ทำความรู้จัก อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ตำนานแห่งอนิเมะผู้ล่วงลับ

(ส่วนหนึ่งจากบทความหนัง The Tale of the Princess Kaguya เขียนโดย บดินทร์ เทพรัตน์ ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 848 เดือนธันวาคม ปี 2014)

A Very Short Introduction to Isao Takahata

หากพูดถึงสตูดิโอจิบลิ ชื่อแรกที่หลายคนคิดถึงคงหนีไม่พ้น ฮายาโอะ มิยาซากิ เนื่องจากผลงานของเขาอย่าง Spirited Away, Princess Mononoke, My Neighbor Totoro นั้นโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยความที่หนังของเขาเป็นแนวแฟนตาซีสีสันฉูดฉาด เนื้อเรื่องหวือหวา ง่ายต่อการจดจำ แตกต่างจากทาคาฮาตะซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอแต่กลับไม่ได้รับการจดจำเท่า เนื่องจากเขาออกสื่อน้อยกว่า, สร้างหนังน้อยกว่า และหนังแต่ละเรื่องของเขามีความเรียบนิ่งกว่าผลงานของมิยาซากิอย่างเห็นได้ชัด

ทาคาฮาตะเกิดในปี 1935 เขาหลงใหลในอนิเมชั่นตั้งแต่เด็กๆ พอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยโตเกียวสาขาวรรณคดีฝรั่งเศส เขาก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้ลองไปสมัครงานที่โตเออนิเมชั่นที่กำลังเปิดรับสมัครผู้ช่วยผู้กำกับ แม้จะเข้าทำงานพร้อมคู่แข่งหลายคน แต่ด้วยความสามารถและการส่งเสริมจากผู้ใหญ่ในบริษัท ทำให้เขาได้มีส่วนร่วมในการทำการ์ตูนขนาดสั้นที่ฉายทางโทรทัศน์เรื่อง Wolf Boy Ken (1963) ซึ่งถือเป็นการร่วมงานครั้งแรกระหว่างเขากับมิยาซากิ

Hols: Prince of the Sun (1968)

ต่อมาทาคาฮาตะมีโอกาสได้กำกับอนิเมชั่นขนาดยาวเพื่อฉายในโรงหนังเรื่อง Hols: Prince of the Sun (1968) แต่ด้วยความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ส่งผลให้หนังใช้เวลาสร้างลากยาวถึงสามปี (จากปกติที่หนังของโตเอจะใช้เวลาสร้างแค่ครึ่งปี) จนเกิดความขัดแย้งกับสตูดิโอ ซึ่งความขัดแย้งกล่าวส่งผลให้หนังโดนตัดงบกลางคัน (จนเห็นรอยแผลในหนังหลายจุด), ไม่ได้รับการโปรโมตและถูกวางโปรแกรมฉายในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะกับอนิเมชั่นจนหนังล้มเหลวทางรายได้อย่างหนักและทำให้เขาไม่ได้รับอนุญาตให้กำกับหนังของโตเออีกเลย แต่ต่อมาหนังเรื่องนี้กลับถูกค้นพบจากผู้ชมรุ่นหลัง โดยได้รับเสียงชื่นชมทั้งในแง่เนื้อหาที่พูดถึงการปฏิวัติสังคม (เข้ากับกระแสฮิปปี้ในช่วงนั้น), งานสร้างที่น่าตื่นตาตื่นใจ และความกล้าหาญในการนำเสนอสิ่งที่แตกต่างไปจากขนบเดิมๆ ทำให้มันถูกยกย่องว่าเป็นหนังที่เปิดประตูไปสู่อนิเมชั่นญี่ปุ่นยุคใหม่ ซึ่งหนังเรื่องนี้ยังคงเป็นการร่วมมือกันระหว่างทาคาฮาตะและมิยาซากิ ที่ฝ่ายหลังรับหน้าที่เขียนสตอรี่บอร์ดและมีส่วนร่วมในการคิดเนื้อเรื่องหลัก

ต่อมาในปี 1971 ทาคาฮาตะได้ลาออกจากโตเอแล้วเข้าทำงานที่บริษัทอนิเมชั่นเปิดใหม่อย่างเอ-โปร ซึ่งเขาได้กำกับการ์ตูนทางโทรทัศน์เรื่อง Panda! Go Panda! (1972-73) จากนั้นในปี 1973 เขาได้ย้ายไปทำงานที่ซุยโยพิคเจอร์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นนิปปอน อนิเมชั่น) โดยได้กำกับการ์ตูนทางโทรทัศน์เรื่อง Heidi, Girl of the Alps (1974) ก่อนที่จะลาออกแล้วย้ายไปอยู่ที่เทเลคอมอนิเมชั่นฟิล์ม ซึ่งเขาได้รับมอบหมายให้กำกับหนังอนิเมชั่นที่ร่วมสร้างกับอเมริกา แต่ด้วยวิธีการทำงานที่แตกต่างกันของสองวัฒนธรรม ทำให้เขาลาออกจากงานนี้ในท้ายที่สุด

Grave of the Fireflies

ด้วยความสำเร็จของ Nausicaä of the Valley of the Wind (1984) ของผู้กำกับมิยาซากิ ทำให้มิยาซากิวางแผนเปิดสตูดิโอจิบลิที่มุ่งผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวเพื่อฉายในโรงหนังโดยเฉพาะ เขาได้ชักชวนให้ทาคาฮาตะมาร่วมบุกเบิกสตูดิโอแห่งนี้ด้วยกัน ซึ่งหนังเรื่องแรกที่ทาคาฮาตะกำกับ-เขียนบท ภายใต้ร่มเงาของสตูดิโอจิบลิคือ Grave of the Fireflies (1988) หรือ สุสานหิ่งห้อย ซึ่งพูดถึงชะตากรรมอันโหดร้ายของสองพี่น้องในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่พยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด หนังต่อต้านสงครามเรื่องนี้ทำเงินไปพอประมาณแต่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจนถือเป็นอนิเมชั่นคลาสสิคที่ได้รับการพูดถึงจนทุกวันนี้ โดยนักวิจารณ์ชื่อดังอย่าง โรเจอร์ อีเบิร์ต เคยกล่าวไว้ว่า “ถือเป็นหนึ่งในหนังสงครามที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา” แต่ด้วยความหดหู่ของมันก็ทำให้หลายคนไม่อยากดูหนังเรื่องนี้เป็นรอบที่สอง

Only Yesterday

ผลงานเรื่องต่อไปของเขาคือ Only Yesterday (1991) เรื่องราวของหญิงสาววัย 27 ปีที่การเดินทางท่องเที่ยวที่ชนบททำให้เธอได้พบกับชีวิตที่เรียบง่ายและชายหนุ่มที่เธอตกหลุมรัก ระหว่างนั้นภาพความทรงจำเมื่อครั้งวัยเยาว์ของเธอก็ปรากฏขึ้นมาในหัวเรื่อยๆ และนั่นทำให้เธอหวนกลับมาทบทวนหัวใจตัวเองเพื่อเลือกเส้นทางชีวิตอีกครั้ง แม้เนื้อเรื่องจะเรียบง่ายแนว slice of life และมีความสมจริงสูงจนสามารถเปลี่ยนให้เป็นหนังคนเล่นได้โดยไม่ขัดเขิน แต่หนังก็ออกมาน่าติดตาม ยิ่งได้องค์ประกอบอย่างฉากหลังที่สวยงามและดนตรีประกอบที่ไพเราะ ทำให้หนังมีเสน่ห์และเป็นที่น่าจดจำ

Pom Poko

หลังจากทำหนังแนว realistic มาหลายเรื่อง หนังเรื่องต่อมาของเขาอย่าง Pom Poko (1994) ถือเป็นการเปลี่ยนแนวมาทำหนังแฟนตาซี โดยเล่าเรื่องราวของกลุ่มตัวทานุกิบนภูเขาที่รวมตัวกันเพื่อปกป้องที่อยู่ของพวกมันจากการรุกรานของมนุษย์ แม้หน้าหนังจะดูเป็นแนวสัตว์น่ารักพูดได้ แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยประเด็นที่ซีเรียสอย่าง การปะทะระหว่างธรรมชาติกับเมือง แถมยังมีฉากชวนหดหู่จิตตกตลกร้ายที่ขำไม่ออกอยู่หลายฉาก และมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าอนิเมชั่นทั่วไป แต่หนังก็ประสบความสำเร็จอย่างมากโดยทำรายได้สูงสุดของปี และเป็นตัวแทนญี่ปุ่นเข้าชิงออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย

My Neighbors the Yamadas

ผลงานเรื่องต่อมาของเขาได้แก่ My Neighbors the Yamadas (1999) ซึ่งพูดถึงชีวิตประจำวันที่แสนจะวุ่นวายของครอบครัวยามาดะ ทั้งคุณพ่อ แม่ ยาย ลูกชาย ลูกสาว และหมา หนังแตกต่างจากผลงานเก่าๆ ของเขาเนื่องจากมันเป็นเหมือนการ์ตูนแก๊กสั้นๆ ที่ถูกจับมาเรียงกันมากกว่าจะเป็นหนังเรื่องยาวแบบเดี่ยวๆ (หนังดัดแปลงมาจากการ์ตูนสั้น 4 ช่องในหนังสือพิมพ์รายวันอาซาฮี ชิมบุน) และมีการใช้ภาพแบบสเก็ตต์หยาบๆ ผสมกับการใช้สีน้ำ หนังใช้เวลาสร้างนานถึง 2 ปีและได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ดี แต่กลับล้มเหลวทางรายได้อย่างมาก (ซึ่งถือเป็นหนังของจิบลิไม่กี่เรื่องที่เจ๊ง)

The Tale of the Princess Kaguya

หลังจากหายไป 14 ปี เขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับ The Tale of the Princess Kaguya ด้วยอายุอานามที่เฉียด 80 บวกกับลักษณะของหนังที่มีความทะเยอทะยานสูงส่งจนเหมือนเป็นหนังสั่งลา (Swan Song) ทำให้หลายคนมองว่านี่น่าจะเป็นผลงานเรื่องยาวเรื่องสุดท้ายของเขา

จุดเด่นในหนังของทาคาฮาตะอยู่ที่สไตล์การนำเสนอแบบสมจริง (realistic) เรียบง่าย ไม่หวือหวา ถ่ายทอดภาพส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน (slice of life) ซึ่งยังคงเป็นแบบนี้แม้แต่ในหนังที่มีเนื้อเรื่องแฟนตาซีจ๋าก็ตาม เขามีสไตล์การทำงานที่แตกต่างจากเพื่อนร่วมค่ายอย่างมิยาซากิ ตรงที่มิยาซากิจะวาดรูปเองเกือบทั้งหมด แต่ทาคาฮาตะไม่วาดรูปทั้งยังไม่เคยทำงานเป็นอนิเมเตอร์มาก่อน

“ผมไม่ต้องการให้หนังที่ผมทำเป็นแค่ความบันเทิงแบบฟาสต์ฟู้ด แต่อยากให้มันออกมาเป็นหนังที่ผู้ชมยังพูดถึงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลังจากดูจบ ถ้าผมเห็นผู้คนพูดถึงหนังเรื่องเก่าๆ ของผมโดยนำไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตของพวกเขา หรือพูดถึงว่ามันส่งผลกระทบกับตัวเขามากแค่ไหน ผมจะมีความสุขมาก และผมหวังว่า Kaguya จะส่งผลกระทบต่อผู้ชมแบบนั้นเช่นกัน”

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก