CHRISTMAS MOMENTS คริสต์มาสหลากอารมณ์

โดย บารมี ขวัญเมือง จากคอลัมน์ ที่ตรงนี้คุณเขียน ในนิตยสาร Starpics ฉบับ 860 เดือนธันวาคม 2015

ถ้าเอ่ยถามว่า “วันที่มีความสุขที่สุดของปีคือวันอะไร?” เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงวันคริสต์มาสมาเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ซึ่งอีกนัยหนึ่งของวันนี้ก็คือ วันเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูหรือวันที่มนุษย์แสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าตามหลักศาสนาคริสต์นั่นเอง แม้หลายคนจะมองว่าวันคริสต์มาสคือวันแห่งความน่ายินดีและเทศกาลที่สุดแสนจะฟีลกู้ดสำหรับผู้คนทั่วโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยังมีหนังมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความเศร้าโศก, ความหวาดกลัว, ความผิดพลาด, ความไม่น่าไว้วางใจ และความสูญสิ้นศรัทธาในพระเจ้า ท่ามกลางฉากหลังวันคริสมาสต์ปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งหลายคนอาจมองข้ามมันไปอย่างน่าเสียดาย

คริสต์มาสกับความเปลี่ยวเหงา

All That Heaven Allows (1955)

ขึ้นชื่อว่าเป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่ตัวละครอย่าง แคร์รี่ สก็อตต์ (เจน วายแมน) จากภาพยนตร์เรื่อง All That Heaven Allows (1955) แม่ม่ายสาวใหญ่ชนชั้นกลางที่มีลูกชายและลูกสาว 2 คนที่โตจนไปเรียนต่อในเมืองใหญ่ เธอจึงมีเวลาเหลือเฟือแต่ก็ไม่ได้ใช้มันทำอะไรนอกจากปล่อยผ่านไป ทว่าแคร์รี่กลับไปสะดุดใจให้รักกับ รอน เคอร์บี้ (ร็อค ฮัดสัน) คนทำสวนหนุ่มที่ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานใดมาเทียบ เขาก็ดูต่ำต้อยกว่าฐานะของเธอเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความรักก็เกิดขึ้นเหนือข้อยกเว้นของทุกสิ่ง จนปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปโดยไม่ปิดกั้น ลูกสาวของเธอที่ทนฟังเพื่อนนินทาแม่ของตัวเองไม่ได้ถึงกับออกปากว่า

และแน่นอนด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ แคร์รี่จำต้องเลือกอย่างหลังและปฏิเสธรักไปด้วยความทรมานใจ พอมาถึงวันคริสต์มาสที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุข สิ่งที่ผู้ชมได้เห็นกลับเป็นภาพแคร์รี่มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหิมะแล้วรู้สึกเหน็บหนาว โดดเดี่ยวและอ้างว้าง ระหว่างที่เธออยู่คนเดียวอย่างเศร้าสร้อยเพื่อรอลูกๆ กลับมาหาที่บ้าน แม้ว่าบทสรุปของตัวละครแคร์รี่จะลงเอยด้วยดีเหมือนละครโทรทัศน์น้ำเน่าทั่วๆ ไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ก็เป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับผู้ที่เป็นลูกหลานทั้งหลาย ว่าสุดท้ายแล้วบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรานั้นคือผู้ให้กำเนิดที่รอคอยความรักจากเรามากขนาดไหน

Hachi: A Dog’s Tale (2009)

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจคือ ต่อให้มนุษย์เหงาเปล่าเปลี่ยวแค่ไหน ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตที่ก็โดดเดี่ยวและว้าเหว่เช่นเดียวกัน นั่นคือสุนัขหรือน้องตูบสี่ขานั้นเอง… ฮาชิโกะ ยอดสุนัขผู้รอคอยอยู่หน้าสถานีรถไฟเป็นเวลานานกว่า 11 ปีโดยไม่รู้ว่าเจ้านายของมันได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ด้วยความซื่อสัตย์ของสิ่งมีชีวิตที่ถูกขนานนามว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ตัวนี้ จะยึดมั่นในคำสัตย์ของตัวเองอย่างไม่มีวันเปลี่ยน โดยในภาพยนตร์ Hachi: A Dog’s Tale (2009) ก็เผยให้เห็นถึงความจงรักภักดีของมัน โดยไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตาม แต่ภาพที่น่าจะสร้างความจดจำให้กับผู้ชมได้มากที่สุดก็คือ เจ้านายและเจ้าฮาชิในเทศกาลวันคริสต์มาสที่เต็มไปความสุขแสนละมุนที่ไม่อยากให้จบสิ้นไป ก่อนที่สุดท้ายแล้วเจ้าฮาชิก็กลายเป็นผู้ที่อยู่โดดเดี่ยว โดยไร้เจ้านายที่จากไปในเทศกาลวันคริสต์มาสปีถัดมาและปีต่อๆไปจนมันจบชีวิตลงในที่สุด

 

คริสต์มาสกับความสูญสิ้นศรัทธา

A Christmas Carol (1951)

เมื่อมนุษย์ไร้ซึ่งความเชื่อและความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า ผู้บันดาลความสุขและชำระล้างความผิดพลาดให้กับมนุษย์ตามหลักของศาสนา ทั้งนี้แล้วเทศกาลเฉลิมฉลองจะมีคุณค่าอะไรถ้าความศรัทธานั้นไร้ผล โดยเฉพาะในภาพยนตร์เรื่อง A Christmas Carol (1951) ของผู้กำกับ ไบรอัน เดสมอนด์ เฮิร์สท เป็นตัวอย่างที่ดีของตัวละครผู้หมดหวังและสูญสิ้นศรัทธาในพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นการตั้งคำถามแต่เดิมของฉบับนิยายคลาสสิคของ ชาร์ล ดิกเคนส์ ว่าทำไมตาเฒ่าสครูจถึงกลายเป็นคนขี้เหนียว นิสัยไม่ดี และเห็นแก่ตัวแบบสุดๆ จนใครต่อใครพากันขยาดไม่อยากเข้าใกล้ จนมาถึงค่ำคืนอันแปลกประหลาดในบรรยากาศของวันคริสต์มาสที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของเฒ่าสครูจไปตลอดกาล

The Shining (1980)

และอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ายอดผู้กำกับ สแตนลี่ย์ คิวบริค เป็นคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเป็นทุนเดิม วัดได้จากการที่เขาเคยโทรไปหาผู้ประพันธ์นิยายสยองขวัญยอดฮิตเรื่อง The Shining ตอนตี 3 ของคืนวันหนึ่งเพียงเพื่อถามว่า “คุณเชื่อในพระเจ้าไหม?” ด้วยเวลาที่ไม่เป็นใจ ผู้ถูกถามก็เอ่ยตอบแบบงัวเงียนิดๆ ว่าตนนั้นเชื่อและยังเสริมว่าพระเจ้านั้นอยู่กับเราตลอด ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำตอบจากฝั่งคิวบริคเองคือ “ผมไม่เคยเชื่อในพระเจ้าเลย” แล้วก็วางสายไป ซึ่งนั่นเป็นจุดกำเนิดของภาพยนตร์สยองขวัญขึ้นหิ้งปี 1980 และงานเขียนขึ้นจอเรื่องแรกในชีวิตของ สตีเฟ่น คิง …บทสนทนาข้างต้นแม้ไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากมาย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ต่างกันสุดขั้วอย่างชัดเจน ด้วยเจตนารมณ์และความเป็นตัวของตัวเองของผู้กำกับ สแตนลี่ย์ คิวบริค ที่ค่อยๆ นำพาผู้ชมไปพบกับเหตุการณ์อันน่าหวาดหวั่นที่แม้แต่นรกยังต้องหันหน้าหนี จากเดิมที่บทประพันธ์ได้บรรยายลักษณะตัวละครในครอบครัวเทอร์เรนซ์ว่าเป็นครอบครัวที่มีปัญหามาก่อน แจ๊ค ผู้เป็นพ่อที่เคยติดเหล้าและเกือบขับรถชน แดนนี่ ลูกชายของตัวเอง ในขณะที่ เวนดี้ ผู้เป็นแม่ก็ดูจะลดสถานะความเป็นแม่ที่เข็มแข็งลงไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นหนังก็จับโยนความบ้าคลั่งหลอกหลอนใส่ตัวละครและผู้ชมอย่างไม่หยุดยั้ง และสิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ ตัวหนังทั้งเรื่องนั้นไร้ซึ่งพระเจ้าและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับศาสนาจนเหมือนกับถูกโยนออกไปหนังเลยทีเดียว ปล่อยให้ตัวละครแสดงความกลัวไร้ที่พึ่งกันอย่างโดดเดี่ยว และทุบตีคำว่าสถาบันครอบครัวลงอย่างย่อยยับ ยังไม่รวมความบ้าบอคอแตกของตัวละครทั้งหลายที่เหมือนอยู่คนละโลกกับมนุษย์อย่างเราๆ จนกลายเป็นสถานที่สูญสิ้นและพระเจ้าเลือกที่จะหันหลังให้

 

คริสต์มาสกับความโกลาหล

Gremlins (1984)

ในภาพยนตร์สยองขวัญปนตลกเรื่อง Gremlins (1984) ความซุกซนและแสบซ่านของฝูงเกรมลินส์กลายพันธุ์ตัวเขียวที่รวบรวมพลพรรคออกมาสร้างความปั่นป่วนในค่ำคืนวันคริสต์มาสกันอย่างบ้าคลั่ง เหมือนคนไร้สติที่หลุดออกมาจากโรงพยาบาลบ้าและน่าขบขันจนท้องแข็งเป็นที่สุด แต่ทว่าท่ามกลางความน่าถีบของพวกมันนั้นกลายเป็นนัยยะแฝงถึงการลบล้างความเสื่อมโทรมบางอย่างที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์และสภาพสังคมจริงๆ โดยผู้ชมสามารถเห็นและสัมผัสได้จากตัวละครมนุษย์ป้า รูบี้ ดีเกิ้ล (นำแสดงโดย พอลลี่ ฮอลลิเดย์) ที่เป็นตัวแทนของความแล้งน้ำใจในสังคม เมื่อเธอปฏิเสธคำขอของหญิงสาวยากจนอย่างเย็นชาและน่าขยะแขยงเป็นที่สุด แม้จะเป็นเทศกาลวันคริสต์มาสแต่ก็ไม่ได้ทำให้นิสัยของเธอเปลี่ยนตามไปเลย ก่อนที่สุดท้ายตัวละครของเธอจะต้องพบกับจุดจบที่ชวนอนาถและสะใจเป็นที่สุด (ดีไม่ดีคนดูอาจรู้สึกสะใจกว่าการตายของเกรมลินส์เขียวสักตัวด้วยซ้ำ) รวมไปถึงตัวละครอื่นๆ ที่ผู้ชมอาจเคยรู้สึกผูกพันและให้กำลังใจ แต่กลายเป็นว่าคนเหล่านี้กลับเป็นต้นตอของจุดเริ่มต้นความโกลาหลทั้งหลายที่เกิดขึ้นต่างหาก

Die Hard (1988)
Die Hard (1988)

ในอีกมุมหนึ่งที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง แต่คนเรากลับต้องเผชิญความโกลาหลด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง (ซึ่งจะว่าไปในส่วนของ Gremlins ก็ไม่ต่างกัน) ยอดชายนาย จอห์น แมคเคลน (รับบทโดย บรูซ วิลลิส) เดินทางมารอรับภรรยาโดยไม่คาดคิดว่าตัวเองจะต้องเข้าไปพัวพันกับความวินาศสันตะโรที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เมื่อตัวร้ายนาม ฮานส์ กรูเบอร์ (อลัน ริคแมน) พร้อมลูกน้องออกโรงยึดตึกระฟ้าโดยไม่แคร์ฉากหลังของเรื่องแต่อย่างใด ในเมื่อการเฉลิมฉลองคือการสร้างความตื่นตาอลังการให้กับผู้ชมที่มาร่วมงาน ฝ่ายร้ายเลยจัดระเบิดลูกโตเป็นของขวัญส่งท้ายเทศกาลกันซะเลย ซึ่งในเมื่อผู้คนก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรอยู่แล้ว มันก็เลยกลายเป็นตัวดึงดูดความสนใจของงานฉลองไปเลยละกัน (แต่งานนี้มีคนตายด้วยนะขอบอก) ก่อนที่นายจอห์นจะต้องกลับมาพบเจอกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกันใน Die Hard 2 (1990) อีกครั้ง

 

คริสต์มาสกับความแตกต่าง

How the Grinch Stole Christmas (2000)

ในภาพยนตร์เรื่อง How the Grinch Stole Christmas (2000) ของยอดนักแสดงตลกหน้าตายนาย จิม แคร์รี่ย์ และผู้กำกับ รอน ฮาวเวิร์ด เป็นการบอกกล่าวถึงแคมเปญแบบแอบแฝงในภาพยนตร์ผ่านตัวละคร เดอะ กริ้นช์ ที่เกิดมาในรูปลักษณ์สีเขียวและขนปุกปุยทั้งตัว รวมถึงสีหน้าที่ไม่ค่อยรับแขก ผู้มีปมในใจเกี่ยวกับวันคริสต์มาสเมื่อครั้งยังเด็กที่ถูกย่ำยีจากเพื่อนพ้องและผู้ใหญ่ในเมืองฮูวิลล์อย่างไม่ใยดี ส่งผลให้เขาพาลเกลียดวันคริสต์มาสไปด้วย ก่อนที่ท้ายที่สุดเขาก็ได้รับความรักจากเพื่อนตัวน้อยที่แสนดี ลูซี่ ลู วู ผู้มองเขาต่างจากชาวเมืองทั่วๆไปและคิดว่าเขาคนนี้คือคนพิเศษ หาใช่ตามคำครหาที่ชาวเมืองวิพากษ์กันไว้เพียงเพราะพวกเขามองคนแต่เพียงรูปกายภายนอกเท่านั้น ไม่เข้าใจความรู้สึกและความดีที่อยู่ในจิตใจของเดอะกริ้นช์ ภายใต้นิสัยที่ร้ายกาจ มีเจตนาร้าย ซุกซน เจ้าเล่ห์ ขี้โกง คดในข้องอในกระดูก ขี้โมโห ชอบสร้างปัญหา อารมณ์ร้าย ใจร้าย หยาบคาย สุดทน เกินจะแก้ไข กลิ่นเหม็น แล้วก็ไม่ใช่กริ้นช์ที่ดี! แต่แล้วความรักและความจริงใจจากหนึ่งบุคคลที่สามารถเปลี่ยนให้เดอะกริ้นช์มีหัวจิตหัวใจขึ้นมาได้อีกครั้ง

 

คริสต์มาสกับความกลัว

Silent Night, Deadly Night (1984)

ภาพยนตร์สยองขวัญและคาวเลือดที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนกและความไม่น่าไว้วางใจ ที่ดูจะขัดแย้งกับบรรยากาศของวันคริสต์มาส แต่มันก็ทำให้สร้างความหวาดกลัวอย่างได้ผลต่อให้เป็นเทศกาลแห่งความสุขก็ตามที Silent Night, Deadly Night (1984) ได้ชื่อว่าเป็นหนังสยองที่ถูกต่อต้านจากบรรดาผู้ปกครองมาก เพราะเลือกเล่าเรื่องในมุมโหดของซานต้า ผ่านเด็กหนุ่มผู้เชื่อว่าซานต้าจะออกมาลงโทษผู้ที่ทำบาป จนทำให้เขากลายเป็นคนหวาดระแวงเทศกาลคริสต์มาสไปเสียอย่างนั้น แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเขากลับลุกขึ้นมารับบทซานต้าผู้โหดเหี้ยมคนนั้นเสียเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังถูกห้ามฉายในหลายประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นภาพยนตร์สยองขวัญ แต่หนังก็เลือกประเด็นจิตวิเคราะห์มานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะความกลัวของตัวละครที่ถ่ายทอดออกมาเป็นการกระทำ เพื่อเป้าหมายในการเอาชนะความกลัวเหล่านั้น คล้ายคลึงกับตัวละคร นอร์แมน เบตส์ ในภาพยนตร์สยองขวัญขึ้นหิ้งเรื่อง Psycho (1960) แต่นี่ก็ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสักเท่าไรในการบำบัดจิตใจป่วยๆ ของตัวเองหรอกนะ (ไม่ควรเลียนแบบ)

Black Christmas (1974)
Black Christmas (2006)

อีกฟากหนึ่งของเมืองที่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน สาวๆ หน้าตาจิ้มลิ้มวัยระดับมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งในภาพยนตร์ Black Christmas (1974 และ 2006) กำลังร่วมกันฉลองเทศกาลคริสต์มาสภายในหอพักของตน โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจ้องเล่นงานจากเจ้าฆาตกรโหดโรคจิตที่แอบแฝงตัวอยู่รอบๆ บ้าน โดยมีจุดประสงค์คือการกลับมาเยี่ยมบ้านของตัวเอง(และฆ่าคน)ในวันคริสต์มาส (นี่พี่ไม่มีอะไรจะทำแล้วรึไงคะ) จากเทศกาลแห่งความสุขกลายเป็นมหกรรมโต๊ะจีนเลือดอย่างไม่ทันตั้งตัว ความหวาดกลัวเข้ามาแทนที่และระหว่างจะพลาดท่าโดนเชือดไปเสียก่อน

กระนั้น ต่อให้มีสักกี่อารมณ์ที่มนุษย์อย่างเราจะรู้สึกได้ ก็หวังว่าพอเข้าสู่ช่วงค่ำคืนแห่งความสุขก็อย่าได้เผลอลืมใจความสำคัญของเทศกาลนี้ไปว่า สุดท้ายแล้วมันคือวันแห่งความสามัคคีในครอบครัว การไถ่บาป การช่วยเหลือผู้ร่วมโลกให้พ้นจากความทุกข์ยากทั้งทางกายและจิตใจ และการเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่เกิดมาเพื่อชำระความผิดพลาดให้กับมนุษย์ทั้งหลาย พร้อมกับนำพาความสุข ความสนุกสนาน มาสู่มวลมนุษย์ของโลกใบนี้

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก