Yoshitaka Amano เจ้าพ่อคาแรกเตอร์แห่ง Final Fantasy

จากคอลัมน์ Let’s Introduce ประจำ Let’s comic ฉบับที่ 12 ประจำเดือน มกราคม 2554

  • บทความโดย บุษบา เตชศรีสุธี

ใครที่อายุย่างเข้าเลขสาม เกิดทันยุคบุกเบิกของวีดีโอเกม คงรู้จักเกมภาษาระดับตำนานอย่าง Final Fantasy ดีชนิดไม่ต้องแนะนำ แม้ว่าตอนนี้ Final Fantasy จะดำเนินมาถึงภาคที่สิบกว่า และค่ายเกมตัวแม่อย่าง Square จะเปลี่ยนชื่อเป็น Square Enix แล้วก็ตาม แต่ความสนุกล้ำจินตนาการของเกมเกมนี้ยังคงติดตาตรึงใจใครหลายคน

นอกจากเนื้อเรื่องลุ้นระทึกปนหักมุมแล้ว ความโดดเด่นของ Final Fantasy คือคาแรกเตอร์ดีไซน์ที่มีจินตนาการสุดยอดไม่แพ้ชื่อเกม โดยเฉพาะภาคแรกๆ ที่ออกแบบโดยนักวาดลายเส้นยุ่งเหยิงไม่เหมือนใคร ซึ่งปัจจุบันลายเส้นยุ่งๆ กับจินตนาการสุดล้ำก็พาเขาไปไกล ดังข้ามสื่อข้ามทวีป กลายเป็นศิลปินระดับโลกไปแล้ว

กดปุ่มสตาร์ท แล้วไปติดตามฉากชีวิตเบื้องหลัง Final Fantasy ของ โยชิทากะ อามาโนะ กันเลย!

 

——————————————————————————————————————————————————————

กำเนิดลายเส้นพลิ้วไหวดั่งสายไหม

โยชิทากะ อามาโนะ นักวาดรุ่นเดอะวัย 58 เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม ปี 1952 ณ เมืองเล็กๆ ตีนเขาฟูจิ เขตชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เขาก็เหมือนกับศิลปินส่วนใหญ่ที่หลงใหลในการวาดรูปตั้งแต่เล็กๆ จนจำไม่ได้เลยว่ามีช่วงเวลาไหนที่เขาไม่ได้กำลังวาดรูปลงบนกระดาษม้วนแผ่นใหญ่ที่พี่ชายนำมาฝากจากโรงงานกระดาษ พออายุ 15 ขณะไปเยี่ยมเพื่อนที่โตเกียว เขาก็พกความกล้านำผลงานของตัวเองไปเสนอที่ ทัตสึโนโกะ โปรดักชั่น สตูดิโอผลิตอนิเมชั่นรุ่นบุกเบิกของญี่ปุ่น พรสวรรค์เข้าตาทันทีและหลังจากการฝึกงาน 1 ปี อามาโนะก็ได้ทำงานในแผนกอนิเมชั่น ผลงานชิ้นแรกที่เขาได้รับค่าแรงคืออนิเมะซีรีส์ของ Speed Racer นอกจากนั้นเขายังออกแบบตัวละครให้กับอนิเมะคลาสสิคๆ อีกมากมาย เช่น Gatchaman, Tekkaman, Time Bokan รวมถึงที่น่ารักๆ อย่าง Honey Bee ผึ้งน้อยผจญภัย

แรงบันดาลใจของอามาโนะ ก็คือบรรดาซูเปอร์ฮีโร่นำเข้าในการ์ตูนคอมิคส์จากอเมริกา ที่มาของวิหคสายฟ้า Gatchaman นั่นเอง นักเขียนคนโปรดของเขาคือ นีล อดัมส์ หัวหอกแห่ง DC Comics ผู้ให้กำเนิด Superman, Batman และ Green Arrow ในช่วงยุค ’60 งานอดิเรกของหนุ่มน้อยอามาโนะที่เทียบได้กับการค้นหาขุมทรัพย์ย่อมๆ ก็คือการเดินท่อมๆ ตามร้านหนังสือเก่า รื้อกระบะการ์ตูนลดราคา เพื่อหาเล่มที่เป็นผลงานของ นีล อดัมส์ แท้ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายเล่มนั้นเป็นลายเส้นของอดัมส์เพียงแค่ปก ข้างในเป็นผลงานสอดไส้ของคนอื่น เพราะในยุคนั้น อดัมส์เขียนหน้าปกให้กับการ์ตูนคอมิคส์แทบทุกเล่ม

ผมรักการ์ตูนอเมริกัน ถือว่ามันเป็นรากฐานงานศิลปะของผมเลย อย่าง Gatchaman เป็นต้น คล้ายกับแบทแมนที่สร้างจากค้างคาว ผมเคยลองคิดว่าถ้าผมจะสร้างฮีโร่ขึ้นมาใหม่สักตัว สไปเดอร์แมนก็ใช้แมงมุม แล้วถ้าเป็นปลาหมึกล่ะ? ผมอาจจะเรียกเขาว่า Takoman ก็ได้!”

——————————————————————————————————————————————————————

สู่เส้นทางนักวาดภาพประกอบดาวรุ่ง

          หลังจากทำงานในสตูดิโออนิเมชั่นมานานถึง 15 ปี ในที่สุดอามาโนะก็เริ่มเบื่อ เขาตัดสินใจเกษียณชีวิตมนุษย์เงินเดือนผู้มั่นคงมาเป็นฟรีแลนซ์รักอิสระในวัย 30 แม้แต่สรรพากรยังถามผมเลยว่าเอาจริงเหรอ แต่เมื่อไหร่ที่ชีวิตคุณนิ่งเกินไป ความสร้างสรรค์ของคุณจะตายลงอามาโนะบอกลา ทัตสึโนโกะ โปรดักชั่น ในปี 1982 เพื่อก้าวสู่โลกจินตนาการไร้ขีดจำกัดของนักวาดภาพประกอบ

ส่วนตัวอามาโนะนั้นสนใจเรื่องไซไฟ / แฟนตาซีอยู่แล้ว บวกกับประสบการณ์ด้านอนิเมชั่นของเขา ทำให้งานของเขาออกมาเป็นส่วนผสมของความฝันกับความจริง เป็นภาพจินตนาการที่สะดุดตาน่าค้นหา ผลงานของเขาที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Science Fiction ของญี่ปุ่นได้รับการตอบรับอย่างดีและมีแฟนๆ ติดตามจนออกรวมเล่มเป็นซีรีส์ชุด Twilight Worlds คว้ารางวัล Seiun Award รางวัลยอดเยี่ยมประจำปีสำหรับนิยายวิทยาศาสตร์ ในสาขา ศิลปะ ถึง 4 ปีซ้อน เขาได้ร่วมงานกับนักเขียนชื่อดังมากมาย วาดภาพประกอบให้หนังสือเกือบ 20 เล่มที่ขายได้เป็นล้านก็อปปี้ รวมทั้ง Vampire Hunter D ของ ฮิเดยูกิ คิคุจิ นักเขียนผู้ได้ชื่อว่า สตีเฟ่น คิงส์ ของญี่ปุ่น ก่อนที่มันจะถูกสร้างเป็นหนังในปี 1985 ซึ่งอามาโนะยังเป็นผู้ออกแบบตัวละครให้ด้วย Vampire Hunter D เป็นอนิเมะเรื่องแรกๆ ที่ไปเผยแพร่ในอเมริกา และมีสาวกชื่นชมจนกลายเป็นกระแสคัลต์ ในปี 1984 เขาออกหนังสือรวมภาพประกอบเล่มแรกชื่อว่า Maten (จักรวาลของปีศาจ)

ผมชอบทำงานบนกระดาษ กระดาษงอและม้วนได้ ผมสามารถเอากระดาษชิ้นใหญ่วางบนโต๊ะ กางมันออก แล้วก็วาดรูปใหญ่ๆ ในคราวเดียว ภาพประกอบในหนังสือที่ดูเล็ก จริงๆ ผมวาดมันใหญ่กว่ามาก เพราะมีหลายอย่างที่ไม่อาจวาดออกมาในสเกลเล็กได้

          “แต่ก่อน เวลาผมวาดรูปให้หนังสือสักเล่ม ผมจะวาดร่างสักสิบภาพ แล้วลงสีให้หมด จากนั้นก็เลือกมาหนึ่งภาพเพื่อทำต่อจนเนี้ยบ แต่ตอนนี้ผมมาถึงจุดที่ไม่ต้องร่างภาพมากมายขนาดนั้นอีกแล้ว หรือบางครั้งภาพร่างก็ลงเอยเป็นภาพที่ถูกนำไปใช้จริง แต่ผมไม่ได้คิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีเสมอไปหรอกนะ

——————————————————————————————————————————————————————

สร้างโลกพิศวงกับ Final Fantasy

ในปี 1987 อามาโนะเข้าร่วมกับ Square เพื่อทำโปรเจ็คท์ที่ตอนนั้นคาดว่าจะเป็นวีดีโอเกมเรื่องสุดท้ายของพวกเขาที่ทำกับเครื่องแฟมิคอม นั่นคือ Final Fantasy อามาโนะรับผิดชอบการออกแบบคอนเซ็ปต์, คาแรกเตอร์ และกราฟฟิคของเกม ในตำแหน่ง Character Designer, Title Logo Designer & Graphic Designer ซึ่งนับว่าหนักหนาเอาการเพราะเขาต้องทำทั้งการวาดรูปบนกระดาษแบบดั้งเดิมและดูแลการสร้างภาพบนคอมพิวเตอร์ แต่อามาโนะยังมีเวลาไปทำงานไซด์ไลน์ ออกแบบคาแรกเตอร์และแพ็คเกจเกมให้กับบริษัทอื่นควบด้วย

ปรากฏว่า Final Fantasy แจ้งเกิด กลายเป็นเกมชุบชีวิตให้กับ Square ที่กำลังจะล้มละลาย พลิกสถานการณ์จนอยู่ยงคงกระพัน กลายเป็นซีรีส์เกมตัวหลักที่ทำเงินให้กับ Square เป็นกอบเป็นกำจนทุกวันนี้ อามาโนะรับเหมางานออกแบบใน Final Fantasy ตั้งแต่ภาค 1 จนถึงภาค 6 คาดว่าคงถึงจุดอิ่มตัว เลยลดบทบาทตัวเองมาเป็นคนดูแลภาพรวมและสื่อโปรโมทให้กับเกมชุดนี้แทน ในตำแหน่ง Promotional Artwork, Image Illustrator, Title Logo Designer & Character Artwork พร้อมเปิดโอกาสให้นักออกแบบคาแรกเตอร์รุ่นใหม่อย่าง เท็ตสึยะ โนมูระ มารับหน้าที่แทน ซึ่ง Final Fantasy VII กลายเป็นภาคที่โด่งดังขึ้นหิ้ง คาแรกเตอร์เท่ๆ และคอสตูมเฟี้ยวๆ ของโนมูระเป็นที่ชื่นชมว่าช่วยเสริมเกมได้ดีแท้ แต่หลายคนยังเทคะแนนความเป็นศิลปะให้กับผลงานดีไซน์ล้ำสุดแฟนตาซีของอามาโนะ

งานของผมคือการวาดรูป ผลงานของผมไปอยู่ในมือของคนหลายอาชีพ – กับสำนักพิมพ์ มันกลายเป็นหนังสือ กับคนทำเกม มันกลายเป็นเกม กับคนทำละครเวที มันกลายเป็นฉาก ดังนั้นผมเลยไม่ห่วงเท่าไหร่ว่ามันจะนำไปใช้ทำอะไร ผมแค่ใส่ใจที่รูปวาดเท่านั้น และทำให้มันดูดี

——————————————————————————————————————————————————————

ก้าวไปเป็นศิลปินโกอินเตอร์

          ในปี 1989 อามาโนะได้ฤกษ์เปิดนิทรรศการศิลปะของตัวเองเป็นครั้งแรกในชื่อ “Hiten” ที่กรุงโตเกียว จากนั้นเขาก็เริ่มต้นชีวิตศิลปินพเนจร ทำงานในสื่อหลายแขนง เป็นผู้ออกแบบฉากในละครเวที และจัดนิทรรศการภาพพิมพ์จนมีชื่อเสียง อามาโนะเริ่มเป็นที่รู้จักในต่างแดน เมื่อผลงานของเขาได้ไปโชว์ในเทศกาลศิลปะระดับโลก Biennale d’Orleans ที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1995 ตามด้วยนิทรรศการและเวิร์คช็อปในมหานครนิวยอร์ค อย่าง “Think Like Amano” และ “Hero” ในปี 1997 และ 1999

นิทรรศการ “Hero” มีธีมเป็นเรื่องของนักดนตรีร็อคที่เดินทางข้ามเวลาได้ เป็นที่สนใจของคนดูชาวตะวันตก และหนึ่งในนั้นคือคนจาก DC Comics ที่ติดต่อให้เขาไปทำงานให้ อามาโนะจึงได้ทำงานคอมิคส์ที่เคยเป็นแรงบันดาลใจในวัยเยาว์ ด้วยการเขียนโปสเตอร์ให้กับ Sandman ตามด้วยการร่วมงานกับ นีล ไกแมน ในโปรเจ็คท์ Sandman: The Dream Hunter ในปี 2000 ซึ่งคว้ารางวัล Eisner Award นอกจากนั้นเขายังได้วาดโปสเตอร์ของซูเปอร์ฮีโร่ดังๆ อย่าง Superman และ Batman รวมถึงได้ร่วมงานกับค่ายกราฟฟิคโนเวลสุดแนวอย่าง Dark Horse และ Radical Comics ด้วย โอกาสดีๆ ที่เข้ามาและความประทับใจในเมืองศิลปะแห่งนี้ ทำให้อามาโนะย้ายชีวิตมาอยู่ที่นิวยอร์คพักใหญ่ เขาก่อตั้งสตูดิโอที่นี่ มีเพื่อนใหม่ๆ มากมาย และยังได้แรงบันดาลใจจากสิ่งใกล้ตัวอีกด้วย

ผมได้แรงบันดาลใจจากสถานที่ เมื่อคุณมาที่นิวยอร์ค มันมีบางสิ่งที่คุณสามารถคิดถึงได้เฉพาะตอนอยู่ที่นี่เท่านั้น ตัวอย่างเช่น โปรเจ็คท์ The New York Salad  — ที่นิวยอร์ค ผมทำงานตอนกลางวัน ตอนกลางคืนก็เข้าครัวทำอาหาร หั่นผัก ผมมองดูกระเทียม แล้วก็วาดรูปมัน จากนั้นกระเทียมก็ค่อยๆ กลายเป็นภูติน้อย เพราะที่นี่มีผักผลไม้เล็กๆ มากมายที่ไม่มีในญี่ปุ่น ผมวาดรูปพวกมัน รวมเล่มเป็นหนังสือ แล้วจากนั้น NHK ก็นำไปทำเป็นอนิเมะซีรีส์สามมิติ

 

——————————————————————————————————————————————————————

ชีวิตนักสร้างสรรค์บนแผ่นฟิล์ม

แม้จะมีแค่ดินสอกับกระดาษ แต่จินตนาการบรรเจิดและลายเส้นยุ่งเหยิงอย่างมีสไตล์ของเขาก็ไปได้ไกลกว่าแค่ในหนังสือ อามาโนะเริ่มทำงานกับนักเล่าเรื่องมืออาชีพตั้งแต่ปี 1984 เมื่อเขาร่วมทีมกับ มาโมรุ โอชิอิ ผู้กำกับหนังอนิเมชั่นมือพระกาฬของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานแนวไซไฟปรัชญาชิ้นมาสเตอร์พีซอย่าง Ghost in the Shell ในโปรเจ็คท์อนิเมชั่นเรื่อง Angel’s Egg ซึ่งสร้างกระแสคัลต์ฮิตในหมู่ผู้ชมไม่น้อย ถือเป็นการอุ่นเครื่องและฝึกฝนทักษะการเล่าเรื่องในสื่อภาพเคลื่อนไหว ก่อนที่อามาโนะจะกระโดดมาจับงานอินเตอร์แอ็คทีฟอย่างเกม Final Fantasy

ในปี 2007 เขาเคยร่วมกำกับหนังสั้น 1 ใน 10 เรื่องของภาพยนตร์ Ten Nights of Dream ที่สร้างจากหนังสือว่าด้วยความฝันของนักเขียนญี่ปุ่นชื่อดัง นัตสึเมะ โซเซกิ ซึ่งมีผู้กำกับเด่นๆ หลายคนรับผิดชอบในโปรเจ็คท์นี้ อาทิ ผู้กำกับ Ju-on, ผู้กำกับ Ultraman โดยอามาโนะกำกับเรื่องที่ 7 ร่วมกับ มาซากิ คาวาฮาระ นักทำอนิเมชั่นสามมิติ ไม่เพียงแต่อยู่หลังฉากเท่านั้น เขายังเคยปรากฏตัวหน้ากล้องด้วย ในหนังฮอลลีวู้ดปี 1998 เรื่อง New Rose Hotel ที่นำแสดงโดย คริสโตเฟอร์ วอลเคน และ วิลเลม เดโฟ จึงอาจไม่เกินความคาดหมายเท่าไหร่นัก เมื่ออามาโนะก่อตั้งบริษัทสร้างหนังของตัวเองขึ้นในปีนี้ Studio Devaloka ตั้งตามชื่องานนิทรรศการเดี่ยวสีสุดจี๊ดของเขาในปี 2010 และบริษัทมีแผนการจะสร้างหนังอนิเมะสามมิติเรื่อง Deva Zan ซึ่งงานแถลงข่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2010 ตามข้อมูลในเว็บไซต์ www.devazan.com

แม้ว่าจะเป็นศิลปินที่ทำงานมาหมดแล้วแทบทุกอย่าง ทั้งวาดภาพประกอบให้นิยายวิทยาศาสตร์ หนังสือสำหรับเด็ก และการ์ตูนคอมิคส์, ออกแบบคาแรกเตอร์ให้หนังอนิเมะ ทีวีซีรีส์ และเกม,ออกแบบโปสเตอร์และแพ๊คเกจต่างๆ รวมถึงหน้าปกอัลบั้มเพลงเมทัล,ออกแบบฉากและเครื่องแต่งกายในละครเวที, แสดงงานด้วยสื่อมัลติมีเดียไปยันภาพพิมพ์โบราณ หรือแม้แต่การทำหนังที่เราอาจได้ชมกันในเร็วๆนี้ แต่สูงสุดคืนสู่สามัญ… ถึงที่สุดแล้ว อามาโนะยังเชื่อถือในดินสอและกระดาษที่ช่วยสร้างโลกแฟนตาซีใบใหม่ให้เขาเสมอมา

ถึงจะมีเทคโนโลยีอย่าง CG ตามปรกติผมก็ยังชอบใช้สื่อที่ทดลองและจับต้องได้ อย่างปากกา ดินสอ และกระดาษ ถ้าเมื่อไหร่เทคโนโลยีก้าวไปถึงจุดที่ การวาดรูปด้วยคอมพิวเตอร์มันง่ายพอๆ กับดินสอและกระดาษแล้วล่ะก็ ผมอาจจะลองใช้ดู


แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ การ์ตูน และภาพยนตร์ ที่น่าสนใจ ไว้เป็นวัตถุดิบ แรงบันดาลใจ ได้อีกในบทความต่อไป บนเว็บไซต์ Plotter ครับผม

Shares
"น้ำค้างยามเช้า กับเหล้าครึ่งกลม"