข็มอัปสรและ พลอย เฌอร์มาลย์ ซึ่งรายหลังสุดนี้อาบัณฑิตชมเปาะว่าเป็นผู้หญิงที่สวยคมและน่าจะไปได้ไกลในวงการบันเทิง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามองไม่ผิดจริงๆ

 

29. FINAL FANTASY: THE SPIRITS WITHIN (SP#563 –ปักษ์หลัง กรกฏาคม 2544)

ในยุครุ่งเรืองของวีดีโอเกมส์ มันคือเกมส์ RPG (Role Playing Game เกมส์ที่ผู้เล่นรับบทบาทเป็นตัวละคร)สุดยิ่งใหญ่ ซึ่งเดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นผลงานทิ้งทวนของ ฮิโรโนบุ ซาคากุจิ นักพัฒนาเกมส์แห่งบริษัท Square (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Square Enix) ที่หมายมั่นว่าหากเกมส์สุดท้ายนี้ไม่ดังเปรี้ยง เขาจะอำลาวงการกลับไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยซะที ทว่าFinal Fantasy ไม่เพียงทำให้เขาต้องทำงานนี้ต่อไป แต่ยังช่วยกอบกู้บริษัท Square ที่กำลังล้มละลายให้กลับมาผงาดได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากความสำเร็จของภาคแรกในปี 1987 และเฟื่องฟูสุดขีดในราวๆ ภาค 7 ปี 1994 ทำให้มันได้ขยับขยายต่อยอดมาสู่จอหนังในปี 2001 ในฐานะภาพยนตร์ซีจีที่มีภาพเสมือนจริงเรื่องแรก พร้อมนางเอกสาวซีจี ดร. อากิ รอสส์ กำกับโดยซาคากุจิคนเดิมนั่นเอง

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ชีวิตจริงกับชีวิตในเกมส์คงไม่เหมือนกันนัก เพราะหนัง Final Fantasy ที่ญี่ปุ่นกับฮอลลีวู้ดร่วมทุนกันสร้างอย่างแพงหูฉี่ถึง 137 ล้านเหรียญฯ นั้น ลงท้ายกลับเก็บรายได้ทั่วโลกไปเพียง 85 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น มันเลยกลายเป็นหนังสร้างจากเกมส์ที่ล้มดังที่สุดไป อย่างไรก็ตาม เกมส์ Final Fantasy ยังคงออกภาคใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นหนังอนิเมะญี่ปุ่นที่ทำออกมาหลายภาค ซึ่งก็ไม่เจ็บตัวตราบใดที่ยังอยู่ในอาณาเขตเวทมนตร์อันคุ้นเคย

 

30.HARRY POTTER AND THE SORCERER’S STONE (SP#570 – ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2544)

หมุดหมายสำคัญแห่งยุคสมัย ที่แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกจนใครหลายคนอาจเป็นส่วนหนึ่งใน ‘Harry Potter Generation’ ไปแล้ว วรรณกรรมเยาวชนเรื่องดังที่ทำให้นักเขียนแม่เลี้ยงเดี่ยว เจ เค โรว์ลิ่ง กลายเป็นสาวเนื้อหอมในชั่วพริบตา เพราะเรื่องราวแฟนตาซีที่เธอสรรค์สร้าง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนฮอกวอตส์ โลกของเหล่าพ่อมดแม่มดที่ซ้อนอยู่ในโลกของคนธรรมดา คาถาศาสตร์มืด สัตว์ประหลาดในตำนาน ฯลฯ กลายเป็นอาหารรสเลิศที่ช่วยเติมเต็มจินตนาการอันแห้งแล้งของเด็กๆ และวัยรุ่น ยุคมิลเลนเนียล (1982-2002) ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังรุดหน้า จนทำให้มันเป็นมากกว่าแค่ ‘หนังสืออ่านนอกเวลา’ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศหนึ่งเคยเขียนคำนิยมให้ และกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ในกระแสวัฒนธรรมป็อปของโลก ที่พัดพาผู้คนจำนวนมหาศาลรวมถึงวงการฮอลลีวู้ดไปกับมันด้วย

บทบันทึกแห่งยุคสมัย หลายคนอาจเคยสงสัยว่า การดูหนังที่เรารู้เรื่องราวอย่างละเอียดอยู่แล้วนั้นมันสนุกอย่างไร? แต่บางที ความสนุกสำหรับแฟนๆ หนัง Harry Potterอาจหมายถึงการได้เห็นหน้าค่าตาตัวละครและสรรพสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเคยแต่จินตนาการอยู่ในหัว ออกมาโลดแล่นบนจอหนัง…ก็เป็นได้

 

31. SPIRITED AWAY (SP#570 – ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2546)

อีกหนึ่งหน้าปกของ Starpics ที่สร้างความงุนงงสงสัยให้กับหลายคน โดยเฉพาะประชาสัมพันธ์ของค่ายหนังที่ไม่เข้าใจว่า เหตุไฉนเราจึงนำหนังที่ไม่ได้มีตัวแทนจัดจำหน่ายหรือโปรแกรมเข้าฉายในไทยมาขึ้นปก?จริงอยู่ที่ Spirited Away (2001) เป็นผลงานสร้างชื่อในระดับโลกให้กับสตูดิโอผลิตอนิเมชั่นมือหนึ่งในญี่ปุ่นอย่าง Studio Ghibli ด้วยการไปคว้ารางวัลใหญ่จากหลายสถาบันรวมถึงออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยมมาครองได้ แถมในบ้านเกิดเองก็ทำเงินถล่มทลาย ถือเป็นมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ ขั้นเทพของวงการเลยก็ว่าได้ แต่ในเวลานั้นหนังอนิเมชั่นของจิบลิยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างเช่นปัจจุบัน คนที่อยากดู Spirited Away จึงต้องไปหาช่องทางอื่น เพื่อเข้าสู่ดินแดนพิศวงของทวยเทพและค้นหาจิตวิญญาณที่หายไป ในการผจญภัยครั้งสำคัญของเด็กสาวที่ชื่อ จิฮิโระ ผู้นี้

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ในบรรดาหนังอนิเมชั่นของสตูดิโอจิบลิที่ขึ้นชื่อเรื่องความรื่นรมย์ด้านภาพและเสียง บวกกับเนื้อหาที่ปลูกฝังแนวคิดและปรัชญาอันลึกซึ้งไว้อย่างเต็มเปี่ยม Spirited Away น่าจะเป็นเรื่องที่กลมกล่อมลงตัวและจัดเต็มที่สุด มีเอกลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่นที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นสากลที่สุดด้วย

 

32.LAST LIFE IN THE UNIVERSE (SP#612 – ปักษ์แรก สิงหาคม 2003)

ครั้งหนึ่งแนวคิด ‘น้อยแต่มาก’ (Less in More) เคยแพร่ระบาดในหมู่ปัญญาชนชาวไทย ผ่านกระบอกเสียงอย่างชายหนุ่มนักคิดนักเขียนคลื่นลูกใหม่ ปราบดา หยุ่น ทายาทของเจ้าพ่อเนชั่น สุทธิชัย หยุ่น ผู้สร้างความฮือฮาในแวดวงน้ำหมึก เมื่อเขาได้รับรางวัลซีไรต์จากผลงานเรื่อง ความน่าจะเป็น ในปี 2545 ขณะอายุเพียง 29 ปี ด้วยสไตล์การเขียนที่สดใหม่ มีอารมณ์ขันเฉพาะตัวกับเรื่องราวแปลกๆ และลีลาการนำเสนอที่ไปด้วยกันได้อย่างประหลาด จนสร้างกระแสให้บรรดาคนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเขียนและปวารณาตนเป็นสาวกของเขาจำนวนไม่น้อย กระทั่งคุณคุ่นได้มาจับมือกับผู้กำกับที่มีแนวทางของตัวเองไม่แพ้กัน พี่ต้อม เป็นเอก รัตนเรือง ที่นำบทภาพยนตร์ของเขามาทำเป็นหนังไทยพล็อตสุดติสท์ เรื่องของชายญี่ปุ่นที่ครุ่นคิดอยากฆ่าตัวตาย กับหญิงไทยที่เพิ่งสูญเสียน้องสาว และความเหงาแบบจิ้งจกที่เหลืออยู่ตัวสุดท้ายในจักรวาล

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ด้วยนักแสดงนำอย่าง อาซาโน่ ทาดาโนบุ พระเอกคนดังในหนังคัลท์ญี่ปุ่น กับตากล้องคู่ใจหว่องการ์ไว คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ยิ่งทำให้หนังไทยเรื่องนี้เป็นผลงานรวมพลคนติสท์-อินดี้ มากเข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม การจะดื่มด่ำกับหนังน้อยนิ่งเรื่องนี้ อาจต้องใช้ความใจเย็นสักนิดและจอภาพขนาดใหญ่เต็มตาสักหน่อย เพื่อสร้างบรรยากาศความเหงาหงอยอ้อยสร้อยอันโรแมนติคของเหล่าคนช่างคิดให้อบอวลอย่างมหาศาล

 

33. KILL BILL (SP#618 – ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2546)

ขณะที่ผู้ชมร่วมสมัยกำลังเซื่องซึมไปกับหนังไทยเรื่องข้างบนและหนังออสการ์อย่าง Lost in Translation ชายบ้าหนังพลังสูง เควนติน ทารันติโน่ กลับทำตัวประหนึ่งดีเจในผับ ที่สับแผ่นเปลี่ยนบรรยากาศทันควัน จากเพลงช้าสโลว์ซบมาเป็นดิสโก้แรงมันส์สีสันกระฉูด ทำเอาผู้คนตื่นจากภวังค์แทบทั้งเมือง และหันมาตื่นเต้นกับหนังทวิภาคเรื่องนี้ ที่ยกระดับทารันติโน่จากผู้กำกับหนังอินดี้ฝีมือดี มาเป็นผู้กำกับหนังยอดฮิตมือฉกาจ (ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นผู้กำกับมือรางวัลในตอนนี้) Kill Bill ทั้งสองภาคนั้นเรียกได้ว่าเป็นผลผลิตแห่งความหลงใหลคลั่งไคล้ในภาพยนตร์อย่างแท้จริง อดีตหนุ่มร้านวีดีโอผู้นี้เลือกสรรแรงบันดาลใจจากหนังตะวันออกและหนังตะวันตก นำมาปรุงรสให้เป็นสไตล์เฉพาะตัวที่จัดจ้านถึงใจ ซึ่งล่าสุดแฟนๆ เตรียมแซ่บกันต่อได้ เพราะเขาออกมาประกาศสร้าง Kill Bill: Vol 3 แล้ว

บทบันทึกแห่งยุคสมัย อาจไม่ผิดนักหากบอกว่า นอกจากจะทำหนังได้อร่อยเหาะแล้ว ทารันติโน่ยังน่าจะมีหัวด้านแฟชั่นด้วย เพราะนอกจากจะคว้านางแบบในดวงใจอย่าง อูมา เธอร์แมน มาเป็นเจ้าสาวที่สวมชุด บรูซ ลี สู้ตายในภาคแรกอย่างโดดเด้งแล้ว รองเท้าผ้าใบยี่ห้อโอนิซึกะไทเกอร์ส สีเหลืองคาดดำที่เธอสวมในหนังยังกลายเป็นไอเท็มฮ็อตที่ใครต่อใครถามหา

 

34. STARPICS THAI FILM AWARDS (SP#623 – ปักษ์หลัง มกราคม 2547)

จริงอยู่ที่ SP ไม่ได้มีเนื้อหาของภาพยนตร์ไทยมากเท่ากับภาพยนตร์ต่างประเทศ แต่เราก็ไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจหนังไทย ซ้ำยังคอยเฝ้าสังเกตการณ์ความเป็นไปของหนังไทยอยู่เสมอ และในปีพ.ศ. 2546 ก็เกิดความเคลื่อนไหวที่เป็นนิมิตหมายอันดี เมื่อทั้งจำนวนและคุณภาพของภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายในปีนั้น เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากปี 2545 ที่มีเพียง 25 เรื่อง ก้าวกระโดดมาเกือบเท่าตัวเป็น 47 เรื่อง และในจำนวนนี้ก็มีผลงานสำคัญมากมายทั้งในและนอกกระแสหลากหลายแนวได้แก่ กุมภาพันธ์ และ บุปผาราตรีของ ยุทธเลิศ สิปปภาค,แฟนฉัน ของอนาคตผู้กำกับ GTH, เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล ของ เป็นเอก รัตนเรือง, สยิว ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี, สุดเสน่หา ของ อภิชาตพงศ์วีระเศรษฐกุล, องค์บาก ของ ปรัชญา ปิ่นแก้ว เป็นต้น ใครสักคนในกองบรรณาธิการจึงเกิดไอเดียดีๆ ขึ้นมาว่า Starpics ในฐานะสื่อภาพยนตร์น่าจะมีการมอบรางวัลแด่หนังไทยประจำปี เพื่อให้กำลังใจคนเก่งสนับสนุนผลงานดี และเป็นอีกแรงที่ช่วยผลักดันให้ความเติบโตนี้อยู่คู่กับวงการภาพยนตร์ไทยสืบไป

บทบันทึกแห่งยุคสมัย สำหรับใครที่ยังไม่รู้ เราขอใบ้ให้ว่ารางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมในปีนั้นตกเป็นของภาพยนตร์ที่ได้ลงในบทความนี้นี่แหละ และอันที่จริงเราอยากย้ำเตือนกันอีกสักรอบว่า ไม่ว่าหนังเรื่องไหนหรือดาราคนใดจะได้รับรางวัลไปในท้ายที่สุดนั้น มันไม่สำคัญเท่ากับการที่ผลงานและความพยายามของพวกเขายังได้รับการใส่ใจและพิจารณา

 

35.ทวิภพ (SP#625 – ปักษ์หลัง กุมภาพันธ์ 2547)

“คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 6 บรรทัด!” ไม่ว่าประโยคนี้จะเป็นความจริงหรือไม่ แต่มันก็ถูกกล่าวย้ำนักย้ำหนา จนกลายเป็นประโยคจำในหนังไทยเรื่องนี้ที่ดัดแปลงจากนิยายดังของ ทมยันตี โดยผู้กำกับ สุรพงษ์ พินิจค้า ในปี พ.ศ.2547 ไปแล้ว แม้ว่า ทวิภพ เวอร์ชั่นนี้จะไม่เป็นที่นิยมนักตอนออกฉาย ซึ่งอาจเป็นเพราะหน้าตาและบุคลิกฝรั่งจ๋าของ วนิดา เฟเวอร์ นางแบบลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ผู้รับบทนางเอก มณีจันทร์ รวมถึงเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงจากบทประพันธ์เดิมไปมากพอสมควร รวมถึงการพยายามใส่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และสังคมของประเทศไทยทั้งในสมัยจักรวรรดินิยมที่มีผลกระทบมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งดูเป็นเรื่องจริงจังชวนเครียดมากกว่าเรื่องโรแมนติกย้อนเวลาพาฝันเหมือนในเวอร์ชั่นอื่นๆ แต่มันก็เป็นหนังว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่คนทำมี ‘จินตนาการ’ น่าชื่นชม

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ความจริงแล้วคนไทยคงอ่านหนังสือเยอะกว่าที่ในหนังระบุไว้มาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประโยคเด็ดในหนังนั้นแรงกระแทกหน้าคนไทยจนต้องหันมาสำรวจกันเองอย่างอุตลุตว่า การพัฒนาของบ้านเมืองเราไปถึงไหนแล้ว

 

36.LES TRIPLETTES DE BELLEVILLE (SP#628 – ปักษ์แรก เมษายน 2004)

ช่างเป็นปกที่อาร์ตเหลือใจ ไม่เพียงเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นจากฝั่งยุโรป แต่ยังใช้ภาพซีเปียสองมิติอีกต่างหาก (ถ้าเป็นปัจจุบัน ปกนี้คงไม่ผ่านการอนุมัติ แต่ถ้าไม่ใช่ว่าสมัยก่อนเรายังอ่อนด้อยประสบการณ์ ก็นับว่ากล้าหาญชาญชัย) อย่างไรก็ตาม อนิเมชั่นเรื่องนี้นับเป็นผลงาน ‘เบิกเนตร’ ที่คนรักอนิเมชั่นควรหามาดูเปิดโลกทัศน์สักครั้ง ผลงานอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของ ซิลแวงต์ โชเมต์ ที่ได้เข้าชิงออสการ์หนังอนิเมชั่นยอดเยี่ยมในปีเดียวกับ Finding Nemo (2004) ถึงจะไม่น่ารักกินใจเท่าหนังพิกซ่าร์เรื่องนั้น แต่เรื่องราวของแก๊งคุณยายกับไอ้ตูบจากเมืองน้ำหอมที่ออกตามหาหลานชายนักปั่นจักรยานที่ถูกลักพาตัวไปยังดินแดนของคนอ้วนอย่างอเมริกานั้น ช่างเต็มไปด้วยอารมณ์ขันสุดพิสดาร งานภาพที่เฉียบคมและสร้างสรรค์ และเพียบพูนด้วยเสน่ห์ของอนิเมชั่นที่เข้าขั้น ‘งานศิลปะ’ จริงๆ

บทบันทึกแห่งยุคสมัย แน่นอนว่าหนังอนิเมชั่นแบบนี้ไม่ได้เหมาะกับเด็กๆ และผู้ชมทุกประเภท แต่ถ้าคุณเป็นคนส่วนน้อยที่ติดใจในมนต์เสน่ห์ของ Triplette de Belleville ล่ะก็ เราขอแนะนำให้ไปดูหนังอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของโชเมต์ The Illutionist (2010) ยังคงเปี่ยมด้วยสุนทรียภาพแม้เนื้อหาจะหม่นเศร้ากว่าเรื่องนี้หลายเท่า

 

37.HOUSE OF THE FLYING DAGGERS (SP#635 – ปักษ์หลัง กรกฏาคม 2547)

          ก่อนที่กระแสหนังจีนจะดูเงียบเหงาเช่นปัจจุบัน จางอี้โหมว ผู้กำกับมือฉมังเลือดมังกรเจ้าของผลงานเยี่ยมยุทธ์อย่าง Raise the Red Lantern (1991), Not One Less (1999) และ The Road Home (1999) เคยพาหนังจีนแนวศิลปะการต่อสู้ (Wu Xia) ไปร่ำลือระบือไกลถึงฮอลลีวู้ด เริ่มจาก Hero (2002) หนังมหากาพย์ที่ใช้สีสันมาถ่ายทอดเรื่องราวและนัยยะของปรัชญาจีนได้อย่างลึกซึ้ง จนกวาดรายได้และคำชมถล่มทลายรวมถึงได้เข้าชิงออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ตามด้วยจอมใจบ้านมีดบินเรื่องนี้ที่แม้ว่าเนื้อหาจะอ่อนกำลังลง และออกแนวรักสามเส้าเคล้าน้ำตา แต่ก็ยังอุดมไปด้วยฉากการประลองวิทยายุทธที่วิจิตรบรรจง สีสันสวยงามจัดจ้าน และการกระทำของตัวละครที่ดูคล้ายไร้เหตุผลหากแอบแฝงแนวคิดลึกล้ำให้เราไปค้นหาความหมายกันต่อไป

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ผู้กำกับที่จบจากมหาวิทยาลัยภาพยนตร์ปักกิ่ง รุ่นที่ 5 อย่างจางอี้โหมวนั้นแม้จะสร้างชื่อให้กับประเทศ แต่ก็เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาติตัวเองด้วยผลงานยุคต้นๆ ที่นำเสนอแง่มุมด้านลบของประเทศจีนดังนั้น ใจความของหนังเรื่อง Hero ที่มีท่าทีเข้าอกเข้าใจผู้นำจีนที่ใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการปกครองนั้น จึงทำให้หลายคนคิดว่าเขาได้ละทิ้งอุดมการณ์เดิมๆ ไปเสียแล้วหรือบางทีมันอาจเป็นเพราะเขามีอายุมากขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาวมากขึ้น จนเริ่มเข้าใจวิถีแห่งการอยู่ใต้ปีกมังกรอันยิ่งใหญ่นี้ก็เป็นได้

 

38. THE ADVENTURE OF IRON PUSSY (SP#636 – ปักษ์แรก สิงหาคม 2547)

หนังไทยอีกเรื่องที่หลายคนอาจสงสัยว่า มันคืออะไร และมาขึ้นปกได้ไงเนี่ย?! แต่นี่คือหนึ่งในผลงานขำๆ ของพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากภาพยนตร์เรื่อง สุดเสน่หา เมื่อปีก่อนหน้า อันที่จริงการถือกำเนิดของหนังไทยเรื่องนี้อาจต้องขอบคุณกระแสจากเมืองคานส์ด้วยก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของมันมาจากหนังสั้นอิสระที่มีดีกรีความบ้าเข้าขั้น อาร์ตตัวแม่ นั่นคือ The Adventure of Iron Pussy ทั้งสามภาคที่ว่าด้วยเรื่องราวของฮีโร่กระเทยผู้คอยพิทักษ์เหล่าอะโกโก้บอย ซึ่งเวอร์ชั่นภาพยนตร์นี้ถือเป็นภาคที่ 4 โดยได้ ไมเคิล เชาวนาศัย ศิลปินผู้สร้างสรรค์หนังสั้นต้นฉบับมาร่วมเขียนบทและแสดงนำเป็นสายลับหญิงที่มีต้นแบบจาก เพชรา เชาวราษฏร์ ในหนังย้อนยุคเกรนแตกที่ใช้ความเชยแหลกของหนังไทยยุคเก่ามาเป็นสไตล์และเครื่องมือเรียกเสียงฮา

บทบันทึกแห่งยุคสมัย นอกจากความเป็น ‘งานอาร์ต’ ที่เราพอจะเก็ทได้ในหนังเรื่องนี้และหนังสั้นต้นฉบับแล้ว บางทีการที่พี่เจ้ยเลือกนำตัวละครซูเปอร์ฮีโร่กระเทย ซึ่งเป็นสิ่งใหม่หมาดที่สังคมยังตั้งแง่ให้มาเป็นนางเอกหนังไทยยุคเก่าในบริบทอันแสนเชยนั้น มันอาจสะท้อนแดกดันถึงความเป็นไทยร่วมสมัยอย่างถึงที่สุดก็เป็นได้

 

39.DAISY (SP#675 – ปักษ์หลัง มีนาคม 2549)

อันที่จริง หนังจากประเทศเกาหลีใต้นั้นได้เข้ามายึดครองพื้นที่ในห้องหัวใจของชาวไทยมานานแล้ว นับตั้งแต่ จวนจีฮุน นักแสดงสาวหน้าใสในบท ยัยตัวร้าย ได้สร้างความปั่นป่วนหัวใจให้กับ นายเจี๋ยมเจี๊ยมและหนุ่มๆ ไทยอีกมากมาย ใน My Sassy Girl (2001) หลังจากนั้นหนังเกาหลีหลายเรื่องหลายรสรวมถึงนักแสดงเมืองกิมจิมากมายก็พากันมาสร้างชื่อเสียงกอบโกยรายได้ในบ้านเรา และต้องยอมรับว่านักเขียน Starpics บางคนก็มีจิตปฏิพัทธ์ในภาพยนตร์และดาราจากแดนโสมนี้ไม่น้อย จนทำให้ช่วงหนึ่ง Starpics มีเนื้อหาเกี่ยวกับหนังเกาหลีบ่อยครั้งจนถูกค่อนขอดว่าเป็น ‘สตาร์หลี’ ไปเลย อย่ากระนั้นเลย ในโอกาสที่หนังของจวนจีฮุน ที่ได้ผู้กำกับฮ่องกงมือดี แอนดรูว์ เลา จากสองคนสองคมมากุมบังเหียน-เข้าฉาย เราเลยถือโอกาสจับตัวแม่เกาหลีมาขึ้นปก และทำเป็นฉบับพิเศษ Korea Issue มันซะเลย!

บทบันทึกแห่งยุคสมัย กระแสเกาหลีฟีเวอร์อาจสร่างซาไปแล้วในวงการภาพยนตร์บ้านเรา แต่อิทธิพลจากแดนโสมก็ใช่ว่าจะหายวับ ยังมีกระแสความนิยมแบบ K-Pop ให้เห็นอีกมากมายในเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องของเพลง, ซีรีส์ทางโทรทัศน์ ไปจนถึงวงการเครื่องสำอางความสวยความงาม ซึ่งดูเหมือนว่าจะหยั่งรากฝังลึกในค่านิยมความขาวเว่อร์ของสาวไทยได้แข็งแกร่งแท้

 

40. BRIDGE TO TERABITHIA (SP#698 – ปักษ์แรก มีนาคม 2550)

พลังของซีจีหรือเทคนิคการสร้างภาพเสมือนจริงด้วยคอมพิวเตอร์นั้น ช่วยขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์ออกไปอย่างกว้างขวาง นับจากวันที่ไดโนเสาร์เผยโฉมอยู่บนจอหนังอย่างแนบเนียนเหลือเชื่อใน Jurassic Park ซีจีก็พัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็วจนมันสามารถสร้างอะไรก็ได้ภายในเวลาไม่กี่ปี ทำให้หนังประเภท ‘ขายซีจี’ หรือภาพเอ็ฟเฟ็คท์เว่อร์ๆ หายนะวินาศสันตะโร สัตว์ประหลาดอสุรกายยักษ์ ต่างทยอยกันขึ้นจอเกลื่อนกลาด แม้ Bridge to Terabithia จะดูเหมือนหนังประเภทดังกล่าวอีกเรื่อง แต่เอาเข้าจริงแล้ว โลกมหัศจรรย์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยซีจีทั้งหมดนั้นอาจมีให้ชมเยอะที่สุดก็แค่ภาพที่คุณเห็นบนหน้าปกนี่แหละ เพราะเรื่องราวของหนังเน้นไปที่มิตรภาพของสองเด็กหนุ่มสาว ที่จินตนาการโลกอันแสนบรรเจิดขึ้นมา เพื่อพาพวกเขาออกไปจากความเจ็บปวดในชีวิตจริง

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ถึงจะทำให้คนที่คาดหวังว่าจะได้เห็นซีจีอลังการต้องผิดหวัง แต่เนื้อหาดราม่าที่ลึกซึ้งตรึงใจของหนังเรื่องนี้ น่าจะทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนได้เดินข้ามสะพานสายรุ้งไปสู่ดินแดนอัศจรรย์กลางป่าใหญ่ เพราะจินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้ และที่สำคัญ การได้ค้นพบโลกอีกใบโดยไม่คาดฝันก็น่าจะเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจกว่าแค่รับชมภาพเสมือนจริงหลอกตาด้วยซ้ำไป

 

41. GRINDHOUSE (SP#707 – ปักษ์หลัง กรกฏาคม 2550)

หลังเปลี่ยนสถานะจากอินดี้ตัวพ่อมาเป็นผู้กำกับหนังฮิตมือพระกาฬจาก Kill Bill ทั้งสองภาค เควนติน ทารันติโน่ ก็สานต่อความใฝ่ฝันของตัวเองในการคารวะหนังเกรดบีเก่าๆ ที่เขาคลั่งไคล้บนจอใหญ่ ด้วยการจับมือกับผู้กำกับเม็กซิกันมันส์เลือดเดือดอย่าง โรเบิร์ต ร็อดริเกซ มาทำ ‘หนังควบ’ มันซะเลย Grindhouse ซึ่งเป็นชื่อเรียกโรงหนังในยุคเก่าที่เน้นฉายหนังเกรดบีทุนต่ำที่เลือดปลอมกระฉูดนู้ดกันกระจาย จึงกลายมาเป็นชื่อโปรเจ็คท์ที่ประกอบด้วยหนังสองเรื่อง Planet Terror การต่อสู้ระหว่างอีหนูโคโยตี้แข้งปืนกลกับฝูงซอมบี้หิวเลือด กำกับโดยร็อดริเกซ และ Death Proof โชเฟอร์หน้าบากตีนผีกับวีรกรรมไล่บี้สาวๆ อย่างสุดโรคจิต กำกับโดยทารันติโน่ ที่เปี่ยมด้วยความมั่วเมามันส์ ดิบเถื่อน ราคาถูกแบบหนังเกรดบี และยังมีบทพูดพล่ามของตัวละคร อันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของทารันติโน่ด้วย

บทบันทึกแห่งยุคสมัย– แม้โปรเจ็คท์นี้จะไม่ได้ทำเงินในวงกว้างแบบ Kill Bill ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหากดูจากสไตล์สุดเก๋าของมัน แต่บางทีนี่อาจเป็นผลงาน ‘เอามันส์’ ทิ้งทวนของทารันติโน่ที่ขอสนองตัณหาตัวเองให้สะใจ ก่อนเดินหน้าทำหนังฟอร์มใหญ่ที่หวังผลไกลกว่านั้นอย่าง Inglourious Basterds (2009) และ Django Unchained (2011) ก็เป็นได้ ซึ่งในกรณีนั้น แค่ได้ทำก็คุ้มแล้ว

 

42.KUNG FU PANDA (SP#728 –ปักษ์แรก มิถุนายน 2551)

2 ปีหลังจากเจ้า หลินปิง แพนด้าน้อยได้ลืมตาดูโลกในประเทศไทยจนกลายเป็นกระแสเห่อแพนด้ากันซะช้างงอนไปช่วงหนึ่ง (ไม่ใช่ช่วงช่วง) เจ้าหมีตัวขาวดำกินไผ่ที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำนี้ ก็กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ในภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดฮิตจากค่ายดรีมเวิร์คสเรื่องนี้ ที่ดูจะเอาใจผู้ชมชาวจีนซะเหลือเกิน ด้วยเรื่องราวแนวต่อสู้กำลังภายใน (Wu Xia) กับการเฟ้นหาจอมยุทธ์กังฟูฟ้าประทาน ซึ่งบังเอิญกลายเป็นแพนด้าตัวอ้วนตุ๊บจอมตะกละที่แค่ขึ้นบันไดไปขายก๋วยเตี๋ยวบนเขาก็ยังหอบแฮ่ก ด้วยเนื้อหาที่สนุกสุดฮาซ่อนปมน่าคิด ตัวละครเปี่ยมเสน่ห์ และงานอนิเมชั่นชั้นดีที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้ Kung Fu Panda กลายเป็นผลงานล้ำค่าของค่ายที่ทำเงินถล่มทลาย เป็นรองแค่ยักษ์เขียว Shrek เท่านั้น แม้จะพ่ายออสการ์ให้กับเจ้าหุ่นกระป๋อง วอลล์-อี แต่หนังก็ประสบความสำเร็จจนมีภาคต่อ

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ว่ากันว่า ไอเดียแรกเริ่มของ Kung Fu Panda นั้นจะทำออกมาเป็นหนังแนวตลกล้อเลียน (Parody) แต่โชคดีที่หนึ่งในผู้กำกับ จอห์น เวย์น สตีเวนสัน หันเหแนวทางมาใช้รูปแบบของหนังกำลังภายในเล่าเรื่องการเดินทางผจญภัยของฮีโร่แทน ไม่งั้นเราอาจไม่มีพระเอกแพนด้ากังฟูผู้น่ากอดตัวนี้ไว้ให้ชื่นชม

 

43.THE DARK KNIGHT (SP#729 – ปักษ์หลัง มิถุนายน 2551)

คงไม่ผิดนักหากบอกว่า นี่คือหนังภาคที่ดังที่สุดของ แบทแมน หรือ อัศวินรัตติกาล แต่ความโด่งดังนั้นไม่ได้มาจากฝีมือกำกับอันเอกอุของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้ปฏิวัติถ้ำค้างคาวและภาพลักษณ์ของชอลิ้วเฮียงแห่งดีซีคอมิคส์ จากเศรษฐีในชุดหนังรัดรูปพร้อมของเล่นมากมีในหนังสีฉูดฉาด ให้กลายมาเป็นพระเอกมาดขรึมในหนังฮีโร่ที่ดูสมจริงและหนักหน่วงเพียงเท่านั้น แต่คนที่น่าจะได้รับเครดิตมากที่สุดสำหรับชื่อเสียงอันเด่นดังของหนังภาคนี้ก็คือ โจ๊กเกอร์ นักก่อการร้ายผู้บ้าคลั่งแห่งนครก็อทแธม ซึ่งแสดงไว้ได้อย่างถึงใจโดย ฮีธ เลดเจอร์ พระเอกหนุ่มมากความสามารถผู้เข้าชิงออสการ์จาก Brokeback Mountain (2005) และเสียชีวิตไปในวันที่ 22 มกราคม ปี 2008 จากการใช้ยาเกินขนาด ก่อนจะทันได้เห็นผลลัพธ์จากความทุ่มเทของเขาในบทนี้ ซึ่งทำให้หลายสถาบันตัดสินใจมอบรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมย้อนหลังให้เขา รวมถึงออสการ์

บทบันทึกแห่งยุคสมัย อัศวินรัตติกาลภาคนี้เป็นภาคที่แบทแมนอยู่ในเงามืดจริงๆ เพราะโดนขโมยซีนจากเหล่าร้ายทั้งโจ๊กเกอร์และทูเฟซ ชนิดลืมไปเลยว่าใครเป็นพระเอก อิทธิพลจากโจ๊กเกอร์ยังแผ่ไปถึงโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อมีคนอุตริทำเลียนแบบวายร้ายโรคจิต ใช้ปืนกราดยิงผู้ชมในรอบปฐมทัศน์ของ The Dark Knight Rises (2012) จนมีผู้เสียชีวิตนับสิบ การแยกไม่ออกระหว่างเรื่องในหนังกับเรื่องจริงนี้ถูกโยงใยไปถึงสาเหตุของการตายของเลดเจอร์ในวัย 28 ปีด้วยว่าเป็นเพราะเขาไม่สามารถสลัดบทบาทของตัวละครออกได้จนต้องใช้ยา แต่มันก็อาจเป็นเพียงคำครหาว่ากันไปเท่านั้น สุดท้ายคงต้องใช้คำพูดประโยคเด็ดของโจ๊กเกอร์ มาเตือนสติคนที่ชักจะถลำลึกเกินไปกับเรื่องแต่งว่า “Why So Serious?”

 

44. MICHAEL JACKSON (SP#755 – ปักษ์หลัง กรกฏาคม 2552)

ตำนานแห่งโลกบันเทิงอีกคนที่ดับสิ้นลงก่อนกาล ราชาเพลงป็อป ไมเคิล แจ๊คสัน ผู้มีทั้งชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ และความฉาวโฉ่ เริ่มตั้งแต่การเป็นนักร้องเด็กสมาชิกวง The Jackson 5 ร่วมกับพี่น้องของเขาในปี 1964 จนโด่งดังในสังกัดโมทาวน์ ก่อนจะออกมาฉายเดี่ยวในปี 1971กับอัลบั้มแรก Off the Wall และมาดังเปรี้ยงจากอัลบั้ม Thriller ในปี 1982 ที่ทำยอดขายดีที่สุดตลอดกาลความสามารถอันเปี่ยมล้นของไมเคิลมีทั้งการร้อง การเขียนเพลง และท่าเต้นที่ไม่เหมือนใคร (ท่าลูบเป้า โรบ็อทมูนวอล์ก มาจากเขาทั้งนั้น) จนกินเนสบุ๊คยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในยอดนักเอนเตอร์เทนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล ทว่าชีวิตส่วนตัวของซูเปอร์สตาร์คนนี้กลับมืดมน เมื่อไมเคิลเปิดเผยว่าเขาถูกทารุณทางจิตใจและร่างกายจากพ่อแท้ๆ มาตั้งแต่เด็ก จนมีปมด้อยเรื่องหน้าตาและคล้ายจะเสพติดการศัลยกรรม ส่วนสีผิวของเขาที่เปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นขาวซีดจนคนลือกันว่าไปฟอกมานั้น ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคด่างขาวที่ทำให้ระคายเคืองต่อแสงแดด นอกจากนั้นเขายังผอมจนหน้ามืดด้วยโรคอนอเร็กเซีย ซึ่งปัญหาสุขภาพเหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยความเครียดจากการถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายและหนี้สินจำนวนมาก จนกระทั่งวันที่ 25 มิถุนายน 2009 ไมเคิลได้ล้มลงที่คฤหาสถ์ของเขาในลอสแองเจลิสและไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย

บทบันทึกแห่งยุคสมัย ไม่ว่าคุณจะเห็นเขาเป็นคนอย่างไร คนแปลก คนเศร้า คนที่น่าเห็นใจ ฯลฯ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ไมเคิล แจ๊คสัน ได้ฝากผลงานที่น่าประทับใจไว้ให้กับโลกมากมายเหลือเกิน (รวมถึงข้อโต้แย้งอื้อฉาวต่างๆ ด้วย) แต่บางทีมันน่าจะดีกว่าถ้าเราเลือกจดจำชายคนนี้ ผ่านบทเพลงไพเราะความหมายดี เสียงร้องเปี่ยมเสน่ห์ และท่าเต้นที่มีพลัง

 

45.TOY STORY 3 (SP#779 – ปักษ์หลัง กรกฏาคม 2553)

15 ปี นับจากนายอำเภอวู้ดดี้ และบัซซ์ ไลท์เยียร์ คู่หูแห่งโลกของเล่นมาแนะนำตัวให้ผู้ชมทั่วโลกได้รู้จักใน Toy Story (1995) จนถึงวันที่ทั้งสองและผองเพื่อนชาวทอยต้องโบกมือลาแอนดี้ที่โตเป็นหนุ่มใน Toy Story 3 (2010) ไปพร้อมกับความอาลัยของผู้ชมที่ข้ามผ่านวัยเด็กมากับภาพยนตร์อนิเมชั่นชุดนี้  15 ปียังเป็นช่วงเวลาที่นานพอให้พิกซ่าร์ได้พิสูจน์ตัวเองจนมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการสร้างสรรค์อีกครั้ง อย่างที่หลายคนรู้กันว่าพิกซ่าร์นั้นเคยอาศัยเงินทุนของยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์ และการสร้างภาคต่อก็เคยเป็นกรณีถกเถียง จนเกิดเป็น ‘สัญญาลูกผู้ชาย’ ว่า ดิสนีย์จะไม่สร้างภาคต่อเองหากพิกซ่าร์ไม่อนุญาต ทว่าในปี 2004 เมื่อสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ดิสนีย์ก็ประกาศเดินหน้าทำภาคต่อโดยไม่รอความเห็นของพิกซ่าร์ โดยเริ่มต้นจาก Toy Story 3 และให้แผนกซีจีอายุสั้นของดิสนีย์ Circle 7 Animationเตรียมงานสร้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการควบรวมทั้งสองบริษัทในปี 2006 จอห์น แลสเซสเตอร์ ที่กลายมาเป็นหัวเรือใหญ่ฝ่ายสร้างสรรค์ของดิสนีย์และพิกซ่าร์ก็สั่งระงับโปรเจ็คท์นี้ ก่อนจะสั่งดำเนินการสร้างอีกครั้งด้วยบทใหม่ภายใต้การดูแลของพิกซ่าร์ จนออกมาเป็นหนังอนิเมชั่นที่ทำพันล้านเหรียญฯ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

บทบันทึกแห่งยุคสมัย แม้ชาวพิกซ่าร์จะเคยบอกว่าไม่ชอบการทำหนังภาคต่อที่เหมือนเน้นขายของมากกว่าสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ และเราก็ต้องคอยลุ้นอยู่เสมอเวลาหนังภาคต่อของพิกซ่าร์เข้าฉาย แต่มันก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าหนังภาคต่อจะต้องออกมาไม่ดีหรือย่ำแย่กว่าหนังภาคแรก (Cars 2 อาจเป็นกรณียกเว้น) ถ้าพิกซ่าร์เคยสร้างผลงานแจ่มๆ มาแล้วในหนัง 10 เรื่องแรกที่สดใหม่ แล้วทำไมพวกเขาจะทำไม่ได้กับภาคต่อล่ะ…จริงมั้ย? อย่างน้อยมันก็เป็นอะไรที่อินเทรนด์ในยุคนี้นะ!

 

46.THE SOCIAL NETWORK (SP#787 – ปักษ์หลัง พฤศจิกายน 2553)

คงไม่มีอะไรที่จำกัดความไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ได้เท่ากับ Facebook อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการใส่สถานะให้ตัวเองและป่าวประกาศให้ชาวโลกรับรู้, การโพสท์, การแชร์, การเป็นเพื่อน, การกดไลค์ ฯลฯ ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21 นี้ราวกับผู้คนโหยหาสังคมใหม่ และทิ้งให้การปฏิสัมพันธ์กันตัวต่อตัวนั้นว่างเปล่าเงียบงัน ซึ่งความย้อนแย้งอันชวนคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดอย่างถึงแก่นในหนังชีวประวัติของชายหนุ่มผู้ก่อตั้งสังคมออนไลน์ยอดฮิต มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ที่กำกับโดย เดวิด ฟินเชอร์ ผู้เคยต่อยคนดูหน้าหงายด้วยใจความแรงๆ ใน Fight Club (1999) มาแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่า เนิร์ดอัจฉริยะจากฮาวาร์ดผู้นี้นั้นแล้งไร้ทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จนถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกับผู้ที่ได้ชื่อว่าร่วมหัวจมท้ายบุกเบิกโลกออนไลน์มาด้วยกัน และลงเอยด้วยการนั่งรอให้ใครคนหนึ่งยอมรับเป็นเพื่อนทางเฟซบุ้ค

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ในหนังอาจดูเป็นคนขี้แพ้ที่สุดท้ายก็หนีตัวเองไปไม่พ้น แต่ในความเป็นจริง เจ้าพ่อเฟซบุ้คน่าจะมีเพื่อนมากกว่าที่คิด มิตรภาพคงพอเสาะหาได้ ตราบใดที่เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เขาคิดค้นขึ้นยังคึกคักและทรงอิทธิพลขนาดนี้

 

47.800th EDITION (SP#800 – ปักษ์แรก มิถุนายน 2553)

‘ครบร้อย’ แต่ละที Starpics มักต้องมีอะไรไม่ธรรมดามานำเสนอ ตั้งแต่ฉบับที่ 100 เมื่อปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา ที่เรามักเฉลิมฉลองวาระพิเศษเหล่านี้ด้วยการทำหน้าปกรวมมิตรและบทความรวบรวมหรือจัดอันดับอะไรสักอย่างในวงการให้ครบแต่ละร้อยตามเลขเล่ม (ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เหนื่อยมาก บ่องตง!) แม้ว่าเลขที่ของเล่มนี้จะปาเข้าไปถึง 800 แต่เราก็ยังบ้าพลังทำจนครบ เผลอๆ มันอาจเป็นเล่มที่โหดหินกว่าฉบับครบรอบก็เป็นได้ สำหรับหน้าปกสุดพิเศษ เรายังได้ The Duang หรือ เดอะดวง วีระชัย ดวงพลา ศิลปินการ์ตูนไทยชื่อดังฝีมือฉกาจจาก Let’s Comic มาฝากลายเส้นและลายเซ็นเอาไว้ด้วย สำหรับใครที่มีเล่มนี้อยู่ในครอบครอง ก็จงเก็บไว้ให้ดีๆ เถิด เพราะเกิดวันหนึ่งเดอะดวงได้ดิบได้ดีมีคนเอาการ์ตูนของเขาไปทำหนัง ฉบับนี้อาจกลายเป็นของหายากไป

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – เลข 8 เป็นเลขมงคลของคนจีนที่หมายถึงความเจริญก้าวหน้าและถ้าจับเลข 8 มาตะแคง มันก็จะกลายเป็นเครื่องหมายอินฟินิตี้ ที่แปลว่า ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น เราจึงอยากให้ฉบับที่ 800 นี้เป็นตัวแทนจินตนาการและความบันเทิงที่ยาวไกลไม่สิ้นสุด

 

48.THE AVENGERS (SP#816 – เมษายน 2555)

“รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย” คงไม่ใช่สโลแกนของดรีมทีมซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวลนี้ เพราะในหนังภาคแยกของแต่ละคน พวกเขาก็ทำได้ดี และพอมารวมพลังกันในเรื่องนี้ ผลก็คือ ชนะเลิศ! กัปตันอเมริกา, ไอรอนแมน, ฮัลค์, ธอร์, ฮอล์คอาย, แบล็ควิโดว์ และอาจนับรวมคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอย่าง นิค ฟิวรี่ ผอ. หน่วย S.H.I.E.L.D เข้าไปอีกคน แท๊คทีมกันกู้โลกและกอบโกยรายได้จากเหล่าแฟนบอยและคอหนังไปชนิดถล่มทลายถึงกว่า 1,500 ล้านเหรียญฯ ด้วยการกำกับของ จอสส์ วีดอน อดีตสคริปท์ด็อกเตอร์มือหนึ่งที่กลายมาเป็นผกก.ดาวรุ่ง  ไม่เพียงความสามารถในการจับทางหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้อย่างจังๆ ว่าต้องการความบันเทิงจังหวะต่อเนื่องและคาแรกเตอร์ที่จัดจ้านสไตล์การ์ตูน แต่แผนการตลาดที่วางมาอย่างรัดกุมของมาร์เวลก็มีส่วนทำให้หนังเรื่องนี้ฮิตเปรี้ยงปร้าง จากการปูพื้นและยั่วน้ำลายคนดูด้วยหนังหลายเรื่องก่อนหน้าเป็นเวลาหลายปี ก่อนมาบรรจบในหนังเรื่องนี้ที่เชื่อมโยงทุกจักรวาลฮีโร่เข้าด้วยกัน

บทบันทึกแห่งยุคสมัย – ความสำเร็จของ The Avengers รวมถึงเทรนด์หนังภาคต่อ รีเมค และแฟรนไชส์ทั้งหลายแหล่ที่กำลังมาแรงในฮอลลีวู้ด อาจบอกใบ้ว่าวัยรุ่นและคนดูหนังยุคใหม่ต้องการฮีโร่ หรืออะไรใหญ่ๆ บิ๊กๆและไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่เป็นหมู่คณะ! วงการภาพยนตร์อาจต้องเอา‘แม่เหล็กชิ้นใหญ่’มาผูกรวมกันเพื่อดึงดูดคนเข้าโรงฯ (ปรากฏการณ์ยักษ์ชนยักษ์ในซัมเมอร์นี้เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ถ้ามองในแง่ดี คนดูอย่างเราๆ ก็คงจะมีความบันเทิงรวมมิตรจานเด็ดให้เสพกันอีกเรื่อยไป

AND OTHER SPECIAL COVERS 

นอกเหนือจาก 48 ปกที่ผู้เขียนคัดสรรมาแบบรักพี่เสียดายน้องแล้ว ในช่วงเวลา 48 ปีที่โลดแล่นบนแผง Starpics ยังมีปกอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราขอรวบรวมไว้ ณ ที่นี้

  • ถ้าดูจากวันวางแผงของฉบับปฐมฤกษ์ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเราจึงทำฉบับครบรอบกันในเดือนตุลาคม ไม่ใช่พฤษภาคม สาเหตุก็เพราะเดือนตุลาคมเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกว่าสำหรับการทำเนื้อหาพิเศษและอื่นๆ อีกมากมาย Starpics จึงขอโยกย้ายวันเกิดตัวเองด้วยประการฉะนี้

  • แรกเริ่ม Starpics นำเสนอเรื่องราวทั้งภาพยนตร์และเพลง ดังสโลแกน ‘สาระบันเทิงเพื่อคนดูหนังฟังเพลง’ ทว่าด้วยเสียงเรียกร้องของคนอ่านที่อยากให้เป็นเพลงหรือหนังแบบเต็มๆไปเลย Starpics จึงแยกเล่มเป็น Movie Edition และ Music Edition ตั้งแต่ฉบับที่ 451 เป็นต้นมา ทว่าด้วยความยากลำบากด้านการตลาด ทำให้ Starpics Music Edition ต้องปิดตัวลงในปี 2004 หลังวางแผงได้ 7 ปี โดยมีเล่มสุดท้ายคือฉบับที่ 530

  • ครั้งหนึ่ง Starpics เคยเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นด้วยนะ เช่น SP เฉยๆ หรือ POPPICS เนื่องเพราะในช่วงหนึ่ง นิตยสารที่ออกใหม่ไม่สามารถจดทะเบียนหัวหนังสือได้ เพื่อไม่ให้เป็นหนังสือเถื่อนนอกกฎหมาย จึงต้องไปหาหัวหนังสือเก่าๆ มาใช้แทนหรือไม่ก็พ่วงไปด้วย เช่นสตาร์พิคส์ก็เคยมีหัว เรวดียุครุ่งอรุณ ฉบับ Starpics บนปกนั่นเอง

  • ปกเล่มครบรอบและเล่มครบร้อยนอกเหนือจากฉบับที่ 800 แล้วยังมีที่เด่นๆ ได้แก่ เล่มที่ 100, เล่มครบรอบ 25 ปี, เล่มที่ 500, เล่มที่ 700, เล่มครบรอบ 40 ปี (มีเรื่องราวความเป็นมาของ SP ในรูปแบบการ์ตูน), เล่มครบรอบ 43 ปี (ทำบทความ เจมส์ บอนด์ ทั้งเล่มซึ่งกลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญของฉบับพิเศษ เจมส์ บอนด์) เป็นต้น

  • ฉบับ SPECIAL ISSUE ทั้งหลาย ซึ่งเกิดขึ้นตามความบ้าพลังในช่วงนั้นๆ ของทีมงาน มีทั้ง SP 673 Love Issue, SP 674 Oscar Issue, SP 713 I Love Animation, SP 720 80 ปีออสการ์, SP 721 Too Young to Die,SP 733 Sexy is not Easy และฉบับที่เราขอแนะนำเป็นพิเศษสำหรับบรรดาสาววายนักจิ้นและชาวสีรุ้ง ก็คือ SP 734 หน้าปก Dive ฉบับ Gay Issue

  • หลายปกของ Starpics ยังเก๋ไก๋เป็นพิเศษ เพราะแทนที่จะนำภาพหนังมาลงแบบธรรมดาๆ แต่กลับนำมาวาดเป็นภาพลายเส้น ตั้งแต่ยุคเก่าที่มักจะเพ้นท์โดยคุณ เปี๊ยก โปสเตอร์ หรือไม่ก็ทีมงาน ต่อเนื่องมาถึงรุ่นหลังที่สืบสานโดยอดีตฝ่ายศิลป์และศิลปินนักวาดการ์ตูนในเครือ Let’s Comic โดยหน้าปกเล่มที่สวยงามน่าประทับใจ ได้แก่ SP 724 Iron Man (ที่ดูเผินๆ อาจเหมือนภาพหนัง แต่ความจริงแล้วเป็นการวาดขึ้นมาทั้งหมด) และ SP 726 Indy He’s Back ขอซูฮกเหล่าผู้สร้างสรรค์ปกไว้ ณ ที่นี้

  • และสุดท้าย 3 อันดับนักแสดงที่ได้ขึ้นปก Starpics บ่อยครั้งที่สุด คือ
    อันดับ 1 – จำนวน 13 ครั้ง ได้แก่
    ทอม ครูซ ฉบับ 212, 219,260,276,278,288,323,324, 352, 416,531, 677,811
    อันดับ 2 – จำนวน 8 ครั้ง ได้แก่
    มาร์ค เลสเตอร์ SP 51,53,55,60,61,72,109,118
    บรู๊ค ชิลด์ ฉบับ 143, 145, 162, 165, 166, 178, 186, 194
    อันดับ 3 –จำนวน 7 ครั้ง ได้แก่
    โอลิเวีย ฮัสซี่ ฉบับ 46, 49, 67,74,82,90
    มีใครทายถูกบ้างเอ่ย!

 

Shares
น้องใหม่สุดโหด/ตำแหน่ง กราฟฟิก สนุกกับการวาดภาพ