AI WEI WEI: NEVER SORRY ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน(จีน)

โดย บดินทร์ เทพรัตน์  บทความจากนิตยสาร Starpics  ฉบับ 826 เดือนกุมภาพันธ์ 2013

ในยุคปัจจุบันที่ผู้กำกับรุ่นที่ 5 (กลุ่มผู้กำกับจีนที่เคยทำหนังต่อต้านรัฐและวิพากษ์สังคม เช่น จางอวี้โหมว, เฉินข่ายเก๋อ) กลับกลายเป็นลูกรักของรัฐบาลจีนไปแล้ว ผู้กำกับจีนรุ่นใหม่ก็เน้นทำหนังตลาดแบบไม่สนใจการเมือง ส่วนอดีตผู้ประท้วงที่เหตุการณ์เทียนอันเหมินก็กลายเป็นชนชั้นกลางและนายทุนน้อยผู้สนใจในการสร้างฐานะมากกว่าจะไปต่อสู้กับความอยุติธรรม นั่นทำให้ดูเหมือนว่า คงไม่มีผู้ใดหาญกล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของพญามังกรที่ยิ่งใหญ่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองตัวนี้เสียแล้ว

แต่ถึงกระนั้น แดนมังกรก็มิเคยสิ้นจอมยุทธ์ผู้กล้า เพราะท่ามกลาง “ความเงียบจนแสบแก้วหู” ของประชาชนจีน ยังมี อ้ายเว่ยเว่ย ศิลปินและนักรณรงค์ชื่อดังที่กล้าท้าชนกับรัฐบาลอย่างไม่เกรงกลัว ซึ่งชีวิตและการต่อสู้ของเขาถูกถ่ายทอดลงใน Ai Wei Wei: Never Sorry (2012) สารคดียอดฮิตที่คว้ารางวัล special jury prize จากเทศกาลซันแดนซ์และได้รับเชิญไปฉายในเทศกาลหนังอีกหลายแห่ง ด้วยความที่หนังเรื่องนี้สามารถสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ของการเมืองจีนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทั้งยังกระตุ้นให้ผู้ชมกลับมาทบทวนถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ศิลปะ”

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของอ้ายเว่ยเว่ย ตั้งแต่สมัยที่พ่อแม่ของเขาซึ่งเป็นปัญญาชนถูกส่งไปใช้แรงงานในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม, ช่วงวัยหนุ่มที่เขาเรียนและทำงานเป็นศิลปินอยู่ในนิวยอร์ค, ช่วงที่เขากลับมาเมืองจีนหลังเกิดเหตุการณ์สังหารผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน, ช่วงที่เขายังญาติดีกับรัฐบาลจีนจนกระทั่งมีปัญหากันในภายหลัง นอกจากนั้นหนังยังเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ ภรรยาและลูกนอกสมรส รวมถึงบทบาททั้งในด้านศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับผู้ชมที่ต้องการทราบข้อมูลของอ้ายเว่ยเว่ยแบบเร่งด่วน ดูหนังเรื่องเดียวแล้วเห็นภาพชีวิตของเขาแบบครอบคลุมจนไม่ต้องไปค้นคว้าอะไรเพิ่ม

สำหรับบทบาทศิลปินนั้น ผลงานของอ้ายเว่ยเว่ยมีอยู่หลายรูปแบบ ทั้งงานปั้น, ศิลปะแนวจัดวาง, ศิลปะแนวคอนเซปชวล, สถาปัตยกรรม, ภาพถ่าย, วีดิโออาร์ท และอื่นๆ ซึ่งเราจะได้เห็นผลงานดังๆ ของเขาในหนังเรื่องนี้เกือบทั้งหมด เช่น สนามกีฬาโอลิมปิครูปรังนกที่เขาร่วมออกแบบ, “Dropping a Han Dynasty Urnงานแสดงภาพถ่ายขณะตัวเขาโยนแจกันเก่าสมัยราชวงศ์ฮั่นทิ้งลงพื้นจนแตกละเอียด รวมถึงวาดโลโก้ โคคา–โคล่า ทับลงไปบนแจกัน, “Study of Perspectiveรวมชุดภาพถ่ายขณะที่เขาชูนิ้วกลางใส่สถานที่สำคัญต่างๆ เช่น จัตุรัสเทียนอันเหมินและหอไอเฟล, “Sunflower Seeds” งานจัดแสดงเมล็ดทานตะวันปลอมนับร้อยล้านชิ้นที่ทำมาจากดินเผา (สื่อความหมายถึงคนจีน เนื่องจากเมล็ดทานตะวันเป็นของกินเล่นยอดนิยมของคนจีน และเหมาเจ๋อตุงเคยเปรียบประชาชนจีนเป็นเหมือนดอกทานตะวันที่ต้องหันไปตามแสงของผู้นำ) และงาน “So Sorry” ที่นำกระเป๋านักเรียนของเหยื่อที่เสียชีวิตจากอาคารเรียนของรัฐถล่มในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวนมาตั้งโชว์ เป็นต้น

Dropping a Han Dynasty Urn
Study of Perspective
Sunflower Seeds
So Sorry

ผลงานของอ้ายเว่ยเว่ยนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของศิลปะในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับตั้งแต่ มาร์เชล ดูชองป์ นำโถส้วมธรรมดาๆ ไปจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะด้วยชื่อผลงานว่า “The Fountain” ในปี 1917 มุมมองที่สังคมสมัยใหม่มีต่อผลงานศิลปะก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คุณค่าของศิลปะนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบหรือความสวยงาม แต่อยู่ที่ไอเดียเป็นสำคัญ ดังนั้นต่อให้ศิลปินจะเอาวัตถุสำเร็จรูปมาทั้งยวงหรือจัดกิจกรรมอะไรขึ้นมาสักอย่างแล้วบอกว่าเป็นศิลปะโดยที่ไม่เห็นตัวงานเป็นรูปธรรมชัดเจน เราก็ยังถือว่าเป็นงานศิลปะอยู่ดี เช่น แอนดี้ วอร์ฮอล ที่นำภาพ มาริลีน มอนโร มาทำเป็นซิลค์สกรีน หรือ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ที่ทำงานศิลปะด้วยการทำผัดไทยแจกผู้ร่วมงาน รวมไปถึงอ้ายเว่ยเว่ยเองที่สร้างงานศิลปะด้วยการนำคนจีน 1001 คนอพยพมาใช้ชีวิตอยู่ที่เยอรมัน เป็นต้น

งานของอ้ายเว่ยเว่ยโดยเฉพาะในช่วงหลังนั้น มักมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมและแสดงตัวว่าอยู่ข้างคนตัวเล็กๆ ผู้ถูกกดขี่อย่างชัดเจน ส่งผลให้เขากลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลจีน ซึ่งเหตุการณ์ ‘ศิลปะปะทะการเมือง’ นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน อย่างในเมืองไทยก็มีเช่นภาพวาดภิกษุสันดานกาที่ถูกต่อต้านโดยกลุ่มพระสงฆ์ และการที่หนังเรื่อง เช็คสเปียร์ต้องตาย ได้รับคำสั่งห้ามฉายจากกองเซนเซอร์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การที่ผลงานของอ้ายเว่ยเว่ยมักจะพูดถึงเรื่องสังคม ทำให้งานศิลปะของเขามีความหมายใกล้เคียงกับนิยามของศิลปะที่ ทีปกร (นามปากกาของ จิตร ภูมิศักดิ์) เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ทำนองว่า ศิลปะที่ดีนั้นไม่ควรตอบสนองตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ควรสะท้อนถึงปัญหาของสังคมและชักจูงให้ผู้ชมเกิดความสำนึกที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ซึ่งวิธีการมองโลกแนวซ้ายๆ แบบนี้อาจดูตกยุคไปแล้ว แต่บางที การต้องใช้ชีวิตอยู่กับรัฐที่พยายามปกปิดข้อมูลและผูกขาดอำนาจแบบในประเทศจีน แนวคิดดังกล่าวก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจ

ศิลปะที่ดีนั้นไม่ควรตอบสนองตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ควรสะท้อนถึงปัญหาของสังคมและชักจูงให้ผู้ชมเกิดความสำนึกที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

นอกจากบทบาทศิลปินแล้ว หนังยังให้เราเห็นงานในเชิงแอคติวิสต์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นการติดตามผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนที่ถูกทางการจีนปิดบังข้อมูล รวมไปถึงการประท้วงเมื่อเพื่อนศิลปินถูกรัฐใช้อำนาจกลั่นแกล้ง โดยเครื่องมือที่อ้ายเว่ยเว่ยใช้ในการต่อสู้ก็คือโซเชียลเน็ทเวิร์คอย่างบลอกและทวิตเตอร์ แสดงให้เห็นว่าโลกออนไลน์ได้ส่งผลกระทบถึงสังคมปัจจุบันในแทบทุกด้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องกลยุทธการต่อสู้ทางการเมือง

และกลยุทธทางโซเชียลเน็ตเวิร์กก็ใช้ได้ผลดีเยี่ยมในผลงานชิ้นโบแดงของเขาอย่าง “การติดตามผู้เสียชีวิตที่ถูกปกปิดข้อมูลในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เสฉวน” ด้วยโครงสร้างอาคารเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งเกิดจากการคอรัปชั่นระหว่างสร้าง (จนอ้ายเว่ยเว่ยให้คำนิยามอาคารว่าเป็นเหมือนเต้าหู้) ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนมากมายต้องเสียชีวิตเนื่องจากโดนตึกเรียนถล่มทับ  แต่โศกนาฏกรรมดังกล่าวกลับถูกรัฐบาลจีนปิดบังว่าไม่มีเด็กเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ อ้ายเว่ยเว่ยเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลจึงประกาศหาอาสาสมัครผ่านบลอกจนได้ผู้ช่วยประมาณ 50 คนมาติดตามผู้เสียชีวิต พวกเขาได้สอบถามข้อมูลของเด็กที่เสียชีวิต ทั้งชื่อ นามสกุล วันเกิด จากครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้เกี่ยวข้องผ่านการสัมภาษณ์, สอบถามทางอีเมลล์และจดหมาย จนพบว่ามีนักเรียนที่เสียชีวิตมากกว่า 5,385 คน โดยอ้ายเว่ยเว่ยได้โพสต์รายชื่อเด็กที่เสียชีวิตทั้งหมดลงในบลอกในวันที่ 12 พฤษภาคม 2009 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์แผ่นดินไหว นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการแตกหักระหว่างอ้ายเว่ยเว่ยและรัฐบาลจีน โดยสองอาทิตย์ต่อมาบลอกของเขาถูกทางการปิด เขาจึงหนีไปใช้ทวิตเตอร์ @aiww แทน และนั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างมาก เนื่องจากทวิตเตอร์ได้รับความนิยมสูงและส่งผลให้อ้ายเว่ยเว่ยเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าเดิม

เป็นที่รู้กันว่ารัฐบาลจีนมีการปกครองที่เข้มงวด, มีการละเมิดมนุษยชนบ่อยครั้ง (เห็นได้จากการใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงอย่างโหดร้ายอย่างในธิเบต) และจำกัดเสรีภาพของประชาชนอย่างมาก (เห็นได้จากการบลอกยูทูปและเฟสบุ๊ค โดยทำการโน้มน้าวให้ประชาชนจีนเล่นเวบของประเทศตัวเองซึ่งข้อมูลทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล) แต่ด้วยความที่จีนเป็นประเทศที่ใหญ่โตและมีความสำคัญต่อเสถียรภาพและเศรษฐกิจของโลกเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่มีใครกล้าเป็นศัตรูกับจีนแบบซึ่งๆหน้า ขนาดวงการฮอลลีวู้ดยังต้องก้มหัวให้ ดังจะเห็นว่าหนังบางเรื่องต้องเปลี่ยนเนื้อหาให้เกิดขึ้นที่จีนเนื่องจากอยากได้เงินทุนจากจีนเพิ่ม เช่น Looper ส่วนหนังบางเรื่องก็จำต้องเปลี่ยนตัวร้ายจากจีนเป็นประเทศอื่นเพราะกลัวว่าจะเกิดปัญหา เช่น Red Dawn เป็นต้น

ซึ่งการเป็นศัตรูกับรัฐบาลจีนนั้นส่งผลร้ายต่ออ้ายเว่ยเว่ยหลายอย่าง เขาถูกตำรวจติดตามตลอดเวลาถึงขั้นโดนตำรวจทำร้ายร่างกายในโรงแรมที่เมืองเฉินตูเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2009 จนต้องเข้าผ่าตัดรักษาตัวในโรงพยาบาล (โดยหลังจากที่ถูกทำร้ายครบหนึ่งปี เขากลับไปที่ร้องเรียนที่สถานีเฉินตูอีกและได้ประจันหน้ากับตำรวจที่ทำร้ายเขา แต่คดีก็ไม่มีอะไรคืบหน้า) สตูดิโอของเขาที่เซี่ยงไฮ้ถูกทางการจีนทำลายจนไม่เหลือซาก ทั้งยังโดนดำเนินการเรื่องภาษีจนถูกอุ้มไปคุมขังโดยไม่มีใครได้เบาะแสถึง 81 วัน ส่งผลให้เกิดกระแสการระดมทุนเพื่อช่วยเขาจ่ายค่าปรับให้ทางการจีนและเรียกร้องให้ปล่อยตัวอ้ายเว่ยเว่ย เนื่องจากกระแสที่ถูกจุดติดไปทั่วโลกทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวในที่สุด

พูดถึงลักษณะบุคลิกของอ้ายเว่ยเว่ยแล้ว ทำให้ผมคิดถึงคำกล่าวของ แอนดี้ วอร์ฮอล ที่ว่า “ในอนาคต ทุกคนจะกลายเป็นคนดังระดับโลกในระยะเวลา 15 นาที” (In the future, everyone will be world-famous for 15 minutes.) ซึ่งทั้ง แอนดี้ วอร์ฮอล และอ้ายเว่ยเว่ย เป็นศิลปินยุคใหม่ที่มีลักษณะการทำงานเหมือนกัน (มีสตูดิโอของตัวเองและไม่ได้ทำงานเอง แต่เป็นผู้ออกไอเดียและจัดสรรเงินทุนให้คนอื่นทำให้ทั้งหมด – ซึ่งเป็นการทำงานแบบเดียวกับโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์) พวกเขายังชอบเล่นกับความเป็นคนดังและโต้ตอบกับมวลชน โดยวอร์ฮอลนั้นนอกจากจะนำภาพเซเลบริตี้ต่างๆ เช่น มาริลีน มอนโร และ เอลวิส เพรสลีย์ มาปั๊มเป็นซิลค์สกรีนจำนวนมากจนก่อเกิดเป็นศิลปะแนวใหม่ที่เรียกว่า ป๊อปอาร์ท แล้ว เขายังก่อตั้งสตูดิโอชื่อว่า The Factory แล้วให้สมาชิกในกลุ่มทำตัวเหมือนเป็นคนดัง เช่น เล่นหนัง ถ่ายแบบ ออกข่าวกอสซิป เป็นต้น ส่วนอ้ายเว่ยเว่ยก็ชอบเล่นกับสื่อและทำตัวให้เป็นกระแสสังคม โดยนอกจากจะ tweet ทุกชั่วโมงแล้ว เขายังมีตากล้องติดตัวตลอดเวลาคอยถ่ายทำตอนไปไหนมาไหน ซึ่งบางส่วนก็ถูกนำไปตัดต่อเป็นหนังสารคดีที่เขาเป็นผู้กำกับในภายหลัง

แต่ถึงกระนั้น การทำตัวเป็นคนดังของทั้งคู่ก็มีจุดประสงค์ที่แตกต่าง แอนดี้ วอร์ฮอล ทำไปเพื่อเสียดสีสังคมบ้าคนดัง แต่สำหรับอ้ายเว่ยเว่ยนั้นอาจมองได้ว่า การพยายามทำตัวเองให้เป็น celebrity และอยู่ในสปอทไลท์นั้นก็เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลจีนที่เต็มไปด้วยเงามืด ซึ่งความดำมืดดังกล่าวอาจนำมาสู่การใช้อำนาจที่ไร้ซึ่งการถูกตรวจสอบและจับกุมผู้ท้าทายอย่างที่ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง ซึ่งการกระทำของอ้ายเว่ยเว่ยก็เหมือนเป็นการฉายแสงใส่เงามืดนั้นให้สว่างและชัดเจนมากขึ้นว่า รัฐบาลจีนกำลังใช้อำนาจมิชอบกับเขาในด้านไหนอยู่

นั่นทำให้เราเห็นถึงแง่มุมที่น่าสนใจอีกด้านของความเป็นเซเลบริตี้ว่ามีประโยชน์ในเชิงสังคมอย่างไร (หลังจากที่ผ่านมาสิ่งนี้มักจะถูกมองในแง่ลบอยู่เสมอ) นอกจากนั้นหนังยังแสดงให้เห็นถึงอำนาจของภาพเคลื่อนไหว ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการสอดส่องประชาชนหรือใช้เป็นเครื่องมือของประชาชนในการต่อสู้กับรัฐเผด็จการก็ได้ ดังจะเห็นได้จากฉากหนึ่งที่เขาถูกตำรวจถ่ายวีดิโอไว้ขณะกินข้าวกับมิตรสหายในทวิตเตอร์ ทันใดนั้นตากล้องของอ้ายเว่ยเว่ยก็ทำการจ่อกล้องวีดิโอกลับไปที่ตำรวจคนนั้นทันที

แต่การทำตัวเป็นเซเลบริตี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อ้ายเว่ยเว่ยต้องพยายามเกาะกระแสอยู่ตลอดเวลา เช่น การเต้นประกอบเพลง Gangnam style ตอนกำลังฮิตโดยมีกุญแจมือสวมอยู่ (ซึ่งแน่นอนว่าคลิปนี้ถูกแบนในจีนไปแล้วเรียบร้อย) เพราะถ้าเขากลายเป็นบุคคลที่ไม่มีใครสนใจเมื่อไหร่ นอกจากจะส่งผลให้งานของเขาไม่สัมฤทธิ์ผล ยังอาจทำให้ตัวเขาโดนอิทธิพลมืดได้

ถึงจะเป็นศิลปินที่ต่อสู้กับรัฐบาลจีน แต่เสียงตอบรับจากประชาชนนั้นก็ไม่ได้ออกมาในแง่บวกเสมอไป ซึ่งอาจเกิดจากการที่เขาเติบโตและใช้ชีวิตในเมืองนอก ทำให้ภาพลักษณ์ของอ้ายเว่ยเว่ยดูเป็นศิลปินของโลกมากกว่าศิลปินท้องถิ่น แต่ข้อดีของการเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็คือ การถูกจับจ้องจากทั่วโลกทำให้ทางการจีนไม่สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จจัดการเขาได้ แต่ข้อเสียคือ ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับงานศิลปะและการต่อสู้ของเขาสักเท่าไร โดยผู้สนับสนุนเขาส่วนใหญ่เป็นชาวจีนรุ่นใหม่ที่หัวก้าวหน้า นอกจากนั้น เสียงวิจารณ์ที่อ้ายเว่ยเว่ยมักได้รับอีกอย่างก็คือ เขาไม่ได้ช่วยเหลือสังคมด้วยความจริงใจ แต่ทำไปเพื่อสนองอีโก้และความหลงตัวเองมากกว่า ซึ่งการลบล้างข้อกล่าวหาเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้เวลาเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์

แต่อย่างน้อยก็ต้องยกเครดิตให้กับอ้ายเว่ยเว่ยในเรื่องของความกล้าหาญ เพราะในปัจจุบันนี้แทบจะหาผู้กล้าท้าทายอำนาจรัฐได้ยากขึ้นทุกที โดยเฉพาะกลุ่มผู้กำกับรุ่นที่ห้าที่เคยสร้างผลงานต่อต้านรัฐอันทรงพลังเมื่อหลายปีก่อนก็กลับหมดพลังไปอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น จางอวี้โหมว ซึ่งในอดีต จางอวี้โหมวกับอ้ายเว่ยเว่ยเคยเป็นศิษย์ของโรงเรียนภาพยนตร์ปักกิ่งเหมือนกัน ทั้งยังเคยร่วมงานในพิธีโอลิมปิค 2008 เหมือนกัน โดยจางอวี้โหมวรับผิดชอบในส่วนของการแสดง ส่วนอ้ายเว่ยเว่ยรับผิดชอบในส่วนของสิ่งก่อสร้าง แต่สุดท้ายอ้ายเว่ยเว่ยเลือกจะแตกหักกับรัฐโดยการวิพากษ์รัฐบาลจีน หากจางอวี้โหมวกลับเปลี่ยนจากไม้เบื่อไม้เมามาเป็นลูกรักของรัฐจีน นั่นแสดงให้เห็นถึงชะตากรรมของผู้สร้างงานศิลปะที่สวนทางกันตามอุดมการณ์ทางการเมือง

กล่าวโดยสรุป หากวัดด้วยเทคนิค สารคดีเรื่องนี้ทำได้แค่สอบผ่าน เนื่องจากหนังไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าการตัดสลับระหว่างฉากสัมภาษณ์-ภาพข่าวในอดีต-ภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน ไปเรื่อยๆ (ยิ่งถ้าเทียบกับสารคดีรุ่นใหม่ที่อุดมไปด้วยกราฟฟิคหวือหวากับการตัดต่อมันส์ๆ จะยิ่งรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีเทคนิคการนำเสนอที่จืดมาก) แต่ถ้าวัดจากตัวเนื้อหาแล้วต้องถือว่าหนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจสูง เนื่องจากอ้ายเว่ยเว่ยเป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่น ไม่เขินกล้อง เล่นกับสื่อเป็นและรู้วิธีดึงดูดความสนใจของผู้ชม นอกจากนั้นยังต้องชื่นชมความทุ่มเทของผู้กำกับอย่าง อลิสัน เคลย์แมน ที่ใช้เวลา 4 ปีติดตามอ้ายเว่ยเว่ยจนเขากล้าเปิดเผยชีวิตส่วนตัวบางส่วน ซึ่ง 4 ปีนั้นเป็นเวลานานพอให้เราได้เห็นอ้ายเว่ยเว่ยทั้งในช่วงรุ่งเรืองและในช่วงตกต่ำถึงที่สุด

สุดท้ายนี้ แม้ผลงานของอ้ายเว่ยเว่ยจะสำเร็จหรือไม่ แต่เชื่อว่าการต่อสู้ของเขาจะเป็นเหมือนเชื้อไฟที่ส่งต่อไปให้นักต่อสู้ทางการเมืองอีกหลายคน อย่างในหนังมีฉากหนึ่งที่แม่ถามเขาว่า ตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมานี้ เขาไม่กลัวบ้างหรือ เขาตอบกลับไปว่า “ผมกลัว แต่ยิ่งกลัวผมยิ่งต้องตะโกนให้สุดเสียงและแสดงออกเพื่อที่คนอื่นจะได้รู้” สมดังที่อ้ายเว่ยเว่ยเคยเขียนไว้ในทวิตเตอร์ของเขาว่า “Don’t retreat, retweet!” (อย่าท้อถอย, จงรีทวีต)

หมายเหตุ – บทความนี้ได้ไอเดียบางส่วนมาจากงานเสวนาของกลุ่ม Artists Sick โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร และ ปรพัฒน์ จิวะรังสรรค์ ทางผู้เขียนขอขอบคุณบุคคลทั้งสองท่านมา ณ โอกาสนี้

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก