ส่องวัฒนธรรมแอฟริกาจากตัวอย่าง Black Panther

เข้าปี 2018 แค่ไม่นาน ค่ายขวัญใจมหาชนอย่าง Marvel Studio ก็เริ่มเดินหน้าสูบเงินจากคอหนังแล้ว เพียงแค่เดือนที่สอง พวกเขาก็เตรีมส่ง Black panther หนังซูเปอร์ฮีโร่เดี่ยวคนล่าสุดมามเฉิดฉายบนจอ

Black panther หนังเดี่ยวของซูเปอร์ฮีโร่กษัตริย์เสือดำจากวากานด้า ถึงแม้ว่าวากานด้าจะเป็นประเทศที่สมมุติให้อยู่ในทวีปแอฟริกา แต่จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ปล่อยออกมาก็บอกได้ชัดเจนว่า นี่แหละคือหนังที่แสดงความเป็นแอฟริกาได้อย่างถ่องแท้ ในตัวอย่างหนังแม้จะดูเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำโลกมากมาย แต่ก็สอดแทรกไปด้วยประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวแอฟริกันไว้เต็มเปี่ยมเช่นกัน เราจะมานำเสนอวัฒนธรรมความเป็นแอฟริกาที่ปรากฏให้เห็นในตัวอย่างหนัง เป็นการวอร์มเครื่องก่อนที่จะไปชมเต็มๆ กันได้ในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

เริ่มกันด้วยฉากที่ อีริค คิลมองเกอร์ (ไมเคิล บี. จอร์แดน) ถอดเสื้อโชว์ผิวร่างกาย จะสังเกตได้ว่าผิวของเขามีลักษณะขรุขระ เป็นปุ่มนูนๆ ลักษณะเช่นนี้มีที่มาจากผิวหนังผู้ชายของชนเผ่า แชมบริ ในปาปัวนิวกินี ที่มีพิธีกรรมกรีดผิวให้เป็นแผลลึกประมาณ 2 เซนติเมตรทั่วร่างกาย จากนั้นจะนำโคลนและน้ำมันจากต้นไม้มาทาเพื่อให้แผลคงสภาพและนูนออกมาคล้ายกับผิวหนังของจระเข้ เพื่อแสดงถึงความเป็นชายที่แกร่งกล้าอย่างเต็มตัวและแสดงความเคารพต่อจระเข้ สัตว์ในตำนานของพื้นเมืองปาปัวนิวกินี ที่เชื่อกันว่า ในอดีตเมื่อจระเข้ขึ้นมาจากแม่น้ำเซปิก จะกลายร่างเป็นมนุษย์ที่เป็นนักล่าผู้เก่งกาจอันเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์นั้นเอง ถึงแม้ว่าพิธีกรรมนี้จะสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมอย่างมาก บางรายถึงขั้นเสียชีวิตแต่บรรดาชายหนุ่มที่ผ่านพิธีกรรมนี้มาได้ล้วนแต่ภาคภูมิใจกับรอยแผลบนร่างกาย เพราะมันเป็นเครื่องหมายว่าพวกเขาได้กลายเป็นชายที่แกร่งกล้าพร้อมที่จะเป็นนักล่าดั่งบรรพบุรุษของตน

ถัดมาในฉากที่ดูเหมือนการประชุมอะไรสักอย่าง หลายๆ ท่านคงสะดุดตากับชายในสูทสีเขียวอมฟ้า ที่มีสิ่งของลักษณะคล้ายกับเหรียญหรือจานขนาดใหญ่ยัดอยู่ในริมฝีปาก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมแอฟริกาของชนเผ่า ซูริ และชนเผ่า เซอร์มา ของประเทศเอธิโอเปีย ว่ากันว่าที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อเสริมความงามของหญิงสาวให้ดูมีคุณค่ามากขึ้น โดยที่เด็กสาวเมื่อเริ่มย่างเข้าสู่วัยสาวเต็มตัวแล้วจะเข้าพิธีกรรมฝังจานที่ทำมาจากดินเหนียวลงไปในริมฝีปากล่าง และจะขยายให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ เชื่อกันว่ายิ่งจานที่ปากมีขนาดใหญ่เท่าใดเธอก็จะดูสวยงามมีค่ามากขึ้นไปเท่านั้น และฝ่ายชายก็ต้องหาสินสอดที่ดูมีค่าใหญ่โตมากขึ้นมาให้ตามไปด้วย แต่ในปัจจุบันนี้หญิงสาวยุุคใหม่ของเผ่าเริ่มที่จะปฏิเสธพิธีกรรมนี้กันบ้างแล้ว โดยพวกเธอบอกว่ามันไม่คุ้มที่จะต้องทนทรมานเพื่อแลกกับความงามเช่นนี้

ต่อมาในฉากที่ดูเหมือนว่า ทีชาล่า (แชดวิก บอสแมน) กษัตริย์แห่งวากานด้ากำลังเยี่ยมเยือนประชาชนอยู่นั้น ถ้าเราสังเกตด้านหลัง จะเห็นว่ามีตึกลวดลายสีสันสะดุุดตาอยู่ ลวดลายของตึกมีที่มาจาก อินเดบีเล (Ndebele) ชนเผ่าจากประเทศแอฟริกาใต้และซิมบัมเว ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสามารถทางด้านศิลปะ โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ชนเผ่านี้มีความสามารถด้านศิลปะสูงเพราะพวกเขาอยู่อาศัยกันเป็นชุมชนและมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาเสมอตลอดเวลา ทำให้พวกเขาพัฒนาศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ประจำเผ่าขึ้นมาจวบจนปัจจุบัน โดยจะวาดด้วยมือลงบนโคลนที่เป็นผนังของบ้านดั้งเดิมของเผ่า ซึ่งลวดลายที่วาดส่วนใหญ่จะเป็นรูปทรงเรขาคณิต ในยุคก่อนจะใช้เพียงแค่สีธรรมชาติ (ขาว, ดำ, น้ำตาล) ด้วยข้อจำกัดในสมัยนั้น แต่ปัจจุบันได้มีการใช้สีอะคริลิคเข้ามาเพิ่มสีสันให้แก่ภาพวาดมากขึ้นด้วย ทว่าภาพวาดฝาผนังนี้ถูกวาดขึ้นเฉพ่าะจากเพศหญิงเท่านั้น เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ผู้เป็นแม่ต้องเผยแพร่ต่อไปยังลูกหลานและเป็นสัญลักษณ์ที่รู้กันเฉพาะแค่ในเผ่าเท่านั้น และในฉากเดียวกันเราจะเห็นองครักษ์หญิงของกษัตริย์ ทีชาล่า ที่ใส่ห่วงแหวนสีทองไว้หลายๆ วง ซึ่งก็มาจากลักษณะของชุดประจำเผ่าของชนเผ่า อินเดบีเล อีกด้วย

ส่วนสุดท้ายนี้ไม่ใช่ภาพที่เห็นจากตัวอย่างหนัง แต่เป็นเสียงเพลงที่ได้ยินแทน จากตัวอย่างหนังหลายตัวชัดเจนว่าใช้เพลงประกอบที่เป็นแนว Hip-hop ทั้งสิ้น ทั้งเพลง Legend has it ของศิลปิน Run the jewels หรือเพลง Bagbak ของ Vince Staples เหตุผลที่เลือกใช้แนวเพลงเช่นนี้คงเป็นเพราะว่า Hip hop รวมไปถึงการ Rap นั้นเกิดขึ้นมาจากวัฒนธรรมของคนเชื้อสายแอฟริกัน ถ้าถามว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ขอย้อนกลับไปยุค 70s ในงานปาร์ตี้แห่งหนึ่งในเขตบร็องซ์ (Bronx) ที่นครนิวยอร์ก

คูล เฮิร์ค (Kool Herc) ดีเจเชื้อสายจาไมก้าที่รับหน้าที่เปิดเพลงดำเนินงานปาร์ตี้ได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงวงการดนตรีไปตลอดกาล ด้วยการใช้เครื่องเล่นเพลงสองตัวมาเปิดสลับกันไปมาแทนที่การเปิดเพลงเดี่ยวแบบเดิมๆ จนเกิดเป็นการมิกซ์เพลงที่มีจังหวะเฉพาะ หลังจากนั้นก็ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นคนผิวสีอย่างมากจนเกิดเป็นวัฒนธรรม Hip-Hop ขึ้นมา เช่นเดียวกับการ Rap ที่เกิดจากวัฒนธรรมของคนผิวสีที่ร้องเพลงคล้ายกับการท่องกลอนหรือพูดพล่ามเร็วๆ อย่างมีจังหวะไปตลอดทั้งเพลง เมื่อแนวเพลง Hip-Hop กับการร้อง Rap มารวมกันก็เกิดเป็นแนวเพลงใหม่ขึ้นมา แต่ในช่วงแรกดููเหมือนว่าแนวเพลงนี้จะยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เพราะคนผิวขาวยังมีความคิดที่ว่าแนวเพลงนี้เป็นของคนผิวสีที่ดูรุนแรงดิบเถื่อน ศิลปิน Hip-Hop ในยุคแรกๆ จึงต้องต่อสู้ผ่านบทเพลงอย่างยากลำบากกว่าแนวเพลงนี้จะได้รับการยอมรับจวบจนทุกวันนี้  ซึ่ง Hip-Hop นั้นเป็นมากกว่าแนวเพลงแต่คือวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของคนเชื้อสายแอฟริกันอย่างถ่องแท้

Shares
นักศึกษาฝึกงานที่ผมหยิกเป็นเอกลักษณ์