POWER OF FANDOM – พลังแห่งแฟน ยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคาดคิด

โดย บุษบา ส่วนหนึ่งจากบทความในนิตยสาร Starpics ฉบับ 852 เดือนเมษายน 2015 

เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ยังต้องรวมทีมกันเพื่อผนึกกำลังสู้กับวายร้าย ฉันใดก็ฉันนั้น ในยุคสมัยปัจจุบันที่อาจเรียกว่าเป็น ‘Age of Fandom’ ของแทบทุกวงการในโลกไม่ว่าจะภาพยนตร์ ดนตรี วิดีโอเกม ศิลปะ กีฬา การเมือง ไปยันแบรนด์ดังต่างๆ ฐานแฟนจำนวนมากที่คอยติดตามความเคลื่อนไหว พร้อมกดไลค์ให้ทุกย่างก้าว ก็คือเครื่องยืนยันความแข็งแกร่งทรงพลังของแฟรนไชส์หรือตัวบุคคลดังกล่าว ความภักดี (Loyalty) ที่ทำให้ สตีฟ จ็อบส์ เป็นศาสดาในสายตาของเหล่าสาวก Apple นั้น บัดนี้กำลังครอบครองวงการฮอลลีวู้ด

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้หรือแอนตี้แฟนก็ตามแต่ ในเมื่อโลกยุคโซเชียลเน็ตเวิร์คใบนี้ไม่อาจหลีกหนีพลังแห่งแฟนไปได้พ้น เราก็ลองมาสำรวจแง่มุมต่างๆ ของ แฟน’ (ที่ไม่ใช่แค่คนรู้ใจ) ให้รอบด้านและลึกซึ้งกันดีกว่า

แฟนไม่ใช่คนบ้า และมาจากดาวโลก

ชั้นเป็นแฟนเบอร์หนึ่งของคุณเลยล่ะ” (I’m your number one fan) คือคำพูดชวนสะพรึงจากภาพยนตร์เรื่อง Misery (1990) ใครที่เคยดูหนังของผู้กำกับ ร็อบ ไรเนอร์ เรื่องนี้ย่อมต้องจำได้แน่ๆ ว่า ยัยป้าโรคจิตที่รับบทโดย เคธี่ เบทส์ เจ้าของประโยคดังกล่าวได้ก่อกรรมทำเข็ญอะไรบ้างกับนักเขียนคนโปรดที่มานอนขาเดี้ยงอยู่ในบ้านของเธอ แน่นอนว่าตัวอย่างนี้คงทำให้ภาพลักษณ์ของ แฟน’ ดูไม่ดีเท่าไหร่ จริงอยู่ที่มีแฟนประเภทหมกมุ่นเกินเหตุและใจคอคับแคบซะจนสร้างความรำคาญไปทั่วโลกไซเบอร์และโลกจริง แต่ภาพลบนั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยของสังคมแฟนคลับ (หรือที่เรียกว่า แฟนดอม) เท่านั้น ดังที่แฟน Star Trek คนหนึ่งเคยชี้แจงไว้ในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Trekkies (1997) ว่า

“คำว่า ‘fan’ ย่อมาจาก ‘fanatic’ (คลั่งไคล้) และมันก็มีคนบางคนที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับคำนั้น คนจำพวกที่ต้องออกไป ‘ใช้ชีวิต’ จริงๆ ซะที  แต่แฟนส่วนใหญ่ก็เป็นแค่คนธรรมดาที่มีงานอดิเรก มีความปรารถนาที่จะหลีกลี้ (escape) และคุณก็รู้ พวกเขาทราบดีว่ามันเป็นแค่การแสดง ไม่มีใครหลงละเมอเพ้อไปกับมัน ก็แค่มันสนุกดีเท่านั้นเอง”

ถึงจะเป็นคนธรรมดาเหมือนเราๆ ท่านๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟน มีอิทธิพลต่อโลกแห่งการสื่อสารยุคนี้ไม่น้อย เฮนรี่ เจนกินส์ หนึ่งในนักวิชาการด้านสื่อที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องของแฟนมายาวนาน ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า จริงๆ แล้ว แฟนดอมนั้นถือกำเนิดขึ้นมาจากความสมดุลระหว่างสองขั้ว คือ ความหลงใหล (fascination) และความคับข้องใจ (frustration): ถ้าเนื้อหาของสื่อนั้นๆ ไม่จับใจเรา ก็คงไม่มีแรงปรารถนาให้ไปยึดติดด้วย แต่ถ้ามันไม่ขัดใจเราในบางระดับ ก็คงไม่มีแรงผลักดันให้เกิดการพูดถึง เขียนถึง หรือทำขึ้นใหม่อีกครั้ง”

แฟนคนเดียวก็มีความอินและแอ็คทีฟในระดับเข้มข้นแล้ว เมื่อแฟนๆ มารวมตัวกันเป็น แฟนดอม’ จึงมีอิทธิพลชนิดสั่นสะเทือนวงการได้เลยทีเดียว

ฟุด ฟิด ฟอร์ แฟน – ศัพท์ต้องรู้เกี่ยวกับแฟน

นอกจากคำว่า แฟน (fan) ที่หมายถึงสาวกรายบุคคล และ แฟนดอม (fandom) ที่หมายถึงการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนของเหล่าสาวกแล้ว ยังมีคำศัพท์ย่อยในวัฒนธรรมแฟนอีกมากมายที่น่าศึกษาดูว่าคุณเป็นแบบไหน

เนิร์ด และ/หรือ กีค

เนิร์ด – คนที่ชอบและหมกมุ่นกับเรื่องเฉพาะทาง มักมีความเฉลียวฉลาดทางปัญญาเกินมาตรฐาน แต่ขาดทักษะในการเข้าสังคม ขี้อาย ไม่ป็อปปูล่าร์ในกลุ่มเพื่อน ส่วนใหญ่ในโลกตะวันตกมักเป็นพวกอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก หรือ คิว (Q) ใน James Bond เป็นต้น

กีค – คนที่ชอบและหมกมุ่นกับเรื่องเฉพาะทางเช่นเดียวกัน และมักมีความรู้ความสามารถมากกว่าคนทั่วไปด้วยดูภายนอกเราอาจแยกเนิร์ดกับกีคได้ยากมาก แต่ก็มีเคล็ดลับจับสังเกตบางประการ เช่น

  • เนิร์ดมักชอบใช้ศัพท์เฉพาะทางเวลาพูด เช่น “หนังเรื่องนี้ใช้โฟลี่เยอะเกิน สงสัย SD (sound director) ขี้เกียจ” ส่วนกีคมักชอบใช้การอ้างอิง เช่น “โอ้ว ปีเตอร์ แจ็คสัน ใช้ Wilhelm Scream (ซาวน์เอ็ฟเฟ็คท์เก่าแก่ที่ถูกใช้ในหนังมากว่า 300 เรื่องตั้งแต่ปี 1951) ในหนังทุกเรื่องเลย เจ๋งอ่ะ”
  • กีคมักสนใจในรายละเอียดยิบย่อยของชีวิต เช่น ตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเหมือนกับหนังหรือนิยายเรื่องไหน ส่วนเนิร์ดดูจะไม่สนใจเรื่องจุกจิกประจำวันเลย แต่พุ่งโฟกัสไปที่เรื่องใหญ่มาก เช่น ความน่าจะเป็นทางวิทยาศาสตร์หรืออนาคตของมนุษยชาติ
  • กีคมักชอบเกมกระดาน, ภาพยนตร์ (โดยมีผู้กำกับ, ตากล้อง หรือคอมโพสเซอร์ ในดวงใจ), อุปกรณ์ไฮเทค, การแฮ็ค และเพลงเทคโน ขณะที่เนิร์ดมักนิยมกิจกรรมที่สันโดษกว่านั้น เช่น การโปรแกรมคอมพิวเตอร์, เกม Second Life (เกมที่ผู้เล่นเสมือนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้น), หมากรุกและโกะ
  • ถ้าเทียบกันแล้ว กีคดูจะมีทักษะการเข้าสังคมดีกว่าเนิร์ด กับประเด็นเรื่องที่เขาชอบ กีคจะไม่หยุดพูดจนกว่าจะได้อธิบายที่มาที่ไปอย่างละเอียด ในขณะที่เนิร์ดนั้นก็รู้มากไม่แพ้กัน แต่มักไม่ค่อยยอมพูด
  • กีคสามารถมีคู่ที่เป็นคนทั่วไปได้ ในขณะที่เนิร์ดมักจะต้องจับคู่กับเนิร์ดด้วยกันเท่านั้น
  • กีคมักทำงานในสายอาชีพด้านศิลปะ เช่น เว็บดีไซน์, กราฟฟิคดีไซน์, เกมดีไซน์ ส่วนเนิร์ดมักอยู่ในสายงานวิทยาศาสตร์และไอที เช่น วิศวกร นักประดิษฐ์ ที่วันๆ หมกตัวอยู่ในห้องแล็บ หรือบางทีเขาอาจจะอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านวีดีโอแห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่
  • อย่างไรก็ตาม พึงจดจำไว้ว่า กีคส่วนใหญ่มีความเป็นเนิร์ด และเนิร์ดส่วนใหญ่ก็มีความเป็นกีค!

ที่มา http://www.wikihow.com/Tell-the-Difference-Between-Nerds-and-Geeks

แฟนบอย (Fanboy) และ แฟนเกิร์ล (Fangirl)

คำเรียกแฟนที่เป็นผู้ชายและแฟนที่เป็นผู้หญิง แต่บางครั้งก็มีนัยยะเหยียดหยามแฝงอยู่ เมื่อแฟนบอยมักถูกมองในแง่ลบว่าใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล นิยมความรุนแรง ส่วนแฟนเกิร์ลก็มักถูกมองว่าเพ้อเจ้อ ตื้นเขิน น่ารำคาญ และอาจใช้เรียกเพื่อกีดกันพวกเขาออกจากสังคมแฟนตัวจริง (เหมือนอย่างคำว่า เกรียน หรือ ติ่ง ของไทยเรา) หรือกีดกันผู้หญิงออกจากสังคมแฟนที่มักยึดครองโดยเพศชาย

GEEK CHIC CULTURE เมื่อกีคกลายเป็นแฟชั่น

หมดยุคแล้วที่เนิร์ดหรือกีคจะมาครวญเพลง Creep ของ Radiohead อย่างเศร้าใจในความแปลกแยกขี้แพ้เพราะโลกปัจจุบันชื่นชอบในความหมกมุ่นครุ่นคิด เห็นได้จากการถือกำเนิดของเทรนด์ ‘Geek Chic’ ที่ผุดขึ้นในโลกแฟชั่นตั้งแต่ช่วงกลางยุคมิลเลนเนียม ซึ่งนำเอาลักษณะเฉพาะตัวต่างๆ ของกีคมาเป็นสไตล์ของความเท่แบบใหม่ เช่น แว่นตากรอบหนา (ที่บางครั้งก็ไม่ต้องมีเลนส์), เหล็กดัดฟัน, กางเกงเอวสูงและสายคาด ฯลฯ แม้ว่าเหล่ากีคตัวจริงอาจไม่ค่อยปลื้มนัก เพราะคิดว่ามันช่างเฟคเสียเหลือเกิน!

THE RISE OF FANDOMS

Convention งานรวมตัวของเหล่าแฟนๆ

แฟนดอม หรือการรวมตัวของแฟนๆ ผู้คลั่งไคล้สิ่งเดียวกันนั้นไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในยุคโซเชียล แต่มีมานานแล้วในฐานะวัฒนธรรมย่อยอันหนึ่ง ซึ่งในวิกิพีเดียระบุว่า แฟนๆ ของนิยายสืบสวนเรื่องดัง Sherlock Holmes ของ เซอร์ อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแฟนดอมแรกในยุคโมเดิร์น เนื่องจากพวกเขาได้แสดงการไว้อาลัยในที่สาธารณะหลังจากตัวละครยอดนักสืบถูก ปลิดชีพ’ ในปี 1893 และยังมีการเขียนแฟนฟิคชั่น (fan fiction) เรื่องแรกๆ ขึ้นมาตั้งแต่ราวปี 1897-1902 นอกเหนือจากวงการสื่อแล้ว แฟนดอมที่เก่าแก่พอกันก็คือ กลุ่มผู้สนใจในรถไฟ (railway enthusiast) ซึ่งเริ่มลงหลักปักฐานตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 และได้รับความนิยมจนขยายตัวมากขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (เชลดอน จาก The Big Bang Theory ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นหลังของแฟนดอมนี้)

Sherlock Holmes Fandom (นิคเนม Sherlockian) ถูกระบุว่าเป็นแฟนดอมแรกๆ ของยุคโมเดิร์น และยังมีแฟนๆ รุ่นใหม่มากมาย ผลจากความดังของซีรีส์ Sherlock ที่รับบทโดย เบเนดิกท์ คัมเบอร์แบทช์ และ มาร์ติน ฟรีแมน

อย่างไรก็ตาม แฟนดอมที่ถือเป็นรากเหง้าของแฟนดอมต่างๆ ในโลกตะวันตกยุคสมัยนี้คงหนีไม่พ้น แฟนดอมนิยายวิทยาศาสตร์ / แฟนตาซี (Science fiction fandom) ที่เริ่มรวมตัวกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1930 ในหลายเมืองทั่วโลก มีการจัดงาน World Science Fiction Convention ขึ้นตั้งแต่ปี 1939 ซึ่งแฟนดอมนี้ก็ทำให้เกิดแฟนดอมที่สำคัญตามมา นั่นคือ แฟนดอมสื่อ (Media fandom) ซึ่งแยกออกมาจากแฟนดอมนิยายวิทยาศาสตร์ในช่วงต้นปี 1970 โดยโฟกัสไปที่รายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์อย่าง Star Trek, Star Wars เป็นต้น ด้วยบทบาทที่มากขึ้นของสื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์ ทำให้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 1970 เป็นต้นมา สามารถพบเจอบรรดาแฟนๆ ที่ไปงาน Science Fiction Con โดยไม่ได้อ่านนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ดูจากหนังหรือทีวีซะมากกว่า

แฟนดอมอนิเมะและมังงะ (Anime and Manga fandom) นั้นมีมาตั้งแต่ช่วงยุค 70 ในญี่ปุ่น ส่วนในอเมริกาก็แตกหน่อออกมาจากแฟนดอมนิยายวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน โดยเริ่มจากการที่แฟนๆ เอาหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นนำเข้ามาเผยแพร่ที่งานคอน รวมถึงเอาอนิเมะญี่ปุ่นซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการจัดจำหน่ายในอเมริกามาแลกเปลี่ยนด้วยการก็อปปี้และทำซับไตเติ้ลเอง กลายเป็นต้นกำเนิดของ แฟนซับ (fansubs)

Furry Fandom (นิคเนม Furries)
ไม่เพียงแค่พบปะสังสรรค์ แต่ในงานคอนฯ ยังอาจมีการพบรักหรือเดทด่วน (Speed Dating) ด้วย

อีกแฟนดอมที่แยกออกมาจากแฟนดอมนิยายวิทยาศาสตร์ ก็คือ แฟนดอมตัวละครขนปุย (Furry fandom) ซึ่งรวมแฟนๆ ที่สนใจในตัวละครสัตว์มีขนคาแรกเตอร์เหมือนคน (anthropomorphic animal character) เช่น Kimba The White Lion, Robin Hood เวอร์ชั่นอนิเมชั่นของดิสนีย์ ฯลฯ โดยแฟนดอมนี้ริเริ่มมาจากงาน Science Fiction Convention ปี 1980 เมื่อมีการจุดประกายให้ถกเถียงเรื่องตัวละครสัตว์คล้ายมนุษย์มีขนในนิยายวิทยาศาสตร์จนเกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งตอนนี้ก็มีการจัดงาน Furry Convention ขึ้นมากมายทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาเหนือ

FAN LABOR ผลิตผลจากความคลั่งไคล้     

รูปภาพและภาพโปสเตอร์ Fanmade ของภาพยนตร์เรื่องต่างๆ

นอกจากงาน Fan Conventions แหล่งพบปะสังสรรค์ของเหล่าแฟนๆ และ Fanzines สิ่งพิมพ์หรือวารสารที่แฟนๆ ใช้เป็นสื่อแลกเปลี่ยนความรู้และรสนิยมกันแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคดิจิตอลนี้บวกกับความบ้าพลังที่มากขึ้นของเหล่าแฟนๆ ยังทำให้เกิดผลิตผลจากความคลั่งไคล้หรือที่เรียกว่า Fan Labor ขึ้นอีกมากมายหลายรูปแบบ ไล่ตั้งแต่งานเขียนอย่างรีวิวและแฟนฟิคชั่น ซึ่งแบบแรกนั้นมุ่งวิจารณ์และชื่นชมสิ่งที่ชอบ ในขณะที่แบบหลังไปไกลถึงขั้นนำไปขยายต่อยอดหรือตีความใหม่เลยทีเดียว สมัยก่อนแฟนฟิคชั่นมักไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของต้นฉบับ และไม่ค่อยได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ แต่ล่าสุดความสำเร็จของหนังอย่าง Fifty Shades of Grey ที่เริ่มต้นมาจากการเป็นนิยายแฟนฟิคชั่นของ Twilight ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอันหนึ่งเลยทีเดียว

Fan Art คือผลงานสร้างสรรค์ด้านวิช่วลของแฟนๆ ซึ่งปัจจุบันก็มีกลุ่มที่โด่งดังอย่าง Mondo หรือศิลปินแฟนอาร์ตอิสระมากมายที่ทำภาพโปสเตอร์หนังหรือแบนเนอร์ต่างๆ ได้สวยงามแปลกตาซะยิ่งกว่าของค่ายหนังเองเสียอีก Fan Film คือหนังหรือวีดีโอที่สร้างจากแฟนๆ ส่วนมากมักเป็นหนังสั้นหรือทำออกมาในรูปแบบของเทรลเลอร์ Fanvidsคือมิวสิควีดีโอที่ตัดต่อภาพจากหนังหรือรายการโทรทัศน์เข้ากับเพลง แม้แต่สิ่งที่ดูซับซ้อนต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะทางเช่นวีดีโอเกมส์ก็ยังมีการทำFan Games และ Machinima กระทั่งดนตรีที่ทำโดยแฟนอย่าง Filking ซึ่งแฟนบางคนยังพัฒนาทักษะในการทำสิ่งเหล่านี้จนกลายเป็นอาชีพเลยก็มี

สูตรน้ำชาของ บิลโบ กับ มังกรสเมาก์ และ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ กับ จอห์น วัตสัน

แต่ผลงานแนวศิลปะประยุกต์ที่ดูมีสีสันที่สุดของแฟนๆ ก็คือ คอสเพลย์ (Cosplay) หรือการแต่งเสื้อผ้าหน้าผมให้เหมือนกับตัวละครที่ชอบ รวมไปถึงวัฒนธรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกี่ยวอย่าง การชงชา (Tea Blending) แฟนๆ ก็ยังอุตส่าห์เอามาโยงให้เข้ากับตัวละครที่คลั่งไคล้จนกลายเป็นสูตรชาที่ได้แรงบันดาลใจจากคาแรกเตอร์โปรด ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2012 และทุกวันนี้เราก็สามารถหาสูตรน้ำชาอาหารของแฟนดอมต่างๆ ได้มากมายนับไม่ถ้วนในอินเทอร์เน็ต

FAN ART vs. COPYRIGHT ศิลปะหรือการล่วงละเมิด

ทุกอย่างก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน เช่นเดียวกับ Fan Art ที่แม้จะเป็นการสร้างสรรค์ผลงานตามใจแฟนๆ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ถือเป็นงานที่ต่อยอดหรือดัดแปลงมาจากผลงานที่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้ว (ที่เรียกว่า derivative works หรือ transformative works) ซึ่งแน่นอนว่ามีกฎหมายลิขสิทธิ์ห้ามไม่ให้ทำแฟนอาร์ตเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ นอกจากนั้น แฟนอาร์ตบางชิ้นยังไปดัดแปลงผลงานในเชิงล่วงละเมิดหรือขัดต่อเจตนารมย์ของผู้สร้างต้นฉบับมากจนทำให้เกิดข้อพิพาทกันขึ้นระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์กับผู้ทำแฟนอาร์ต ถึงขั้นห้ามเผยแพร่ผลงานในอินเทอร์เน็ต หรือบางงานคอนเวนชั่นในปัจจุบันก็สั่งแบนแฟนอาร์ตไปเลย

นักวิชาการด้านสื่อบางคนตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องนี้ในเชิงลบว่า แฟนอาร์ตได้พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างวัฒนธรรมชั้นสูงกับชั้นล่างในหลายๆ ทาง ด้วยการนำเอางานตามกระแสวัฒนธรรมป็อปมาใส่รวมเข้ากับศิลปะสไตล์คลาสสิค หรือกระทั่งทำให้มันจมดิ่งสู่วัฒนธรรมชั้นล่างลงไปอีกด้วยการสร้างเนื้อหาเชิงอีโรติกให้กับตัวละครที่โด่งดังในแฟนฟิคชั่นหรือแฟนอาร์ต รวมไปถึงการเขียนวิจารณ์ด้วยภาษาวิชาการเกินเหตุเพื่อโน้มน้าวให้สังคมยกย่องงานระดับตลาดเป็นหัวหอกที่สำคัญซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของศิลปะชั้นสูงและยับยั้งการเติบโตทางวัฒนธรรม ดังเช่นแฟนอาร์ตที่นำตัวละครซูเปอร์ฮีโร่และ Star Wars ไปสวมแทนในภาพวาดของจิตรกรเอกอย่าง ลีโอนาร์โด ดา วินชี

อย่างไรก็ตาม เฮนรี่ เจนกินส์ เจ้าเก่าก็โต้แย้งว่า การดัดแปลงของแฟนๆ นั้นไม่ได้ทำให้งานต้นฉบับเสียหาย โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับตุ๊กตาว่าถึงแม้จะถูกเล่นบ่อยจนเก่าโทรมแค่ไหน แต่ความงามและคุณค่าของมันในหัวใจเด็กก็ไม่ได้ลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการตีความภาพ The Last Supper โดยใส่ตัวละคร Star Wars ลงไป ซึ่งทำให้งานศิลปะเดิมนั้นมีความหมายมากขึ้น แม้จะเป็นความหมายที่เกี่ยวเนื่องกับความคลั่งไคล้ของแฟนก็ตาม และเจนกินส์ยังเชื่ออีกว่า ไม่ว่าการตีความใหม่นั้นจะดูตื้นเขินแค่ไหน แต่แฟนๆ ก็ได้สร้างมิติความลึกให้กับวัฒนธรรมกระแสหลักและนั่นเองทำให้มันมีคุณค่า โดยการตีความเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องใกล้เคียงกับของผู้สร้างสรรค์งานต้นฉบับ หรือกระทั่งตรงข้ามกันได้ด้วยซ้ำ

คนบางกลุ่มก็ไม่ได้ชอบเฉลิมฉลองคุณค่าของงานที่เขาเลือก แต่สนุกกับการอ่านผ่านความหยาบ’ เพื่อแสดงออกถึงจุดยืนที่แตกต่างมากกว่าการยอมรับตามอุดมคติ ตัวอย่างที่สุดโต่งอาจเป็นสิ่งที่ เจฟ สคอนซ์ อธิบายไว้ว่า “ความคัลต์ของหนัง ‘ห่วย’ (The Cult of ‘Bad’ Cinema)”

พฤติกรรมเช่นนี้ของแฟนก็ตรงกับบทความ อวสานผู้ประพันธ์’ (‘Death of the Author’) ของ โรแลนด์ บาร์ธส ที่โต้แย้งทฤษฏีที่ว่า ผู้เขียนควรเป็นผู้สร้างสรรค์ความหมายแต่เพียงผู้เดียว โดยเขาบอกว่าผู้อ่านก็มีพลังมากพอที่จะค้นหาความหมายที่เหมาะกับพวกเขาในสื่อนั้นๆ แฟนจึงอาจปฏิเสธแนวทางของผู้เขียนและสร้างแนวทางของตัวเองขึ้นมา ตามที่เขาเขียนว่าเป็นกำเนิดผู้อ่าน’ (‘Birth of the Reader’) ดังนั้น ด้วยความกระตือรือร้นเหลือเกินในการอ่านและตีความ แฟนๆ จึงมีพลังอยู่เหนือความหมายของงานต้นฉบับ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีพลังในกระบวนการสร้างสรรค์งานก็ตาม

แต่ เอ…บางทีในยุคนี้พวกเขาอาจจะมีพลังนั้นแล้วก็ได้นะ ไม่เชื่อลองอ่านต่อไปดู

FAN FILMS ที่เผลอๆ จะแจ่มกว่าหนังจริง

หนังที่แฟนๆ ทำนั้นหลายเรื่องคุณภาพไม่ใช่เล่นๆ แถมยังไอเดียกระฉูด ดูสนุกกว่าหนังฮอลลีวู้ดบางเรื่องซะอีก และนี่คือส่วนหนึ่งของหนังฝีมือแฟนที่น่าไปหามาชมกันทางยูทูป

Ryan vs. Dorkman

เหล่ากีค Star Wars ต้องเคยจินตนาการว่าได้ดวลดาบไลท์เซเบอร์กันเหมือนอัศวินเจไดแน่ๆ ซึ่งหนังสั้นเรื่องนี้ก็เล่นกับความฝันอันนั้นแหละ โดยเป็นการต่อสู้ระหว่างสองหนุ่มกีค ไรอัน กับ ดอร์คแมน ซึ่งเดิมทีทั้งคู่เป็นผู้เล่นเว็บบอร์ด theforce.net ที่แข่งกันทำคลิปต่อสู้ด้วยไลท์เซเบอร์ชิงรางวัล แต่สุดท้ายก็หันมาร่วมมือกันเพื่อดับเบิ้ลโอกาสชนะ และผลที่ได้ก็คือหนังสั้นเรื่องนี้ ซึ่งคิวบู๊ดูสนุกและตัดต่อได้จังหวะดีมาก แถมทั้งคู่ที่ไม่เคยเรียนมาร์เชียลอาร์ตใดๆ มาก่อนก็ยังดวลกันได้อย่างเข้าขา จนติดอันดับ Star Wars Fan Film ที่ดีที่สุดของนิตยสารไทม์ส

Mario Indie Movie Trailer

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทรลเลอร์ที่ฉายในเทศกาลหนัง SXSW ทำโดยนักทำหนังชาวออสตินด้วยงบเพียง 400 เหรียญสหรัฐฯ ออกมาเป็นเทรลเลอร์ของหนังแนวอินดี้ ว่าด้วยชีวิตอึมครึมของมาริโอ้ ช่างประปาหนวดงามที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับเห็ดและ เจ้าหญิงที่ดันไปอยู่ในปราสาทอีกหลัง’ เมื่อสาวเจ้าไปออกเดทกับไอ้หนุ่มชื่อคุปปา สาวกเกมเหยียบเห็ดสุดคลาสสิคน่าจะโดน

Spider-Man: Eclipse

ถึงเราได้ดูหนังไอ้แมงมุมกันมาหลายภาคหลายเวอร์ชั่นจนเหมือนไม่มีอะไรหมาดใหม่ แต่หนังสั้นแฟนเมดเรื่องนี้ก็ยังน่าสนใจ เปิดเรื่องมาด้วยภาพของสไปเดอร์-แมนที่ถูกจับมัดในสภาพสะบักสะบอมแถมยังไร้หน้ากากปิดบังใบหน้า เขาหนีเอาตัวรอดมาได้ชนิดหืดจับพร้อมกับฉากต่อสู้ที่ผสมผสานกีฬาปากัวร์และซีจีการยิงใยแมงมุมที่สวยงามสมจริง และจบลงด้วยการทิ้งความรู้สึกที่น่าประทับใจว่าไอ้แมงมุมก็เป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆ

Pac-Man: The Movie

หลายคนคงสงสัยว่าเกมแสนโบราณที่มีแค่ลูกกลมๆ สีเหลืองไล่งับจุดกับเชอร์รี่ และผลัดกันไล่ล่ากับผีอยู่ในเขาวงกตนั้นจะดัดแปลงออกมาเป็นหนังได้ยังไง? แต่ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ แถมยังดูดีมีระดับราวกับหนังไซไฟฮอลลีวู้ดล้ำๆ งานโปรดักชั่นเฟี้ยวฟ้าวไม่แพ้ Tron: Legacy เลยทีเดียว แต่หนังแฟนฟิล์มที่ทำโดยบริษัท Steelhouseเรื่องนี้ใช้งบแค่เศษเสี้ยวของหนังฮอลลีวู้ดเรื่องนั้น…ก็เท่านั้นเอง

FANS vs. CRITICS ดรามามองต่างมุม

Madea’s Witness Protection ผลงานหนังของ ไทเลอร์ เพอร์รี่ ผู้กำกับ-นักแสดงขวัญใจชาวอเมริกันผิวสี ตัวอย่างหนึ่งของหนังที่ได้เสียงตอบรับต่างกันลิบโลกระหว่างนักวิจารณ์กับผู้ชม (แฟนๆ) จากเว็บไซต์ rottentomatoes

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าแฟนเป็นผู้ชมที่แอ็คทีฟจัด นั่นทำให้พวกเขามักเขียนวิจารณ์งานที่ชอบในลักษณะให้ข้อมูลและใช้รูปแบบการนำเสนอเหมือนกับนักวิจารณ์ และด้วยความกระตือรือร้นในสิ่งที่ชอบ เช่น ดูหนังซ้ำแล้วซ้ำอีก, ไปพบปะพูดคุยกับผู้สร้างงาน รวมถึงการขยันอัพเดทแบ่งปันข้อมูลข่าวสารในสังคมแฟนและโลกโซเชียล ทำให้บทบาทของแฟนนั้นแทบไม่ต่างจากนักวิจารณ์อาชีพเลย และประเด็นร้อนที่พบเจอได้บ่อยๆ ก็คือ วิวาทะระหว่างแฟนกับนักวิจารณ์

มาร์ค เคอร์โมด เขียนถึง 5 องค์ประกอบสำคัญของบทวิจารณ์หนังที่ดีไว้ว่า งานวิจารณ์ภาพยนตร์นั้น ถ้าทำให้สมบูรณ์ก็ควรมี ความคิดเห็น (Opinion), การบรรยาย (Description), การอธิบายแก่นสารจากบริบท (Contextualisation), การวิเคราะห์ (Analysis) และ(ถ้าคุณโชคดี) ความบันเทิง (Entertainment)” ซึ่งทั้งห้าข้อนี้ก็ไม่ได้แบ่งแยกชี้ชัดงานของนักวิจารณ์กับมือสมัครเล่น ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของรีวิวเชิงวิชาการกับรีวิวโดยแฟนนั้น น่าจะเป็นการที่นักวิจารณ์มองหนังในมุมที่กว้างกว่าและไม่ได้โฟกัสที่ความบันเทิงมากเท่ากับแฟน แต่ถึงแม้แฟนจะถูกมองเป็นแค่มือสมัครเล่นในวงการ แต่สำหรับเรื่องที่ชอบ พวกเขาน่าจะถือเป็นกูรูหรือ ผู้เชี่ยวชาญ’ เลยก็ว่าได้

ความขัดแย้งที่โดดเด่นอีกอย่างระหว่างแฟนกับนักวิจารณ์ก็คือสไตล์การเขียนรีวิว ซึ่งแม้ว่าจะมีแฟนที่เขียนถึงงานที่ชอบในเชิงวิชาการ (Scholar-fans) และก็มีนักวิจารณ์ที่เขียนถึงงานที่แฟนๆ ชอบ (Fans-Scholars) แต่แบบแรกมักถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะไม่ใช่นักวิชาการจริงๆ ส่วนแบบหลังก็ถูกแฟนๆ มองว่าเสแสร้ง ไม่จริงใจ สไตล์งานเขียนของนักวิจารณ์มักถูกต่อต้านและประทับตราว่าเข้าใจยาก ต้องปีนกระไดอ่าน เพราะแฟนๆ นั้นไม่ได้มองว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่สูงขึ้นไป แต่เป็นผู้รักในกระแสวัฒนธรรมป็อป แฟนจึงพยายามเขียนงานที่เข้าถึงง่ายและมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ตรงข้ามกับนักวิจารณ์ที่พยายามพัฒนาทฤษฏีวิจารณ์ในเชิงวิชาการ ส่วนคำถามที่ว่ากิจกรรมของใครมีคุณค่าทางวัฒนธรรมมากกว่านั้นก็เป็นที่โต้เถียงกันมายาวนาน

ถ้านักวิจารณ์เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมชั้นสูง แฟนก็เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมป็อปและวัฒนธรรมที่ต่ำกว่า ในขณะที่นักวิจารณ์ยกย่องหนังอย่าง Citizen Kane (ออร์สัน เวลส์ – 1941) หรือ Vertigo (อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก – 1958) แฟนๆ กลับไปเข้าแถวรอดูหนัง exploitation ที่ขายความมันส์อย่าง The Evil Dead (แซม ไรมี่ – 1981) หรือกระทั่งหันไปสนับสนุนหนังที่โดนตีตราว่า ‘ห่วย’ อย่าง Plan 9 from Outer Space (เอ็ดเวิร์ด ดี.วู๊ด จูเนียร์ – 1959) ปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นในวงการดนตรี ที่แฟนเพลงเฮฟวี่เมทัลมักถูกเหยียดหยามจากผู้นิยมเพลงคลาสสิค

และด้วยพลังของอินเทอร์เน็ต ก็ทำให้เวทีการแสดงออกของแฟนๆ นั้นขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว แม้จะเกิดการปะทะหรือยกพวกถล่มระหว่างแฟนๆ กับนักวิจารณ์หรือผู้คิดต่างขึ้นอยู่บ้าง แต่ข้อดีของมันก็คงเป็นดังที่ โรเจอร์ อีเบิร์ต ยอดนักวิจารณ์ผู้ล่วงลับเคยชื่นชมเอาไว้ว่า

มันคือยุคทองของการวิจารณ์ภาพยนตร์ ไม่เคยมีคนเขียนวิจารณ์หนังกันมากเท่านี้ ดีเท่านี้ สำหรับผู้อ่านเยอะแยะขนาดนี้ และเขียนถึงภาพยนตร์จำนวนมากเท่านี้มาก่อน”

อนึ่ง นักวิจารณ์ก็เริ่มต้นมาจากการเป็น แฟนหนัง’ (film fans) นั่นแล

 

FANS vs. CREATORS

The People vs. George Lucas หนังสารคดีแนวคอเมดี้ ปี 2010 ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง จอร์จ ลูคัส กับแฟนๆ Star Wars ทำโดย อเล็กซานเดร ฟิลิปเป แฟนพันธุ์แท้ของแฟรนไชส์สงครามดาว

คงไม่ต้องสาธยายมากว่าแฟนนั้นมีอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์มากแค่ไหน เพราะคอหนังคงเคยได้ยินข่าวดาราบางรายหรือหนังบางเรื่องโดนแฟนๆ แอนตี้กันมาบ้างแล้ว และแม้แต่ระดับผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์ชื่อดังก็ไม่ควรประมาทพลังของแฟนเหมือนกัน เพราะเสียงเฮและการซูฮกอาจกลายเป็นเสียงโห่และความหมั่นไส้ไปซะแทน ดังเช่นกรณีตัวอย่างต่อไปนี้

วรรณกรรมของ เจ อาร์ อาร์ โทลคีน นั้นมีแฟนดอมที่แข็งแกร่งมานานแล้ว เมื่อ ปีเตอร์ แจ็คสัน กับทางนิวไลน์ซีเนม่าหยิบเอา The Lord of the Rings มาดัดแปลงเป็นหนัง พวกเขาก็ดำเนินนโยบายเข้าหาแฟนๆ เปิดกว้างรับความคิดเห็น เปลี่ยนความระแวงให้กลายเป็นสนิทสนม ด้วยการติดต่อกับแฟนๆ ของโทลคีนจำนวนนับร้อยล้านทางอินเทอร์เน็ต แจ็คสันเองก็แสดงความใจกว้างเกินคาดในการตอบข้อเรียกร้องของแฟนๆ ทางเว็บไซต์ Aint-It-Cool-News.com ผลก็คือแฟนๆ ให้การยอมรับสุดหัวใจและยังช่วยโปรโมทหนังอย่างเต็มที่

โปสเตอร์หนัง Willow (1988) ที่โปรยชื่อ จอร์จ ลูคัส ในฐานะโปรดิวเซอร์ก่อนผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด และยังมีองค์ประกอบภาพที่ดูคล้ายคลึงกับโปสเตอร์หนัง Star Wars

การณ์กลับเป็นตรงข้ามสำหรับ จอร์จ ลูคัส ผู้สร้างสรรค์และถือสิทธิ Star Wars แฟรนไชส์สงครามดาวอันโด่งดัง ที่มีสาวกคลั่งไคล้จำนวนมหาศาลมาตั้งแต่ปี 1977 ที่หนังภาคแรกออกฉาย พร้อมทำกิจกรรมประสาแฟนๆ มากมาย ซึ่งทาง Lucasfilm ก็เหมือนจะอ้าแขนรับ แต่ยินดีรับเฉพาะการชื่นชมและไม่พอใจกับการตีความที่กระทบกระเทือนภาพลักษณ์ เช่น มีเนื้อหาอีโรติคหรือรุนแรง และด้วยความพยายามจะควบคุมสิ่งที่แฟนๆทำขึ้นในแต่ละปี ทาง Lucasfilmจึงจัดประกวดแฟนฟิล์มร่วมกับเว็บไซต์ starwars.com และ AtomFilms.com โดยเสนอพื้นที่และซาวน์เอ็ฟเฟ็คท์ให้ใช้ฟรี แต่ก็มีเงื่อนไขว่าเนื้อหาต้องเป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่กำหนดและผลงานทั้งหมดถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของสตูดิโอซึ่งเหมือนเป็นการขีดเส้นตีกรอบให้แฟนๆ ว่าแบบไหนดี-ไม่ดี แฟนที่ดีก็อาจได้รับรางวัลและการสนับสนุน ส่วนแฟนที่ไม่ดีก็อาจถูกฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมาย ทำให้ความสัมพันธ์ของลูคัสกับแฟนๆ Star Wars นั้นค่อนข้างตึงเครียดและซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการทำสงครามดาวไตรภาคก่อนหน้าขึ้นมา (EP I, II, III) แต่สาวกเจไดรุ่นเก๋ากลับรู้สึกว่าถูกเมินเฉยละเลยความคิดเห็น ทำให้ผลตอบรับออกมาไม่สู้ดีนักแถมยังโดนบ่นหนาหูในเรื่องความน่ารำคาญของตัวละคร จาจาบิงค์ และท่าทีเหยียดเชื้อชาติผ่านตัวละครลุคเอเชียอื่นๆ จนมีแฟนเดนตายคนหนึ่งนำไปทำเป็นหนังสารคดี The People vs. George Lucas ออกมาในปี 2010 เลยทีเดียว

นอกจากนั้น ผู้กำกับเพื่อนร่วมรุ่นกับลูคัสอย่าง สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก ก็เคยโดนแฟนๆ บ่นเหมือนกันใน Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull ว่าบางฉากนั้นดูน่าหัวร่อและไม่สอดคล้องกับภาคก่อนๆ ซึ่งสปีลเบิร์กก็แบ่งรับแบ่งสู้ ด้วยการโยนความผิดบางส่วนให้กับลูคัสผู้ร่วมเขียนเรื่อง (เช่นการใส่เรื่องเกี่ยวกับเอเลี่ยนเข้ามา) และบางส่วนก็ยอมรับว่าเป็นความตั้งใจเพี้ยนๆ ของเขาเอง โดยเฉพาะฉากที่อินดี้หนีระเบิดนิวเคลียร์เข้าไปอยู่ในตู้เย็น กระเด็นข้ามเมืองและรอดออกมาโดยสวัสดิภาพ!มันเป็นความคิดงี่เง่าของผมเอง ตอนนี้ผู้คนเลิกพูดว่า ‘กระโดดขึ้นฉลาม’ (Jump the Shark – ศัพท์ที่ใช้แทนจุดตกต่ำ มาจากรายการทีวีที่มีฉากคนกระโดดขึ้นหลังฉลามด้วยสกีน้ำ) กันแล้ว แต่พูดว่า ‘ระเบิดตู้เย็น’ (Nuke the Fridge) แทน ผมภูมิใจนะ ผมดีใจที่สามารถใส่อะไรแบบนี้ลงไปในกระแสวัฒนธรรมป็อปได้”

ภาพล้อฉาก Nuke the Fridge ใน Indiana Jones 4 ที่มีอยู่ว่อนเน็ต

แต่ก็ใช่ว่าแฟนๆ จะเป็นพวกยึดติดกับของเก่า ไม่เปิดใจรับอะไรใหม่ๆ เลย ดูอย่างการดัดแปลง Batman ให้เป็นโทนมืดหม่นในไตรภาค The Dark Knight ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน สิ อันที่จริงการแคสติ้ง ฮีธ เลดเจอร์ มารับบทโจ๊กเกอร์ นั้นก็เคยถูกแฟนๆ ยี้ใส่มาก่อน แต่พอได้ดูตัวหนังที่ออกมา พวกเขาก็ยอมรับได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นทำออกมาได้ดี ก็สามารถดึงดูดแฟนใหม่และสร้างความยอมรับนับถือจากแฟนเก่าได้อีกต่างหาก

ในโลกที่โซเชียลมีเดียเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ด้วยปลายนิ้ว ยอดไลค์ในเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และความเคลื่อนไหวจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอีกมากมายจึงมีอิทธิพลอย่างแน่นอนต่อความนิยมในกระแสวัฒนธรรมป็อป แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่ายอดไลค์นับแสนนับล้านนั้นจะมี แฟนตัวจริง’ อยู่สักกี่คน แต่ก็อย่างที่ใครสักคนเคยบอกผู้เขียนไว้ ในยุคนี้ถ้ามีแฟนเดนตายที่พร้อมจะติดตามคุณจริงๆ สัก 300 คน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว!

FANDOM vs. FANDOM

Marvel vs. DC

สองจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ที่เป็นคู่แข่งกันมาแต่ไหนแต่ไร แม้ว่ามาร์เวลดูจะมีแต้มต่อกว่าหน่อย จากการมีฮีโร่ที่ร่วมสมัยและดูเป็นมนุษย์มนามากกว่าดีซี แถมยังชิงออกตัวแรงบนจอหนังไปก่อนหน้า แต่ก็ใช่ว่าค่ายซูเปอร์ฮีโร่เก่าแก่ที่มีศิษย์เอกอย่างซูเปอร์แมนและแบทแมนจะยอมแพ้ง่ายๆ และการปะทะในจอใหญ่จอเล็กก็ทวีความเข้มข้นยาวไปจนปี 2020

Star War vs. Star Trek

คู่อริตลอดกาลที่ถูกนำมาเปรียบมวยกันนับครั้งไม่ถ้วน เดวิด บริน นักเขียนนิยายไซไฟกล่าวว่า Star Wars นั้นเป็นตำนานแห่งความสมานฉันท์และการยกย่องบุคคลขั้นเทพ ในขณะที่ Star Trek เป็นแม่แบบของอเมริกันดรีม ที่พูดถึงความสำเร็จของมนุษย์และความก้าวหน้าที่ยกระดับวิถีชีวิต ซึ่งคงต้องดูต่อไปว่าสาวกของทั้งสองกาแลคซี่จะโคจรมาเจอกันได้มั้ย เมื่อทั้ง Star War และ Star Trek ตกอยู่ในกำมือของชายคนเดียวกัน เจ เจ อับรามส์

Doctor Who vs. Doctor Who

ซีรีส์ยอดนิยมที่ออกอากาศมานานถึง 26 ซีซั่น ครอบคลุมเวลา 5 ศตวรรษ และนักแสดงนำถึง 11 คน จึงไม่แปลกที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นระหว่างแฟนรุ่นเก่ากับแฟนรุ่นใหม่ เมื่อฝ่ายแรกไม่ชอบบทของซีรีส์ในระยะหลังที่เขียนโดย สตีเว่น มอฟแฟท นักเขียนบทมือรางวัลจากซีรีส์ Sherlock และคิดว่าแฟนรุ่นใหม่นั้นใสซื่อเกิน ลามไปจนถึงการจัดอันดับนักแสดงผู้รับบทด็อกเตอร์ฮู ที่คงทำเอาดารานำคนล่าสุดอย่าง แม็ท สมิท แทบหัวใจวาย

Battle Royale vs. The Hunger Game

ไม่น่าจะเรียกว่าการต่อสู้ แต่เหมือนเป็นความหมั่นไส้จากฟากฝั่งของแฟนหนังคัลต์ญี่ปุ่นที่มีต่อความโด่งดังของแฟรนไชส์หนังเกมล่าชีวิตซะมากกว่า เพราะไม่เพียงพล็อตว่าด้วยหนุ่มสาวมาเข่นฆ่ากันเองที่คล้ายกัน แต่ Battle Royale นั้นโหดเหี้ยมรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อกว่าเยอะ เลยทำให้เกิดการค่อนแคะและให้สโลแกนใหม่กับนิยายเรื่องดังของซูซาน คอลลินส์ อย่างเจ็บแสบว่า “Battle Royale for Dumb Teenager”

Twilight vs. Harry Potter

ดูเหมือนไม่ใช่คู่แข่ง แต่แฟนหนังสือโดยเฉพาะเพศหญิงของ Harry Potter นั้นก็ไปทับซ้อนกับ Twilight โดยเฉพาะการสานต่อจากนิยายแฟนตาซี-ผจญภัย มาสู่แฟนตาซี-โรแมนซ์ แม้ว่าแฟนๆ ของเฮอร์ไมโอนี่คงจะเหวอกับความเวิ่นเว้อของเบลล่าไม่น้อย และ สเตฟานี เมเยอร์ ผู้เขียน Twilight ก็เคยตอบคำถามเหล่ามักเกิ้ลว่า ถ้ามาสู้กัน เอ็ดเวิร์ดคงงับคอแฮรี่ดับในเวลาแค่ .01 วินาที! แต่ดูจากยอดขายหนังสือแล้วคงต้องบอกว่า เจ. เค. โรว์ลิ่ง ยังนำหน้าอยู่หลายขุม

His Dark Materials vs. Chronicles of Narnia

นิยายแฟนตาซีไตรภาคของ ฟิลิป พูลแมน ที่เหมือนตอบโต้วรรณกรรมมหากาพย์ของ ซีเอส ลูอิส ด้วยเรื่องแนวตำนานคริสเตียน โดยมีหัวหน้าตัวร้ายเปรียบได้กับโบสถ์คาทอลิกและฑูตสวรรค์ ในขณะที่ Narnia ให้สิงโตเป็นตัวแทนการเสียสละและฟื้นคืนชีพของพระคริสต์ แถมพูลแมนเองยังวิจารณ์ตอนจบของนาร์เนียว่าเน้นความอินโนเซนส์ของวัยเยาว์มากเกิน แทนที่จะเป็นความสามารถของเด็กในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมและปัญญา ซ้ำยังเรียกลูอิสว่าเป็น คนเหยียดเชื้อชาติที่ระลึก” (Monumentally Racist) แต่งานนี้เสียงโวยจากแฟนๆ นาร์เนียก็ยังน้อยกว่าจากคริสตจักรนะ

ที่มา http://flavorwire.com/392524/7-bitter-fandom-rivalries-from-across-pop-culture/7

แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน

Shares
บรรณาธิการนิตยสาร Starpics / เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก ดูหนังเป็นงานอดิเรก