อริสา พิสิฐโสธรานนท์ – เข้าใจหนัง เข้าใจจิต

จากคอลัมน์ SP INTERVIEW ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 867 เดือนกรกฏาคม 2559 

สัมภาษณ์และเรียบเรียง: บุษบา ถ่ายภาพ: ปารณัท ศุภวรรธนะกุล

      แน่นอนว่าคอหนังส่วนใหญ่เข้าไปดูหนังด้วยความหลงใหลในเสน่ห์แห่งภาพยนตร์ เพื่อปล่อยจิตปล่อยใจออกจากโลกแห่งความเป็นจริงเข้าไปหาความบันเทิงเริงรมย์กับเรื่องราวบนหน้าจอสักสองชั่วโมง แต่จะมีสักกี่คนที่กลับออกมาจากความมืดของโรงหนังพร้อมกับแสงสว่างที่ถูกจุดประกาย และนำเอาสิ่งที่ได้พบเจอในโลกเสมือนจริงเหล่านั้นมาแทนไฟฉายส่องให้เห็นด้านมืดภายในจิตใจของเราเอง

จี๊ด – อริสา พิสิฐโสธรานนท์ อาจไม่ใช่นักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่มีชื่อคุ้นหูหรือหน้าคุ้นตาคอหนังทั่วไป แต่เธอคนนี้แหละคือผู้อยู่เบื้องหลังบทความวิเคราะห์หนังอย่างล้ำลึกในเชิงจิตวิทยาของบล็อก deepfilm.net ในฐานะนักจิตวิทยาสายยุงเกียน (Jungian) ที่เชื่อเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างจิตเพื่อพัฒนาตัวตนของมนุษย์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน Change Fusion องค์กรเอ็นจีโอที่สนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคมให้เติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ซึ่งมีผลงานอย่างเว็บไซต์ระดมทุน Taejai.com (เทใจ) ที่เกิดความฝันเกี่ยวกับหนังมากระตุ้นให้เธอลงมือเขียนบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์ระดับมหากาพย์สามเรื่อง คือ The Lord of the Rings, The Matrix และ Star Wars (Episode I-VI) ออกมาเป็นหนังสือที่ชื่อว่า ‘เข้าใจหนัง เข้าใจจิต’  (และล่าสุดในปี 2560 เธอยังมีผลงานเขียนเล่มใหม่ในชืื่อ เข้าใจจิบลิ ออกวางจำหน่ายแล้วด้วย ติดตามรายละเอียดได้ใน Starpics ฉบับที่ 884)

นี่จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เหล่าคอหนังจะได้ค้นพบแง่มุมในภาพยนตร์เรื่องโปรดที่อาจจะสะท้อนถึงบางส่วนในจิตใจของตัวคุณเองมากขึ้น และก่อนอื่น เราขอพาไปทำความรู้จักกับคนเขียนและแนวคิดวิเคราะห์หนังเพื่อเข้าใจจิตของเธอ ซึ่งเป็นเพียงก้าวแรกที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความฝันและพัฒนาตัวตนต่อไป

เริ่มมาเขียนหนังสือเล่มนี้ (เข้าใจหนัง เข้าใจจิต) ได้ยังไง

ตั้งแต่สนใจจิตวิทยาสายยุงเกียน ก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ แต่เป็นสายวิชาการ ไม่ใช่สายคลินิก แล้วได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับสีดา รามายณะ การพัฒนาตัวตน ตำนานทางศาสนาฮินดูซึ่งก็ไปโยงกับเรื่องจิตวิทยาที่เราเขียนในหนังสือ แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ตัวนะว่าสนใจเรื่องพวกนี้มาก เขียนเสร็จก็กลับมาประเทศไทย แล้วก็เตรียมตัวจะไปเรียนต่ออีกรอบเพื่อเทรนเป็นนักบำบัดจิตที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่ก่อนจะไปได้เราต้องมีชั่วโมงบำบัด คุยกับอาจารย์เกี่ยวกับความฝัน 70-100 ชม. เพื่อที่จะเข้าใจและเรียนรู้การตีความตรงนี้ด้วย หลังจากนั้นเราก็เริ่มตีความความฝันให้กับตัวเอง แล้วก็รู้สึกสนใจมาก

มีอยู่วันนึงเราฝันเกี่ยวกับ Star War ฝันว่าเราเป็นเจได (หัวเราะ) สู้กับสมุนของดาร์ธเวเดอร์ และที่ตลกสุดคือ ในความฝันตัวร้ายสุดคือ R2-D2 เป็นจอมบงการ บงการดาร์ธเวเดอร์อีกที เราก็มานั่งวิเคราะห์ตามสไตล์ของเรา แล้วก็เกิดไอเดียว่าอยากจะเขียนหนังสือวิเคราะห์เกี่ยวกับภาพยนตร์ขึ้นมา ไอเดียนี้เกิดมาสักประมาณปี 2012 แต่ว่าไม่ยอมเขียน เพราะเรารู้สึกว่ามันงี่เง่ามั้ง คงไม่มีใครสนใจหรอก จนกระทั่งได้ดูหนังเรื่อง Gravity แล้วรู้สึกอินมาก อยากจะเขียนวิเคราะห์อะไรพวกนี้ เลยเริ่มเขียนบล็อค (deepfilm.net) แล้วก็เริ่มมีคนเข้ามาอ่านเข้ามาสนใจ เราก็เลยเขียนบล็อคเล็กๆ น้อยๆ ต่อเนื่องมาจนถึงจุดที่รู้สึกว่า โอเค อยากจะเขียนเต็มๆละ

แล้วจิตวิทยาสายยุงเกียนนี่เอามาวิเคราะห์หนังได้ยังไง

จริงๆ จิตวิทยาสายนี้มีมาเกือบร้อยปีแล้วในโลกตะวันตก แต่เรื่องของหนังมันคือการนำมาประยุกต์เข้ากับบริบทปัจจุบัน เพราะสมัยก่อนหนังหรือภาพยนตร์มันไม่ได้มีเยอะ คนส่วนใหญ่จะอยู่กับหนังสือ ตำนาน เทพนิยาย แต่ปัจจุบัน หนังเป็นอะไรที่เข้าถึงง่าย คนก็มีจินตนาการบรรเจิด เรามองว่าหนังมันเป็นพัฒนาการของจินตนาการอีกที เป็นรูปแบบใหม่ ในหนังก็มีสัญลักษณ์มากมาย หรือเอาตำนานมาทำใหม่ก็เยอะ

ถ้าพูดถึงจิตวิทยา เรามักจะนึกถึง ซิกมันด์ ฟรอยด์ ช่วยอธิบายสายยุงเกียนหน่อย

ฟรอยด์เค้าเป็นตัวชูโรงเลยว่ามนุษย์เรามีจิตสำนึกและจิตไร้สำนึก แต่เนื่องจากยุคนั้นสังคมมันค่อนข้างเก็บกด โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกด้านเซ็กช่วล เพราะฉะนั้นทฤษฏีของฟรอยด์ก็จะไปเน้นเกี่ยวกับลิบิโด ที่มีความหมายในเชิงแรงขับดันทางเพศหรือความเก็บกดทางเพศ ซึ่งมันใช่สุดๆ ในยุคนั้น (คาร์ล) ยุงเนี่ยก็เคยเป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ แต่ก็เค้ามองว่ามันไม่ได้มีแค่แรงเก็บกดทางเพศหรือลิบิโด แต่ยังมีด้านอื่นๆที่เป็นบวก ในจิตไร้สำนึกมีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี มีอะไรที่เป็นเมล็ดพันธุ์ไปสู่อนาคตด้วย ซึ่งพอเค้าคิดในแง่นี้ก็เลยทำให้ขัดแย้งกับกระแสหลัก ณ ช่วงนั้น

ยุงก็แตกออกมาเป็นแนวของเขา โดยยังคงมีเรื่องจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึกเหมือนฟรอยด์ แต่ส่วนที่มีมากกว่าคือ จิตไร้สำนึกสากล (Collective Unconscious) หรือ จิตสำนึกรวมของมนุษย์ ที่ไม่ได้มีแค่เราคนเดียว ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกับเรื่องตำนานต่างๆ เราจะเห็นว่า เอ๊ย แง่มุมนี้มันมีนะ ยิ่งเอามาเชื่อมโยงกับคอนเซ็ปท์แนวคิดทางตะวันออก เรายิ่งเห็นว่าจริงๆ แล้วมันเป็นแนวคิดสากล ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนเอเชียเราเข้าใจเรื่องพวกนี้แบบไม่ต้องอธิบายอะไรมากก็ได้ รู้อยู่แล้ว คือภาษาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป แล้วก็รูปแบบความนิยมมากกว่า

เรื่องตีความความฝันมันเริ่มมาตั้งแต่ฟรอยด์แล้ว ไม่ใช่ของใหม่ แต่ว่าสายยุงเกียนเน้นอะไรที่แอ็คทีฟมากขึ้น เค้าเชื่อว่าจิตไร้สำนึกมันสื่อสารออกมาในหลายรูปแบบ แม้แต่เวลากลางวันที่เราไม่ได้หลับ มันก็สื่อสารออกมาผ่านภาพผ่านความทรงจำ แล้วเค้าก็นำเสนอเทคนิคที่เราจะเชื่อมโยงกับตรงนี้ เรียกว่า active imagination ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เรามองว่าจิตวิทยาสายนี้มันไม่ได้แค่เอามาใช้เพื่อรักษาคนที่ไม่สบายนะ คนปกติก็สามารถเข้าถึงได้เข้าใจได้ นำมาใช้ในชีวิตจริงได้ เราชอบตรงคอนเซ็ปท์ อินดิวิดูเอชั่น (Individuation) คือแนวคิดที่ว่า คนเราพัฒนาการตัวเองด้วยการหลอมรวมด้านต่างๆ ที่เราอาจจะยังไม่รู้ตัวเข้ามา มีเรื่อง Shadow มีเรื่องอื่นๆ ซึ่งบางทีมันเขียนอธิบายยาก พออธิบายผ่านหนังผ่านตำนาน มันอาจจะเห็นภาพมากขึ้น

แล้วมันจะเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนเราได้ยังไง

คอนเซ็ปต์ของเราคือ ดูหนังแล้วดูจิต เพราะว่าการดูหนังมันคือการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่แค่บันเทิง คือคุณดูรอบแรก เฮ้ย สนุก แต่ลองมาดูอีกรอบนึง เออ มันได้แง่มุมใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แล้วถ้าเอามาเชื่อมโยงกับชีวิตของเราในบางมุมที่ทับซ้อนกับตำนานกับหนัง เราก็จะได้เห็นว่า เฮ้ย เราเป็นฮีโร่นี่หว่า หรือบางวันเราอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ วันนี้ชั้นทำตัวเหมือนดาร์ธเวเดอร์รึเปล่าเนี่ย คือเรามีหลายแง่มุม หลายเฉด หลากสี ในชีวิตแต่ละวัน อาจจะมีแง่มุมที่เราไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน

คนเราอาจจะชอบแทนตัวเองกับนางเอก-พระเอก เพราะเราอยากจะดูดีดูเป็นฮีโร่ แต่อยากจะบอกว่าไอ้ตัวร้ายหรือตัวป่วนในเรื่องน่ะ บางครั้งเราก็มีนิสัยแบบนั้นเหมือนกันในบางแง่มุม อย่างแอนาคิน เขาก็เจออะไรมาเยอะจนจมลงสู่ด้านมืดแล้วกลายเป็นดาร์ธเวเดอร์ คือเราเห็นแง่มุมที่ไม่ใช่สีขาวกับดำเท่านั้น แต่เห็นมันแบบค่อยๆ ไล่เฉดมา แค่ได้เห็นชีวิตคนอื่น เราก็ได้รู้ได้เข้าใจอะไรแล้ว โดยที่ไม่ต้องไปเรียนจิตวิทยาก็ได้ แต่ถ้าอยากจะได้มากๆ คุณอาจต้องย้อนกลับมานึกเทียบกับตัวเองดู และถ้าอยากจะได้จริงๆ คุณต้องไม่นึกเทียบกับตัวเองเฉพาะตัวเอก ต้องเทียบกับตัวอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ตัวร้ายด้วย ตัวรองตัวโน้นตัวนี้ คุณก็อาจจะเริ่มเห็นรายละเอียดที่มันชัดเจนมากขึ้น ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ด้านมืดนะ ในหนังสือเราเขียนว่า Shadow มันคือเงาๆ ไม่ชัดเจน ยังสลัวอยู่ แต่ถ้าคุณลองสาดไฟเข้าไป มันจะชัดขึ้น

ช่วยอธิบายคำศัพท์ในหนังสือหน่อย

คำว่า Shadow เนี่ย จอร์จ ลูคัส ใช้มาเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 1977 แต่ปัจจุบันคนก็ยังรู้จักแต่ด้านมืด ยังไม่เข้าใจว่าจริงๆ มันแปลว่าอะไร ถ้าด้านมืดที่สากลเค้าใช้กัน เข้าใจได้เลยว่ามักจะหมายถึงด้านที่ไม่ดี แต่ในทางจิตวิทยามันใช้ทับซ้อนกันอยู่ คำว่า Shadow ในสายยุงเกียนเลยไม่ใช่แค่ด้านมืด แต่คือด้านสลัวหรือด้านที่แสงแห่งจิตสำนึกของเรามันยังสาดไปไม่ถึง ยังไม่เข้าใจบุคลิกภาพหรือตัวตนส่วนนั้น ซึ่งก็มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี และอะไรอื่นๆ ที่เราไม่รู้จะตีความว่ามันดีหรือไม่ รวมๆ อยู่ในส่วนของจิตไร้สำนึก

หรือคำว่า เฟมินิน (Feminine) กับ แมสคิวลิน (Masculine) คนทั่วไปอาจนึกถึงความหมายว่า แม้นแมน กับ ผู้หญิ๊งผู้หญิง ซึ่งเป็นศัพท์ที่สากลใช้ แต่ในหนังสือเราพยายามอธิบายว่า ลองถอยออกมาจากเรื่องของเพศ เพื่อที่จะเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง คุณก็สามารถมีคุณสมบัติของทั้งสองอย่างอยู่ในตัวเองได้ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจับต้องยาก แต่ว่าเข้าใจได้ เราก็พยายามอธิบายโดยเชื่อมโยงกับตัวละครในภาพยนตร์ ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจได้มากขึ้น

 

คำว่า Shadow เนี่ย จอร์จ ลูคัส ใช้มาเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 1977 แต่ปัจจุบันคนก็ยังรู้จักแต่ด้านมืด ยังไม่เข้าใจว่าจริงๆ มันแปลว่าอะไร

 

เขียนหนังสือเล่มนี้ใช้เวลานานเท่าไหร่ แล้วทำไมถึงเลือกสามเรื่องนี้

เราให้เวลาเรื่องละ 3 เดือนเต็ม แล้วก็เรียบเรียงต่ออีก 2 เดือน จากนั้นก็มีไอเดียตีความผุดขึ้นมาอีก แต่เรารู้สึกว่าถ้าเราไม่จบน่ะ เขียนสิบปีก็ไม่จบ ก็เลยขีดเส้นว่าเอาแค่ไหนก็แค่นั้น ถึงตอนนี้มีไอเดียใหม่มาก็ต้องอดใจไว้ ไม่ได้เข้าโรงพิมพ์ไปแล้ว (หัวเราะ) เอาไว้โอกาสหน้าหรือไว้เขียนขึ้นเว็บละกัน

จริงๆแล้วสามเรื่องนี้เขียนไม่เหมือนกันเลย คือเราต้องการจะเคารพความแตกต่างของหนังสามสไตล์นี้ อย่าง The Lord of the Rings เราเขียนออกมาจากความรู้สึกที่ชอบ ดูภาพแล้วประทับใจก็เขียนออกมาแบบนั้น แต่อย่าง The Matrix มันเป็นอะไรที่เนิร์ดมาก สองผู้กำกับวาชอว์สกี้เค้าเน้นเรื่องการยำความรู้ ปรัชญาอะไรเยอะมาก ซึ่งเราก็สนองนี้ดตัวเองด้วยที่อยากเข้าใจว่ามันมีอะไรแทรกอยู่ในนั้น เลยทำให้เรื่องที่สองอาจจะค่อนข้างวิชาการ แต่อยากให้อ่านจนจบ เพราะระหว่างที่เขียนเราได้เรียนรู้อะไรเยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนเรื่องที่สาม Star Wars เหมือนการเอาสมองกับหัวใจมาชนกัน เป็นงานที่อยู่ตรงกลาง คือ Star Wars เป็นหนังที่วิช่วลเอ็ฟเฟ็คท์ล้ำสุด ณ ปีนั้น แต่ตอนนี้มันคือโบราณสุดๆ การดำเนินเรื่องอาจจะช้า ไม่ทันใจคนยุคปัจจุบันที่ชอบอะไรเร็วๆ แต่อยากให้มองความงดงามทางศิลปะของมัน เพราะเราค่อนข้างประทับใจการวางตัวละครของ จอร์จ ลูคัส และถ้าดูจริงๆ มันแตกต่างจากสไตล์ของ เจ.เจ. เอบรัมส์ ค่อนข้างมาก คือเป็นงานคนละเรื่องเลย ซึ่งในหนังสือคัดมาเฉพาะ 6 ภาคแรกซึ่งเป็นงานคลาสสิค

เมืองนอกมีหนังสือที่ตีความแบบนี้กับหนังมั้ย

คิดว่ามีเยอะมากแล้ว แต่เราไม่อ่านงานตีความของคนอื่นเลยเพราะกลัวจะไปติดความคิดของเขามา เราต้องการความรู้สึกสด เวลาตีความแล้วมันจะมีโมเมนต์แบบ ‘อะฮ้า’ ซึ่งมันเป็นความฟินของเราอ่ะ ก็เลยเลี่ยงการไปอ่านงานวิเคราะห์ของผู้อื่น แต่ถ้าเป็นงานวิเคราะห์ตำนานของอาจารย์สายยุงเกียนเนี่ยเคยอ่าน เพราะต้องใช้ในการเรียน ซึ่งมันก็มีเยอะ เป็นเรื่องปรกติมากสำหรับต่างประเทศ

เห็นว่าหนังสือเล่มนี้คือก้าวแรกของโครงการใหญ่

กำลังจะตั้งองค์กรชื่อ black and white books ทำหนังสือด้านจิตวิทยา การพัฒนาตัวตน แล้วก็จะจัดเวิร์คช็อปกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับด้านนี้ด้วย ซึ่งก็มีหนังสือเล่มสองที่กำลังเขียนอยู่ เป็นการวิเคราะห์งานของสตูดิโอจิบลิ เล่มนี้จะเครียดน้อยกว่า ความเป็นจิตวิทยาก็มีเหมือนกัน แต่จะมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น แล้วก็ยังมีเล่มสามที่ตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับความฝัน ซึ่งนี่คือสิ่งที่อยากเขียนที่สุด

ความฝันมันโยงกับหนังหรือชีวิตคนเราได้ยังไง

จริงๆ มันก็เป็นเรื่องของสัญลักษณ์ คุณเอาไปประยุกต์ได้กับทุกอย่าง ไม่ใช่แค่กับเรื่องฝันอย่างเดียว จะเอาไปประยุกต์กับการวิเคราะห์หนังหรือแม้แต่ชีวิตประจำวันก็ได้ เช่น อยู่ดีๆ หยิบเข็มกลัดอันนี้ขึ้นมาติด ปรกติไม่เคยติด เอ๊ะ เข็มกลัดนี้มันเตือนให้นึกถึงอะไร มีบางอย่างที่คุณลืมไปหรือไม่ทันได้รู้ตัวตลอด แต่บางทีมันก็ส่งสารผุดขึ้นมาในใจเรา ซึ่งตอนแรกเราอาจจะยังไม่เก็ท แต่พอเก็ทแล้วก็ เอ้อ ชั้นลืมไปวันนี้เป็นวันเกิดของคนที่เคยให้เข็มกลัดนี้กับชั้น หรืออย่างการฝันถึงหนัง แบบไม่ยอมเขียนสักที หนังมันก็อาจจะโผล่มายั่วในความฝัน มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้น บางทีก็มาแบบมีอารมณ์ขัน หรือมาแบบโหดๆ ก็มี

ความหมายมันก็เฉพาะสำหรับบุคคล อาจจะมีลักษณะร่วมบางอย่าง แต่ทุกคนจะมีความพิเศษของตัวเอง การจะเข้าใจความฝันของใครจึงต้องคุยกับคนนั้น เพราะต้องดูสถานการณ์ในช่วงนั้น ความคิดความรู้สึก หรือช่วงอายุด้วย เช่นบางคนมาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต midlife crisis ก็จะมีความฝันอีกลักษณะหนึ่ง บางทีถ้าเรากดความต้องการที่แท้จริงของเราเอาไว้ มันไม่มีทางออกมาในชีวิตประจำวัน มันก็โผล่มาเล่นละครให้เราดูตอนกลางคืน ซึ่งถ้าเราเข้าใจมันก็จะแบบ เออ ทำซะทีเหอะ (หัวเราะ)

มีตัวละครไหนที่คิดว่าเชื่อมโยงกับตัวเองมั้ย

(คิดนาน) อินกับโฟรโดละกัน คือมันไม่ใช่ตัวที่เราชอบสุดๆ แต่เราชอบลักษณะของโฟรโดที่ตอนแรกเค้าก็ดูเป็นเด็กใสๆ ใจดี แต่พอเริ่มถูกแหวนครอบงำ ก็จะเห็นด้านมืดของโฟรโดที่เริ่มกราดเกรี้ยว ร้ายกับแซม แล้วก็อ่อนแอ ไม่ได้กล้าหาญตลอดเวลา ซึ่งมนุษย์เราก็เป็นงี้ ดูเหมือนจะดี แต่บางทีก็ทำอะไรงี่เง่า (หัวเราะ) คือจะเห็นว่าเขาเหมือนจะเก่งแต่ก็ไม่ได้เก่งที่สุด เหมือนจะดีแต่ก็ไม่ได้ดีที่สุด เราชอบความที่เราก็มีทุกๆด้าน ทั้งวันที่เราดีและวันที่เราถูกด้านมืดครอบงำ แต่เค้าก็ยังคงเดินไปในทางของเขา

เหมือนกับคอนเซ็ปท์ อินดิวิดูเอชั่น ที่ค่อนข้างเป็นยุงเกียนมากๆ แนวคิดนี้เชื่อว่าเราจะมีการพัฒนาตัวตนไปตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย แต่จะมาหนักๆ ในช่วงครึ่งหลังของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่คนเริ่มมองเข้าไปภายในตัวเอง คือช่วงครึ่งแรกของชีวิต เราก็เรียนหนังสือ สร้างอาชีพการงาน สร้างครอบครัว แต่พอมีอะไรพวกนี้แล้วก็จะมาเริ่มสนใจเกี่ยวกับจิตใจ จิตวิญญาณ ถ้าเป็นในอดีตก็จะเน้นไปทางศาสนาเป็นหลัก อายุ 40-50-60 เริ่มเข้าหาธรรมะ ทางจิตวิทยาก็มองแบบเดียวกัน มันเป็นวงจรของชีวิต อินดิวิดูเอชั่น คือการค่อยๆ พัฒนาตัวเอง พยายามเข้าใจตัวเองแล้วดึง Shadow แง่มุมที่เราไม่รู้ว่าเราก็มีเข้ามาในสติ เหมือนเป็นการแผ่ขยายแสงของจิต เมื่อมันสว่างขึ้นเราก็จะได้เห็นแง่มุมต่างๆ มากขึ้น คือคนเราจะมีด้านที่ถนัดหรือ personality type และก็ยังมีด้านที่ไม่ถนัดแต่ก็เป็นส่วนหนี่งของเรา การแผ่ขยายสติออกไปรอบๆ แล้วทำความรู้จักแง่มุมของตัวเองเพื่อพัฒนาด้านอื่นๆ นี่คืออินดิวิดูเอชั่นที่จะนำไปสู่ความกลมเต็มของจิต ซึ่งเป็นคีย์สูงสุด

เราเชื่อว่าถ้าคนเรารู้จักตัวเองมากขึ้น เราจะโอเค ไม่อยากใช้คำว่าความสุข เพราะมันดูเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่ว่าคุณรู้จักตัวเองแล้วจะแฮ็ปปี้ไง ความสุขมันเป็นแค่อารมณ์นึงของชีวิตเท่านั้น การจะเป็นมนุษย์เต็มๆ คนเราต้องมีทุกอารมณ์ ต้องรับให้ได้ว่าเรามีทั้งความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉา ความสุข ความเศร้า ความฟิน เราอยากให้คุณให้ความสำคัญกับทุกอารมณ์ของชีวิต อย่างหนังฟีลกู้ดมันก็บันเทิงเวลาดู แต่ถ้าลงลึกเรื่องจิตใจ อยากให้เข้าใจว่ามันไม่ได้นำไปสู่ความสุขอย่างเดียว แต่คือทุกอารมณ์ อยู่กับมันได้ เป็นมนุษย์ติดดิน อยู่กับความเป็นจริงได้

บางส่วนจากหนังสือ เข้าใจหนัง เข้าใจจิต โดย อริสา พิสิฐโสธรานนท์ สำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา

The Lord of the Rings

สิ่งที่น่าสนุกหากจะลองจินตนาการดูก็คือ ถ้าเรามีตัวละครทั้ง 6 เผ่านี้อยู่ในจิตใจ ทั้งด้านเทพผู้เก่งกาจและจอมมารบ้าอำนาจ มีกอลลัมสองบุคลิกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และฮ็อบบิทใสซื่อรักสันติ มีเจ้าหญิงเอลฟ์ผู้อ่อนโยนและเจ้าชายที่ปฏิเสธตัวตน มีที่ปรึกษาแสนฉลาดอย่างพ่อมดแกนดาล์ฟ แต่ก็มีเสียงที่ชั่วร้ายคอยล่อลวงอย่างเวิร์มทังและซารูมาน มีเสียงแห่งสามัญสำนึกที่คอยเตือนให้เราเดินหน้าต่อไป มีด้านซุกซนอยากรู้อยากเห็นอย่างเมอร์รี่และพิพพินที่ชอบก่อเรื่องวุ่นๆ แต่ก็เรียนรู้ที่จะเติบโต เรามีความเด็ดเดี่ยวแม่นยำอย่างเลโกลัส และอาจมีความขี้โม้คุยโวแต่ก็กล้าหาญอย่างกิมลี เรายังมีด้านเฟมินินที่กล้าหาญอย่างเอโอวิน ที่ออกรบเพื่อปกป้องคนที่เธอรัก ในขณะเดียวกันก็มีปีศาจชั่วร้ายที่คอยจะดึงเราให้ตกต่ำเห็นแก่ตัวอยู่มากมาย พวกเราทุกคนต่างก็คืออารากอร์น ราชาแห่งจิตใจที่พยายามจะเติบโตก้าวข้ามตัวตนเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก้าวข้ามปัญหาที่พ่อแม่และบรรพบุรุษเคยทำพลาดไว้ และเราไม่ต้องการจะซ้ำรอยเดิม เราต้องสู้เพื่อที่จะปกครองจิตของเรา ให้อยู่ในสมดุลและไม่ตกอยู่ภายใต้การบงการของด้านมืด การต่อสู้นี้เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน หากเราจะลองมองในมุมนี้ ชีวิตของเราแต่ละคนนั้นล้วนเป็นมหากาพย์ที่น่าผจญภัยไปกับมัน บางครั้งเราอาจจะแพ้ แล้วก็ฮึดสู้ใหม่ เหมือนอยู่ตรงกลาง ที่มีด้านสว่างและด้านมืดคอยดึงชักเย่อแย่งชิงจิตใจเรา แต่เลือกที่จะอยู่ฝ่ายไหน เราเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตัวเอง

The Matrix

มองในมุมทางจิต จะเห็นว่าเมทริกซ์นั้นไม่ใช่อะไรเลยนอกจากกรอบทางความคิด คือเปลือกมายาต่างๆ อย่างที่มอร์เฟียสบอกนีโอว่า เมทริกซ์คือการควบคุม คือกรงสำหรับจิตใจ ลองนึกถึงทารกในครรภ์มารดา ในช่วงเวลาที่ยังไม่โต ครรภ์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอด คือการปกป้อง ให้สารอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่ต่างจากนีโอตอนที่ยังหลับอยู่ในหลอดเสียบปลั๊กไว้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เด็กน้อยต้องเติบโต และออกมานอกครรภ์มารดา ถ้ายังติดอยู่ ก็จะเป็นเด็กไปตลอดกาล และตายในที่สุด ณ จุดนั้น ครรภ์มารดาก็อาจกลายเป็นกรงหรือโลงได้ การเจริญเติบโต และการพัฒนาทางจิตนั้น ก็มีจังหวะและเวลาที่เหมาะสมของมัน ดังนั้น เมทริกซ์ดีหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับว่า คุณมองมันจากจุดไหนของชีวิต

Star Wars

การออกผจญภัยในอวกาศนั้น แท้จริงเป็นการเปรียบเปรยกับการท่องโลกแห่งจิตใจ หรือจิตไร้สำนึกของเรา มีดวงดาวและตัวแปลกๆ มากมาย มีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ชั่วร้าย เรามีมันทั้งหมด ทั้งสีขาวและสีดำ โชคชะตาปูทางมาให้ส่วนหนึ่ง แต่จะผูกมิตรกับด้านใด จะเลือกเดินไปทางไหน อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ถึงจะเกิดมาเป็นเด็กเทพอย่างแอนาคิน ก็ก้าวสู่เส้นทางที่ผิดพลาดได้ ส่วนลุคและเลอานั้นเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป พลอตเรื่องเช่นนี้มีให้เห็นในตำนานมากมาย แต่มีรายละเอียดที่ต่างกันไป ลูคัสนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือเรื่อง ฮีโร่พันหน้า The Hero with a Thousand Face (1949) เขียนโดย โจเซฟ แคมเบลล์ ซึ่งสะท้อนทฤษฏีเรื่อง อินดิวิดูเอชัน (Individuation) หรือการพัฒนาไปสู่ตัวตนอันบริบูรณ์ (the Self) ของ ซี.จี.ยุง เช่นกัน แต่สตาร์ วอร์สและภาพยนตร์หลายๆเรื่อง จะคัดมาเฉพาะพลอตเด่นๆ เช่น ด้านมืด แต่อันที่จริงยังมีด่านทดสอบที่สำคัญอีกมาก ในอวกาศแห่งจิตใจ ด้านมืดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

 

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก